Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (19)
ปราบมาร5 (19) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

ภาควิชาการ

ความรู้วิชาการ

     ความรู้วิชาการเรื่องปราบมารนั้น ข้าพเจ้านำความรู้มากล่าวมากแล้ว โปรดดูเล่มปราบมารภาคต่าง ๆ ขอให้ศึกษาจากเล่มเหล่านั้น เห็นว่าเป็นการเพียงพอแล้ว ขอให้ท่านสรุปความรู้เอาเอง และฝึกวิชาเอาเอง

     ส่วนตำราประกอบ ก็คือตำรา ๓ เล่มของหลวงพ่อ ท่านต้องอ่านทั้งหมด และต้องทำได้ทุกบท คือเล่ม “คู่มือสมภาร” เล่ม “วิชชามรรคผลพิสดาร ๑” และเล่ม “วิชชามรรคผลพิสดาร ๒” ข้าพเจ้าได้นำมาเขียนขยายความให้แล้วในทุกหลักสูตร ขอให้ท่านหามาศึกษาเล่าเรียนให้ครบทุกหลักสูตร

     จงพิจารณาคุณค่าของวิชาธรรมกาย ถ้าไม่พบวิชาธรรมกาย เราจะมืดมนไปอีกนานแสนนาน นอกจากมรรคผลนิพพานจะล่มสลายแล้ว มารยังจะปกครองนิพพานไปอีกนานแค่ไหน? แล้วมนุษย์อย่างพวกเรานี้จะเดือดร้อนไปอีกนานแค่ไหน? ขอให้พวกเราพิจารณากันให้ดี เมื่อเกิดมาชาตินี้ได้พบวิชาธรรมกายแล้ว จงเรียนอย่างทันใด! ตำราทั้งปวง ข้าพเจ้าทำให้แล้ว จงค้นคว้า

วิชชาและจรณะเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

มีความหมายอย่างไร?

     ทั้ง “วิปัสสนา” และ”จรณะ” ก็คือวิชชาด้วยกันทั้งคู่ แต่จรณะเป็นบาทของวิชชา คือจรณะเป็นเบื้องต้น ส่วนวิปัสสนาสูงกว่าจรณะ ต้องมีจรณะก่อนแล้วจึงจะถึงวิชชา จรณะเป็นประถมศึกษา วิปัสสนาเป็นมัธยมศึกษา นั่นเอง

จรณะ แปลว่า ประพฤติหรือธรรมควรประพฤติ มี ๑๕ คือ

     (๑.) ศีลสังวร การสำรวมศีล คือสำรวมในพระปาฏิโมกข์

     (๒.) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ การสำรวม กาย ใจ หู ตา จมูก ลิ้น ไม่ให้อารมณ์ชั่วเข้ามาได้ พระอริยเจ้าสำรวมได้ดีกว่าปุถุชน

     (๓.) โภชเนมัตตัญญุตา การรู้จักประมาณในการบริโภค

     (๔.) ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรให้ใจตื่นอยู่เสมอ ไม่ให้นิวรณ์เข้าครอบงำได้

     (๕.) สัทธา คือการกระทำด้วยความเชื่อ เชื่อว่าการบริจาคทานเป็นความดี

     (๖.) สติ ได้แก่การระลึกได้ การระลึกรู้ ให้รู้ตัวอยู่เสมอ เช่น การมีสติมั่นอยู่ในสติปัฏฐานสูตร คือการวางใจอยู่กับกาย เวทนา จิต ธรรม เป็นต้น

     (๗.) หิริ การละอายต่อความชั่ว

     (๘.) โอตตัปปะ สะดุ้งหวาดกลัวต่อการทำบาป

     (๙.) พาหุสัจจะ การเป็นผู้ฟังมาก เพราะการฟังทำให้เกิดปัญญาเกิดความรู้

     (๑๐.) อุปักกโม ความเพียรประกอบความดีไม่ลดละ

     (๑๑.) ปัญญา การหยั่งรู้เหตุผลอย่างถูกต้อง ไม่ผิดพลาด

     (๑๒.) รูปฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน (คือฌานโลกีย์)

