|
ภาคปกิณกะ เพราะเหตุใดหลวงพ่อไม่ทำตำราปราบมารเป็นหนังสือไว้เลย? นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้คงแก่เรียนถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ตอบแก่ท่านผู้คงแก่เรียนว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเหตุผล และข้าพเจ้าก็ตอบแทนหลวงพ่อไม่ได้ ท่านก็พากเพียรถามข้าพเจ้าต่อไปว่า ถ้าข้าพเจ้าตอบไม่ได้แล้วจะไปถามใคร? นี่คือปัญหาที่ข้าพเจ้าอยากคุยด้วย แต่ไม่ใช่ตอบปัญหา หากเป็นเพียงคุยสู่กันฟัง ข้าพเจ้าพอคุยด้วยได้ แต่ไม่ใช่การตอบคำถามของผู้ใครรู้ หากตกลงตามนี้ ข้าพเจ้าก็จะคุยให้ฟังดังต่อไปนี้ ขอบคุณที่ท่านไม่ถือว่าผิดหรือถูก เพราะเป็นเรื่องคุยกัน ข้าพเจ้าก็สบายใจ ก่อนที่เราจะคุยเข้าประเด็น เราต้องมีความรู้เบื้องต้นเสียก่อน เกี่ยวกับคุณสมบัติส่วนตัวของหลวงพ่อเสียก่อน ดังนี้ ๑. หลวงพ่อเป็นนักเทศน์ หลวงพ่อเป็นนักปฏิบัติ หลวงพ่อเป็นพระเคร่งวินัย การปฏิบัติของท่านหากเคลื่อนวินัยของสงฆ์นิดหนึ่ง หลวงพ่อก็ไม่ยอม จะเคร่งวินัยอย่างเสมอต้นเสมอปลายและปลงอาบัติทุกวัน ๒. หลวงพ่อเป็นคนจริง เมื่อจะทำอะไรแล้ว ท่านเอาชีวิตเป็นเดิมพันทั้งนั้น เช่นมีประวัติว่า นั่งหลับลงไปคราวนี้หากไม่เห็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงเห็นแล้ว ขอให้ตายไปเถิด มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรแก่ศาสนา เปลืองข้าวสุกชาวบ้านเปล่า ๆ แล้วหลวงพ่อก็เห็นวิชาธรรมกาย นี่คือประวัติของหลวงพ่อ ๓. หลวงพ่อมีประวัติว่า บิณฑบาตแล้วไม่ได้ข้าว หลวงพ่อก็ไม่แสวงหาอาหารอื่น ไม่ฉันอะไร มีชีวิตอยู่อย่างไม่ได้กินอะไรเลย ท่านอธิษฐานใจว่า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเป็นผู้เคร่งวินัย หากต้องมาอดตาย ท่านขอยอมตาย วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อออกไปรับอาหารบิณฑบาตใหม่ ปรากฏว่าหลวงพ่อได้อาหารแล้วหลวงพ่อก็ฉันอาหารนั้น และยังได้แบ่งอาหารนั้นแก่เพื่อนภิกษุอื่น นี่คือประวัติของหลวงพ่อตอนหนึ่ง ๔. หลวงพ่อมีความรู้ภาษาบาลีอย่างดี เวลาเทศน์จะอ้างคำบาลีแล้วแปลเป็นภาษาไทย ต่อไปจึงโยงเข้าเรื่องที่หลวงพ่อเทศน์ เสร็จแล้วก็โยงเข้าสู่การปฏิบัติวิชาธรรมกาย ตามหลักสูตรวิชาธรรมกายเบื้องต้น คือหลักสูตร ๑๘ กาย ท่านจะพบกัณฑ์เทศน์ต่าง ๆ จากวัดปากน้ำ ซึ่งทางวัดเก็บรักษาไว้อย่างบริบูรณ์ เป็นหลักฐานการแสดงธรรมของหลวงพ่อ เป็นไปตามแนวที่บรรยายนี้ ๕. หลวงพ่อทำวิชาปราบมารโดยตั้งศิษย์ของท่านที่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงเป็นหัวหน้าเวรทำวิชา มีหัวหน้าเวร ๖ ท่าน คือ คุณตรีธา เนียมขำ, คุณฉลวย สมบัติสุข, แม่ชีญาณี ศิริโวหาร, แม่ชีถนอม อาสไวย์, แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ, แม่ชีชั้น จอมทอง หัวหน้าเวร รองหัวหน้าเวรและลูกเวรแต่ละเวรทำวิชาเวรละ ๔ ชั่วโมง ดังนั้น ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงมีการทำปราบมารติดต่อกัน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ๖. พระเณรที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลวงพ่อจำนวน ๑,๐๐๐ รูปขึ้นไป การจัดการศึกษาของสงฆ์นั้น หลวงพ่อจัดให้ครบทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระที่วัดปากน้ำ คือการศึกษานักธรรมการศึกษาบาลีและวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวนอุบาสกอุบาสิกาที่อยู่วัดปากน้ำสมัยนั้น ยังมีอีกจำนนหนึ่ง รู้แต่ว่าจำนวนมาก นี่คือสมาชิกมากมายที่หลวงพ่อรับผิดในการจัดการศึกษา การจัดที่อยู่อาศัย การจัดโรงครัว การจัดยารักษาโรค การจัดระบบการปกครอง เนื่องจากมีสมาชิกจำนวนมาก เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นปกติสุข เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นแก่หลวงพ่อ หลังจากที่ตัดสินใจทำวิชาปราบมารแล้ว หลวงพ่อตั้งเวรทำวิชาปราบมาร โดยตั้งเวรทำวิชา ๖ เวร ๆ ละ ๔ ชั่วโมง รวมความว่า ทำวิชาปราบมารตลอด ๒๔ ชั่วโมงทีเดียว บัดนี้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าจะนำมาตอบคำถามต่อไป นั่นคือมารเขาเข้าทรงมาสู้หลวงพ่อถึงวัด ต้องสู้กันทางวิชา ดังเรื่องราวที่จะเล่าให้ทราบต่อไปนี้ แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง เป็นเหตุการณ์ตั้งแต่ปีใดก็จำไม่ได้? วันนั้นหลวงพ่อขึ้นศาลาการเปรียญเพื่อเทศน์ตามปกติของหลวงพ่อ หลวงพ่อนั่งอยู่บนธรรมาสน์เพื่อจะเทศน์ ปรากฏว่ามีคนจีนคณะหนึ่งเดินทางมาพบหลวงพ่อ เขาเข้าทรงมาแล้ว คนหัวหน้าใส่หมวกเจ๊ก เขาเข้ามาหาหลวงพ่อ ถามหลวงพ่อว่า จะให้เขานั่งตรงไหน? หลวงพ่อก็ตอบว่าเลือกเอา เพียงเท่านั้นเอง หัวหน้าของเขาขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เคียงหลวงพ่อทันที หลวงพ่อกระซิบกับไวยาวัจกรว่า ให้ไปตามพวกเราในโรงงานทำวิชาของเรามาให้หมด วันนี้มารเขาขนกำลังมาสู้กับเรา (โยมประยูร สุนทรา เป็นไวยาวัจกร) คณะทำวิชามาถึงศาลาแล้ว เห็นเหตุการณ์แล้วว่ามารเขาขนกำลังมาสู้หลวงพ่อ จึงทำวิชาสู้กันทันที แต่พวกเราไม่ได้นั่งสมาธิ เพียงแต่ยืนทำวิชา ทำให้วิชาไม่ละเอียดเพียงพอ กล่าวถึงคนสำคัญท่านหนึ่ง คือแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พอฉันเห็นคนที่เป็นหัวหน้านั่งประจันหน้ากับหลวงพ่อ ฉันก็จำรูปร่างเขาได้ ฉันรีบนั่งหลับตาเข้าสมาธิทำวิชาทันใด ละลายและระเบิดสถานเดียว เข้านิพพานได้แล้วไม่ฟังเสียงอะไรแล้ว ข้าละลายเจ้าสถานเดียว เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ตัวหัวหน้าที่นั่งบนธรรมาสน์ชี้มือมาที่แม่ชีถนอม อาสไวย์ แล้พูดว่า “ทั้งหมดนี้ มีจริงอยู่คนเดียว คือแม่ชีคนนี้” เขากล่าวจบลง เขาก็พาพรรคพวกเขากลับไป แล้วกล่าวทิ้งท้ายว่าวันหลังจะมาสู้ใหม่ เมื่อพวกมารเขากลับไปแล้ว หลวงพ่อพูดกับคณะทำวิชาว่า วันนี้วิชาไม่ละเอียด เพราะพวกเราลืมตาทำวิชา ไม่นั่งหลับตา ไม่รู้ที่เป็นที่ตายหรืออย่างไร? เดินวิชาอย่างนั้นเป็นการประมาทรู้ไหม? มารมันเอาวัดของเราไปทิ้งทะเลก็ได้ ดีแต่ว่าหนอมช่วยไว้ได้ ถ้าไม่ได้หนอม วันนี้เราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น แล้วก็กล่าวต่อไปว่า “หนอม...เอ็งน่ะคุ้มข้าวสุกวัดแล้ว” นี่คือคำกล่าวของหลวงพ่อ (หลวงพ่อเรียกแม่ชีถนอม อาสไวย์ ย่อ ๆ ว่า “หนอม” ท่านไม่เรียกว่า ถนอม) เหตุการณ์ครั้งนี้เราได้ความรู้สำคัญ คือหลวงพ่อท่านบอกว่า มารมันมีอานุภาพถึงกับเอาวัดไปทิ้งทะเลก็ได้ คือมารมันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น อย่างพวกเราที่เป็นมนุษย์ มารเขาทำให้เราแก่-เจ็บ-ตาย ก็ได้ ทำให้แตกแยกกันก็ได้ เช่น เกาหลี เวียดนาม เยอรมัน มารเขาก็ทำให้เป็น ๒ ประเทศได้ นิกายของสงฆ์มารเขาก็ทำให้เป็น ๒ นิกายได้ สรุปแล้วมารทำได้ทั้งนั้น คราวนี้มาถึงขั้นตอนการตอบปัญหา ท่านถามข้าพเจ้าว่า ทำไมหลวงพ่อไม่ทำตำราปราบมารไว้? เรายังคุยกันถึงเรื่องนั้นยังไม่ได้ ต้องรอให้ความรู้ของเราเป็นไปตามลำดับเสียก่อน อย่าข้ามขั้นตอน ประการแรกเราต้องทราบก่อนว่า สมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อเผยแพร่วิชาธรรมกายได้กี่หลักสูตร? คือตำราเล่มใดบ้าง? ก. สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่เผยแพร่ได้เพียง ๒ หลักสูตร ดังนี้ (๑.) วิชาธรรมกายเบื้องต้นชื่อ “ทางมรรคผล” คือเล่ม ๑๘ กาย ปกเป็นภาพ ๑๘ กาย เล่มนี้ทางวัดปากน้ำแจกเป็นธรรมทานมานานแล้ว (๒.) วิชาธรรมกายหลักสูตรระดับกลางชื่อ “คู่มือสมภาร” พิมพ์ถวายสมเด็จพระสังฆราชวัดบวรนิเวศ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ พิมพ์ในนามคุณฉลวย สมบัติสุข มีความรู้รวมแล้ว ๑๕ บท หากรวมภาคผู้เลี้ยงด้วยจะมี ๓๐ บท ข. หลักสูตรระดับยากเผยแพร่เมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้ว มี ๒ หลักสูตร ดังนี้ (๑.) วิชาธรรมกายหลักสูตรระดับยากชื่อ “วิชชามรรคผลพิสดารภาค ๑” ทางวัดปากน้ำพิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๗ มีความรู้ ๔๖ บทเรียน ตามประวัติกล่าวว่า พระมหาจัน (เปรียญ ๕ ประโยค) จดบันทึกไว้แต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ จดไว้ตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ (๒.) วิชาธรรมกายระดับยากมากชื่อ “วิชชามรรคผลพิสดาร ๒” ทางวัดปากน้ำพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดยท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ คณุตฺตโม อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา) เป็นผู้จดรวบรวมความรู้ไว้ เราต้องทราบว่า หลวงพ่อมรณภาพเมื่อปี ๒๕๐๒ แต่ตำราวิชามรรคผลพิสดารภาค ๑ พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๗ และวิชชามรรคผลพิสดารภาค ๒ พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๙ แปลว่าหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วจึงพิมพ์ตำราได้ ทำไมหลวงพ่อจึงไม่ทำตำราวิชาปราบมารไว้? นี่คือคำถามที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าตอบ เราทราบแล้วว่า สมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เผยแพร่วิชาธรรมกายได้ ๒ หลักสูตรเท่านั้น คือวิชาธรรมกายเบื้องต้น ได้แก่ เล่มทางมรรคผลคือเล่มปกมีภาพ ๑๘ กาย และวิชาธรรมกายระดับกลางได้แก่เล่มคู่มือสมภาร ปกเป็นภาพพระพุทธรูปมีรัศมี เขียนบรรยายใต้พระพุทธรูปมีรัศมีว่า “นี่คือธรรมกาย” เราทราบแล้วว่า เมื่อหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ความรู้วิชาธรรมกายระดับยากและระดับยากมาก ทางวัดปากน้ำพิมพ์อีก ๒ หลักสูตร คือวิชชามรรคผลพิสดาร ๑ และวิชชามรรคผลพิสดาร ๒ ตำราสำคัญสุดยอดไม่ได้ทำไว้ นั่นคือ “วิชาปราบมาร” เหตุใดหลวงพ่อไม่ทำตำราไว้? นี่คือคำถามที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าตอบ เนื่องจากเกิดความเสียหายมากมาย เพราะนักปราชญ์รุ่นหลังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้โดยเหตุที่ไม่มีตำรา ความรู้หรือวิชาปราบมารนั้น เป็นความรู้พิเศษ เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าภาคปราบ ไม่ใช่ความรู้ของพระพุทธเจ้าภาคโปรด เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าภาคปราบกับภาคโปรดนั้นความรู้ต่างกัน สร้างบารมีมาไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าภาคปราบนั้นหายากแสนเข็ญทีเดียว แต่พระพุทธเจ้าภาคโปรดมีมาก พระพุทธเจ้าภาคโปรดนั้น ทรงมีความรู้สอนศาสนา แต่พระพุทธเจ้าภาคปราบทรงมีความรู้ในทางรบทัพจับศึก หรือเรียกว่าวิชารบ หรือเรียกว่าความรู้พิชัยสงคราม ตามความรู้ของวิชาธรรมกายท่านเรียกว่า วิชาอาสวักขยญาณ หรือวิชาอาสวักขยญาณใหญ่ หลวงพ่อท่านสอนวิชารบให้แก่ผู้เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง โดยเฉพาะหัวหน้าเวรและพลรบที่ทำวิชาปราบมาร ท่านเหล่านั้นจะเข้าใจเนื้อหาของวิชาเป็นอันดี ครั้นมาถึงขั้นตอนที่หลวงพ่อมรณภาพแล้ว ศิษย์ผู้คงแก่เรียนเหล่านั้นต่างก็ออกไปจากวัดปากน้ำ คือต่างคนต่างไป ไปอยู่กับลูกบ้าง ไปประกอบอาชีพใหม่บ้าง เพราะขาดผู้นำทัพแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะควบคุมได้ เขาเหล่านั้นก็ไปคนละทางสองทาง หากหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านให้ความอุปการะทุกอยาง เริ่มตั้งแต่จัดที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ยารักษาโรค ให้การศึกษาเล่าเรียนวิชาธรรมกาย ท่านผู้อื่นไม่มีใครสามารถอย่างหลวงพ่อ ท่านเหล่านั้นก็ต้องไป แต่บางท่านยังถือเพศนักบวชอยู่คือบวชเป็นแม่ชี แต่ไม่มีใครเขียนตำราเลย เพราะการเขียนตำราทำยาก กล่าวถึงวิชารบเบื้องต้น ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังชื่อ “ยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของการสะสางธาตุธรรมขั้นสูง” ซึ่งท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ คณฺตตโม) เป็นผู้จัดพิมพ์ บอกว่าเป็นความรู้ที่คุณฉลวย สมบัติสุข ถ่ายทอดไว้ กล่าวถึงการส่งวิชาของมารว่ามารเขาส่งวิชามาอย่างไร? มารเขาส่งวิชาปกครองมีกี่ขั้นตอน? มารปกครองเรานั้น มารเขาทำวิชาอย่างไร? และตำรายังได้อธิบายถึง วิธีแก้ปัญหาของมารว่ามีวิธีแก้อย่างไร? ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นตำราสำคัญ แต่ว่าตำราปราบมารไม่มีแค่นี้ เหตุใดไม่ทำตำราไว้? ควรทำไว้ให้ครบหลักสูตรเพื่อให้ผู้มีบารมีธรรมรุ่นหลังจะได้มีตำราศึกษาค้นคว้า การไม่มีตำราสำคัญเป็นความเสียหายมาก เพราะส่งผลให้โพธิสัตว์ ยุคปัจจุบันไม่มีตำราศึกษาเล่าเรียน ความรู้อย่างนั้นไปหาที่ใดในโลกไม่มีอีกแล้ว? มีแต่หลวงพ่อผู้เดียวเท่านั้นที่มีความรู้อย่างนี้ เหตุใดหลวงพ่อไม่ทำตำราไว้? นี่คือคำถาม ข้าพเจ้าจะตอบให้ทราบดังนี้ ขึ้นชื่อว่าความรู้วิชาธรรมกาย มารเขาหวงและปกป้องและหวงแหนสุดชีวิตทีเดียว เพราะอะไรหรือ? ตอบว่า วิชาธรรมกายเป็นสื่อให้ไปรู้เห็นได้ทั้งนั้น การยอมให้มีการเปิดเผยวิชาธรรมกาย ก็เท่ากับยอมให้ภาคขาวไปรู้กำพืดของภาคมาร มารเขาจึงไม่ยอม ไม่ยอมให้เราไปรู้เห็นกำลังของเขา ไปรู้เห็นวิชาของเขา ไปรู้วิชาปกครองของเขา ไปรู้วิธีหากินของเขา เปรียบแล้วมารก็เหมือนเสือหรือสิงโต มนุษย์คือพวกเรานี้ ก็เหมือนฝูงกวางป่า เก้งป่า ม้าลาย พอได้เวลาเสือสิงโตก็มาล่าไปกิน มนุษย์เป็นอาหารของเขา เขามาระเบิดดวงบารมีไปหมด แม้แต่พระพุทธเจ้าในนิพพาน มารยังไปยึดอำนาจปกครอง มารยังไประเบิดเอาดวงบารมีไป มารยังเข้าบังคับลงโทษนานาประการ ดังที่ข้าพเจ้าได้รายงานไปแล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ กล่าวถึงตำราปราบมาร มารไม่ยอมให้หลวงพ่อเผยแพร่ หมายถึงว่าเป็นการแย่งอำนาจปกครองของเขาทีเดียว เวลาที่หลวงพ่อจะคิดเผยแพร่ จะปรากฏว่ามีอุปสรรคนานาประการ เสร็จปัญหานี้ขึ้นปัญหาโน้น เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ในที่สุดหลวงพ่อก็พิมพ์ตำราออกมาไม่ได้ จงดูตัวอย่างวิชาธรรมกายระดับยาก คือวิชชามรรคผลพิสดาร ๑ เราจะพบว่า พระมหาจันจดบันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ แต่วัดปากน้ำพิมพ์ได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ หลวงพ่อของเรามรณภาพไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ แปลว่าหลวงพ่อของเราตายไปนานแล้ว แต่ตำราเพิ่งพิมพ์ได้ และวิชาธรรมกายหลักสูตรยากมากคือวิชามรรคผลพิสดาร ๒ ทางวัดปากน้ำเพิ่งพิมพ์ได้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้น นี่คือหลักฐานที่นำมาอ้างอิงคำตอบ ตำราธรรมดายังเป็นถึงปานนี้ แล้วตำราปราบมารจะขนาดไหน? นี่คือข้อคิดที่ทุกท่านต้องดีให้แตก แต่ว่าเหตุผลอันแท้จริงคืออะไร? นี่คือประเด็นที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้ากล่าว ในวันที่พวกคนจีนเข้าทรงมาสู้กับหลวงพ่อ ตามที่ข้าพเจ้านำมาเล่าไว้แล้วนั้น เป็นข้อมูลสำคัญ หากมารไม่ชอบใจขึ้นมา มันเอาวัดปากน้ำไปทิ้งทะเลได้ หลวงพ่อก็บอกแก่เราแล้วว่ามารมีอานุภาพปานนั้นทีเดียว แล้วหลวงพ่อมีพระเณรอยู่ในวัดถึง ๑,๐๐๐ รูป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น หลวงพ่อจะเอาพระเณรจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไปพักพิงที่ไหน? นี่คือความคิดของหลวงพ่อ ท่านต้องคิดอย่างนี้ ดังนั้น หลวงพ่อจะทำอะไรก็ทำเท่าที่ทำได้ ทำแต่สิ่งที่มารเขาไม่ขัดขวาง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด ท่านกล่าวแย้งว่า ก็เมื่อกลัวมารแล้วจะมาตั้งเวรทำวิชาปราบมารทำไม? นั่นเป็นการรบกับมารเขาแล้ว จริงอยู่เราทำวิชาปราบมารเป็นการรบกับมารแล้ว แต่การรบยังไม่ถึงขั้นยึดอำนาจปกครองได้ เพียงแต่เป็นการรบแบบป้องกันตัวเท่านั้น เพราะความรู้การรบในสมัยนั้น ยังไม่ถึงขั้นดุเดือดเลือดพล่าน สรุปแล้ว กว่าข้าพเจ้าจะตอบคำถามว่า เหตุใดหลวงพ่อไม่ทำตำราปราบมารไว้? ข้าพเจ้าต้องบรรยายข้อมูลหลายอย่าง ดังที่เราอ่านผ่านมานั้น คราวนี้มาถึงคำถามที่ท่านสมาชิกหลายท่านถามข้าพเจ้า จะให้ข้าพเจ้าตอบ คำถามมีว่า เหตุใดหลวงพ่อใช้เวลาตัดสินใจยาวนานถึง ๘ ปี ว่าจะลงมือทำวิชาปราบมารหรือไม่? สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |