Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (24)
ปราบมาร5 (24) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

พระพุทธเจ้ามีกี่ประเภท? อะไรบ้าง?

มีการสร้างบารมีต่างกันอย่างไร?

จงอธิบายพอเข้าใจ

     พระพุทธเจ้ามี ๒ ประเภท คือ

          (1.) พระพุทธเจ้าภาคโปรด

          (2.) พระพุทธเจ้าภาคปราบ

     เป็นการแบ่งตามลักษณะของความรู้ เพราะพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ ภาค มีความรู้ต่างกัน คือ พระพุทธเจ้าภาคโปรดมีความรู้ทางมรรคผล เป็นความรู้สอนศาสนา แต่พระพุทธเจ้าภาคปราบมีความรู้ในการรบ คือความรู้อาสวักขยญาณ เป็นความรู้พิชัยสงคราม เป็นความรู้ในการรบทัพจับศึก เป็นความรู้ที่ใช้รบกับมาร

     พระพุทธเจ้าภาคปราบหายาก แต่พระพุทธเจ้าภาคโปรดมีจำนวนมากมาย การสร้างบารมีเพื่อการไปสู่พระพุทธเจ้าดังกล่าวนี้มีความต่างกัน พระพุทธเจ้าภาคปราบสร้างบารมียากมาก แต่พระพุทธเจ้าภาคโปรดสร้างบารมีง่ายกว่ากันมากทีเดียว พระพุทธเจ้าภาคปราบนั้น จะต้องเรียนวิชารบคือวิชาปราบมารไปทุกชาติ จนถึงขั้นบารมีเต็มส่วน จึงจะได้มาตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าภาคปราบ

     กล่าวถึงการสร้างบารมี ต้องสร้างบารมี ๑๐ ประการเป็นพื้นฐานก่อนเสมอไป คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี ต้องสร้างบารมี ๑๐ ประการนี้ให้เต็มส่วนก่อน เมื่อบารมีเต็มส่วนแล้ว ก็เข้าคิวมาตรัสรู้ในโลก กล่าวถึงพระพุทธเจ้าภาคโปรด เพียงเท่านี้ก็มาตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าภาคโปรดได้แล้ว แต่การเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีให้เต็มส่วนนั้น จะกี่ร้อยชาติ? จะกี่พันชาติ? นับชาตินับภพไม่ถ้วน เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากเป็นการให้ลูกเป็นทาน ให้ภรรยาเป็นทาน ควักลูกนัยน์ตาให้เป็นทาน หากจะเอาสูตรนั้น ก็ต้องใช้เวลานับภพไม่ถ้วน แต่ถ้ามาสอนให้ประชาชนเป็นธรรมกายอย่างที่ข้าพเจ้าทำอยู่ขณะนี้ ไม่ต้องใช้เวลาเวียนว่ายเกิดเวียนตายนาน เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าพระพุทธองค์ตรัสว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ” การให้ธรรมเป็นทาน ประเสริฐกว่าอะไรทั้งปวง นั่นเอง

     เมื่อบารมี ๑๐ ประการเต็มส่วนแล้ว นั่นเป็นบารมีพื้นฐาน ต้องเรียนวิชาปราบมารไปทุกชาติทีเดียว ต่อเมื่อบารมีปราบมารเต็มส่วนเมื่อไร? จึงจะได้จังหวะมาเกิดเพื่อมาตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าภาคปราบ จะใช้เวลาสร้างบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้าภาคโปรด ถามว่าจะกี่ภพกี่ชาตินั้น? ยังบอกไม่ได้ บอกได้แต่ว่า ใช้เวลานานมาก ใช้เวลานานกว่าพระพุทธเจ้าภาคโปรดมากมาย เพราะพระพุทธเจ้าภาคปราบสร้างบารมียาก จึงหาพระพุทธเจ้าภาคปราบยากเหลือเกิน หากท่านเป็นธรรมกาย เราฝึกเข้านิพพานให้นานปี เราก็พอทราบได้ ว่าพระพุทธเจ้าภาคปราบหายากเหลือเกิน ส่วนใหญ่เราพบแต่พระพุทธเจ้าภาคโปรดทั้งนั้น

     วิชาปราบมารคืออย่างไร? มีหลักสูตรเรียนอย่างไร? นี่คือคำถามที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าอธิบาย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอบง่าย ๆ ให้เป็นที่เข้าใจ จงดูหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นตัวอย่าง หลวงพ่อเรียนอย่างไร? ทำวิชาอย่างไร? ให้ท่านเรียนอย่างนั้น ทำวิชาอย่างนั้น ทำไปทุกชาติ จนกว่าจะได้โอกาสตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า ใครเรียนวิชาอย่างที่หลวงพ่อเรียน ใครทำวิชาอย่างที่หลวงพ่อทำ? ทำไปทุกชาติ จนกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า เรียกพระพุทธเจ้าที่มีความรู้อย่างนั้นว่าพระพุทธเจ้าภาคปราบ เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าภาคปราบ

     จะเห็นว่า การสร้างบารมีเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบนั้น ทำได้ยาก! ต้องใช้เวลาสร้างบารมียาวนาน ใช้เวลานานกว่าพระพุทธเจ้าภาคโปรดเป็นอันมาก ต้องเวียนเกิดเวียนตายกันนาน กว่าจะได้พระพุทธเจ้าภาคปราบแต่ละองค์นั้น ไม่ใช่งานที่ทำได้ง่ายเลย หากเราไม่มีพระพุทธเจ้าภาคปราบ เราก็แพ้มารอยู่อย่างนี้ การที่เราแพ้มารเป็นเพราะอะไร? นี่คือคำถามที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าตอบ คำถามนี้ไม่มีใครตอบได้? แต่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานาน ข้าพเจ้าจึงได้รู้ รู้ว่าที่เราแพ้มารเป็นเพราะเรามีพระพุทธเจ้าภาคปราบน้อย นั่นเอง การที่เรามีพระพุทธเจ้าภาคปราบน้อยนี่เอง เราจึงไม่มีใครไปสู้รบกับมาร เราแพ้มารเป็นเพราะเราไม่มีความรู้ในการรบ ความรู้การบที่มีอยู่เดิมนั้นใช้การไม่ได้เสียแล้ว มารเขามีความรู้เหนือเราเสียแล้ว เขาแก้วิชาของเราได้หมด แต่เราแก้วิชาของเขาไม่ได้ เราจึงเป็นผู้แพ้ เราแก้วิชามารได้ไม่จริง เราจึงเป็นผู้แพ้ไปตามระเบียบ ผลแห่งการแพ้มารมีความเสียหายอย่างไร? ข้าพเจ้าบรรยายมามากแล้ว ให้ท่านกลับไปอ่านดูใหม่

ทั้งพระพุทธเจ้าภาคโปรดและภาคปราบ

ยังจำแนกแจกแจงเป็นพระพุทธเจ้าต่าง ๆ อีกหลายอย่าง

     ๑. สัพพัญญูพุทธเจ้า ถือว่าสูงสุด ต้องตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเท่านั้น

     ๒. พหูสูตพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง เป็นผู้เล่าเรียนมามาก ได้สดับรับฟังมามาก จำพระไตรปิฎกได้หมด จำคำสอนของสัพพัญญูพุทธเจ้าได้หมด ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

     ๓. ปัจเจกพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง เห็นธรรมจากสัพพัญญูพุทธเจ้าแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมเฉพาะตนไม่สอนใคร

     ๔. อนุพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่ง เจริญรอยตามพระพุทธองค์จนเห็นกายธรรม ได้แก่พวกเราที่เป็นธรรมกายในทุกวันนี้

การเลื่อนชั้นจากพระพุทธเจ้าประเภทต่าง ๆ

เข้าสู่การเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า จะทำอย่างไร?    

     ทั้งพหูสูตพุทธเจ้า ปัจเจกพุทธเจ้า และอนุพุทธเจ้า จะเลื่อนชั้นเข้าสู่การเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าได้ จะต้องสร้างบารมี ๑๐ ประการต่อไป จนดวงบารมีโตเต็มส่วนเข้ากฎเกณฑ์การเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า จากนั้น จึงจะมาเกิดในโลกเพื่อตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าต่อไป

     แต่ถ้าไม่ประสงค์จะเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า เมื่อถึงจุดที่ได้มรรคผลนิพพาน ก็เข้านิพพานได้เช่นเดียวกัน กล่าวถึง ปัจเจกพุทธเจ้า นิพพานของพระองค์ก็มีแต่พระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น นี่คือข้อเสีย! วิธีแก้ก็คือต้องสอนประชาชน จึงจะได้มรรคผลนิพพานแบบสมบูรณ์ บรรยายมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงกองทัพวิทยากรของข้าพเจ้าอย่างทันใด ก็พบว่าวิทยากรทั้งหมดไม่ว่าใครทั้งนั้น สอนได้ทุกคน และต่อวิชา ๑๘ กายให้แก่ผู้ฝึกได้ เป็นความรู้บังคับซึ่งทุกคนต้องทำได้ นี่คือความอัศจรรย์ วิทยากรทุกคนสอนได้ทั้งหมด แต่การจะเลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าสายทำหน้าที่บรรยาย จะต้องเก่งกว่าวิทยากรธรรมดา เรื่องนี้ข้าพเจ้าเป็นผู้พิจารณาเอง แปลว่าทุกคนสร้างบารมีเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าทุกคน โดยที่เขาไม่รู้ตัว เวลานี้จำนวนวิทยากรมากขึ้นทุกวัน ไปทำหน้าที่สอนตามโรงเรียน ตามแต่โรงเรียนใดจะเชิญ นักเรียนเป็นธรรมกายอย่างอัศจรรย์

     หากท่านผู้ใดมีบุญจริง? เขาต้องได้พบข้าพเจ้า และเขาต้องได้เป็นวิทยากรวันยังค่ำ เว้นแต่เขาไม่มีวาสนาบารมีที่จะไปพบข้าพเจ้า เขาก็พลาดโอกาสทองที่จะได้สร้างบารมีพุทธภูมิในชาตินี้ ขอให้ผู้มีบารมีได้มีโอกาสพบข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้ารอเขาผู้นั้นอยู่แล้ว ข้าพเจ้าอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี แค่นี้เอง ขอให้เราได้มาพบกันเถิด แล้วทุกคนจะโชคดี

     มีหลายท่านถามข้าพเจ้าว่า ทำไมวิทยากรของข้าพเจ้าสอนให้นักเรียนเป็นธรรมกายได้ผลเต็มร้อย? เหตุใดผลจึงปรากฏเป็นอัศจรรย์อย่างนั้น? หากข้าพเจ้าตอบเรื่องก็ยาวความออกไป เรามายุติกันว่า ขอให้ทุกคนได้พบข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะบอกวิธีให้ หากไม่ทำตามวิธีของข้าพเจ้าแล้ว ไม่ได้ผล! ต้องวิธีของข้าพเจ้าเท่านั้น เพราะข้าพเจ้ามีประสบการณ์ถวายความรู้แก่พระสงฆ์เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี จึงนำความรู้และประสบการณ์นั้นมาสอนแก่พวกเรา เทคนิคและวิธีการมีอย่างไร? เรื่องมันยาวความ พบข้าพเจ้าดีกว่า แล้วข้าพเจ้าจะบรรยายความรู้และเทคนิควิธีให้ทราบ ทางที่ดีควรเข้ากองทัพวิทยากรของข้าพเจ้า แล้วให้นายแพทย์นิพนธ์ หลงประดิษฐ์ เป็นผู้ฝึกก่อนที่จะไปสอบกับข้าพเจ้า ท่านก็จะเป็นวิทยากรที่เก่ง พร้อมที่จะให้สังคมโลกพิสูจน์ความอัศจรรย์ได้ทุกเวลา หากท่านใดอยากพบความอัศจรรย์? ก็ต้องไปพบข้าพเจ้าและทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้าแล้วท่านจะประสบความสำเร็จ

ความรู้สำคัญของหลวงพ่อคืออะไร?

ท่านจำได้ไหม? เพราะเราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

     จงตอบคำถามดังนี้ โดยใช้ความรู้ที่หลวงพ่อท่านเคยสอนไว้ ตอบให้ชัดเจน เพราะเป็นความรู้สำคัญที่เราต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

     ก. หลงตาย คืออะไร? จะตายโดยไม่ให้หลง หลวงพ่อสอนไว้อย่างไร? จงบรรยาย

     ข. ทำบุญได้ใช้บุญเป็น คืออะไร? หลวงพ่อสอนไว้อย่างไร? จงอธิบาย

     ค. เมื่อเกิดอารมณ์ไม่ดีขึ้นแก่ใจ เช่น โลภ โกรธ อยากแก้แค้น ผิดหวังต่าง ๆ ท้อแท้ในชีวิต เป็นต้น หลวงพ่อสอนวิธีแก้ไว้อย่างไร? จงอธิบาย

เฉลยแนวของคำตอบ ให้ท่านนำไปตรวจสอบ

กับความรู้ที่ท่านตอบ ว่าตรงกับเฉลยหรือไม่?

     ก. หลงตาย คือการตายขณะที่ใจของเราหลง นึกอะไรไม่ได้ นึกถึงบุญไม่ได้ นึกถึงความดีที่เราทำไม่ได้ นึกได้แต่สิ่งไม่ดีทั้งปวงที่ตนเคยทำตลอดเวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในโลก นึกได้แต่บาปกรรมที่ตนเคยทำ แล้วดวงบาปคือดวงดำ ก็มาหุ้มเคลือบใจของเราทันที ส่งผลให้เราไปสู่ทุคติภูมิอย่างทันใด ทุคติภูมิคือภพภูมิที่ให้ทุกข์แก่เรา เราตกนรกเสียแล้ว การที่ใจนึกถึงดวงบุญไม่ได้ เรียกว่า หลง แต่เป็นการหลงในเวลาที่เราจะตาย จึงเรียกว่า หลงตาย คือตายไม่เป็น เรียกการตายไม่เป็นว่า “หลงตาย”

     หลวงพ่อสอนว่า เวลาจะตายต้องไม่หลง ต้องตั้งสติให้มั่นคง โดยให้นึกถึงแต่บุญกุศลทั้งปวงที่เราเคยทำ ให้นึกถึงแต่บุญกุศลสถานเดียว อย่านึกถึงบาปกรรมเป็นอันขาด หากใจยังนึกถึงบาปกรรมอยู่ ก็ขอให้กำหนดสติกลับมานึกถึงบุญอย่างทันใด และภาวนาในใจว่า สัมมาอะระหัง ๆๆๆ เรื่อยไป สำหรับท่านที่กำหนดดวงปฐมมรรคได้แล้ว ต้องว่าได้เปรียบมาก ส่งใจนิ่งกลางดวงปฐมมรรคนั้น แล้วส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงบุญของเราให้เป็นดวงใส นึกให้ดวงบุญช่วยให้เราไปสู่สุคติ แล้วดวงบุญก็นำไปสู่สวรรค์อย่างทันใด สำหรับท่านที่เห็นกายธรรมแล้ว ไม่ยากอะไร? ให้ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกายธรรม ท่องใจ หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส ๆๆๆๆๆๆ อธิษฐานใจต่อกายธรรม ขอให้เราไปสู่สุคติภูมิ

     โปรดจำไว้ว่า ขณะที่ใจเราจะขาดจากร่างนั้น ใจของเราประหวัดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นก็ส่งผล นึกถึงบุญแล้ว ดวงบุญก็ส่งผล หากนึกถึงบาปกรรมแล้วดวงบาปก็ส่งผล ท่านจึงสอนให้เรานึกถึงแต่บุญไว้เสมอ ดังนั้น ก่อนที่คนโบราณจะตาย ญาติมิตรของเขาจะบอกทางสวรรค์ให้ ช่วงนั้นและเวลานั้นไม่มีการรักษาเยียวยาแล้ว ไม่มีการจับเนื้อต้องตัวคนช่วยแล้ว เพราะรู้ว่าคนป่วยต้องตายแน่แล้ว เขาจะบอกให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า เขาจะบอกให้เราภาวนาใจว่า สัมมาอะระหัง ๆๆๆ จนกว่าคนป่วยจะตายอย่างสนิท หากไปถูกเนื้อต้องตัวคนป่วยในระหว่างนั้น หรือร้องไห้เสียใจกันในระหว่างนั้น จะทำให้ใจของคนป่วยเคลื่อนจากสติ ส่งผลให้ใจของคนป่วยเสียจังหวะที่จะทำใจให้เกิดสติ ดังนั้น เขาจึงห้ามถูกเนื้อต้องตัว ห้ามส่งเสียงร้องไห้ ระงับการรักษาเยียวยาใด ๆ ให้โอกาสคนป่วยทำใจเตรียมตาย นั่นเอง

     ข. ทำบุญได้ใช้บุญเป็น คือการที่พวกเรารักษาศีล ทำบุญให้ทาน และเจริญภาวนา นั่นคือการทำบุญได้ ดวงบุญก็เกิดที่ดวงปฐมมรรคทันใด มีลักษณะเป็นดวงขาวใส แต่ยังใช้บุญไม่เป็น หลวงพ่อท่านอธิบายว่า ทำบุญได้จริงแต่ใช้บุญไม่เป็น อย่างไรจึงเรียกว่า ใช้บุญเป็น”? การใช้บุญเป็นนั้น ท่านสอนให้เอาใจของเราจรดนิ่งกลางดวงปฐมมรรคนั้น ก็ถูกดวงบุญซึ่งซ้อนอยู่ในดวงปฐมมรรคนั้น เราปรารภถึงดวงบุญ ดวงบุญก็ปรากฏให้เห็น นึกถึงอะไรสิ่งนั้นก็ปรากฏ โปรดจำไว้ว่า ไม่ว่าอะไรอยู่ในดวงปฐมมรรคทั้งนั้น ให้ส่งใจมั่นคงลงดวงบุญนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆนิ่งในนิ่ง ๆๆ ใสในใส ๆๆ อธิษฐานใจขอให้ดวงบุญส่งผลให้เรามีความเจริญไพศาล รับราชการก็ขอให้เจริญในราชการ ทำการค้าก็ขอให้ร่ำรวย กรณีที่ใจจรดกลางดวงบุญ แล้วอธิษฐานขอให้เราประสบความสำเร็จ เรียกว่า “ใช้บุญเป็น” ต้องฝึกทำทุกวันให้ชำนาญ

     อย่างไรจึงเรียกว่า ทำบุญได้แต่ใช้บุญไม่เป็น”? ทำบุญได้ ท่านเข้าใจแล้ว คราวนี้มาถึงเรื่องใช้บุญไม่เป็น เมื่อทำบุญได้แล้ว ม่เอาใจจรดนิ่งกลางดวงบุญและไม่อธิษฐานให้ดวงบุญช่วย แต่เอาใจไปจรดเรื่องอื่น เช่น เอาใจไปอยู่กับต้นไม้ การงาน เรื่องราวประจำวัน ขี้วัวขี้ควาย ฯลฯ ลักษณะใจเช่นนี้ ท่านบอกว่าเป็นการใช้บุญไม่เป็น ดวงบุญมีอยู่แล้ว เหตุใดไม่เอาใจไปสัมผัส? เหตุใดไม่อธิษฐานขอความสำเร็จจากดวงบุญของเรา? แล้วจะทำบุญกันทำไม?

     ค. เกิดอารมณ์ไม่ดีทางใจทั้งปวง เช่น โลภ โกรธ หลง กิเลสต่าง ๆ จะแก้อย่างไร? เป็นความรู้สำคัญมากที่หลวงพ่อท่านสอน อารมณ์มดีเกิดแก่ใจลักษณะต่าง ๆ เช่น โลภ โกรธ หลง หมดหวัง ซึมเศร้า อยากทำร้ายตัวเอง หมดอาลัยตายอยาก อยากแก้แค้น อยากฆ่า สารพัดอารมณ์ที่จะเกิดแก่ใจเรา นั่นคือเรื่องของมารที่เขาเข้ามาแทรกซ้อนในใจของเรา มารเขาทำวิชาปกครองมาบังคับมนุษย์ ให้มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดด้วยเรื่องทั้งปวงนี้ หลวงพ่อสอนว่า ให้ทำใจหยุดทำใจนิ่งกลางดวงปฐมมรรคอย่างทันใด บริกรรมใจหยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ใสในใส ๆๆๆ พอใจสงบ ใจจะนิ่งไม่ส่าย ส่งผลให้ดวงธรรมเราใสยิ่งขึ้นสว่างยิ่งขึ้น ส่งผลให้อารมณ์ไม่ดีทั้งปวงนั้นจะหายไปจากใจ จงหมั่นฝึกหมั่นทำ ทำให้ชำนาญ

     ความรู้เรื่องนี้ เราสามารถช่วยสังคมได้ ไม่ให้ฆ่าตัวตาย ไม่ให้ปล้นฆ่ากัน ไม่ให้ติดยาเสพติด ก็คือการฝึกใจตามคำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า การทำใจให้สว่างใส ตามแนววิชาธรรมกายที่หลวงพ่อท่านสอนนั้น ถูกต้องแล้ว กองทัพวิทยากรของข้าพเจ้ากำลังรณรงค์สอนกันอยู่ตามโรงเรียนต่าง ๆ นี่คือการพิสูจน์ว่าเราช่วยสังคมได้จริง เมื่อใจมนุษย์ใสขึ้นแล้ว ส่งผลให้ดีทั้งนั้น เป็นสุขทั้งนั้น และหากสภาพใจไม่ใสเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ไม่ดีทั้งนั้น ปัญหาของสังคมที่วุ่นวายกันนี้ เกิดจากมนุษย์ที่ใจไม่ใสทั้งนั้น เมื่อสภาพใจไม่ใสเสียแล้ว ปัญหาร้อยแปดเกิดขึ้นทันที ดังที่เราได้พบเห็นกันอยู่ในสังคมบ้านเรานี้ ความไม่ใสคือกิเลสละเอียดที่มากำกับใจสัตว์โลก ทำหน้าที่บังคับให้อยู่ในปกครองของเขา ความไม่ใสคือความขุ่น ความไม่ใสคือความมัว ไม่ใสมากขึ้นก็เป็นดวงดำ ความไม่ใสทั้งปวงนี้ เป็นธาตุธรรมละเอียดของมารเขา เขาทำหน้าที่ปกครองใจสัตว์โลก ให้สัตว์โลกอยู่ในปกครองของเขา ส่งผลให้สัตว์โลกเดือดร้อนกันทั่ว ดังนั้น มนุษย์จึงเดือดร้อน ด้วยอานุภาพของดวงขุ่น ดวงมัว ดวงดำ ที่บังคับใจนั้น แต่มนุษย์ที่รู้คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์สอนว่า สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า การทำใจให้ใส มนุษย์ใดทำใจให้ใสได้ ตามคำสอนของพระพุทธองค์? ส่งผลให้ดวงขุ่น ดวงมัว ดวงดำ หมดไปจากใจได้ เขาผู้นั้นก็รอดพ้นจากการปกครองของมารได้ เพราะเขามีสภาพใจที่ใสเสียแล้ว สภาพแห่งใจที่ใสสว่างนั้น ยาเสพติดเข้ามาไม่ได้ เพราะสภาพใจที่สว่างใสมีหิริโอตตัปปะเสียแล้ว มีความสะดุ้งหวาดกลัวต่อบาปเสียแล้ว เขารู้ว่าสถานเริงรมย์เป็นอบายมุข เขาไม่เข้าไปแตะต้อง เขาไม่เข้าไปสัมผัส ในทางกลับกัน หากสภาพใจไม่ใสเนื่องจากไม่ฝึกใจตามคำสอนของพระพุทธองค์เสียแล้ว สภาพใจก็ขุ่น สภาพใจก็มัว เป็นสภาพใจที่กิเลสบังคับ กิเลสก็บังคับใจคนของเราเสียหายได้ทั้งนั้น เขาเห็นผิดเป็นชอบ เขาเห็นว่ายาเสพติดกล่อมอารมณ์เขาให้เป็นสุข เขาเห็นว่าสถานเริงรมย์เป็นที่เสพสุขของวัยรุ่น ดังที่เราได้เห็นกันแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงตั้งกองทัพวิทยากรของข้าพเจ้าไปสอนทั่วประเทศ เพื่อให้คนของเรามีสภาพใจให้ใสสว่างให้จงได้ เป็นการฉุดสังคมไทยให้กลับคืนสภาพเดิม อย่าให้คนของเราต้องเสียหายไปกว่านี้เลย นี่คืองานของข้าพเจ้า จึงขอเชิญชวนท่านทั้งหลายไปร่วมมือกับข้าพเจ้าเถิด ร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ทีเดียว อย่าเลื่อนเป็นวันพรุ่งนี้เลย เพราะสังคมบ้านเราพลาดไปมากแล้ว เกิดปัญหามากแล้ว เราจะแก้กันอย่างไร? เริ่มตั้งแต่เด็กของเราติดยาเสพติด เด็กของเรามีค่านิยมหัดร่วมประเวณีตั้งแต่อายุยังเด็ก เห็นว่าเป็นของดีเป็นความโก้เก๋ วัยรุ่นของเราไม่เพลินอยู่กับการเรียนแต่ไปเพลินอยู่ในสถานเริงรมย์ ปล่อยตัวมั่วโลกีย์โดยไม่มีความละอายแก่ใจภาพข่าวเหล่านี้เราพบได้ตามโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ เกือบทุกวัน พวกเราดูข่าวแล้วสลดใจ เด็กของเราเป็นอย่างนี้ไปเสียแล้ว เด็กผู้ชายส่วนหนึ่งอยู่ในวัยเรียน แต่กลับไม่ได้เรียน เพราะต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจของทางราชการ อะไรจะเกิดขึ้นแก่ชาติบ้านเมือง? นี่คือคำถาม

     ข้าพเจ้าไม่คิดอย่างอื่นเลย คิดแต่ว่าถ้าเราสามารถฝึกสภาพใจเด็กของเรา ให้ใจของเขาเกิดความสว่างใสตามคำสอนของพระบรมศาสดาข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ได้ เด็กของเราจะไม่มีปัญหาเช่นที่กล่าวนั้นเป็นอันขาด ข้าพเจ้าจึงฝึกกองทัพวิทยากรขึ้นมา เพื่อให้ไปสอนตามโรงเรียนและตามวิทยาลัย โดยมีนายแพทย์นิพนธ์ หลงประดิษฐ์ (ร.พ. สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ต.แม่กลอง อ.แม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ๗๕๐๐๐) เป็นหัวหน้าวิทยากร ทำหน้าที่ฝึกวิทยากรและพาวิทยากรเข้าสอนตามโรงเรียนและตามวิทยาลัยต่าง ๆ หากโรงเรียนและวิทยาลัยเชิญ ท่านก็พาคณะวิทยากรของท่านจำนวนมากไปสอนให้ สอนเสร็จคณะวิทยากรก็กลับ เราทำเป็นวิทยาทาน ไม่มีการเรี่ยไรเงิน ไม่มีเรื่องการเงินมาเกี่ยวข้อง เป็นการสร้างทางบุญของพวกเรา พวกเราต่างมีอุดมการณ์ตรงกันเรื่องนี้ ทุกอย่างเป็นธรรมทานทั้งนั้น

     กล่าวถึงผลการสอนของคณะคุณหมอนิพนธ์ ปรากฏว่า นักเรียนเห็นธรรมเป็นอัศจรรย์ ที่ว่าเป็นอัศจรรย์ก็คือเห็นธรรมเต็มร้อยนั่นเอง นักเรียนเห็นธรรมกันมากมาย เป็นที่พอใจของนักเรียนและเป็นที่พอใจของครูอาจารย์ เพราะครูอาจารย์มาสังเกตดูการสอนโดยใกล้ชิด ทำหน้าที่ประเมินผลการสอนการเรียน เวลานี้วิทยากรของพวกเราไม่พอบริการแก่สังคมที่ขอไป ไม่ว่าที่ใดก็เชิญพวกเราไปสอน เพราะการสอนของเราเป็นที่ประทับใจของสถานศึกษา

     ดังนั้น จึงบอกข่าวมายังท่านที่มีบารมีธรรม หากจะสร้างบารมีแล้ว จงมาร่วมกับกองทัพธรรมของข้าพเจ้าเถิด จงมาร่วมกันตั้งแต่วันนี้ รีบติดต่อกับคุณหมอนิพนธ์ เพื่อให้ท่านฝึกวิชาหน้าที่วิทยากร ท่องวิชาตามที่คุณหมอแนะนำ เมื่อท่านใดจำวิชาได้แล้ว คุณหมอจะนัดไปสอบกับข้าพเจ้าเป็นรุ่น ๆ ไป ท่านที่ผ่านการทดสอบแล้ว ก็เข้าทีมงานสอนกับคุณหมอนิพนธ์ต่อไป นี่คือเส้นทางการสร้างบารมีของท่าน อยู่บ้านเอาแต่คิดจะรวย เอาแต่จะไปเมืองนอก ข้าพเจ้าเห็นว่ารวยอย่างนั้นไม่สนุก ถึงจะไปเมืองนอก ก็สนุกเพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้ามาสอนให้นักเรียนเห็นธรรมตามวิธีของข้าพเจ้า ท่านจะดีใจและชุ่มใจทุกคืนวัน ดีใจกว่าการมีเงิน ดีใจกว่าไปเที่ยวเมืองฝรั่ง เพราะอารมณ์แห่งความปลื้มใจมันจับใจ นั่นเอง

     ท่านทราบข่าวแล้ว โปรดบอกเพื่อนของท่านด้วย ขอให้ไปร่วมกองทัพธรรมกับข้าพเจ้าเถิด ท่านที่เข้าเป็นกองทัพวิทยากรของข้าพเจ้าได้แล้ว ท่านก็ทำหน้าที่สอนไปกับหมอนิพนธ์ หลงประดิษฐ์ เมื่อทำงานบริการโรงเรียนไปได้ระยะหนึ่ง ท่านไปขอบคุณต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถามว่ามีธุระอะไรที่ข้าพเจ้าหรือ? ท่านต่างกล่าวตรงกันว่า ตั้งแต่มาพบคุณลุง คุณลุงให้หนูฝึกเป็นวิทยากร แล้วหนูก็ไปสอนตามโรงเรียน นักเรียนเขาทำได้ หนูปลื้มใจในความสามารถของหนู ที่หนูทำให้นักเรียนเห็นธรรมได้ ตามวิธีการที่คุณลุงได้สอนนั้น หนูเห็นว่าตัวของหนูมีประโยชน์ หนูเห็นว่าตัวของหนูมีคุณค่า หากหนูไม่มาพบคุณลุง หนูจะไม่มีคุณค่าอะไรเลย หนูมาวันนี้ก็เพื่อมาขอบคุณต่อคุณลุงที่ชุบตัวของหนูให้มีค่ามีราคาขึ้นมา คำพูดขอบคุณที่ท่านทั้งหลายกล่าวต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินทุกวัน เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าจะต้องฝึกให้ทุกคนเก่งวิชาธรรมกายยิ่งกว่าข้าพเจ้า ทุกคนต้องเก่งกว่าข้าพเจ้า ตอนนี้ท่านยังไม่เก่ง ข้าพเจ้าก็ต้องเก่งไปก่อน ความรู้ทุกอย่างต้องสอนกันได้ ต้องเรียนกันได้ ข้าพเจ้ามีตำราให้ทุกหลักสูตร ท่านไม่ไปหาข้าพเจ้า ท่านก็โชคไม่ดี เพราะท่านไม่พบผู้รู้ ท่านไม่พบบัณฑิต แล้วท่านจะเก่งได้อย่างไร? ท่านแปลกใจว่า เหตุใดข้าพเจ้าทำตำราได้หมดทุกหลักสูตร? ไม่ว่าจะเป็นวิชาธรรมกายหลักสูตรใด? ข้าพเจ้าเขียนตำราให้ได้ทั้งนั้น ตำราเป็นพยานของความรู้ เป็นตัวหนังสือที่เราค้นคว้าได้ ทุกท่านมีสิทธิ์ค้นคว้า ทุกท่านมีสิทธิ์อ่าน เหตุใดข้าพเจ้าเขียนตำราทุกหลักสูตร? แม้ถึงวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังตอบไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ทำได้ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิชาธรรมกายหลักสูตรใด? เมื่อท่านทั้งหลายถามไป ข้าพเจ้าก็ต้องตอบ ตอบได้ทุกคำถาม ข้าพเจ้าก็แปลกใจว่า เหตุใดข้าพเจ้าตอบคำถามไปได้? นอกจากจะอธิบายวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรแล้ว ยังตอบคำถามปุจฉาวิสัชนาธรรมกายประจำเดือน ให้คณะวิทยากรที่ถามประจำเดือนได้อีกด้วย บัดนี้คำถามและคำตอบไม่รู้ว่ากี่ร้อยข้อแล้ว? เป็นตำราเล่มงามแจกเพื่อนวิทยากรได้ทุกเดือน หากนำความรู้ทั้งปวงที่ข้าพเจ้าตอบมารวมเป็นเล่มเดียว จะได้ตำราสำคัญเล่มใหญ่ เป็นความรู้ที่ใครตอบไม่ได้? หากท่านได้อ่านให้ทั่ว ท่านจะทราบว่า วิชาธรรมกายนั้นยากมาก ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะเรียนรู้ แต่ข้าพเจ้าก็ตอบให้ท่านได้ทราบทั่วกันแล้ว นี่คือความอัศจรรย์

     ท่านใดอยากทราบว่าความอัศจรรย์คืออย่างไร? เรื่องนี้ไม่ยาก ขอให้ท่านได้พบกับคณะวิทยากรของข้าพเจ้า แล้วท่านจะได้พบข้าพเจ้า และต่อจากนั้นไม่นานเกินรอ ทุกท่านจะได้พบความอัศจรรย์เอง ต้องได้พบแน่ ๆ

     ทุกท่านที่เข้ากองทัพวิทยากร ได้พบความอัศจรรย์ทุกคน ทุกคนปลื้มใจ ทุกคนดีใจ และเขาก็กล่าวว่าเขาเสียใจที่มาพบข้าพเจ้าช้าไป ไปหลงอะไรอยู่ก็ไม่รู้? กว่าจะพบข้าพเจ้าได้ก็เกือบสาย แต่ยังมีบุญอยู่บ้าง จึงได้พบข้าพเจ้า คำกล่าวเช่นนั้น ข้าพเจ้าได้ยินทุกวัน บางท่านปรารภให้ทราบว่า การเดินทางไปหาข้าพเจ้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ท่านเล่าว่าเตรียมการเป็นปี ตั้งใจจะไปพบข้าพเจ้าให้จงได้ ครั้นจะเดินทางเข้าจริง ทำไมมีปัญหาร้อยแปดเข้ามา? ในที่สุดก็ไปพบข้าพเจ้าไม่ได้ เหตุใดจึงมีปัญหามาขัดขวางอยู่เรื่อย? ครั้นไปทำงานอื่นหรือจะไปธุระอะไรที่ใด? ไม่เห็นมีปัญหาอะไร? เหตุใดจึงไปพบข้าพเจ้ายากนัก? นี่คือปัญหาที่เขาถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตอบเขาไปอย่างไร?

     ข้าพเจ้าตอบเขาไปว่า การไปพบข้าพเจ้าเป็นเรื่องยากจริงตามที่ใคร ๆ กล่าวนั้น เพราะมารเขาขัดขวาง การไปหาข้าพเจ้านั้น หมายถึงว่า เป็นการได้บารมีใหญ่ เป็นอานิสงส์ใหญ่ มารเขาต้องขัดขวาง เพราะมารไม่ต้องการให้ใครได้บารมี แต่หลายท่านก็ไปพบข้าพเจ้าได้ นั่นเป็นเพราะบารมีแต่ปางหลังของเขาผู้นั้น มารพยายามขัดขวางเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดเขาไปพบข้าพเจ้าได้ และเขาก็ได้เป็นวิทยากร พอเขาเป็นวิทยากรแล้ว งานสร้างบารมีของเขาเกิดขึ้นทันที เขาสอนนักเรียนได้มาก นี่คือบารมีสำคัญของเขา แล้วเขาก็ขอบคุณต่อข้าพเจ้า ดังที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟังแล้วนั้น

     จงตั้งใจให้มั่นคง แล้วทุกท่านจะต้องได้พบข้าพเจ้า ได้พบแน่นอน ได้สร้างบารมีแน่นอน อธิษฐานบารมีให้ดี แล้วต้องได้พบข้าพเจ้าแน่นอน

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org