Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (25)
ปราบมาร5 (25) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

เวลานี้ความอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าแล้ว ๓ งาน
งานนั้นคืองานอะไร? จงอธิบาย

     บารมีใหญ่ คือบารมีไพศาล ได้เกิดขึ้นแล้วอย่างทันตาเห็น ไม่ต้องคอยกันนาน เราได้เห็นความอัศจรรย์เกิดขึ้นแล้ว ๓ เรื่อง ดังนี้

     ๑. งานปราบมาร

     ทำไปได้เป็นปี ๑๘ (นับถึงปีนี้คือ ๒๕๔๕) นำผลงานมาเสนอชาวโลก เป็นตำราวิชาปราบมาร หนังสืออย่างนี้ ตำราอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก คือ “ปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔-๕” รวม ๕ ภาค เป็นเรื่องเร้นลับ เป็นเรื่องลี้ลับ เป็นเรื่องพิสดาร เป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่มีใครรู้เห็นมาก่อน? ไม่มีใครมีความรู้ทั้งนั้น? ว่าปราบมารนั้นเขาทำกันอย่างไร? พระกับมารรบกันในธาตุธรมละเอียดเขาทำกันอย่างไร? บัดนี้เรื่องลึกซึ้งทั้งปวง ข้าพเจ้านำมาเปิดเผยแล้ว แต่ว่ายังเปิดเผยได้ไม่หมด เพราะบางเรื่องลึกซึ้งเกินไป เห็นว่ายังไม่สมควรเปิดเผย จึงยังไม่นำมากล่าว ดังนั้น ท่านใดมีความประสงค์อยากรู้เรื่องจริง ๆ ในเรื่องใด? ก็ต้องไปถามกับข้าพเจ้าเป็นการส่วนตัว แล้วข้าพเจ้าจะอธิบายให้ทราบเป็นเรื่อง ๆ ไป หากบัณฑิตใดรวมเป็นคณะ? มีความประสงค์จะทราบในเรื่องใด? หากท่านมีความใฝ่รู้โดยบริสุทธิ์ใจ ข้าพเจ้ามีความยินดีเสมอ จะอธิบายให้เข้าใจในทุกเรื่อง การอธิบายนั้นไม่ยาก เพราะสมุดบันทึกการทำวิชามีอยู่ เปิดไปเล่มใดอยู่หน้าที่เท่าไร? ข้าพเจ้าก็อธิบายได้ทันที

     การที่นำความรู้ปราบมารออกสู่สายตาชาวโลกได้ จึงเป็นความอัศจรรย์ เพราะมารเขาห้ามเปิดเผย ใครเอาเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผย? เขาไม่ยอมทั้งนั้น แต่ข้าพเจ้านำมาเปิดเผยได้แล้ว จึงว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์

     ๒. งานนำความรู้วิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมาขยายความให้เกิดความง่ายขึ้น

     ข้าพเจ้าทำได้แล้ว ทำได้สำเร็จแล้ว เรามีความจำเป็นต้องถอดความวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรให้เกิดความง่ายให้จงได้ เพราะวิชาธรรมกายยากเหลือเกิน ไม่ว่าหลักสูตรใดยากทั้งนั้น รู้ว่าดีมีค่า แต่อ่านไม่รู้เรื่อง นำความรู้นั้นมาเดินวิชาไม่ได้ นี่คือการดับสูญของวิชา ทุกคนรู้คุณค่าของวิชาธรรมกายด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะเรียนรู้ได้อย่างไร? ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงได้อย่างไร? นี่คือปัญหาใหญ่ที่เราได้พบ

     ชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับราชการมีตำแหน่งราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอ หน้าที่ของศึกษาธิการอำเภอในสมัยของข้าพเจ้านั้น ก็คือควบคุมการศึกษา นั่นคือควบคุมโรงเรียน ควบคุมครูอาจารย์ ให้งานการศึกษาของชาติทุกระดับดำเนินไป งานในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาก็คือ ควบคุมดูแลวัด จัดสรรเงินงบประมาณให้ สร้างวัด ยุบเลิกวัด รวมทั้งกิจการของพระสงฆ์องค์เณรด้วย บังเอิญว่าข้าพเจ้าได้รับเชิญจากวัดให้ไปสอนวิชาธรรมกาย ข้าพเจ้าต้องไปสอนเกือบทุกจังหวัด ตามแต่จังหวัดใดจะเชิญ? เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ข้าพเจ้าไปสอนจังหวัดใด? ก็นำหนังสือของหลวงพ่อไปแจกเป็นธรรมทาน ก็คือเล่มวิชาธรรมกายเบื้องต้น หรือเรียกว่าเล่มทางมรรคผล หรือเล่ม ๑๘ กาย คือเล่มหน้าปกเป็นภาพ ๑๘ กาย เล่มนี้พระสงฆ์ท่านปรารภกับข้าพเจ้าว่า แม้จะเห็นดวงปฐมมรรคแล้วก็ไม่สามารถจะเดินวิชา ๑๘ กายได้ เป็นปัญหาที่ข้าพเจ้าได้ยินมานานแล้ว

     ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่า เราเป็นศึกษาธิการอำเภอ พระเณรท่านให้ความนับถือ ท่านขัดข้องอะไร? ท่านก็ถาม แต่เราตอบไม่ได้ เราไม่รู้จะวางตัวอย่างไร? ให้สมกับค่านิยมที่ท่านให้แก่ตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอสมัยนั้น ท่านถามความรู้วิชาธรรมกาย เราตอบท่านไม่ได้ เราเกิดความละอายมาก แล้วเราจะมาเป็นศึกษาธิการอำเภอทำไม? ประเด็นสำคัญก็คือ พระท่านเชิญไปสอนเกือบทั่วประเทศ ความละอายแก่ใจมีมากขึ้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจเรียนวิชาธรรมกายเป็นพิเศษ ไม่ว่าใครจะถามความรู้เรื่องใด? เราต้องตอบได้ทุกเรื่อง ต้องตอบได้ทุกหลักสูตร แล้วข้าพเจ้าก็ตั้งใจเรียนใหม่ ตั้งต้นใหม่เริ่มตั้งแต่หลักสูตรเบื้องต้นก่อน คือเล่ม ๑๘ กายก ต่อมาเริ่มหลักสูตรระดับกลางคือเล่มคู่มือสมภาร ต่อมาก็ขึ้นหลักสูตรระดับยากคือเล่มมรรคผลพิสดารภาค ๑ ต่อมาก็มาเรียนเล่มหลักสูตรระดับยากมากคือเล่มวิชามรรคผลพิสดารภาค ๒ สุดท้ายก็คือ หลักสูตรยากยิ่งกว่ายากคือหลักสูตรปราบมาร ครูที่ทำความกระจ่างแห่งความรู้ที่ถูกต้องคือแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านมีสำนักอยู่ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ข้าพเจ้าไปพบท่านในสมัยที่ข้าพเจ้าไปดำรงตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ข้าพเจ้าไปเรียนกับท่านเป็นเวลา ๘ ปี งานขยายความรู้วิชาธรรมกายทุกหลักสูตรจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีแม่ชีถนอม อาสไวย์ เพราะแม่ชีผู้นี้เป็นผู้แก้ความรู้ของข้าพเจ้าให้ถูกต้อง เพราะแต่เดิมก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาพบแม่ชีผู้นี้ ข้าพเจ้าเรียนวิชาธรรมกายมาแล้วอย่างโชกโชน แต่ความรู้วิชาธรรมกายของข้าพเจ้า แม่ชีถนอมท่านบอกว่าเป็นความรู้ที่เพี้ยนไปหมด กว่าจะตรวจสอบความรู้แต่ละอย่างให้ถูกต้อง ต้องใช้เวลาแก้ไขนานปีทีเดียว ในที่สุดข้าพเจ้าก็เขียนตำราขยายความวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรได้สำเร็จ ทุกหลักสูตรและทุกบทเรียน ไม่เว้นเลยแม้แต่บทเดียว