     จรณะเป็นวิชาที่พระพุทธองค์ประพฤติตั้งแต่ครั้งเป็นโพธิสัตว์ เป็นธรรมที่พระอริยสงฆ์ประพฤติปฏิบัติ จงสังเกตว่าจรณะนั้น เป็นเรื่องของการระวังใจ เป็นเรื่องของการสำรวมใจ ครั้นสำรวมใจได้แล้ว ทำให้ใจเข้าถึงรูปฌาน ๔ ได้ เมื่อใจทำรูปฌาน ๔ ได้แล้ว ก็ไต่เต้าไปถึงวิชาชั้นสูงได้ ซึ่งวิชาชั้นสูงหรือที่เราเรียกว่า วิชชา” นั้น (ช. ๒ ตัว) เป็นธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ซึ่งศาสนาอื่นไม่มีความรู้อย่างนี้ หากใจทำรูปฌาน ๔ ไม่ได้ จะไม่มีโอกาสเข้าถึงวิชาชั้นสูงได้เลย

วิปัสสนาวิชชา มี ๑๐ ประการ ดังนี้

     (๑.) สัมมสนญาณ คือการพิจารณานามรูปที่ตัวเรา รูปร่างหน้าตาทั้งเรือนร่างนี้รวมเรียกว่า รูป มีนามว่า มนุษย์ พิจารณาให้เห็นจริงว่า ต้องแก่-เจ็บ-ตาย

     (๒.) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ รู้เห็นการเกิดและการดับของตัวเรา

     (๓.) ภังคานุปัสสนาญาณ ให้พิจารณาว่า สังขารร่างกายนี้มีแต่จะแตกดับอย่างเดียว

     (๔.) ภยตุปัฏฐานญาณ พิจารณาว่าร่างกายของเรานี้เป็นภัย เพื่อให้เกิดการไม่ยึดมั่นในตัวตนของเรา

     (๕.) อาทีนวานุปัสสนาญาณ พิจารณาว่าสังขารตัวเรานี้เป็นโทษ ยิ่งทำให้เราปล่อยวางได้ ไม่ยึดมั่นในตัวตนยิ่งขึ้น

     (๖.) นิพพิทานุปัสสนาญาณ เมื่อพิจารณาได้ ๕ ประการตามที่กล่าวมา ๕ ข้อนั้นแล้ว ในข้อที่ ๖ นี้ พิจารณาให้เกิดความเบื่อหน่ายสังขารให้จงได้ หากเกิดความเบื่อหน่ายได้ ถือว่าใช้ได้แล้ว

     (๗.) มุญจิตุกัมยตาญาณ พิจารณาแต่อยากจะพ้นจากสังขารนี้ การพ้นจากสังขารนี้ ต้องพ้นโดยความรู้ของพระพุทธองค์ จะต้องมีความรู้อะไรที่เราจะพ้นจากสังขารนี้ ไม่ใช่ทำลายตัวเอง ไม่ใช่ฆ่าตัวเอง นั่นคือบาปกรรม ไม่ใช่ความรู้ที่พระพุทธองค์ทรงสอน การพ้นจากสังขารนี้ เป็นการพ้นโดยการยกสภาพจิตใจ ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นในร่างกายของเรา แล้วใจของเราก็ยกสภาพใจมาที่กายธรรมอันเป็นกาย นิจจัง สุขัง อัตตา

     (๘.) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ พิจารณาแต่ว่าจะให้หลุดพ้นต่อไป พิจารณาให้ละเอียดถึงการหลุดพ้นต่อไปอีก

     (๙.) สังขารุเปกขาญาณ มาถึงการพิจารณาลำดับนี้ หลวงพ่อท่านอธิบายว่า เกิดความรู้สึกทางใจว่าเกิดอาการ “พะอืดพะอม” คือกลืนไม่เข้า คายไม่ออก อารมณ์ทางใจอยู่ในฐานะอมเฉยไว้ก่อน จากนี้ไปก็ถึงวิชาญาณสุดท้ายคือ ญาณในข้อ ๑๐

     (๑๐.) อนุโลมญาณ เมื่อการพิจารณามาถึงข้อ ๙ คือเกิดอาการพะอืดพะอม แล้วเราก็อมไว้แต่ยังไม่คาย คราวนี้มาถึงขั้นอนุโลมญาณ สภาพใจเกิดขึ้นทันทีว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อนุโลมให้เป็นไปตามความเป็นจริงก็แล้วกัน

     สรุปแล้ว วิปัสสนาวิชชาหรือวิชชา ๑๐ นี้ ต้องเข้ากายธรรมพิจารณา ความรู้นี้จึงจะมีขึ้นจึงจะเป็นขึ้น หากไม่เป็นธรรมกายแล้ว พิจารณาไม่ได้ ได้แต่อ่านไปเท่านั้น ต้องเข้ากายธรรมส่งรู้ส่งญาณทัสสนะมาดูที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ แล้วก็เริ่มตั้งต้นพิจารณา ลำดับมาตั้งแต่ข้อ ๑ เป็นต้นมาจนถึงข้อ ๑๐ พิจารณาดูนาน ๆ หลายเที่ยวจึงจะเกิดอารมณ์ทางใจ ๑๐ ประการ ตามบทบัญญัติว่าด้วยวิปัสสนาวิชชา ๑๐ ตามที่บรรยายมานี้ ถ้าไม่เป็นธรรมกายแล้ว การเรียนของเราก็ดำเนินไปไม่ได้ ตรงนี้เองที่ส่งผลให้วิชชา ๑๐ ประการนี้สูญ เพราะไม่มีใครปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติไม่ได้ ก็อธิบายไม่ได้ แม้จะมีตำราไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร?

     ในความรู้เรื่องจรณะ ๑๕ นั้น เราก็ต้องเรียนให้เห็นกายโลกีย์ของเรา คือ กายมนุษย์ ลำดับดวงธรรม ๖ ดวง ก็มาเห็นกายมนุษย์ละเอียด (กายฝันของตัวเรา) กายมนุษย์ละเอียดลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายทิพย์หยาบ กายทิพย์หยาบลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายทิพย์ละเอียด กายทิพย์ละเอียดลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายพรหมหยาบ กายพรหมหยาบลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายพรหมละเอียด กายพรหมละเอียดลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมหยาบลำดับดวงธรรม ๖ ดวงก็มาเห็นกายอรูปพรหมละเอียด ในการพิจารณานั้นไม่ยาก จะใช้กายพรหมหรือกายอรูปพรหมพิจารณาก็ได้ เลือกเอา เพราะกายพรหมทำรูปฌานได้ และการอรูปพรหมทำอรูปฌานได้ ในความรู้เรื่องจรณะ ๑๕ นั้น มีหลักสูตรให้พิจารณารูปฌาน ซึ่งเป็นข้อยากที่สุด เราจึงต้องใช้กายพรหม (รูปพรหม) หรือากายอรูปพรหมพิจารณา วิธีพิจารณาไม่ยากเลย เพียงแต่เราเข้ากายไหน? เราก็เข้ากายนั้น แล้วก็หยุดนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกายนั้น จากนั้นก็นึกใช้รู้ญาณของกายนั้น มองลงไปในท้องกายมนุษย์ตัวของเรา เห็นดวงธรรมในท้องกายมนุษย์แล้ว ก็เปิดตำราดูบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องจรณะ ๑๕ แล้วเริ่มพิจารณาตั้งแต่ข้อ ๑ เป็นต้นไป

     หากเราไม่เห็นกายโลกีย์ของเรา การพิจารณาไม่ได้ผล แม้ตำราจะมีไว้ แต่เราก็เรียนรู้ไม่ได้ เราจะเรียนรู้ได้ เราก็ต้องค้นคว้า ให้พบกายโลกีย์ของเราก่อน ว่ามีกี่กาย? ต่อไปก็ให้พิจารณาว่า จะใช้กายใดมาเรียนรู้ได้? จะให้ดีต้องให้เห็นกายธรรมเสียเลย เรียนวิชาธรรมกายให้เป็น แล้วการพิจารณาความรู้เหล่านี้จะไม่ยากอีกต่อไป

     เรามาพูดกันว่า ตำราในพระพุทธศาสนามีความรู้เรื่องจรณะ ๑๕ และวิปัสสนาวิชชา ๑๐ ถามว่า ใครจะมีคามรู้อธิบายได้บ้าง? ตอบว่า ไม่มีใครมีความรู้อธิบาย เพราะไม่มีใครเห็นกายโลกีย์และกายธรรมของเขา เขาจึงหมดโอกาสเรียนรู้ แม้จะมีตำราไว้ แต่ก็เรียนไม่ได้ นี่คือทางตัน แต่โพธิสัตว์ ตั้งแต่อดีตมา และพระอริยเจ้า ท่านเห็นกายโลกีย์และเห็นกายธรรมของท่าน ท่านจึงเรียนได้ ท่านจึงเข้าใจได้

     ความรู้เรื่องจรณะเป็นความรู้ระดับสมถะ ใช้กายโลกีย์เรียน ส่วนความรู้เรื่องวิปัสสนาวิชชา เป็นความรู้ระดับวิปัสสนา ใช้กายธรรมเรียน ระดับสมถะใช้สภาพใจที่หยุดและใสแล้ว ส่วนระดับวิปัสสนาใช้สภาพใจที่เห็นแจ้งแล้ว นี่คือความต่างกัน แต่จรณะเป็นบาทให้วิปัสสนาวิชชา เป็นบันไดให้วิชชาวิปัสสนาเป็นของคู่กันไป แยกจากกันไม่ได้

     เรื่อง “จรณะและวิปัสสนาวิชชา” นี้ เป็นคำเทศน์ของหลวงพ่อ ข้าพเจ้านำมาฝาก เพื่อให้บัณฑิตจะได้ศึกษาเล่าเรียนกัน เพราะหาผู้รู้อธิบายไม่ได้แล้ว เป็นความรู้สำคัญในพุทธศาสนา แต่หาคนเรียนรู้ไม่ได้แล้ว เป็นเพียงตัวหนังสืออยู่ในคัมภีร์เท่านั้น ดีแต่ว่าหลวงพ่อท่านเป็นธรรมกาย ท่านเรียนรู้ได้ จึงนำความรู้มาอธิบายไว้ ข้าพเจ้าจึงนำความรู้เหล่านั้นมาสรุปไว้ เกรงว่าความรู้เรื่องนี้จะสูญ โปรดจำไว้ว่า จรณะ ๑๕ และวิปัสสนาญาณ ๑๐ เป็นเรื่องของผู้ที่เป็นธรรมกายจะต้องเรียนรู้

     คำว่า วิปัสสนาวิชชา ๑๐ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิปัสสนาญาณ ๑๐ หรือวิชชาญาณ ๑๐ เรียกได้หลายอย่าง

     คำว่า ญาณ” เป็นคำย่อ มาจากคำเต็มว่า ญาณทัสสนะนั่นเอง แปลว่า หยั่งรู้ได้ รู้เห็นได้ ด้วยใจของกายธรรม กายธรรมรู้เห็นได้อย่างไร? ส่งผลกระทบถึงกายมนุษย์ตัวเราด้วย คือเรารู้เห็นตามไปได้ด้วย ลักษณะการเห็นก็เหมือนเรื่องราวของภาพยนตร์ที่เราดูกันในทุกวันนี้ จอภาพที่รับเรื่องราวก็คือใจของเรานั่นเอง แต่ว่ากายธรรมเห็นได้มากกว่ากายมนุษย์ กายมนุษย์เป็นผู้รับถ่ายทอดจากกายธรรม คือ กายธรรมต่อรู้ต่อญาณให้กายมนุษย์ได้รับรู้ เหมือนสมัยที่พระพุทธองค์มาตรัสรู้ในโลก ทรงเห็นกายธรรม แล้วกายธรรมก็บอกพระไตรปิฎกแก่กายมนุษย์ของพระองค์ แล้วกายมนุษย์ของพระองค์ก็สอนความรู้นั้นแก่มนุษย์โลกต่อไป

คำว่า วิชชา มีความหมายอย่างไร?

วิชชา ๓ กับวิชชา ๘ คืออย่างไร?

     หลวงพ่อท่านอธิบายไว้ดังนี้ คำว่า “วิชชา” (ช. ๒ ตัว) แปลว่า ความรู้กำจัดมืดบอด

     คำตรงข้ามกับคำว่า “วิชชา” คือ อวิชชา” ซึ่งคำ “อวิชชา” แปลว่า ความไม่รู้ ความเขลา ได้แก่การไม่รู้ถูกไม่รู้ผิด ไม่รู้อดีต ไม่รู้ปัจจุบัน ไม่รู้อนาคต ไม่รู้อนาคตของสังขาร ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้อริยสัจ ท่านอธิบายว่า มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และสัตว์เป็นผู้ที่มืดอยู่ในขันธ์ ๕ ยังปล่อยวางไม่ได้ การปล่อยวางไม่ได้นี่เองจึงชื่อว่าเป็นผู้มืดในขันธ์ ๕ เพราะอีกนัยหนึ่ง คำว่าขันธ์ ๕ เป็นชื่อของอุปาทาน คือการไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา การไปยึดมั่น ก็คือการมีอุปาทานในขันธ์ ๕

     คราวนี้มาดูเรื่องวิชชา ๓ หมายถึงอะไรบ้าง? ความหมายนัยหนึ่งของวิชชา ๓ ก็คือ

(1.) วิปัสสนาวิชชา

(2.) มโนมยิทธิวิชชา

(3.) อิทธิวิธีวิชชา

     ที่เรียกว่า วิชชา ๘ ก็คือเพิ่ม “อภิญญา” เข้าด้วย คือ

(4.) ทิพพจักขุวิชชา

(5.) ทิพพโสตวิชชา

(6.) ปรจิตตวิชชา

(7.) ปุพเพนิวาสวิชชา

(8.) อาสวักขยวิชชา

     โปรดดูความเกี่ยวข้องของวิชชา ๓ กับวิชชา ๘ ให้เข้าใจ ว่ามีความเกี่ยวข้องกัน อยู่ที่ว่าเราจะจัดอย่างไร? นั่นเอง จงดูความหมายของชื่อวิชา ดังนี้

มโนมยิทธิ เป็นวิชาที่แสดงฤทธิ์ทางใจ

อิทธิวิธี เป็นการแสดงฤทธิ์ เช่นการนิมิตให้เกิดกายต่าง ๆ

ทิพพจักขุ แสดงถึงการที่ตาเป็นทิพย์ เห็นอะไรได้หมด

ทิพพโสต แสดงถึงการที่หูเป็นทิพย์ ได้ยินอะไรได้หมด

ปรจิตตวิชชา คือการหยั่งรู้ใจคนอื่น รู้ว่าใครคิดนึกอะไร? เรียกว่า รู้ใจใคร ๆ ได้หมด

ปุพเพนิวาสวิชชา คือการระลึกชาติในปางหลังได้ว่าตั้งแต่อดีตชาตินั้นเกิดเป็นอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?

อาสวักขยวิชชา คือความรู้ทำลายให้กิเลสหมดจากใจ

     เนื้อหาสาระการเรียนรู้วิชาเหล่านี้ เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงทั้งสิ้น บรรดาศิษย์ผู้เป็นธรรมกายต่างยอมรับว่าหลวงพ่อท่านทำได้หมด แต่ว่าการจดบันทึกความรู้วิชาแขนงต่าง ๆ ไม่ได้ทำไว้ จึงเป็นที่น่าเสียดาย เพราะการฝึกฝนเรียนรู้วิชาธรรมกายชั้นสูง เป็นการเรียนทางใจที่ละเอียดและลึกซึ้ง ยากต่อการเรียนรู้ แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่เราจะเรียนรู้ได้ เช่น ปรจิตตวิชชา คือการหยั่งรู้ใจคนอื่น วิธีทำก็คือ นึกเอาใจของเรา คือดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ซ้อนลงไปที่ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ของใคร? แล้วเราก็หยุดนิ่งวางอารมณ์ให้ว่าง แล้วเราก็รู้ทันทีว่า เขาผู้นั้นคิดอะไรอยู่? ดังนั้น ในการเรียนวิชาธรรมกายชั้นสูง มีวิธีเรียนมีวิธีฝึกทั้งนั้น เมื่อเราเข้านิพพาน เราก็เอา เห็น-จำ-คิด-รู้ ของเรา ซ้อนลงไปใน เห็น-จำ-คิด-รู้ ของพระพุทธองค์ เราก็ลองฝึกไปนาน ๆ แล้ว เราก็จะเห็นผลการฝึกว่า เราทำได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ทุกวิชาเราเรียนได้ทั้งนั้น

     ทิพพจักขุ และ ทิพพโส ให้เรานึกถึงอายตนะภายใน ๖ คือ หู-ตา-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ เอาใจของกายธรรมมาดูที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ตัวเรานี้ ให้ดูสุดละเอียดของหู-ตา-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ว่าคืออย่างไร? พอใจหยุดนิ่งกลางดวงธรรม เราก็นึกดู ก็จะเห็นสุดละเอียดของอายตนะภายใน ๖ เป็นดวงใสทั้งนั้น เวลาเข้านิพพาน เราก็เอาดวงสุดละเอียดของอายตนะภายใน ๖ ของเรา ซ้อนเข้ากับกายธรรมของพระพุทธองค์ กายมนุษย์หยาบของเราทำกับกายธรรมของเรา ส่วนกายอื่น เช่น กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรม เราก็เอาดวงธรรมสุดละเอียดของอายตนะภายใน ๖ ของเรา ไปซ้อนกับอายตนะภายในของพระพุทธองค์ ฝึกให้นาน ๆ แล้วจะส่งผลให้ทิพพจักขุและทิพพโสตของเราดีขึ้น นี่คือตัวอย่างการฝึก สรุปแล้ว เราฝึกได้ทุกวิชา

     ปุพเพนิวาสวิชชา วิชานี้ไม่ยาก ส่งใจกายธรรมมาที่ดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ นึกดูดวงกำเนิดเดิม เห็นดวงกำเนินเดิมแล้ว ให้หยุดนิ่งกลางดวงกำเนิดเดิมนั้น นึกดูว่า เมื่อวานนี้เราอยู่ที่ไหน? พอดวงกำเนิดเดิมว่าง ในว่างนั้นเอง เราก็เห็นตัวเราว่าอยู่ที่ใด? นึกดูถอยออกไปถึงวันก่อนนี้ เราอยู่ที่ใด? แล้วเราก็เห็นตัวเราว่า เราอยู่ที่ใด? เรานึกดูถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ คราวแรกให้ห่างเป็นวัน ต่อมาให้ห่างเป็น ๓ วัน และเป็น ๗ วัน และให้ห่างออกไปเป็นเดือนเป็นปีเป็นลำดับไป ดูไปจนถึงวันที่เราเข้าถึงครรภ์มารดา ดูดวงธรรมในท้องของกุมาร นิ่งกลางดวงธรรมของกุมารนั้น นึกดูดวงกำเนิดเดิม พอดวงกำเนิดเดิมของกุมารว่าง เราก็เห็นกายของเขาว่า เขามาจากไหน? มาจากสวรรค์ชั้นใด? เราตามไปดูกายที่มาจากสวรรค์ของกุมารนั้นอีก ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกาย ดูกำเนินเดิมอีก แล้วเราก็เห็นไปเรื่อย ๆ นี่คือ การฝึกแบบย่อของวิชาปุพเพนิวาสวิชชา ข้อสำคัญที่เราต้องใส่ใจก็คือ เราต้องเข้านิพพานไปซ้อนกายสับกายกับพระพุทธองค์ให้กายของเราใสเสียก่อน ต้องพากเพียรทำ

     อาสวักขยวิชชา คือหัวใจของวิชาธรรมกายที่เราต้องเรียนรู้ให้ได้ เพราะเป็นวิชาดับกิเลสได้ เป็นวิชาดับมารได้ มารเขากลัววิชานี้ แต่เรียนยากอย่างยิ่ง คนที่จะฝ่าฟันไปได้ต้องมีความเพียรอันเลิศ วิชาต้องไม่เพี้ยน อย่าเรียนแบบฟุ้งซ่านดังที่เราเห็นในทุกวันนี้ เรียนอย่างนั้น มารเขาจูงรู้จูงญาณไปได้ มารเขาหลอกไปได้ ไม่ได้ทำให้กิเลสดับ ไม่ได้ทำให้มารดับ มีแต่กิเลสจะกำเริบเสิบสาน มีแต่มารจะฟื้นตัว ท่านที่เล่นของดำ เช่น นิล เหล็กไหล และปรอท นั่นคือกายสิทธิ์ของมาร แก้เท่าไรไม่ขาว ท่านไปเล่นได้อย่างไร? ท่านไปนิยมได้อย่างไร? ท่านไปกล้าได้อย่างไร? แค่นี้ก็บ่งบอกว่า ความรู้ไม่เอาไหน? เป็นการหลงผิด แล้วจะไปหวังอะไรในความรู้อื่น? นี่คือการล้มเหลวของการเรียนวิชาธรรมกาย เราตอบว่า เราอยากได้เงินเพื่อจะเอาเงินมาบำรุงศาสนา ลืมแล้วหรือ? เมื่อศีล-สมาธิ-ปัญญา ของเราบริสุทธิ์แล้ว เงินที่จะบำรุงศาสนาจะมาเองโดยธรรมชาติ เราก็บำเพ็ญกิจของเราต่อไปแบบตามมีตามได้ เรื่องก็จบลง มารเขาก็ไม่ได้ช่อง ศีล-สมาธิ-ปัญญา ของเราก็บริสุทธิ์ เราก็สบายใจ แต่เราเสี่ยงไปเล่นของมาร ไปเล่นวิชามาร นี่คืออะไรกัน? ความรู้ทางวิชาธรรมกายใช้การไม่ได้ถึงปานนี้หรือ? เอาอย่างนี้ ถ้าท่านประสงค์จะเรียนวิชาอาสวักขยญาณ ก็ให้ติดตามหนังสือปราบมารทุกภาค ความรู้ทั้งปวงปรากฏในนั้นหมดแล้ว

     อิทธิวิธีวิชชา คือวิชาการแสดงฤทธิ์ ได้แก่ การพิสดารกายให้มากขึ้น การทำฌานให้เกิดขึ้นได้ เป็นการแสดงฤทธิ์การแก้โรคโดยวิชา การใช้วิชาแก้ทุกข์ร้อนให้ผ่อนคลาย นี่คือการแสดงฤทธิ์ทั้งนั้น การแสดงฤทธิ์อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การทำวิชาให้มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เห็นนิพพานได้ นี่คือการแสดงฤทธิ์สำคัญ การแสดงฤทธิ์สำคัญที่สุดคืออะไร? คือการดับมารได้ คือการดับกิเลสได้ หากดับมารได้หมด วิชาของภาคขาวก็จรัสแสง ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงอิทธิวิธีวิชชา? ตอบว่าเรียนวิชาธรรมกายไปให้ได้ทุกหลักสูตร จนเข้าหลักสูตรปราบมารได้ จึงจะถือว่าแสดงฤทธิ์ได้จริง

     มโนมยิทธิวิชชา คือวิชชาที่ทำให้ใจมีฤทธานุภาพกำจัดอวิชชาได้ อวิชชาคือความมืด อวิชชาคือความเขลา อวิชชาคือ ไม่รู้ สิ่งที่ทำให้ใจมืด สิ่งที่ทำให้เขลา สิ่งที่ทำให้ไม่รู้ คืออวิชชานั่นเอง ใจของเราสามารถดับอวิชชาได้ นั่นคือมโนมยิทธิวิชชา จงเล่าเรียนเข้าเถิด วิชาอะไรเล่าที่จะกำจัดแบบครอบจักรวาลได้ ก็คือวิชาธรรมกาย นั่นเอง แต่ว่าต้องเรียนให้ครบทุกหลักสูตร อย่าเรียนแต่เบื้องต้นเท่านั้น ต้องเรียนวิชาชั้นสูงด้วย ตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ข้าพเจ้านำมาขยายความให้ง่ายขึ้นแล้ว

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org