|
ชาตินี้เราโชคดีที่ได้เกิดมาพบ “ต้นปราบ ตรีภพ หยกชมพู” เราควรทำอะไรกับพระองค์ให้จงได้ พระองค์ได้มรรคผลนิพพานแล้ว แต่เรายังต้องเวียนเกิดเวียนตาย อีกกี่ชาติกี่ภพ? เราก็ไม่ทราบ เพราะเราจะต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม จนกว่าดวงบารมีของเราจะเข้าเกณฑ์ได้มรรคผลทั้งตัวเรา ลูกเมีย ญาติพี่น้องทุกคน เพื่อนฝูง พวกพ้อง รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ทั้งโลก หากเราได้สร้างบารมีร่วมกับพระองค์ไว้ เป็นการร่วมบุญกับผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ก็ต้องระลึกถึงเรา แม้เราจะเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในโลก พระองค์ก็ต้องติดตามดูแลเรา เราไม่รู้เรื่อง เพราะเรายังไม่มีความรู้ที่จะทำวิชาระลึกชาติได้ แต่เราจะผ่านเหตุร้ายทั้งปวงไปได้ โดยที่เราไม่ทราบว่าเรารอดมาได้อย่างไร? เรื่องนี้เกิดแก่ข้าพเจ้าแล้ว เพราะอย่างนี้เอง ข้าพเจ้าจึงบอกแก่พวกเราไว้ว่า อย่าลืมบูชาองค์ต้นปราบ ตรีภพ หยกชมพู เป็นอันขาด บอกลูกบอกหลานไว้ทีเดียว ขอให้กลับไปอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔-๕ ท่านจะทราบเรื่องราวทั้งหมด ว่างานปราบมารที่ผ่านมาได้ ก็เพราะ “ต้นปราบ” เป็นแม่ทัพ ส่วน “ตรีภพและหยกชมพู” เป็นกระบี่ซ้ายขวา ผลงานปราบมารมีอย่างไร? ขอให้ท่านอ่านหนังสือปราบมารให้จบทั้ง ๕ ภาค แล้วจะเข้าใจอะไรทั้งหมด ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้ามีประวัติ “จะตายรายวัน” ตั้งแต่เกิดเป็นทารกน้อย เกิดพลัดตกน้ำแต่ไม่จมน้ำ พอโตขึ้นเป็นเด็กเล็ก ยังวิ่งแก้ผ้าอยู่ ต้องไปช่วยพ่อแม่ทำนา หน้าที่ของข้าพเจ้าตอนนั้นคือ “เลี้ยงควาย” เพราะยังเล็กอยู่ ยังไถนาไม่ได้ เกี่ยวข้าวไม่ได้ ก็ต้องอยู่หน้าที่เลี้ยงควาย ต้องเอาควายไปเลี้ยง แต่ด้วยตัวเล็กมาก บังคับควายไม่อยู่ มันเข้าไปกินข้าวในนาของเขา เจ้าของนา เขาก็ตีข้าพเจ้า มีอยู่คราวหนึ่งเอาควายไปลงน้ำในคลอง มันเจอคู่ต่อสู้ของมัน มันขวิดกัน ไม่รู้ว่าข้าพเจ้าหลุดออกจากรัศมีการต่อสู้ของมันได้อย่างไร? น้ำก็ลึก ข้าพเจ้ากำลังทำความสะอาดให้มัน คู่ต่อสู้ของมันมาจากไหน? เราไม่ทันเห็น มันก็จะต่อสู้กัน น้ำราวหน้าอก ข้าพเจ้าพยายามเอาตัวออกมาจากรัศมีการต่อสู้ของมัน เพราะเวลามันขวิดมันจะหมุนตัว หากเราออกจากรัศมีนั้นไม่ได้ มันก็เหยียบเราตายทันที น้ำลึกราวหน้าอก ไม่รู้ว่าข้าพเจ้าหลุดออกมาได้อย่างไร? เป็นเรื่องอัศจรรย์ใจหายใจคว่ำ ก็ไอ้ตัวนี้อีกคราวหนึ่ง มันจะเอาข้าพเจ้าตายให้ได้ มันกำลังกินหญ้า เราก็จูงมันไป พอมันเจอหญ้าเขียว ข้าพเจ้าก็ให้มันกินตรงนั้น แต่เพราะว่ามันอ้วนกำลังเปลี่ยว ข้าพเจ้าก็ลูบตัวมันด้วยความเอ็นดู เพียงเท่านั้นเอง มันแว้งมาตรงที่ข้าพเจ้าลูบตัวมัน ตัวข้าพเจ้าอยู่ที่หัวของมัน ปลายเขาของมันไม่ถูกตัวข้าพเจ้า ถ้าปลายเขาของมันถูกตัวเรา เราเป็นเด็กเล็กก็ทะลุ ตัวเราจะไปติดอยู่ที่เขาของมัน มันคงสลัด ตัวเราก็ตายสถานเดียว ข้าพเจ้ามีอาการจุกอยู่ครู่หนึ่ง โกรธมันมาก เลี้ยงมันมาด้วยความเอ็นดู แต่มันขวิดเรา ตัวนี้ชื่อไอ้หมอน คราวที่ขวิดกับคู่ต่อสู้ของมันในแม่น้ำ ก็ไอ้หมอนตัวนี้ รวมความว่า ไอ้หมอนตัวนี้ จะทำให้ข้าพเจ้าตายถึง ๒ ครั้ง ตามที่เล่ามานั้น เป็นตอนที่ข้าพเจ้าอยู่วัยเด็กเล็ก ยังวิ่งแก้ผ้าอยู่ จนวันนี้ข้าพเจ้าไม่คิดจะตรวจติดตามไอ้หมอนว่ามันไปเกิดเป็นอะไรแล้ว? แต่ตัวอื่นข้าพเจ้าตรวจให้หมดแล้ว แถมยังให้บุญด้วย ถือว่าเขาเกิดมาช่วยเรา ตัวที่ข้าพเจ้ารักมันมาก ชื่อไอ้หนุ่มกับไอ้ท่อก ไอ้หนุ่มเขาสั้น ไอ้ท่อกเขากาง เป็นรุ่นก่อนไอ้หมอน เมื่อจบรุ่นไอ้หนุ่มไอ้ท่อกแล้ว จึงจะมาถึงรุ่นไอ้หมอน เรื่องมีอยู่ว่า เราเอาไอ้หนุ่มกับไอ้ท่อกไปลงน้ำในลำคลอง ต้องให้มันนอนน้ำแล้วเราก็ทำความสะอาดให้มัน อันเป็นเรื่องสำคัญของการเลี้ยงควาย พอมันขึ้นจากแม่น้ำแล้ว มันเกิดร่าเริงขึ้นมา มันออกวิ่งตามแบบฉบับของมัน ข้าพเจ้าดึงเชือกบังคับไม่อยู่ จึงตกจากหลังควาย แล้วมันก็วิ่งเรื่อยไป ส่วนข้าพเจ้าก็นอนบิดตัวอยู่ตรงนั้น แผ่นดินหมุน หายใจไม่ค่อยทัน เพราะมันจุก ไม่รู้ว่าเอาส่วนไหนกระทบพื้น นั่งเจ็บปวดอยู่คนเดียวพักใหญ่ พออาการแผ่นดินหมุนหมดไป จำได้ว่าข้าพเจ้าร้องไห้เพราะกลัวควายหาย ออกเดินตามควาย เดินร้องไห้ไปตามทาง พบผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขาถามว่าหนูร้องไห้ทำไม? ข้าพเจ้าตอบว่า ตามควายไม่พบ เขาก็บอกเห็นควาย ๒ ตัว มันวิ่งไปทางโน้น ให้หนูไปตามทางโน้น ข้าพเจ้าเปลี่ยนเส้นทางใหม่ จึงมองเห็นไอ้หนุ่มกับไอ้ท่อกแต่ไกล ว่ามันอยู่ตรงไหน? อาการมึนงงทางร่างกายทุเลาลงแล้ว ข้าพเจ้าก็วิ่งบ้างเดินบ้าง เพื่อรีบไปให้ถึงควาย เมื่อถึงควายแล้ว เราก็ขี่มันกลับบ้าน ตกควายคราวนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่ตาย! เพียงแต่จุกเท่านั้น เพียงแต่แผ่นดินหมุนเท่านั้น เพราะร่างกายพลัดตกหกล้มอย่างนี้ ร่างกายของข้าพเจ้าจึงไม่โต สรุปตรงนี้ก่อน ตอนเป็นทารกน้อย ตกน้ำ ๑ ครั้ง พี่สาวเล่าว่า ตกน้ำในตอนน้ำท่วม แม่ลงไปช่วยไม่ได้ เพราะท้องแก่ ก้มไม่ได้ ได้แต่ตะโกนเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วย พี่สาวเล่าว่าตกน้ำ แต่ตัวลอยน้ำ ไม่จมน้ำ พี่สาวยังเล่าอีกว่า พี่สาวเป็นคนพาข้าพเจ้าไปตามบ้านใกล้เรือนเคียง ใครก้างติดคอ? ก็เอาขาของข้าพเจ้าไปเขี่ยที่คอ แล้วก้างปลาก็หลุดไป ดังนั้น วันหนึ่งก็ต้องไปกับพี่สาว ไปเขี่ยก้างปลาติดคอ วิธีทำก็ไม่ยาก พี่สาวเล่าว่าเอาขาของข้าพเจ้าไปสัมผัสที่คอของเขา แล้วก็ดึงขาลง แล้วก้างปลาจะหลุดไปจากลำคอ ดังนั้น ตอนเป็นทารกน้อย ก็ตกน้ำหนเดียวเท่านั้น สรุปตอนเป็นเด็กน้อย ตอนเลี้ยงควายคือเลี้ยงไอ้หมอน น่าอันตราย ๒ ครั้ง ตอนที่เลี้ยงไอ้หนุ่มไอ้ท่อก ไม่อันตราย ตกจากหลังควายถึงอย่างไรก็ไม่ตาย เพียงแต่ว่าจะเลี้ยงไม่โตเท่านั้น สรุปประวัติตอนเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนหนึ่ง ซึ่งน่าอันตรายมาก ขอเล่าโดยย่อว่า เรียนหลักสูตรมัธยมศึกษาชั้น ม.๕ โรงเรียนอุภัยภาดาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนราษฎร์ของวัดสองพี่น้อง ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง ผู้ใหญ่ยันต์เป็นผู้ไปขอม้าของศึกษาธิการอำเภอสองพี่น้องมาให้ข้าพเจ้าหัดขี่ ข้าพเจ้าก็เอาม้าตัวนี้เลี้ยงไว้ที่วัดสองพี่น้อง ได้เวลาข้าพเจ้าก็ฝึกหัดขี่ ฝึกขี่คราวใด? มันจะวิ่งเข้าใต้ถุนบ้านทุกคราวไป คือมันพาเราวิ่งไปตามบ้านของชาวบ้านเขา แล้วมันก็เข้าใต้ถุน จะเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายอีก เพราะถ้าเราหมอบตัวไม่ทัน หรือหมอบตัวไม่พ้นระดับใต้ถุนบ้าน ตัวเราก็จะถูกใต้ถุนบ้านเสียบตัวของเรา อันตรายคือตรงนี้ แต่พอมันพอเข้าใต้ถุนบ้าน เราต้องหมอบตัวให้ติดหลังม้าเข้าไว้ ผู้คนเขาก็มุงดู ข้าพเจ้านึกอายเขาเหมือนกัน เพราะเราบังคับมันไม่เป็น ม้ามันจะแสดงอาการพยศหลายอย่าง ต่อเมื่อเราบังคับมันได้เมื่อไร? เมื่อนั้นมันจึงจะวิ่งเป็นปกติให้เราขี่ได้ เจตนาที่หัดขี่ม้า ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินเท้าไปบ้าน เพราะการเดินไปบ้านเกิดของข้าพเจ้า ไม่รู้ว่ากี่สิบกิโลเมตร? หากเราขี่ม้าได้ ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น นั่นเอง การฝึกต่อมา ข้าพเจ้าพอจะเป็นบ้างแล้ว พอจะบังคับม้าได้แล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นสันทัดนัก กล่าวถึงเหตุการณ์วันหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องไปบ้านเกิด เพื่อเอาเงินมาเสียค่าเทอม จึงขี่ม้าออกจากวัดสองพี่น้องมุ่งหน้าไปวัดท่าจัด เพราะวัดท่าจัดเป็นวัดใกล้บ้านของข้าพเจ้า แต่เส้นทางก่อนที่จะถึงวัดท่าจัดนั้น ต้องผ่านวัดยวน (วัดแม่พระประจักษ์) ก่อน วัดยอนหรือวัดแม่พระประจักษ์เป็นวัดคริสต์ มีป่าช้าเป็นสุสานฝังศพ ที่หลุมฝังศพมีไม้กางเขนปักประจำหลุมเรียงรายไป พอม้าวิ่งมาถึงป่าช้าฝังศพ เป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบ? ม้าวิ่งเตลิดเปิดเปิง ข้าพเจ้าบังคับเชือกเท่าไรก็ไม่อยู่ มันวิ่งเร็วมาก ตรงนี้ไม่เป็นไร? ข้าพเจ้าไปกับมันได้ พอสุดป่าช้ามาถึงร่องอ้อยชาวบ้าน เป็นเส้นทางยาวมาก ม้ากระโจนข้ามร่องอ้อยเรื่อยไป ข้าพเจ้าบังคับมันไม่อยู่แล้ว อันตรายคือตรงนี้ ถ้าเราตกจากหลังม้า ศีรษะของเราก็เหม่งกับร่องอ้อย แล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรกันมากแล้ว ตายสถานเดียว เป็นเพราะอะไรไม่ทราบ? ตัวของข้าพเจ้าเลื่อนไปอยู่ที่คอม้า ไม่ได้อยู่บนหลังม้าแล้ว ม้ามันวิ่งต่อไป จนไปถึงหลังโบสถ์วัดท่าจัด แล้วม้าก็หยุดวิ่งไปเฉย ๆ ยืนนิ่งเฉย ข้าพเจ้าคุมสติได้ก็ประคองตัวเองลงจากคอม้า ม้าก็ไม่ก้มกินหญ้า มันยืนนิ่งด้วยความเหนื่อย ส่วนข้าพเจ้าก็ใจหายใจคว่ำ นั่งพักเหนื่อย แล้วลำดับเหตุการณ์ว่าไปอย่างไรมาอย่างไร? มันเกิดอะไรขึ้น? เราจะตายเพราะเหตุนี้หรือ? เรายังเรียนไม่จบชั้นมัธยม เราจะตายแล้วหรือ? นึกถึงพระอาจารย์ที่เราเป็นลูกศิษย์ เราไปส่งปิ่นโตทุกวัน หากเราตายไปในวันนี้ ใครจะไปส่งปิ่นโตให้ท่าน? คิดเรื่อยไปตามอารมณ์ เดี๋ยวเราก็ไปถึงบ้าน พ่อกับแม่ก็ต้องถามว่า มึงไปเอาม้าใครมาขี่? มึงขี่เป็นหรือ? ญาติพี่น้องของเราไม่มีใครขี่ม้าเป็น ให้มึงไปอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือ แล้วมึงเอาม้ามาเลี้ยงได้อย่างไร? มันเป็นม้าของใคร? ม้าตัวหนึ่งราคาไม่ถูก ไม่รู้จะตอบคำถามได้อย่างไร? นึกคิดเรื่อยไป พอได้สติก็ขี่ม้าไปบ้าน บ้านเกิดของข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลจากวัดท่าจัดเท่าไร? เมื่อไปถึงบ้านแล้วไม่ขอเล่าต่อ ขอจบเรื่องราวเพียงแค่นี้ เรื่องอันตรายทั้งปวงที่เกิดแก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่เป็นทารกเป็นเด็กน้อย และประวัติวัยโตตอนเรียนอยู่ชั้น ม.