     ท่านต้องเข้าใจว่า วิชาธรรมกายยากทุกหลักสูตร ยากทุกบท ตลอดเวลาที่เราไปสอน พระสงฆ์ท่านก็ปรารภให้เราได้ยิน การที่พระเดชพระคุณทำวิชา ๑๘ กาย เป็นเพราะเราเป็นผู้บอกวิชาให้ หากไม่ทำอย่างนี้แล้ว การสอนของเราล้มเหลวทุกประการ หลักสูตรเบื้องต้นยังยากปานนี้ แล้วหลักสูตรอื่นที่ยากกว่านี้ จะมีคนเรียนได้หรือ? นี่คือปัญหาที่เราพบ

     ท่านต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า วิชาธรรมกายแต่ละหลักสูตร หลวงพ่อท่านเขียนบทความรู้ไว้เป็นเรื่อง ๆ เราอ่านแล้ว เราไม่รู้อะไรทั้งนั้น? เหมือนทฤษฎีวิชาเรขาคณิตที่เราเรียนในโรงเรียนมัธยม มีแต่ตัวบท แต่ละบทเขากล่าวไว้อย่างไร? ไม่แสดงการพิสูจน์ให้เห็นด้วย เราผู้เป็นนักเรียนอ่านตัวบททฤษฎีแล้ว ก็มืดแปดด้าน ไม่รู้จะพิสูจน์อย่างไร? เพียงแต่อ่านภาษาหนังสือก็ไม่รู้แล้ว แล้วมาที่เนื้อหาของความรู้ก็ยิ่งไม่รู้กันใหญ่ สรุปแล้วเราไม่รู้เรื่องทั้งนั้น เราเรียนไม่ได้ เราเดินวิชาไม่ได้ นี่คือสถานการณ์ที่วิชาธรรมกายจะสูญ เนื่องจากไม่มีใครเรียนรู้ได้

     การที่ข้าพเจ้าเขียนขยายความรู้วิชาธรรมกายได้ทุกหลักสูตรจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ เพราะกี่สมัยมาแล้ว ยังไม่มีใครอธิบายได้ทุกบท ต่อไปนี้วิชาธรรมกายไม่ยากแล้ว โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า อันตรายของการเรียนวิชาธรรมกายก็คือ การไม่เปิดตำราทดสอบความรู้ แม้พระสงฆ์ยังต้องลงฟังพระปาฏิโมกข์ เพื่อตรวจสอบศีล ๒๒๗ ของท่าน แต่วิชาธรรมกายลึกซึ้งกว่านั้น ละเอียดกว่าซับซ้อนกว่า หากไม่เปิดตำราตรวจสอบความรู้ รับรองได้เลยว่าความรู้เพี้ยน สุดท้ายเราก็ยึดถือความเพี้ยนเป็นการถูกต้อง นี่คืออันตรายของการเรียนวิชาธรรมกาย โปรดจำไว้เป็นตำราทีเดียว ข้าพเจ้าได้พบมาแล้ว ทุกวันนี้พวกเราความรู้เพี้ยนโดยไม่รู้ตัว ความรู้ของเราถูกมาร เอิบ-อาบ-ซึม-ซาบ-ปน-เป็น-สวม-ซ้อน-ร้อยไส้ โดยเราไม่รู้ตัว นี่คืออันตรายใหญ่หลวง จงจำไว้เป็นตำราตั้งแต่วันนี้ทีเดียว

     ๓. งานสอนวิชาธรรมกายหลักสูตรเบื้องต้นได้ผลเป็นอัศจรรย์

     เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของพวกเราทีเดียว ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในโลกของเรา สมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เราเคยเห็นคนเห็น “ธรรม” คือ เห็นดวงปฐมมรรคในท้อง แล้วก็เห็นกายธรรม (ธรรมกาย) ไม่กี่คน แทบจะนับจำนวนได้ ใครได้เห็นดังกล่าวนี้? เกิดค่านิยมขึ้นอย่างทันใด ใคร ๆ ก็ว่าเขามีบุญ เขามีบารมี เราพากเพียรฝึกแบบเอาชีวิตแลก ก็ยังไม่เห็นอะไร? ข้าพเจ้าได้ศึกษาเล่าเรียนการเห็นธรรมมาด้วยตนเอง เพราะตัวเองก็ฝึกศึกษาเล่าเรียนอยู่แล้ว นี่คือการเรียนรู้ของข้าพเจ้า

     ครั้นข้าพเจ้ารับราชการมีตำแหน่งราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอในต่างจังหวัด ปรากฏว่าพระสงฆ์เชิญข้าพเจ้าไปสอนตามจังหวัดต่าง ๆ เป็นเวลาติดต่อกันมาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ได้นำประสบการณ์และเทคนิคการสอนประมวลกันเข้า มาเขียนตำราการสอนวิชาธรรมกายเบื้องต้น ให้ชื่อตำราว่า “วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือวิปัสสนาจารย์) ใครนำวิธีการที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ไปสอน? ปรากฏว่าได้ผลมากที่สุด ข้าพเจ้านำความรู้นี้มาถ่ายทอดแก่ผู้สมัครเป็นวิทยากร ปรากฏว่าวิทยากรนำวิธีการและความรู้ไปใช้ นักเรียนสามารถเห็นธรรมได้ทั้งชั้น หากเป็นสามเณรภาคฤดูร้อน ก็สามารถเห็นธรรมยกรุ่นในเวลาไม่นาน ดังนั้น นักเรียน นักศึกษา และสามเณรฤดูร้อน สามารถเห็นธรรมได้เต็มร้อยในเวลาไม่นานเลย แต่ว่าครูอาจารย์ของโรงเรียนจะต้องมาช่วยวิทยากรในเรื่องการปกครองเด็ก มาช่วยจัดแถว มาช่วยกำกับ มาช่วยดูแลให้เป็นระเบียบ มอบให้วิทยากรสอนเพียงอย่างเดียว การฝึกจะประสบผลอย่างน่าปลื้มใจ ครูอาจารย์มาคอยสังเกตการณ์ มาคอยชมการสอน เหตุที่ให้ครูอาจารย์มาคอยช่วยปกครอง เพราะวิทยากรเป็นเพียงวิทยากรพิเศษ ไม่ใช่ครูอาจารย์ที่แท้ของเขา เด็กจะไม่เกรงใจ การจัดแถวและการสอนกว่าจะเริ่มได้ ดูว่าจะเสียเวลามาก หากครูอาจารย์มาจัดปกครองเสียเอง มาจัดการเอง วิทยากรเพียงแต่ทำหน้าที่สอน จะช่วยให้การฝึกเกิดประสิทธิภาพสูง

     การที่นักเรียนเห็นธรรมยกชั้นเรียนก็ดี การที่สามเณรฤดูร้อนเห็นธรรมแบบยกรุ่นก็ดี เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก จึงว่าเป็นความอัศจรรย์ เพราะยังไม่เคยมีใครทำความอัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ หากโรงเรียนให้โอกาสวิทยากรสอนได้ทั้งโรงเรียน โดยที่ครูอาจารย์ช่วยเป็นอุปการะในเรื่องการปกครองเด็กด้วย ช่วยทำหน้าที่ปกครอง และให้ โอกาสแก่วิทยากรสอนได้เรียงลำดับชั้นเรียนไป รับรองว่า นักเรียนต้องเห็นธรรมทั้งโรงเรียน

     โรงเรียนและสถานศึกษาควรทดลอง เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เราทำให้เป็นธรรมทานทั้งหมด สอนเสร็จแล้วพวกเราก็จากไป โรงเรียนใดเชิญ? วิทยากรของข้าพเจ้าก็ไปสอนให้ วิทยากรของข้าพเจ้าไม่มีประวัติเสียหาย ชื่อเสียงของข้าพเจ้าเป็นประกันในเรื่องความดี เวลานี้สังคมให้ความนิยมวิทยากรของข้าพเจ้ามาก เรียกร้องให้ไปสอนตามโรงเรียน แต่วิทยากรของข้าพเจ้ามีจำกัด ข้าพเจ้ากำลังฝึกวิทยากรอยู่ ขณะนี้ข้าพเจ้าก็ช่วยสังคมเท่าที่ข้าพเจ้ามีกำลัง เพราะวิทยากรนั้น เกิดจากอาสาสมัคร ใครมีบารมีธรรม? ก็เดินทางไปพบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ฝึกวิชาให้เขา เขาผ่านการสอบจากข้าพเจ้าแล้ว เขาก็มาทำหน้าที่เป็นวิทยากร

     เรื่องที่ข้าพเจ้าอยากกำชับแก่โรงเรียนและสถานศึกษา ก็คือ พยายามกำชับนักเรียนให้เห็นกายธรรมอยู่เนือง ๆ ผลที่เกิดแก่นักเรียนก็คือ เกิดสภาพใจใสขึ้นแล้ว ใจนั้นก็เกรงกลัวบาป มีความละอาย เกิดความรู้สึกชั่วดี ไม่แตะต้องอบายมุข ไม่นิยมยาเสพติด ไม่อาฆาตจองเวรกัน การที่ใจนักเรียนเป็นเช่นนั้น ก็เพราะกายธรรมที่เห็นนั้นให้การรักษา ในทำนองเดียวกัน ถ้าครูอาจารย์ไม่หมั่นสอนให้เด็กเห็นธรรมดังกล่าวเนือง ๆ แล้ว ส่งผลให้สภาพใจของเด็กขุ่นมัวทันที ความขุ่นมัวเป็นกิเลส มีอำนาจบังคับใจสัตว์โลกให้ทำกรรมชั่วต่าง ๆ

     โปรดจำไว้ว่า สภาพใจที่สว่างใส จะเห็นดวงธรรมขาวใสในท้องของเรา ใจนึกเห็นเมื่อไร? ดวงธรรมในท้องของเราก็สว่างโชติ การเห็นดวงใสโดยใจสว่างโชติเช่นนี้ เป็นไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อที่ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ (แปลว่าการทำใจให้สว่างใส) ส่งผลให้ใจของเราเกิดคุณธรรมคือหิริโอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาปทันที ท่านที่เห็นกายธรรมแล้ว เมื่อนึกอยากเห็น ท่านก็เห็นกายธรรมในท้องของเราสว่างใส อารมณ์ทางใจก็แช่มชื่น รู้จักบาปบุญคุณโทษทันที อบายมุขหรือยาเสพติดใด ๆ ไม่สามารถเข้าใกล้บุคคลประเภทนี้ได้ เพราะกายธรรมของเราให้การรักษาเสียแล้ว แต่ถ้าครูอาจารย์ไม่หมั่นบอกวิชาให้เด็กฝึกดังที่คณะวิทยากรของข้าพเจ้ามาสอนให้ ดวงใสที่เด็กเคยเห็นก็จะมัวจะขุ่นและกายธรรมก็จะมัวจะขุ่น ส่งผลให้สภาพใจของเด็กไม่กลัวต่อบาปเสียแล้ว เพราะความขุ่นมัวเป็นกิเลส กิเลสบังคับใจไม่ให้เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่กลัวบาปกรรม ฆ่าแกงก็ได้ ฟันแทงก็ได้ อบายมุขก็ไม่เว้น เกิดความนิยมตามอากาศทันที ยาเสพติดก็ได้ช่องมาหาเด็กของเราในจังหวะนี้ ดังนั้น ครูอาจารย์ต้องคอยเตือนเด็กวัยเรียนของเรา ให้ทำใจให้สว่างใสตามวิธีการของวิทยากรของข้าพเจ้าให้ได้ทุกวัน เป็นยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะช่วยเด็กของเราให้ห่างจากอบายมุขได้

     เป็นข้อเสียที่ครูอาจารย์ในบ้านเราไม่ศึกษาเล่าเรียนเรื่องการทำใจให้สว่างใสให้ชัดแจ้ง ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไร? มีวิธีฝึกอย่างไร? ข้าพเจ้าเรียนมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ เพื่อให้ครูอาจารย์จะได้มียุทธศาสตร์ไว้แก้ปัญหาของเด็ก ทุกวันนี้ประเทศของเรามีปัญหาเรื่องเด็กวัยเรียนมากมาย ครูอาจารย์ไม่ทราบวิธีแก้ จะแก้โดยการสอนบรรยายแบบเข้าหูซ้ายออกหูขวาไม่ได้แล้ว จะต้องแก้โดยการพัฒนาใจเท่านั้น ต้องฝึกใจเท่านั้น ตามวิธีที่วิทยากรของข้าพเจ้าไปสอนนั้น ไม่มีศาสตร์อย่างอื่นช่วยได้เลย หากปล่อยให้เด็กของเราติดยาเสพติด เด็กเข้าอยู่ในสถานพินิจ ดังที่เราทราบนั้น อนาคตของชาติจะเป็นเช่นไร? เราต้องมาช่วยกันแก้ตั้งแต่วันนี้ วิธีแก้ก็คือวิธีที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว และข้าพเจ้าก็กำลังทำอยู่ ขอให้ทุกท่านมาร่วมมือกับข้าพเจ้าเถิด วิทยากรของข้าพเจ้าให้บริการแก่โรงเรียนทั่วไปแล้ว หากมีวิทยากรมากกว่านี้ ก็จะรณรงค์ทั่วประเทศโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนเลย นี่คืองานของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้ารับใช้สังคม

     ประเด็นที่ข้าพเจ้าอยากปรารภให้ทราบ เพื่อให้เราเกิดข้อคิดก็คือ เวลานี้ครูอาจารย์และนักการศึกษาของเรา เรียนจบปริญญาโทปริญญาเอกมามากมายแล้ว แต่งานพัฒนานักเรียนเราทำไม่ได้ แปลว่าเราต้องขาดความรู้อะไร? ผลที่ตามมาก็คือเด็กของเราด้อยคุณธรรม เด็กติดยาเสพติด ดังที่กล่าวแล้วนั้น เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง ดังนั้น จึงควรเรียนความรู้การพัฒนาใจเพื่อนำไปแก้ปัญหาให้แก่ชาติบ้านเมืองได้แล้ว ตำราทั้งปวง ข้าพเจ้าจัดทำให้ครบถ้วนแล้ว ผู้เป็นบัณฑิตทั้งปวงศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว อย่าให้เด็กของเราเสียหายมากไปกว่านี้เลย เอาความรู้เหล่านี้ไปฝึกเพื่อพัฒนาใจของเด็กเราได้แล้ว

     บัดนี้ ครูอาจารย์ของเราและนักการศึกษาของเรามีการศึกษาสูงมาก จบปริญญาโทและปริญญาเอกกันมาก แต่ความรู้ที่เราเรียนมานั้น ในที่สุดก็แก้ปัญหาอะไรให้แก่หน้าที่การงานของเราไม่ได้? เพราะอะไรหรือ? เพราะหน้าที่การงานของครูอาจารย์คือ การสร้างคุณธรรมให้เกิดแก่ใจ ปรากฏว่าเด็กของชาติไม่มีสภาพใจเป็นหิริโอตตัปปะ เด็กของเราติดยาเสพติด เด็กของเราประพฤติตนเสียหาย เด็กส่วนหนึ่งไปอยู่ในสถานกักกัน ที่เราเรียกว่า “สถานพินิต” ปัญหาจึงมีว่า เหตุใดเด็กของชาติเป็นเช่นนั้น? เราตอบว่าครูอาจารย์ไม่สอนให้เขาพัฒนาใจให้สว่างใสตามคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อ ๓ ที่กล่าวว่า สจิตฺตปริโยทปนํ (แปลว่า การทำใจให้สว่างใส) ถามต่อไปว่า ครูอาจารย์เรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกกันทั้งนั้น เหตุใดความรู้แค่นี้จึงสอนนักเรียนไม่ได้? ครูอาจารย์ก็ตอบว่า ผมไม่ได้เรียนมาในทางนี้ จึงไม่มีความรู้ที่จะสอนเด็ก

     นี่คือ คำตอบของครูอาจารย์ เรื่องก็จบแค่นี้ เพราะครูอาจารย์ไม่มีความรู้สอน เด็กของเราจึงมีปัญหาเช่นนี้

     ก็เมื่อเด็กของบ้านเมืองมีปัญหาดังที่กล่าวนั้น บ้านเมืองของเราจะเป็นเช่นไรต่อไปในอนาคต? ใครจะตอบคำถามนี้ได้? ประชาชนคนไทยทั้งปวงต่างก็หนักใจในอนาคตของชาติด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครแสดงความคิดแก้ไข มองไปทางฝ่ายสงฆ์ ท่านก็เฉย เว้นแต่โรงเรียนใด? พานักเรียนเข้าวัด พระก็เทศน์สอนให้ฟัง เสร็จแล้วก็พาเด็กกลับโรงเรียน เด็กมีความประพฤติดีขึ้นหรือไม่? ยังไม่มีการวัดผล โรงเรียนใดพาเด็กเข้าวัดบ้าง? ไม่มีใครเอาใจใส่? ถามใครก็ไม่มีใครรู้เรื่องกันทั้งนั้น? ก็เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ บ้านเมืองของเราจึงเป็นเช่นนี้

     กลับมาดูผลงานของข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าตั้งวิทยากรขึ้นคณะหนึ่ง ไปสอนธรรมปฏิบัติ ตามแนววิชาธรรมกายที่กล่าวแล้ว ช่วยสังคมไทยเท่าที่ทำได้ เพราะทุกท่านที่มาสมัครเป็นวิทยากรล้วนแต่เป็นอาสาสมัครทั้งนั้น ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน สอนเสร็จแล้วก็ลากลับ หน้าที่อันหนักอยู่ที่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าต้องสอนและฝึกวิชาให้เขา ต่อเมื่อเขาสอบได้ เขาจึงมาทำหน้าที่วิทยากรให้แก่สังคมได้ หากข้าพเจ้ามีวิทยากรจำนวนมากพอ ข้าพเจ้าจะส่งไปสอนให้ทั่วประเทศไทยกันทีเดียว แต่ขณะนี้จำนวนวิทยากรยังไม่มาก จึงได้งานเพียงบางจุดเท่านั้น

     ดังนั้น ครูอาจารย์และนักการศึกษาต้องเปลี่ยนวิธีสอนใหม่ เปลี่ยนความคิดใหม่ หันมาสนใจความรู้ของพระบรมศาสดาในข้อ ๓ ที่กล่าวว่า สจิตฺปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า ทำใจให้สว่างใสนั้น มีเนื้อหาสาระอย่างไร? มีการฝึกอย่างไร? คุณประโยชน์แห่งการเรียนรู้มีอย่างไร?ท่านควรศึกษาและเรียนรู้เพื่อนำมาฝึกเด็กในโรงเรียนของท่าน จะมาตั้งข้อสังเกตการสอนของวิทยากรที่มาสอนโนโรงเรียนแค่นั้นไม่เพียงพอ จะต้องลงมือศึกษาเล่าเรียนเอง ตำราทุกหลักสูตร ข้าพเจ้ามีให้ครบถ้วนทุกหลักสูตรแล้ว ครูอาจารย์ไม่เรียนกันเอง เราจึงไม่มีความรู้มาสอนเด็กของเรา เด็กของเราก็เสียหายไปมากแล้ว ท่านคอยพึ่งแต่คณะของข้าพเจ้าอย่างเดียวไม่พอ เพราะข้าพเจ้าไม่มีกำลังอะไร ทำให้เป็นวิทยาทานเพื่อให้ดูเป็นตัวอย่างเท่านั้น ครูอาจารย์ต้องศึกษาเล่าเรียนเอง ตำราที่ใช้ศึกษาค้นคว้าข้าพเจ้ามีให้ครบถ้วนแล้ว และเวลานี้ตำราดังกล่าวแปลเป็นภาษาได้ ๒ ภาษาแล้ว คือภาษาอังกฤษและภาษาพม่า ส่วนการแปลเป็นภาษาอื่นต้องรอโอกาสต่อไป

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Saturday, 19 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org