|
มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ คืออะไร
มนุษย์สมบัติ ได้แก่ แก้วจุลจักร แก้วมหาจักร แก้วบรมจักร สวรรค์สมบัติ ได้แก่ แก้วจุลทิพย์จักร แก้วมหาทิพย์จักร แก้วบรมทิพย์จักร นิพพานสมบัติ ได้แก่ แก้วจุลพุทธจักร แก้วมหาพุทธจักร แก้วบรมพุทธจักร ท่านว่าสมบัติทั้ง ๓ นี้ เป็นยอดสมบัติทั้งปวง คุณของจักรพรรดิมีอย่างไร หลวงพ่อท่านสอนว่า บรมจักรมีเดชาศักดานุภาพ มีฤทธิ์อำนาจเหนือกว่ามหาจักรและจุลจักร มีแก้วมหาจักรเป็นบริวาร และมหาจักรก็มีจุลจักรเป็นบริวาร จำนวนมากมาย ท่านใช้คำว่า อเนกอนันตัง อปริมาณัง คือ เหลือที่จะนับจะประมาณได้ ทำหน้าที่ดูแลรักษาสมบัติ ความสุข ความเจริญ เครื่องอุปโภคและบริโภคแก่มนุษย์ ป้องกันอันตรายทั้งปวง นี่คือ สรุปความรู้ย่อ ที่หลวงพ่อท่านสอน แต่ครั้งหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หากอยากจะทราบความละเอียด โปรดอ่านหนังสือคู่มือสมภาสร และหนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร ซึ่งข้าพเจ้าเขียนแนวเดินวิชาไปแล้วทั้ง ๒ เล่ม ความรู้เรื่องจักรพรรดิ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว มีอะไรบ้าง ความรู้เรื่องกายสิทธิ์ ความรู้เรื่องจักรพรรดิ หรือที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า “ภาคผู้เลี้ยง” นั้น ข้าพเจ้าได้สรุปย่อให้แล้ว ขอให้ท่านอ่านทบทวนใหม่ เมื่ออ่านทบทวนแล้ว ให้สรุปความรู้ไว้เพื่อความรู้เก่าจะได้ประสานต่อกับความรู้ใหม่ ข้าพเจ้าไม่มีประโยชน์เรื่องกายสิทธิ์และจักรพรรดิเลย ที่ว่ารู้ก็คือ รู้อย่างที่เรารู้ คือ รู้จากที่หลวงพ่อท่านสอน ซึ่งท่านและข้าพเจ้ามีความรู้ตรงกัน ในคราวที่เราเรียนวิชาธรรมกายใหม่ ๆ เห็นเขามีดวงแก้วกายสิทธิ์ เราก็อยากมีอย่างเขาบ้าง แต่เราก็มีไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน แต่ศิษย์หลวงพ่อที่เป็นธรรมกาย เห็นท่านเหล่านั้นมีดวงแก้วกายสิทธิ์กันทุกคน บางท่านมีมากบางท่านมีน้อย ข้าพเจ้าเคยได้ยินชมพู่หินของท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ (พระมหาเจียก) เคยเห็นเม็ดขนุนหินของอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น เคยเห็นดวงแก้วผลึกสีขาวของแม่ชีทองสุขด้วย การดูกายเรายังดูไม่เป็น ได้แต่ดูเรือน คือ ดูดวงเท่านั้น ต่อมา ข้าพเจ้าเกิดมีดวงแก้วกายสิทธิ์ เป็นแก้วผลึกเล็กใหญ่ ๖ ดวง และหินเขี้ยวหนุมาน ๖ เหลี่ยม เป็นแก้วผนึกสีขาว จำนวน ๑ แท่ง อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ท่านขอยืมไปทำวิชา ข้าพเจ้าก็เอามาให้ เพราะขณะนั้นข้าพเจ้าเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้นกับท่าน ต่อมาเมื่อ อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น วายชนม์เมื่อปี ๒๕๐๖ ดวงแก้วกายสิทธิ์นั้น ยังอยู่กับอุบาสิกาลูกจันทร์ ขนนกยูง แต่เมื่อข้าพเจ้ามีบ้านส่วนตัวแล้ว จึงรับดวงแก้วกายสิทธิ์สำรับนั้นกลับ ชีวิตราชการของข้าพเจ้าย้ายไปตามจังหวัดต่าง ๆ ก็หอบขนดวงหายสิทธิ์ชุดนั้นไปด้วย ไม่ว่าจะไปทำราชการที่ไหน ก็ขนกันไปหอบกันมา เมื่อถึงเวลาที่เราเจริญภาวนา เราก็นำดวงกายสิทธิ์มาถือในมือ เห็นอาจารย์เขาทำอย่างนี้เราก็ทำตาม ต่อมาเราเห็นวิชาธรรมกายละเอียดขึ้น จึงได้เห็นกายของเขา ว่ากายของเขาไม่เหมือนกายทิพย์ของเรา กายของเขาใสเป็นแก้ว มีเครื่องทรงเหมือนนางละคร บางดวงก็วาววับ บางดวงยังไม่วาววับ การพูดกับเขายังทำไม่เป็น เพียงแต่เห็นกาย เมื่อเราเห็นกายของเขาทีไร เป็นต้องยิ้มให้เราทุกคราวไป อีกหลายปีต่อมา เราเก่งขึ้น จึงพูดกับเขารู้เรื่อง และเขาเป็นวิชาด้วย เราทำวิชาอะไรเขาทำด้วย และถ้าเราติดขัดเขาบอกวิชาได้ด้วย ความรู้เรื่องจักรพรรดิจรัสแสงขึ้น ในปีที่เริ่มทำวิชาปราบมาร วันเข้าพรรษาปี ๒๕๒๗ เป็นวันที่ทำวิชาปราบมารวันแรก และวันนั้นเป็นวันที่เราพอจะรู้เรื่องของจักรพรรดิขึ้นมาบ้าง เหตุที่ทำวิชาปราบมาร เพราะธาตุธรรมท่านบัญชาการมา จะไม่ทำได้หรือไม่ หากท่านได้ท่านได้อ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ และหนังสือปราบมารภาค ๒ ท่านจะทราบว่า ข้าพเจ้าไม่ทำเพราะข้าพเจ้าไม่มีความรู้ถึงขนาดที่จะทำการใหญ่ ๆ อย่างนั้น ความรู้วิชาธรรมกายที่มีในตอนนั้น เป็นเพียงนักแสดงสมัครเล่นเท่านั้น เพราะการทำงานต้องใช้คน คนที่มีความรู้วิชาธรรมกาย ต้องมีคนบอกวิชาหรือเรียกว่าต้นวิชา ต้องกำหนดเวลาทำงาน ต้องมีที่อยู่ที่อาศัยแก่สมาชิกที่ทำวิชา มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงกัน เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องมีเงินรักษา นี่คืออุปกรณ์ทำงาน ถ้าไม่มีก็อย่าไปทำเลย เพราะไม่มีใครทำได้ ทบทวนดูตัวเรา ว่าเรามีอุปกรณ์อะไรบ้างที่จะเกื้อหนุนให้เราทำวิชาปราบมาร เราไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วเราจะทำวิชาได้อย่างไร คือความคิดของเรา คิดแล้วเราก็อึดอัดใจ เพราะเรามีแต่มือเปล่า ๆ เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปขานรับธาตุธรรมท่าน เรารับคำบัญชาของธาตุธรรมไม่ได้ เรามีเหตุผลของเรา ตามที่ว่ามานี้ ระลึกถึงหลวงพ่อของเรา แต่ครั้งหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ได้ทำวิชาปราบมาร หลวงพ่อมีอะไรเป็นเครื่องมือบ้าง เราคิดทบทวนหลายกระบวนความ ธาตุธรรมเตือนหลวงพ่อให้หลวงพ่อทำวิชา หลวงพ่อยังขอเวลาคิดดูก่อนถึง ๘ ปี ทีอย่างนั้นทำไมไม่คาดคั้นเอาแก่หลวงพ่อ พอมาถึงตัวเราบ้าง ธาตุธรรมไม่ให้โอกาสเราตั้งตัว มาบังคับเราอย่างจะเอาเป็นเอาตาย จะเอาวันนี้ จะให้ทำวิชาแต่วันนี้ ไม่ให้เราได้คิดอะไรเลย แล้ววิชาปราบมารมันง่ายอยู่หรือ ขอให้ท่านย้อนกลับไปอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ ก็จะทราบเรื่อง เราได้แต่สะอื้นอยู่ในใจ ไม่รู้จะไปพูดแก่ใคร ไม่รู้จะไปหารือกับใคร เพราะไม่มีใครรู้ด้วย หากเราไปพูดกับท่านใด แน่นอน เขาต้องว่าสติไม่ดี อารมณ์อยู่ในระหว่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีวันใดกลุ้มใจเท่าวันนี้ ทบทวนดูแล้ว ได้ความว่า หลวงพ่อท่านจัดเป็นเวรรวม ๖ เวร ทำวิชาเวรละ ๓ ชั่วโมง ติดต่อกันมา ๓๐ กว่าปี ศิษย์ของหลวงพ่อส่วนใหญ่เป็นอุบาสิกา แบ่งกลุ่มออกมาได้ ๖ เวรพอดี หลวงพ่อคุมวิชาทุกเวร และหลวงพ่อรับเป็นเจ้าภาพหมดทุกเรื่อง ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เจ็บไข้ได้ป่วย การเงินการทอง หลวงพ่อรับผิดชอบแต่ผู้เดียว ไม่ใช่แค่นั้น ที่สำคัญคือ เป็นอาจารย์อำนวยการทางความรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง ติดขัดตรงไหน หลวงพ่อสอนได้หมด หากมีอุปกรณ์ตามที่ว่านี้มันก็น่าทำวิชา พอกลับมาดูตัวเราบ้าง มีอุปกรณ์อะไรบ้างไหม ไม่มีไม่มีอะไรเลย แล้วจะวิชากันไปได้อย่างไร นี่คือความวุ่นวายใจของข้าพเจ้า ยังจำได้ไม่ลืม หากข้าพเจ้าถอดกายได้อย่างหลวงพ่อ จะขอตายในวันนั้น จะกลัวอะไรแก่ความตาย พอเราอยากตาย มันกลับไม่ตาย เรากราบทูลให้เอาคนอื่นมาทำวิชา เขาเหล่านั้นเก่ง ๆ ทั้งนั้น บางท่าน ใช้อีกกี่ชาติไม่หมด เขาไม่ขัดสนอะไร ชื่อเสียงเขาก็ดี ใคร ๆ ก็ยกย่องเขา เขาร้องขออะไรจากใคร ไม่เห็นใครขัดเขา ไม่ว่าเราอยากพูดอะไร ธาตุธรรมท่านไม่ฟัง ยังจำเหตุการณ์ได้ติดตา เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปอ่านปราบมารภาค ๑ ก็จะทราบเรื่องละเอียด สุดท้าย ยุติว่า เราต้องทำวิชาปราบมาร โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ วันที่ทำวิชาวันแรก ดูเหมือนหลวงพ่อจะรู้วาระใจของเรา หลวงพ่อลงมาเอง ศึกษา ฯ มาบ่นอะไรอยู่ เอาดวงแก้วที่มีมาเดินวิชา เราก็ทำตามที่หลวงพ่อสั่ง คือ เอาดวงแก้วมากำไว้ในมือ แล้วเราก็เดินวิชา แต่แรกเราก็เดินวิชาระดับง่าย ๆ ไปก่อน แปลกกว่าวันก่อน ๆ อะไรที่เราไม่เห็น เราได้เห็น อะไรที่เราไม่รู้ เราได้รู้ วิชายาก ๆ เราสามารถเข้าใจได้ เราไม่เคยดับมาร ทำไมเราทำไปได้ จึงได้ทราบในวันนี้เอง ที่หลวงพ่อพูดว่าปราบมารนั้นคืออย่างนี้ วิธีดับมารนั้น เขาทำกันอย่างไร เกิดการระลึกขึ้นเอง ขั้นตอนไหนทำอย่างไร เป็นขึ้นเองโดยสัญชาตญาณ นิโรธต้องไม่ติดขัด ตรัสรู้ต้องทำโดยฉับพลัน การเดินวิชาต้องเร็วดังจักรผัน เราเรียนวิชาธรรมกายมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร เพิ่งจะได้เรื่องได้ความเอาวันนี้ นี่คือคุณของจักร ๖ ดวงและคณะจักรพรรดิน้อยใหญ่ที่ข้าพเจ้ามีอยู่ แต่วันนั้น เรื่องของจักรพรรดิค่อย ๆ แจ้งแก่เรา รู้เห็นอะไรต้องรีบบันทึก บัดนี้บันทึกไว้ 16 เล่ม สมุดเบอร์ ๒ แล้ว ข้าพเจ้าจะนำมาเรียบเรียง ตั้งแต่รู้เห็นเบื้องต้นมาทีเดียว เป็นความรู้ต่างหากจากที่หลวงพ่อเคยสอนแต่ครั้งหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่นั้น คือ เป็นความรู้ในภาคที่หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว ดังจะกล่าวต่อไปนี้ ความเดิมของจักรพรรดิที่ทำวิชาแต่แรก ดวงแก้วกายสิทธิ์ หลวงพ่อท่านถวายนามว่า “จักรพรรดิตรีภพ” ดวงอื่น หลวงพ่อก็ขยายนามด้วย ข้าพเจ้าทำวิชามากับจักรพรรดิตรีภพและกับดวงกายสิทธิ์ชุดนี้ มาเป็นเวลานาน ต่อมามีจักรพรรดิมาเพิ่ม มาแต่กาย ไม่มีเรือนหลวงพ่อลงมาจัดการเอง ถวายนามจักรพรรดิองค์ใหม่ว่า “จักรพรรดิตรีจักร” ข้าพเจ้าเรียกท่านง่าย ๆ ว่า “หยกชมพู” เพราะท่านบอกว่า เรือนของท่านเป็นหินหยกสีชมพู ไม่ทราบว่าหินหยกชมพูของท่านอยู่เมืองใด ประเทศไหน การรบในช่วงเวลาที่หยกชมพูมาเข้าคู่กับตรีภพนั้น วิชาไปได้เร็ว ได้ผลงานหลายอย่าง สุดท้าย ถึงปีที่จักรพรรดิภาคปราบ เสด็จจากนิพพานมาช่วยทำวิชาด้วย โดยมาอยู่ประจำเรือนของจักรพรรดิตรีภพ หลวงพ่อลงมาทราบเหตุการณ์ เป็นเหตุการณ์พิเศษ การรบในขั้นตอนนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธาตุในธรรม คือ หลวงพ่อมอบหน้าที่ปราบมารแก่ “ต้นปราบ” ให้ต้นปราบเป็นแม่ทัพแทนข้าพเจ้าเสียใจมาก เวลาจะทำงานปราบมาร หลวงพ่อมาบังคับเราพอถึงหัวเลี้ยงหัวต่อสำคัญ หลวงพ่อวางมือไปเฉย ๆ มอบงานแก่ต้นปราบ ข้าพเจ้าจึงตกที่นั่งลำบาก ไม่รู้จะไปปรับทุกข์กับใคร เกิดความวังเวงใจอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ได้ เรื่องราวมีอย่างไร ข้าพเจ้าจะไม่กล่าว ขอให้ท่านไปอ่านหนังสือ “ปราบมารภาค 2” ก็จะทราบตลอด เป็นเรื่องที่เราต้องติดตาม เพราะเป็นความรู้ใหม่ เราไม่เคยรู้มาก่อน จะไปเรียนที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบทั้งนั้น เมื่อมีเหตุการณ์อะไร ข้าพเจ้าใช้ความพยายามจดบันทึกไว้ แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง เท่าที่มีข้อมูล ลำดับได้ดังนี้ ทุกครั้งที่มีจักรพรรดิสำคัญเสด็จมา พระพุทธองค์จะต้องเสด็จมาที่บ้านทุกครั้ง กล่าวถึงเหตุการณ์ เมื่อต้นปราบเสด็จมาอยู่ทำวิชาปราบมาร โดยประจำอยู่ในเรือนของจักรพรรดิตรีภพนั้น ปรากฏว่ามีจักรพรรดิสำคัญ เสด็จมาอยู่กับต้นปราบมากขึ้น มาทั้งจากมนุษย์โลก มาจากทิพย์ มาจากพรหม มาจากอรูปพรหม และมาจากนิพพาน เมื่อเสด็จมาแล้ว ตรีภพท่านจะจัดที่อยู่ให้ โดยสร้างนิพพานขึ้นในเรือนของท่าน ตามความรู้ของท่าน ซึ่งความรู้นี้ได้เค้าเงื่อนมาจากครั้งหยกชมพูมาอยู่แล้ว คราวนี้หยกชมพูเสด็จมานั้น หลวงพ่อท่านลงมาจัดการเอง เราตั้งประเด็นว่า “หลวงพ่อลงมาทำอะไร” แต่แรกเราเข้าใจว่า หลวงพ่อลงมารับทราบเหตุการณ์ เราคิดอย่างนั้น เอาเข้าจริง หลวงพ่อไม่ใช่มารับทราบเหตุการณ์อย่างเดียวเสียแล้ว หลวงพ่อมาเดินวิชาสร้างนิพพานขึ้นในเรือนของตรีภพ แล้วอาราธนาหยกชมพูเข้าอยู่ เราก็จำความรู้ไว้ ความรู้ในการทำนิพพานก็คือ ตั้งเครื่องในเรือนนั้นขึ้น ทำไปให้ละเอียด คราวนี้จะอยู่กันเท่าไรก็ได้ คราวต่อ ๆ มา ตรีภพท่านก็ทำวิชาของท่านเอง แม้นับจำนวนอสงไขยองค์ ก็อยู่ได้อย่างสบาย เท่าไร ๆ ก็อยู่ได้ไม่มีการจำกัดจำนวน เราทราบได้อย่างไร เมื่อมีจักรพรรดิสำคัญเสด็จมา เราทราบหลายขั้นตอน ประการแรก หากเรานิโรธอยู่ ตรีภพท่านจะบอก เราทราบตอนนั้น แล้วเราก็ดูเหตุการณ์ ว่าใครไปใครมา มาทำอะไรกัน พูดกันว่าอย่างไร หากฟังไม่รู้เรื่อง เราถามตรีภพ ตรีภพท่านจะบอก และเราจะทราบพอสมควร แม้ไม่ละเอียดนัก ก็ว่าพอจะทราบความ อีกกรณีหนึ่ง เมื่อเวลา ๒ ทุ่ม ข้าพเจ้าจะถวายดอกไม้เป็นปกติ บูชาในนิพพานเสร็จแล้ว ก็มาถวายจักรพรรดิที่บ้าน พอถวายดอกไม้เสร็จ ต้นปราบท่านจะบอก ว่าวันนี้มีจักรพรรดิสำคัญเสด็จมากี่องค์ เฉพาะองค์ที่มีฐานะเป็น “ต้น” จะต้องเข้าธรรมกายเข้านิพพานประชุมธาตุธรรมทั้งหมด ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น อาราธนาจักรพรรดิสำคัญขึ้นไปปรากฏกายในนิพพาน ธาตุธรรมท่านจะตรวจบารมีทันที องค์ไหนมีบารมีเท่าไร เด่นด้วยบารมีใด จากนั้นธาตุธรรมก็ถวายนาม ลำดับไปทีละองค์ จนกว่าจะครบองค์ในคราวนั้น หน้าที่ของเราก็คือ ต้องรีบจำและจดพระนามของท่านไว้เป็นรุ่น ๆ ทำเฉพาะหัวหน้าทีมหัวหน้าชุดเท่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้ มีมาแต่ปี ๒๕๓๖ แล้ว และติดต่อมาเรื่อย ๆ โดยเหตุการณ์ต่างกัน จะเล่าให้ฟังตามที่บันทึกเป็นคราว ๆ ไป ก่อนที่จะถึงขั้นตอนการถวายนาม พระพุทธองค์ท่านเสด็จมาที่บ้านเนืองแน่น เสด็จแล้วก็มาถึงอรูปพรหมเขามากัน ต่อมาจึงถึงพรหม และถึงทิพย์ จักรพรรดิกายสิทธิ์ก็มาด้วย แต่แรกเราตกใจในเหตุการณ์ ต่อมาเห็นเป็นปกติ ประเด็นที่ว่าพระพุทธองค์เสด็จมาทำไม แต่แรกเราไม่ทราบ ครั้นดู ๆ ไปแล้ว จึงได้ทราบขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่รู้รายละเอียด เคยมีวันหนึ่ง เราเดินวิชาได้ดี เกิดความบันเทิงใจ เรานิโรธเรื่อยไป คราวหนึ่ง ไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า “เดี๋ยวหลวงพ่อไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน” เราก็นิโรธไปหาต้นใหญ่ ไปพบต้นใหญ่ทรงรับสั่งว่า “เดี๋ยวค่อยพูดกัน ไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน” เราไปหาต้นนิพพานเป็น พบพระองค์ พระองค์บอกว่า “เดี๋ยวไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน” เรามาหาพระสมณโคดม พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า “ต้นใหญ่มาบ้านศึกษา ฯ หรือ เดี๋ยวไปบ้านศึกษา ฯ ก่อน” จากนั้น เราก็ฟังเหตุการณ์ ว่าธาตุธรรมท่านมาบ้านเราด้วยธุระอะไร ด้วยเรื่องสำคัญอะไร เราพยายามฟัง ได้ความว่า มาหาต้นใหญ่เพื่อมาต้อนรับจักรพรรดิใหม่ เพราะทราบว่าจักรพรรดิมาช่วยปราบมาร เนื้อหาสาระที่คุยกัน เราไม่ทราบ แต่ก็เดาว่า มาจากไหน ไปจากไหน ต่อไปนี้จะทำอะไรกัน นี่เป็นเหตุการณ์เบื้องต้น ครั้นถึงวันที่อาราธนาจักรพรรดิใหม่เข้านิพพาน เพื่อธาตุธรรมตรวจบารมีและถวายพระนาม นั่นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง การถวายนามนั้น กระทำโดยนิพพานทั้งปวงเข้านิโรธกันหมดแล้วตรวจบารมี เสร็จแล้วก็ถวายนาม ปกติจะเป็นอย่างนี้ เมื่อถวายนามเสร็จ เป็นประเพณีที่ข้าพเจ้าปฏิบัติอยู่ ก็คือ ชวนพระองค์ไปเยี่ยมต้นใหญ่ ออกจากต้นใหญ่ ก็ไปที่ต้นนิพพานเป็น ออกจากนิพพานเป็นก็มาหาเจ้าของศาสนาคือพระสมณโคดม เสร็จจากนั้น มาหา หลวงพ่อ พูดคุยกันแล้ว จึงกลับไปหาต้นปราบ เมื่อมาถึงต้นปราบแล้ว เราจึงถอนนิโรธ ถือว่าเสร็จภารกิจประจำวัน ข้อสังเกตในการตรวจบารมีจักรพรรดิ เดินวิชาซ้อนกายสับกาย โดยรวมนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นเข้าด้วยกัน เสร็จแล้วนิโรธ หยุดนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของจักรพรรดิทีละองค์ ดูดวงบารมีของพระองค์ คำนวณบารมีออกมา ว่ายิ่งด้วยบารมีใด เสร็จแล้วธาตุธรรมท่านก็ประกาศบอกว่าบารมีเท่าไร มีฐานะอะไร และถวายนามว่าอะไร ก็ประกาศออกมา ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ธาตุธรรมท่านบอกเราว่า องค์นี้เป็นคู่บารมีสร้างบารมีคู่กันมากับศึกษาแต่ครั้งใด ท่านเป็นนักรบเก่า มีบารมีเด่นหลายอย่าง ชื่ออย่างนี้ก็ได้ ชื่ออย่างนั้นก็ได้ ศึกษา ฯ จะเลือกชื่อใด ธาตุธรรมท่านถาม เราชอบชื่อใด เราก็ตอบชื่อนั้น เมื่อเสร็จองค์หนึ่งขึ้นองค์ใหม่ จนกว่าจะครบ บางองค์ธาตุธรรมถามว่า ไปพลาดท่ามารเขาอย่างไร ทราบมาก่อนไหมว่าจะกลับมาพบนายอีก (นายหมายถึงข้าพเจ้า) ดีใจไหมที่ได้กลับมาพบนายอีก เมื่อมาพบนายเขาแล้ว จะไปไหนอีกไหม เราได้ยินได้ฟังเรื่องแปลก ๆ ซึ่งเราไม่ทราบมาก่อน องค์ไหนที่ถูกถามกระจุกกระจิก แปลว่า มีความสัมพันธ์กับข้าพเจ้ามานานแสนนาน บรรยากาศอย่างนี้ เห็นว่าสนุกในตอนแรก แต่พอนานไปไม่สนุกเสียแล้ว เป็นเองปกติธรรมดา สารบัญ |