๕ นั้น สรุปว่าเป็นเรื่อง “จะตายรายวัน” แต่แล้วเรากลับไม่ตาย มีเหตุต้องหวุดหวิดตลอดมา ดังที่เล่ามานั้น ครั้นมาถึงเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร งานปราบมารทำมาได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่า “ต้นปราบ” ท่านเสด็จมา ขอให้ท่านไปอ่านหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆก็พอทราบเรื่องราว ข้าพเจ้าเล่าเรื่องราวอันตรายต่าง ๆ ที่เกิดแก่ข้าพเจ้า ตั้งแต่เป็นทารกน้อยมาทีเดียว ดังเรื่องราวที่เล่ามานั้น หากตายไปก่อน ก็ไม่ได้ทำวิชาปราบมาร เหตุใดไม่ตาย? ใครช่วยผมไว้หรือ? พอป้อนคำถามนี้ไปต่อองค์ต้นปราบ เห็นพระองค์ทรงยิ้ม ๆ เพียงเท่านั้น เราาก็ทราบความในว่า “ต้นปราบ” ช่วยเราไว้ทั้งนั้น นี่คือ บารมีแต่ปางหลังที่เราได้ร่วมกับพระองค์ไว้ พระองค์ทรงมาช่วยเราไว้ โดยที่เราไม่รู้ หากไม่มี “ต้นปราบ จรีภพ หยกชมพู” งานปราบมารก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น จึงขอให้ท่านทั้งหลายสร้างบารมีกับพระองค์ไว้ ดังที่ข้าพเจ้าได้นำมากล่าวแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร? ต้องนึกถึงพระองค์เสมอ หากข้าพเจ้าถึงแก่ความตายตั้งแต่ครั้งที่เป็นทารกตกน้ำ หรือตอนที่เป็นเด็กวิ่งแก้ผ้าไปเลี้ยงควาย ถูกควายขวิดบ้าง ตกจากหลังควายบ้าง หรือตอนที่โตแล้ว ขี่ม้าเข้าป่าช้าวัดยวน ม้าวิ่งข้ามร่องอ้อย ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น หากต้องตายลงไปไม่ว่าในตอนใด? งาปราบมารก็เกิดขึ้นวันนี้ไม่ได้ งานยากอีกงานหนึ่ง คืองาไม่ให้วิชาธรรมกายดับสูญ หากทำให้วิชาธรรมกายง่ายขึ้นไม่ได้ วิชาธรรมกายก็จะสูญในเร็ววัน เพราะไม่มีใครเรียนได้เนื่องจากความยากเป็นเหตุสำคัญ ข้าพเจ้าได้นำวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมาเขียนขยายความใหม่ ให้อ่านแล้ว ต้องรู้เรื่อง อ่านแล้วต้องเกิดความเข้าใจถูกต้อง อ่านจบบทเรียนแล้วต้องเดินวิชาได้ทันที นี่คือความยากที่ข้าพเจ้าได้พบ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เขียนขยายความหลักสูตรวิชาธรรมกายทุกคัมภีร์เสร็จสิ้นแล้ว วิชาธรรมกายง่ายแล้ว ไม่ยากอีกต่อไป งานเผยแพร่วิชาธรรมกายอีกงานหนึ่ง ทำอย่างไรนักเรียนจึงจะเห็นธรรมกายให้จงได้? ในประวัตการเรียนวิชาธรรมกาย เหตุใดคนเรียนหนึ่งร้อยคน เห็นดวงปฐมมรรคได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น? อีก ๙๙ คนทำไมไม่เห็น? นี่คือข้อมูลที่ติดตามมาตั้งแต่การเรียนยุคก่อน ๆ แล้ว แม้การเผยแพร่ของสำนักต่าง ๆ ในปัจจุบัน สอนเท่าไรก็ไม่มีใครเห็นดวงธรรม นี่คือ ข้อมูลที่เราได้เรียนรู้ หากขืนให้เหตุการณ์เช่นนี้มีอยู่ต่อไป วิชาธรรมกายก็สูญแน่นอน ข้าพเจ้าจึงปรับปรุงเทคนิควิธีสอนใหม่ เอาประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าสอนพระสงฆ์มา ๒๐ ปี ตั้งแต่ครั้งข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอมาพิจารณาดูใหม่ แล้วจัดฝึกวิทยากรขึ้นใหม่ เป็นวิทยากรสมัครเล่น ไปสอนตามโรงเรียนและวิทยาลัย โดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ ปรากฏว่ามีนักเรียนเห็นธรรมแบบยกชั้นเรียนทีเดียว มีกี่คนก็ตามจะต้องเห็นกายธรรมทุกคน หากเป็นสามเณรภาคฤดูร้อน ไม่ว่าจะมีกี่ร้อยกี่พัน? รับรองว่าเพียง ๒ วัน สามเณรฤดูร้อนทั้งหมดเห็นกายธรรมยกรุ่น รุ่นนี้บวชเท่าไรไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พัน? ต้องเห็นธรรมทั้งหมด นี่คือ ประสิทธิผลที่วิทยากรของข้าพเจ้าทดลองมาแล้วอย่างเจนใจ หากนักเรียนอยู่ในความตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกตามที่วิทยากรกำกับแล้ว ได้ผลเต็มร้อย เว้นแต่บางรายวิทยากรกำกับไม่ได้ อย่างนี้รับรองผลไม่ได้ เพราะผู้ฝึกไม่ตั้งใจ จะโทษวิทยากรสอนไม่เป็นไม่ได้ นับว่างานเผยแพร่เป็นผลอย่างอัศจรรย์ ต่อหน้าครูอาจารย์ที่สังเกตการณ์ชมการสอนของเรา หากโรงเรียนและวิทยาลัยให้โอกาสและให้ความร่วมมือในการสอนอย่างตั้งใจ รับรองว่านักเรียนจะต้องเห็นกายธรรมหมดประเทศ มีหลายท่านถามข้าพเจ้าเสมอ เหตุใดที่ไหน ๆ ก็สอนไม่ได้ผลอย่างข้าพเจ้า? ทั้งที่เรียนมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วยกัน ข้าพเจ้าไม่รู้จะตอบอย่างไร? กล่าวอะไรออกไปก็กระทบกระเทือนกัน ข้าพเจ้าพูดได้แต่ว่า ความรู้ต้องไม่เพี้ยน ต้องถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของเขา จึงจะเป็นให้ ผิดวิธีแล้วเป็นยาก ข้าพเจ้าให้บริการเป็นธรรมทาน ไม่ไปคิดเงินทองอะไรเลย? พวกเราสอนเสร็จก็เดินทางกลับ ข้าพเจ้าก็พูดได้แค่นี้ ไม่เอาวิธีของข้าพเจ้าไปใช้ ก็ยากที่จะทำได้ เรื่องนี้พิสูจน์ได้เลย เหตุใดคณะวิทยากรของข้าพเจ้าเรียบร้อยดีเหลือเกิน? ไม่มีเสียงวิจารณ์จากที่ไหนเลย? ไปที่ไหนมีแต่คำชม ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ข้าพเจ้าควบคุม ใครไม่อยู่ในกฎกติกา? ข้าพเจ้าก็ไม่อนุญาตให้ร่วมคณะ ทุกคนมีอาชีพทำอยู่แล้ว ทุกคนประสงค์จะสร้างบารมี ข้าพเจ้าก็ควบคุมให้ ที่น่าสนุกก็คือ การประชุมประจำเดือน ทุกคนไม่ว่าจะอยู่จังหวัดใด? เมื่อถึงกำหนดนัดประชุมวันอาทิตย์ปลายเดือน ทุกท่านพร้อมกันในร้านอาหารที่ใช้เป็นห้องประชุม วิทยากรทุกสายต้องรายงานผลงานสอนประจำเดือนให้ที่ประชุมทราบ ว่าสอนโรงเรียนใดบ้าง? ได้ผลงานคือเห็นกายธรรมกี่คน? ทำวิชา ๑๘ กายได้กี่คน? เสร็จแล้วมีการสาธิตการสอน ถามปัญหาต่าง ๆ ข้าพเจ้าเป็นผู้ตอบ คำถามคำตอบจัดทำเป็นเล่ม ชื่อว่า “ปุจฉาวิสัชนา-วิชาธรรมกาย” มีแจกแก่วิทยากรทุกเดือน ก่อนรับประทานอาหาร ข้าพเจ้าคุมวิชาบูชาข้าวพระ เสร็จแล้วเดินวิชาเข้านิพพานคำนวณดวงบารมี อันเป็นผลงานที่วิทยากรแต่ละท่านได้สอนไป น่าสนุกมาก หากท่านได้พบเห็น ท่านจะพอใจ ท่านทั้งหลายเกิดความพอใจ บอกว่า โชคดีที่เกิดมาได้ พบข้าพเจ้าหากไม่ไปพบข้าพเจ้า ก็ไม่รู้คุณค่าของข้าพเจ้า เมื่อพบข้าพเจ้าก็แนะนำให้เป็นวิทยากร ต้องสอบ สอบผ่านแล้ว ก็ให้ร่วมคณะไปสอนตามโรงเรียน เธอไม่คิดว่าจะสามารถทำให้นักเรียนเห็นธรรมได้เป็นร้อยเป็นพัน มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ถึงปานนั้น เธอดีใจ เธอปลื้มใจ ไม่คิดว่าตนเองจะมีประโยชน์ หากไม่เจอคุณลุง หนูก็หมดคุณค่า ก็คงปล่อยชีวิตให้ล่วงไปวันหนึ่ง ๆ เหมือนคนอื่น รอวันตาย แต่ตอนนี้เธอได้บารมีธรรมจากการสอนนักเรียน เป็นความหวังของเธอ แต่การได้พบข้าพเจ้าไม่ง่าย! มารเขาจะยอมให้ใคร ๆ มาพบข้าพเจ้าอย่างง่ายดายหรือ? แต่ท่านทั้งหลายก็ได้พบด้วยการชี้นำของตำราข้าพเจ้า ท่านประทับใจในตำรา จึงเดินทางไปพบข้าพเจ้า แต่ขณะนี้วิทยากรยังไม่พอ เพราะไม่ว่าที่ใดต่างก็เชิญให้วิทยากรของข้าพเจ้าไปสอน ยังสอนไม่ทั่วประเทศ เพราะวิทยากรไม่พอแก่ความต้องการของโรงเรียน แต่ข้าพเจ้าตั้งใจฝึกวิทยากร ท่านใดมีความประสงค์แล้ว? ฝึกให้ทั้งนั้น หากเรามีวิทยากรจำนวนมาก การสอนทั่วประเทศจึงมีความเป็นไปได้ ในขณะนี้เราให้บริการแบบตามมีตามได้ เท่าที่เรามีวิทยากรให้เท่านั้น ดังนั้น โรงเรียนใดต้องการ? ต้องติดต่อแต่เนิ่น ๆ เพราะวิทยากรมีจำกัด 
สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |