|
เรื่องของ “รอยใจ” มีความพิสดารมาก มีความละเอียด รอยใจของภาคขาว ของภาคกลาง และของภาคมารนั้น ต่างกัน (ก.) รอยใจ คืออะไร? รอยใจคือ แนวทางของใจ แนวการเดินทางของใจ ร่องรอยการเดินวิชาของใจ (ข.) รอยใจของธรรมภาคต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน (ค.) รอยใจมีต้น-กลาง-ปลาย ตามหลักของกำเนิดเดิม มีอ่อน-แก่-หยาบ-ละเอียด เป็นลำดับไป รอยใจละเอียดก็เป็นไปตามแนวแห่งความละเอียดนั้น เช่น รอยใจของไตรปิฎก คือ สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก และอภิธรรมปิฎก ก็ละเอียดเข้าไปไม่มีประมาณ คำว่า ปิฎกหรือที่เราเรียกว่า ปิฎกธาตุปิฎกธรรมนั้น หลวงพ่อได้นำมากล่าวไว้แล้วในวิชาธรรมกายชั้นสูง คือเล่ม “วิชชามรรคผลพิสดาร” (ง.) การเปลี่ยนแปลงรอยใจของภาคขาว มีวิวัฒนาการมาดังนี้ แต่เดิมคนของภาคขาวมีเบญจขันธ์เป็น ทาน-ศีล-ภาวนา นั่นคือ ทาน ได้แก่ การให้ การบริจาค การทำบุญ การให้ทาน ศีล ได้แก่ ศีลเบื้องต้น จนถึงศีลใหญ่ ได้แก่ ศีลของพระสงฆ์เป็นต้น ภาวนา ได้แก่ การทำใจให้ใสสว่างตามคำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ นั้น ทานเป็นบาท (เป็นฐาน) ให้แก่ศีล และศีลเป็นบาทให้แก่ภาวนา คราวนี้มาดูขอบข่ายของทาน ศีล และภาวนา ว่ามีขอบข่ายแค่ไหน? ทั้งทาน ศีล และภาวนา ต่างก็มี ต้น-กลาง-ปลาย และละเอียดเข้าไป ต่างก็เป็นอุปการะให้แก่กัน เรื่องของภาวนานั้น ก็คือเรื่องของปิฎกธาตุปิฎกธรรม นั่นเอง ครั้นต่อมา มารเขาคิดวิชาปกครองได้ใหม่ คือ วิชาทุกข์สมุทัยและวิชาปิฎกของมาร มารเขาทำวิชาบังคับไปทั่ว ทำให้เบญจขันธ์ของภาคขาวถูกหุ้มด้วยทุกข์สมุทัยและปิฎกของมารอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ทาน-ศีล-ภาวนา ของภาคขาวอ่อนอานุภาพลง ส่งผลให้มนุษย์ของภาคขาว แก่-เจ็บ (เป็นโรค)-ตาย และยังถูกปิฎกของมารหุ้มปิฎกของภาคขาวอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลให้ปิฎกของภาคขาวอานุภาพอ่อนลง เมื่อมารเขาทำวิชาได้สำเร็จ เขาจึงเข้ายึดอำนาจปกครองของธรรมภาคขาวจนหมดสิ้น นั่นคือ เขายึดอำนาจปกครองในระดับปกครองใหญ่คือมรรคผลนิพพานของภาคขาว ซึ่งได้แก่อายตนะนิพพานของภาคขาว เขามาปฏิวัติระบบนิพพานของภาคขาวเสียใหม่ จากเดิมพระพุทธเจ้าของภาคขาวเข้าอายตนะนิพพานด้วยกายมนุษย์ (สอุปาทิเสสนิพพาน) ก็เปลี่ยนให้เข้านิพพพานด้วยกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) ดังที่ได้เคยได้เล่าไว้นั้น เมื่อมารปฏิวัติระบบมรรคผลนิพพานของภาคขาวแล้ว เขายังสร้างทุคติภูมิทรมานมนุษย์ไว้อีก นั่นคือ เขาทำนรก อเวจี และโลกันต์ขึ้น หมายความว่า มนุษย์ที่ตายแล้วจะต้องไปสู่ภพภูมิเหล่านี้ เรืองนี้ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้แล้ว สรุปว่านอกจากมารจะปกครองอายตนะนิพพานแล้ว เขายังปกครองภพ ๓ ด้วย คืออรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษย์ทั้งหมด อยู่ในปกครองของมารทั้งหมด เมื่อมารยึดอำนาจปกครองได้แล้ว ส่งผลให้รอยใจ ของภาคขาวเสียหายทั้งหมด เพราะมารเขาเอา วิชาของมารมาหุ้มใจของภาคขาวทั้งหมด ส่งผลให้เราเห็นธรรมยากเย็นทีเดียว นี่คือ ความรู้ที่ข้าพเจ้าค้นคว้าพบในขณะนี้ แต่แรกที่พบเห็นไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร? อาจารย์ฉลวย สมบัติสุข ท่านบอกว่า หลวงพ่อเรียกว่า “รอยใจ” ข้าพเจ้าก็เลยเรียกตามท่าน ดังนั้น วิชาธรรมกายทุกหลักสูตรคือรอยใจของภาคขาวมาแต่เดิม นั่นเอง การที่เราเห็นธรรมกันยาก เพราะมารเขามาทำรอยใจของเราเสียหายหมดแล้ว เราต้องมาฟื้นฟูรอยใจของเราขึ้นมาใหม่ ให้เป็นไปตามหลักวิชาที่หลวงพ่อท่านได้สอนไว้ แต่การปรับปรุงสภาพใจของเราให้เข้าสู่รอยใจเดิมนั้น ทำได้ยาก! ไม่ใช่งานที่ทำได้ง่าย! แต่ว่าสภาพใจของเด็ก นักเรียน นักศึกษา ข้าพเจ้าค้นพบวิธีแล้ว หากอยากเป็นธรรมโดยพลัน ต้องเชิญคณะวิทยากรทีมงานของข้าพเจ้าไปสอน รับรองได้ว่าเห็นธรรมกันหมดชั้นเรียนทีเดียว เห็นธรรมกันหมดวิทยาลัยทีเดียว โบราณท่านกล่าวว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” ด้วยเหตุนี้เราต้องฝึกคนของเราแต่เยาว์วัย ขณะนี้วิทยากรของข้าพเจ้าได้รับความนิยมทั่วไป ท่านต้องทดลองตั้งแต่วันนี้ โปรดเชิญวิทยากรของข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าทำเพื่อเป็นธรรมทาน ไม่ได้มาเรี่ยไรเงินของท่าน เราไม่เกี่ยวกับการเงิน สอนเสร็จเราก็จากไป หากท่านศรัทธาคณะของเรา เราก็มาทำงานให้ตามแต่ท่านจะนัดหมาย แต่ว่าครูอาจารย์ของสถานศึกษาจะต้องช่วยกำกับเด็ก ช่วยจัดเด็กเข้าแถวเมื่อเข้าสู่ห้องประชุม ช่วยกำกับให้อยู่ในระเบียบเป็นแถว แล้วพวกเราจะสอนและฝึกให้ตามเวลาที่กำหนด เวลานี้วิชาปราบมารทำอย่างไร? จงบอกวิธีเดินวิชาแบบย่อ ๆ ให้ทราบ เพราะภาควิชาการได้นำมากล่าวไว้มากแล้วในเล่มปราบมารภาคอื่น ๆ เห็นว่าพอสมควรแล้ว ขอให้ติดตามค้นคว้าเอาเอง วันนี้ข้าพเจ้ากล่าวแต่ย่นย่อให้ทราบเท่านั้น ว่าแนวการเดินวิชาทำอย่างไร? ก. เข้านิพพานกายธรรม ไปสุดอดีต สุดปัจจุบัน สุดอนาคต รวมเป็นกายเดียวทั้งหมด ทั้งภาคจักรพรรดิ ก็ต้องเอาเข้ามาด้วย จากนั้น เข้านิพพานเป็น คำนวณไปให้สุดอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ทั้งภาคจักรพรรดิทั้งหมด รวมให้เป็น “หนึ่งเดียว” ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ ข. จากนั้น รวมรู้รวมญาณทัสสนะเข้าด้วยกัน แล้วก็เดินวิชาเข้าดวงธรรม ๖ ดวงจากหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป พบมารก็ดับมาร พบอะไรก็ดูไป จุดด่างจุดดำนี่คือตัวร้าย ต้องกำจัดจุดดำให้ได้หมด อย่าให้เหลือ! โปรดจำไว้เป็นตำราทีเดียว จุดดำเล็กที่เห็นนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด? นั่นคือ ธาตุใหญ่ธรรมใหญ่ของมารร้อยธาตุพันธรรมอยู่ในนั้น นั่นคือตัวร้ายที่ไม่มีใครดับเขาได้ จุดลักษณะนี้ไปอยู่ที่ใด? หมายความว่าเป็นชัยชนะของมารที่นั่น หมายความว่า มารเขายึดปกครองที่ตรงนั้นได้แล้วอย่างสะดวกโยธิน โปรดจำไว้ว่า ดวงธรรม ๖ ดวง มีละเอียดเข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด ค. ข้อควรคิด หากเราไม่รวมนิพพานกายธรรมกับนิพพานเป็นให้เป็น “หนึ่งเดียว” ก็แปลความว่า เราไม่รวมรู้รวมญาณกัน โอกาสที่เราจะรู้เห็นอะไร? ย่อมเป็นไปได้ยาก! ถึงแม้ว่าเรารวมกันได้ เราก็ยังไม่ทันมารเขา เรายังกวาดล้างไม่หมด เขาเห็นท่าไม่ดี เขาก็หนีมาอยู่ในภพ ๓ จะอยู่ที่ใด? อยู่ตรงไหน? ไม่มีใครรู้เห็นทั้งนั้น เราจึงวัดกำลังของธรรมภาคขาวได้ว่า เรารวมกันหมดแล้ว เราทำได้แค่ไหน? เราทำได้แค่นี้ ดังนั้น เราจึงกล่าวอะไรไม่ได้มาก เท่าที่รบมา ๑๘ ปีนั้น ยังได้งานไม่พอใจเลย อยากจะได้งานมากกว่านี้ ก็ได้แต่อยาก แต่วิชายังเดินไปไม่ทันใจเรา ใครก็อยากให้งานปราบมารยุติกันทั้งนั้น! แต่ยังยุติไม่ได้! เพราะมารยังดับไม่หมด มาถึงวันนี้ ถามว่างานปราบมารทำได้แค่ไหน? และจะทำอะไรต่อไป? งานปราบมารในปกครองใหญ่ คือการรบในภาคนิพพานก็ยังต้องทำอยู่ทุกวัน และเมื่อเสร็จการรบภาคนิพพานแล้ว ก็ต้องมารบในภพ ๓ ด้วย นั่นคือถอยกำลังทั้งหมด มารบให้แก่อรูปพรหม ๔ ชั้น เสร็จแล้วก็ถอยมารบให้พรหม ๑๖ ชั้น เสร็จแล้วมารบให้แก่สวรรค์ ๖ ชั้น สุดท้ายก็ถอยกำลังมารบให้แก่มนุษยโลก ซึ่งการรบในภพ ๓ นี้ เพิ่งทำเมื่อไม่นานมานี้ ถามว่าตอนไหนจะรบให้จุดไหนอย่างไร? เรื่องนี้ตอบไม่ได้ เพราะวิชาจะเป็นไปเองเป็นอัตโนมัติ หากจะถามว่าจุดหมายใดจะใช้เวลารบนานแค่ไหน? ก็ยิ่งตอบไม่ได้ เนื้อหาสาระก็คือให้มารจุดนั้นหมดไป นี่คือหลักกว้าง ๆ เท่านั้น วิชาที่ทำขณะนี้คืออะไร? คือทำกำเนิดเดิมให้ใสทั้งหมด นี่คืองานขณะนี้ ใครเป็นผู้ทำกำเนิดเดิม? ใครเป็นผู้ปกครองกำเนิดเดิม? กายของเขาอยู่ที่ใด? เราจะต้องสืบสาวไปค้นให้พบทั้งหมด นี่คือเป้าหมายของวิชาขณะนี้ เพราะเราทราบชัดแล้วว่า มารเขาเป็นผู้ทำกำเนิดเดิม เขาเป็นผู้ปกครองกำเนิดเดิม แต่เราหาเจ้าของวิชาไม่พบ เพราะเขาหลบธาตุหลบธรรม เขาซ่อนธาตุซ่อนธรรม เราหาไม่พบ เขายิงเครื่องปกครองไปทั่ว แล้วเครื่องนั้นก็ไปบังคับกายบังคับใจพวกเราภาคขาวทั้งหมด เขาจะให้เป็นอย่างไร? เขาก็ยิงเครื่องปกครองเข้ามา เหมือนดังที่เรากด “รีโมท” เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาบังคับ มารเขาบังคับด้วยวิชา คือวิชาเครื่องปกครอง เรายังแก้วิชาไม่ได้หมด เขายังบังคับเราได้ เราจึงอยู่ในปกครองของเขา เขาจะให้เราเป็นอย่างไร? เขาก็ยิงเครื่องเข้ามาที่ใจของเรา คือหลักวิชาย่อ ๆ เรารู้ปัญหาแล้ว แต่เรายังแก้ไม่ได้ ก็เหมือนกับที่เรารู้ว่าประเทศของเราเป็นหนี้ต่างชาติ เรากำลังแก้ไขอยู่ ก็เหมือนกับที่เรารู้ว่าเป็นโรค แต่หมอของเรายังแก้ไม่ได้ นั่นเอง ความรู้เรื่องกำเนิดเดิมนั้น เป็นความรู้สำคัญมาก พวกเราต้องเรียนให้แจ้ง จะเรียนแบบเพ้อฝันอย่างที่เราเห็นอยู่ในสำนักต่าง ๆ นั้น ไม่ได้ประโยชน์อะไร? จับประเด็นให้ได้ว่า เมื่อภาคขาวทำกำเนิดเดิมให้แก่พวกเราแล้ว พระองค์ก็ทำให้ตามความมากน้อยของบารมีที่เรามีอยู่ สุดท้ายมารเขาก็มาซ้อนวิชาของเขาลงไปในกำเนิดเดิมที่ภาคขาวทำไว้แล้วนั้น มันเจ็บปวดตรงนี้! มันน่าเจ็บใจตรงนี้! แต่เป็นความจำยอม เนื่องจากภาคขาวสู้มารไม่ได้ เป็นภาวะจำยอม เมื่อเราทำวิชามาถึงตรงนี้ เราจึงได้รู้ว่า ใครเป็นผู้ปกครองกำเนิดเดิม? เราตอบทันทีว่ามารเขาเป็นผู้ปกครอง เราต้องทำวิชาสู้มารในจุดนี้ให้จงได้ หากเราเก่งจริงที่สามารถดับมารตรงจุดนี้ได้หมด นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ภาคขาวของเราชนะทั้งหมด ซึ่งยังไม่เคยปรากฏว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในธรรมภาคขาวมาก่อนเลย ถ้าใครปกครองกำนิดเดิมได้? เขาผู้นั้นคือผู้ชนะ นี่คือ คำตอบ! ข้าพเจ้าจึงบอกว่า ความรู้เรื่องกำเนิดเดิมเป็นความรู้สำคัญ เรียนกันเล่น ๆ ได้อย่างไร? หากภาคขาวได้อำนาจปกครองในกำเนิดเดิม แน่นอนที่สุด ภาคขาวก็ทำกำเนิดเดิมให้ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) และเมื่อถึงเป้าหมายนี้ มนุษยโลกก็กลับมาสู่ยุคของ ทาน-ศีล-ภาวนา กันใหม่ นั่นเอง แต่ว่าการรบที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ ไม่ง่ายดังที่ว่านี้ และเมื่อไรงานปราบมารจะถึงเป้าหมายนี้? ข้าพเจ้ายังตอบไม่ได้ จงจำไว้ว่าไม่ว่าอะไรมาจากกำเนิดเดิมทั้งนั้น เพราะกำเนิดเดิมเป็นย่อส่วนละเอียดที่สุดของทุกอย่าง เล็กยิ่งกว่าใยแมงมุมร้อยเท่าพันเท่าทีเดียว คือเล็กยิ่งกว่าเล็ก สรุปว่า มารเขายึดกำเนิดเดิมได้ เขาจึงเป็นผู้ชนะในทุกอย่าง กายมารที่เขาเป็นผู้ปกครองกำเนิดเดิมนั้น กายของเขาละเอียดมาก เรามองไม่เห็นตัวเขา เขาล้มกายได้ละเอียดมาก เราจึงไม่เห็นกายของเขา แม้ว่าเราจะรวมรู้รวมญาณกันหมดนิพพานของภาคขาวแล้ว เราก็ยังไม่เห็นกายของเขา นี่คือความหนักใจของเรา ว่าเราจะเดินวิชารบกับเขาในรูปแบบใด? เราจึงจะดับเขาได้ ข้าพเจ้าคิดอยู่ทุกวัน ว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป? ขอให้ท่านผู้ศึกษาเล่าเรียนจงค้นคว้าว่า วิชาของภาคขาวนั้น มารเขาแทรกเข้ามาได้หมด เขาแทรกที่สุดละเอียดได้ทุกเรื่อง ก็แปลว่าเราแพ้เขาทุกเรื่อง ใครยึดสุดละเอียดได้? ผู้นั้นเป็นผู้ชนะเสมอไป กำเนิดเดิมของเรานั้น มารก็มาแทรกได้ แม้แต่ปิฎกธาตุปิฎกธรรมของเรา มารเขาก็แทรกเข้ามาได้ (ปิฎกธาตุปิฎกธรรม คือไตรปิฎก ได้แก่ สุตตันตปิฎก วินัยปิฎก อภิธรรมปิฎก) เขาแทรกได้ในระดับสุดละเอียดทั้งนั้น หากเราไม่เดินวิชาซ้อนสับทับทวีแล้ว เราไม่มีทางรู้ด้วยประการใด ๆ เท่าที่ข้าพเจ้าฟังวิชาของเจ้าสำนักในทุกวันนี้ ข้าพเจ้าไม่มีคะแนนให้เลย เห็นความรู้แล้วเราพูดอะไรไม่ออก เพราะอะไรหรือ? เพราะเดินวิชาตามความฟุ้งซ่านทางปัญญา การเชื่อมต่อวิชาก็ทำไม่ถูก เป็นจังหวะของมารที่เขาจะเข้าแทรก แล้วเราก็เป็นไปตามรู้ญาณที่มารเขาพาไป ถามว่าถูกไหม? ก็ตอบว่าถูก ถามว่าผิดไหม? ก็ตอบว่าคาบลูกคาบดอก จะว่าผิดก็ไม่ผิดชัดเจน จะว่าถูกก็ไม่ถูกเต็มร้อย เพราะเรียนกันมาตามการบอกเล่าของอาจารย์ ไม่เคยเปิดตำราเทียบความรู้กันเลย ใครเรียนอย่างนี้? ข้าพเจ้าบอกได้ร้อยทั้งร้อย สุดท้ายก็เสียหมด ข้าพเจ้าบอกแล้วว่ามารเขาหวงวิชาธรรมกาย เขาหาจังหวะจะดับวิชา หากเขาได้โอกาส เขาจะเข้าแทรกซ้อนทันที หลวงพ่อท่านก็เตือนเราไว้แล้ว ว่า “เรียนวิชาธรรมกายเหมือนเราขี่เสือ ลงจากหลังเสือเมื่อไร? ถูกเสือกัดเมื่อนั้น” หมายความว่าให้หมั่นเดินวิชาเข้าไว้ อย่าให้วิชาเรื้อรัง ให้หมั่นตรวจสอบความรู้เข้าไว้ อย่าให้ความรู้เพี้ยน ความรู้เผือไปก็ดี หรือความรู้เพี้ยนไปอย่างไร? นั่นหมายถึงว่า เราลงจากหลังเสือแล้ว หายนะจะมาสู่เราแล้ว แล้วมารเขาก็จะเดินวิชาของเขาเข้ามาแทรกซ้อนเราอย่างทันใด! นั่นคือวิชาของมารจะเข้ามา เอิบ-อาบ-ซึม-ซาบ-ปน-เป็น-สวม-ซ้อน-ร้อยไส้ ในเห็น-จำ-คิด-รู้ ของเราอย่างทันใด! และสุดท้ายเขาก็กลืนธาตุธรรมของเราไป เรากลายเป็นธาตุธรรมของพระปนมารไปแล้ว และในที่สุดธาตุธรรมของเราก็กระเดียดไปเป็นมารโดยเราไม่รู้ตัว เราไม่ระวังศีล ไม่ระวังวินัย ไม่กลัวบาป ไม่รักษาวินัย ไม่รักษาศีล ไม่สำรวมพระปาฏิโมกข์ ดังที่เราได้เห็นตัวอย่างอยู่ในขณะนี้ทั่วกันแล้ว ข้าพเจ้ามีความหวังดีต่อทุกคน เพราะส่งผลกระทบต่อวิชาธรรมกายด้วย ความจริงวิชาธรรมกายก็เหมือนวินัยของพระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ปฏิบัติบกพร่อง เขาก็ลงโทษพระสงฆ์ ไม่ใช่ลงโทษวินัย วิชาธรรมกายมีหลักวิชาอยู่ มีกฎเกณฑ์อยู่ เราผู้ปฏิบัติเพี้ยนไปเอง จะไปวิจารณ์วิชาได้อย่างไร? วิชาธรรมกายคือวิชาที่พระพุทธองค์ทรงค้นคว้าได้ ใครมีวาสนาบารมี? เขาก็เรียนได้เข้าถึงได้ ใครไม่มีบุญไม่มีบารมี? ก็เรียนไม่ได้เข้าถึงไม่ได้ เช่นเดียวกับวิชาการในทางโลก ใครมีทุนมีปัญญาก็เรียนได้ทุกคน คำถามท้ายบทเรื่อง “รอยใจ” 1. “รอยใจ” คืออะไร? รอยใจของธรรม ๓ ภาคเหมือนกันหรือไม่? 2. แต่เดิมนั้น รอยใจของธรรมภาคขาวเป็นอย่างไร?เหตุใดรอยใจของภาคขาวจึงเปลี่ยนไป 3. จงเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของการมีอนุปาทิเสสนิพพานว่า เกี่ยวข้องกับคำว่า สอุปาทิเสสนิพพานอย่างไร? 4. ทุคติภูมิคืออะไรบ้าง? เกิดมาแต่ครั้งใด? ใครเป็นผู้ทำให้เกิด? จงเล่าความเป็นมาให้ฟัง 5. กำเนิดเดิมคืออะไร? จงอธิบาย 6. คำกล่าวที่ว่า วิชาธรรมกายทุกหลักสูตรที่หลวงพ่อวัดปากน้ำทำไว้นั้น ที่แท้คือรอยใจของภาคขาวนั่นเอง คำกล่าวนี้ผิดถูกอย่างไร? จงอธิบาย ๗. เหตุใดพวกเราจึงเห็นวิชาธรรมกายล่าช้า? จงอธิบาย สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |