Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (16)
ปราบมาร5 (16) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

คำถามท้ายบทภาคความรู้ทั่วไป

     จงตอบคำถามให้ครบทุกข้อ เพื่อแสดงว่าท่านอ่านรู้เรื่อง สามารถนำเนื้อหาสาระมาตอบคำถามได้ วิธีตอบ ให้ทำเหมือนเราเป็นนักเรียน คือหยิบกระดาษมาเขียนตอบไปทีละข้อ ครั้นตอบเสร็จแล้วจึงดูเฉลยคำตอบ ข้าพเจ้าทำแนวตอบไว้ให้แล้ว ถ้าตอบถูกแปลว่าเราอ่านรู้เรื่อง หากตอบไม่ถูก จงกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ เพื่อตรวจสอบตัวเองว่า เราอ่านรู้เรื่อง

     ๑. ผลงานปราบมารภาค ๕ ถามว่า ต้นธาตุนิพพานเป็นและต้นนิพพานเป็นกี่พระองค์ที่เราตามกลับมาได้? การพบนั้น ได้พบในเวลาใด?

     (แนวเฉลย พบต้นธาตุนิพพานเป็นและต้นนิพพานเป็นรวม ๕ พระองค์ มารเขาเอาตัวไปซุกซ่อน เอาไปทรมานในเหตุละเอียด การไปพบนั้น ไม่ใช่พบได้ในคราวเดียว เป็นการไปพบในเวลาที่ต่างกัน ต้นธาตุนิพพานเป็นและต้นนิพพานเป็นนั้น เป็นกายมนุษย์เหมือนพระสงฆ์ ไม่มีเกตุบัวตูม ไม่ใช่กายธรรม)

     ๒. นอกจากจะพบต้นธาตุนิพพานเป็นและต้นนิพพานเป็นแล้ว ยังพบบ่อบุญน้ำใสเหมือนตาตั๊กแตน นี่คือบ่อบุญ เป็นบารมีของใครไม่ทราบ? และยังพบกายสิทธิ์ที่สำเร็จทั้งดวง เรื่องเป็นอย่างไร? จงบรรยายสรุปให้ดู

     (แนวเฉลย การพบบ่อบุญน้ำใสนี้ ต้องถือว่าเป็นโชค ไม่ทราบว่าเป็นบารมีของใคร? ตั้งแต่ครั้งใด? มารเขาเอามาซุกซ่อนไว้ตรงนี้ เราตามกลับมาได้ การที่ไม่ทราบว่าเป็นของใครตั้งแต่ครั้งใดนั้น? เป็นเพราะธาตุธรรมท่านไม่บอกเรา เราจึงไม่รู้ และการไปพบดวงกายสิทธิ์ดวงโต ประดุจกองภูเขานั้น นั่นคือดวงกายสิทธิ์ที่สำเร็จทั้งดวง สามารถเอาเรือนคือดวงแก้วเหาะเหินไปไหน ๆ ได้ มารกวาดต้อนมารวมไว้ที่นี่ เราทำวิชาแก้ไขได้แล้วอาราธนากลับมาได้หมด น่าตกใจมาก! ไม่ว่าอะไรแพ้มารทั้งนั้น! มารเขาเอาไปเป็นเชลยได้หมด เขาเอาไปบังคับได้หมด มารมันเก่งจริง ๆ)

     ๓. มารเขาปกครองกี่ระดับ? เขาปกครองอะไรบ้าง? จงอธิบายเพียงย่อ ๆ

     (แนวเฉลย มารเขาปกครอง ๒ ระดับ คือปกครองใหญ่ หมายถึงเขาปกครองอายตนะนิพพาน คือเขาปกครองผู้ได้มรรคผลนิพพานทั้งหมด นั่นคือเขาปกครองพระพุทธเจ้าและผู้ได้มรรคผลนิพพานทั้งปวง นั่นเอง และปกครองอีกอย่างเรียกว่า ปกครองย่อย คือปกครองภพ ๓ มายถึง ปกครองอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษยโลกทั้งปวง สรุปแล้ว มารเขาปกครองทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เขาจะบังคับไม่ได้ เขาบังคับได้หมด การบังคับเขาใช้วิชาบังคับ คือบังคับใจ เมื่อบังคับใจได้แล้ว กายก็ไม่เหลือ มารเข้าที่ไหน? เดือดร้อนที่นั่น ดังนั้น จึงเดือดร้อนกันหมด การที่เราปราบมารก็เพื่อให้มารถูกดับให้หมด ให้เราพ้นจากปกครองของมาร นั่นเอง)

     ๔. พระพุทธเจ้าทรงมีภารกิจที่จะตรัสรู้กี่ระดับ? อะไรบ้าง? การตรัสรู้ระดับใดมีความขัดข้อง? การตรัสรู้ใดไม่มีความขัดข้อง? จงยกข้อมูลมาสนับสนุนคำตอบด้วย

     (แนวเฉลย พระพุทธเจ้าทรงมีภารกิจตรัสรู้ ๒ ระดับคือ (๑.) การตรัสรู้ในปกครองย่อย คือ การตรัสรู้ในโลก เป็นการตรัสรู้เพื่อทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้า วันตรัสรู้คือวันวิสาขบูชา ความรู้ที่ทรงตรัสรู้นั้นเรียกว่า พระไตรปิฎก หลังจากตรัสรู้แล้ว ก็สอนความรู้นั้นแก่มนุษยโลก การตรัสรู้ในโลกนั้น ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค มารเขายอมให้ตรัสรู้ได้ ส่วนการตรัสรู้อีกระดับหนึ่งคือ (๒.) การตรัสรู้ในปกครองใหญ่ การตรัสรู้ระดับนี้มีอุปสรรค มารเขาขัดขวางไม่ให้มีการตรัสรู้ เป็นการตรัสรู้ในอายตนะนิพพาน หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว คือหลังจากที่พระพุทธองค์ทำหน้าที่พระพุทธเจ้าในโลกเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จเข้าสู่มรรคผลนิพพาน คือเสด็จเข้าสู่อายตนะนิพพาน จะต้องไปตรัสรู้ในอายตนะนิพพานอีกครั้งหนึ่ง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมภาคขาว แต่แล้วก็ตรัสรู้ไม่ได้ เนื่องจากมารเข้ายึดอำนาจปกครองอายตนะนิพพาน แล้วมารก็กลั่นแกล้งกดขี่ข่มเหงด้วยประการต่าง ๆ นั้น ทั้งนิพพานเป็นและนิพพานกายธรรม (คือทั้งสอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิเสสนิพพาน) เพิ่งได้ตรัสรู้เป็นครั้งแรกตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ปี ๒๕๔๓ ตรงกับวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นวัน “วิสาขบูชาของนิพพาน” (ในปีต่อ ๆ ไปให้ถือวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ของทุกปีเป็นวันวิสาขบูชา) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เริ่มมีมรรคผลนิพพานมานั้น การตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่ ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การที่มีการตรัสรู้ได้นั้น เกิดจากผลแห่งการปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่ในขณะนี้)

     ๕. การที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่ไม่ได้นั้น เกิดการเสียหายอะไรบ้าง? และมีผลกระทบต่อมนุษย์อย่างพวกเรานี้อย่างไรบ้าง? จงชี้ให้เห็นจริง เพราะท่านอ่านมามากแล้ว ต้องมีความรู้นำมาตอบได้บ้าง

     (แนวเฉลย การที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในโลกได้นั้น เราเข้าใจแล้ว เพราะทุกวันนี้ เราดำรงชีวิตอยู่ในศาสนาของพระองค์ คืออยู่ในหลักของพระพุทธศาสนา ได้เรียนรู้ความรู้ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ เรียกว่าเรียนพระธรรมคำสอนของพระองค์ เรียนพระไตรปิฎก ทางฝ่ายพระสงฆ์ก็เรียนหลักสูตรนักธรรมและหลักสูตรภาษาบาลี นั่นคือเรียนคำสอนของพระพุทธองค์ นั่นเอง เรามีความเข้าใจว่า การที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ในโลกนั้น เราได้รับมรดกแห่งความรู้ คือได้เรียนคำสอนของพระองค์ ตามที่กล่าวนั้น แต่ว่าการที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานแล้ว ได้เข้าสู่อายตนะนิพพานไปแล้ว เนื่องจากได้มรรคผลนิพพานแล้ว พระองค์จะต้องไปตรัสรู้อีกระดับหนึ่ง คือการได้ตรัสรู้ในระดับอายตนะนิพพาน หรือเรียนตามหลักวิชาว่า การตรัสรู้ในปกครองใหญ่ การตรัสรู้ในระดับนี้ เราเป็นมนุษย์ไม่มีส่วนได้รู้เห็นเลย ไม่มีใครบอก และไม่มีใครเห็น ไม่มีใครทราบด้วยกันทั้งนั้น แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น

     แต่การที่ข้าพเจ้าต้องรู้ ต้องเห็น ต้องทราบ เป็นเพราะข้าพเจ้าถูกบังคับให้ทำวิชาปราบมาร เป็นการบังคับให้ต้องรู้ ต้องเห็น และต้องทราบ ตามกระบวนการของวิชาธรรมกายชั้นสูง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่ใคร ๆ จะเรียนรู้ แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็แทบจะกลืนไม่เข้า เท่าที่รู้เห็นและนำมาบอกเล่ากันนี้ เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็นในส่วนที่ละเอียดเข้าไป จะมีเพียงไร? เกินความสามารถของข้าพเจ้าที่จะบอกแล้ว ข้าพเจ้าก็พูดเปิดใจแล้ว

     จากผลแห่งการทำวิชาปราบมารของข้าพเจ้า ทำให้เราทราบว่า มรรคผลนิพพานในระดับอายตนะนิพพานล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การตรัสรู้ในระดับอายตนะนิพพานดำเนินไปไม่ได้ เพราะมารเขาขัดขวางในทุกรูปแบบ พระพุทธองค์และผู้ได้มรรคผลนิพพานทั้งหมดถูกมารกดขี่ข่มเหง ถูกรังแกในทุกรูปแบบ ตามรายงานต่าง ๆ ที่นำมากล่าวแล้วในหนังสือปราบมารทุกภาคนั้น นั่นคือข้อมูลที่แสดงถึงการล้มเหลวแห่งการตรัสรู้ในระดับนี้

     นี่คือ ความรู้ตอนหนึ่ง ที่ท่านต้องจดจำ

     ลำดับต่อมา งานปราบมารทำมาตลอด ผลงานมีอย่างไร? ท่านได้อ่านแล้ว การตรัสรู้ของพระพุทธองค์เกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรกในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เรียกวันนี้ว่า “วันวิสาขบูชาของนิพพาน” ดังที่ข้าพเจ้าเสนอเรื่องราวให้ทราบแล้ว

     คราวนี้ก็มาถึงประเด็นสำคัญ ที่เราเป็นมนุษยโลก เราไม่รู้เห็นความรู้ที่พระองค์ได้ตรัสรู้ระดับปกครองใหญ่นี้เลย เป็นพระไตรปิฎกอะไร? เป็นจำนวนเท่าไร? มีรายละเอียดอย่างไร? ไม่เหมือนนพระไตรปิฎกที่เราเรียนในโลก เรื่องนี้เป็นทางตันที่ข้าพเจ้านำมาอธิบายไม่ได้ เป็นความอึดอัดใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้เห็นได้แค่นี้ ก็บอกได้แค่นี้ บอกได้แต่ว่า พระองค์ตรัสรู้วิชาอาสวักขยญาณใหญ่ เป็นความรู้พิชัยสงคราม เป็นวิชารบ วิชานี้ช่วยให้พระองค์พ้นจากปกครองของมาร ท่านก็ถามต่อไปว่า วิชาที่ตรัสรู้มีเนื้อหาสาระอย่างไร? ข้าพเจ้าก็อธิบายว่า วิชาที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ในโลกนั้น เป็นวิชาภาคโปรด เป็นวิชาสอนศาสนา ยังไม่ได้ตรัสรู้วิชาภาคปราบ คือวิชาป้องกันมาร แล้วก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน เป็นเช่นนี้ทุกพระองค์ เพราะมารเขาไม่ยอมให้ตรัสรู้วิชาภาคปราบ เขาอนุญาตให้ตรัสรู้แต่ภาคโปรดเท่านั้น ภาคปราบเขาไม่ยอมให้ตรัสรู้ ทั้งที่พระพุทธองค์ก็อยากตรัสรู้ เพราะยังตรัสรู้ไม่ครบหลักสูตร ได้ปริญญาใบเดียว อีกปริญญาหนึ่งไม่ได้ แต่ก็ตรัสรู้ไม่ได้จนแล้วจนรอด ในที่สุดก็ต้องสิ้นพระชนม์ (ดับขันธปรินิพพาน) เพราะทนวิชาทุกข์และสมุทัยของมารไม่ไหว ในที่สุดเราก็เป็นโรคและตายไป แปลว่าเราสู้วิชามารไม่ได้ จึงตรัสรู้ได้แต่วิชาภาคโปรดเท่านั้น ส่วนวิชาภาคปราบ เมื่อตรัสรู้ในโลกไม่ได้ ก็ต้องไปตรัสรู้ในอายตนะนิพพาน ครั้นไปอยู่ในอายตนะนิพพานเข้าจริง ปรากฏว่าผิดคาดกันหมด คือตรัสรู้วิชาภาคปราบไม่ได้ ตามที่ภาคขาวตั้งกฎเกณฑ์ไว้ และการที่เราตรัสรู้ภาคปราบไม่ได้นั้น เกิดจากมารเขาเข้ายึดอำนาจปกครองอายตนะนิพพานได้ก่อน ภาคขาวจึงพลาดท่าเสียทีเขา นี่คือสรุปย่อความรู้ เท่าที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ได้ ก็บอกพวกเราได้แค่นี้ครับ

     ท่านอยากทราบต่อไปอีกว่า ภาคโปรดกับภาคปราบต่างกันอย่างไร? ข้าพเจ้าเคยบอกมาแล้วว่า ภาคโปรดคือพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้วิชาสอนศาสนา ได้แก่ความรู้ทั้งปวงที่พระสงฆ์ไทยเล่าเรียนกันในทุกวันนี้ คือมีหลักสูตรนักธรรม ซึ่งมีนักธรรม ตรี-โท-เอก และหลักสูตรภาษาบาลี ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ขณะนี้การศึกษาของพระสงฆ์ไทยเกิดขึ้นหลายอย่างแล้ว สรุปแล้ว ก็เป็นวิชาสอนศาสนา วิชาเผยแพร่ศาสนา ส่วนความรู้ภาคปราบนั้น หายากมาก พระพุทธองค์ที่มาตรัสรู้ในโลก ส่วนใหญ่เป็นภาคโปรดทั้งหมด ยังไม่เคยมีภาคปราบ เป็นเพราะอะไร? ข้าพเจ้ายังไม่ทราบเหตุผล คงเป็นเพราะมารเขาห้ามไว้ เพราะถ้ายอมให้ภาคปราบมาตรัสรู้ ก็เท่ากับมาสู้กับเขา เพราะมารเขาเป็นผู้ปกครองอยู่ก่อนแล้ว ขืนยอมให้ตรัสรู้ภาคปราบ ก็จะมารู้กำพืดของเขา ใครเล่าจะยอม? นี่คือเหตุผลที่น่าฟัง ก็เพราะเราไม่มีความรู้ภาคปราบนี่เอง จึงเป็นเหตุให้เราแพ้มารราบคาบมาในทุกสมัยทีเดียว เราอยู่ใต้ปกครองของมารมาตลอด ถูกมารบดขยี้อย่างยับเยินที่สุด จนในที่สุด ภาคขาวไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มารมันขนเอาไปเป็นของมันจนหมดสิ้น ดังที่ข้าพเจ้าได้เสนอผลงานไปแล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น ขอให้ท่านกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ เริ่มตั้งแต่เล่มปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔-๕ ทีเดียว

     หลายท่านอยากให้ข้าพเจ้าอธิบายว่า ความรู้ภาคปราบคืออย่างไร? ทำไมมารมันจึงหวงนัก? ไม่ยอมให้ภาคขาวได้ตรัสรู้ ขอให้ยกตัวอย่างความรู้มาดู เพื่อจะได้ทราบแนวของความรู้ คำตอบก็คือ หน้าตาของความรู้ของพระพุทธเจ้าภาคปราบก็คือความรู้ที่ข้าพเจ้านำมาเสนอในตำราปราบมารทุกภาค ข้าพเจ้าตอบชัดแล้ว แต่เนื้อหาของความรู้นั้น ข้าพเจ้ายังนำเสนอไม่ครบถ้วน เพราะเห็นว่ายากไป ไม่สะดวกแก่การอ่าน เพราะเป็นวิชาการไปหมด เป็นเรื่องรบทัพจับศึก เป็นเรื่องของการต่อสู้ เป็นเรื่องของการทำให้ศัตรูฝ่ายตรงข้ามล้มตายไป จึงเรียกว่า วิชาอาสวักขยญาณใหญ่ หากเปรียบเทียบกับทางโลกเรา ก็คือตำราพิชัยสงคราม นั่นเอง

     ดังนั้น ความรู้วิชาธรรมกายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นคว้าได้นั้น มีคุณค่าสุดประมาณ แต่ท่านที่ไม่เรียน หรือเรียนไม่เข้าถึง ท่านก็วิจารณ์ของท่านไป ข้าพเจ้าไม่ว่าอะไร? เพราะเป็นสิทธิ์ที่ใครจะแสดงความคิดเห็นได้ ข้าพเจ้าฟังมานานแล้ว คนที่พูดเป็นปริยัติทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่าภาคปราบหายาก หากท่านได้อ่านทุกหลักสูตรที่ข้าพเจ้าได้นำมาเผยแพร่ พยายามอ่านให้จบ ดูเนื้อหาไปแต่ละหลักสูตร ท่านจะเปลี่ยนใจในความเห็นที่ท่านมีแต่เดิม เพราะเนื้อวิชามันยากอย่างนี้และละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้ มันจึงยากที่ใครจะเข้าถึง อ่านให้ครบทุกหลักสูตร และอ่านให้ครบทุกบท อ่านแล้วตีความ มันจึงจะสมกับที่เราเป็นเปรียญธรรมเอก เนื้อหาความรู้เป็นไปอย่างนี้หรือ? เราเรียนมาแต่ความรู้ปริยัติ คือความรู้ทางภาษาหนังสือ แต่ความรู้ทางวิชายังไม่ได้ปฏิบัติทางใจเลย ว่าอะไรคืออะไร? สรุปแล้วเรายังเข้าไม่ถึงวิชาอะไรเลย การไปวิจารณ์ความรู้ที่เรายังไม่เคยสัมผัส เป็นการรอบคอบของผู้คงแก่เรียนหรือ?

     คราวนี้มาตอบคำถามที่ว่า กรณีที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในระดับอายตนะนิพพานไม่ได้ คือการที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ไปแล้วเข้าสู่อายตนะนิพพาน ไม่สามารถตรัสรู้อะไรได้อีก หลังจากที่เข้านิพพานแล้วนั้น ถามว่าเกิดความเสียหายอย่างไรต่อมนุษย์อย่างพวกเรานี้อย่างไรบ้าง? คำตอบก็คือ พระองค์ทรงมีภัยเสียแล้ว พระองค์อยู่ในระหว่างอันตราย เนื่องจากมารเข้ามากดขี่ข่มเหงพระองค์ด้วยประการต่าง ๆ ดังข้อมูลทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเสนอไปแล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น ทำให้พระองค์มาช่วยมนุษย์ได้ยาก ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก นี่คือความเสียหายที่เราได้รับ การที่โลกเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ เป็นการกระทำของมารทั้งนั้น แต่พระพุทธองค์มาช่วยเราลำบาก เพราะมารเขาขัดขวาง)

     ๖. จงกล่าวถึงการเรียนวิชาอาสวักขยญาณ ให้ยาวกว่านี้จะได้ไหม?

     (แนวตอบ การเรียนวิชาอาสวักขยญาณเริ่มจากคำสอนของพระพุทธเจ้าภาคโปรดเสมอไป คือคำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริยทปนํ แปลว่า การทำใจให้ใส ถ้าทำใจให้ใสได้ แปลว่า เข้าถึง ถ้าทำไม่ได้ ก็แปลว่าเข้าไม่ถึง ทำใจให้ใสที่ตรงไหน ต้องทำที่ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์ตัวเรานี้เท่านั้น หากทำที่อื่น ก็แปลว่าผิดทาง เมื่อผิดทาง ก็ไม่เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของตัวเอง เมื่อไม่เห็นดวงธรรมทำให้เป็นกายแล้ว เราก็ไม่เห็นกายละเอียดของตัวเอง ไม่เห็นกายธรรมของตัวเอง คราวนี้ยุ่งใหญ่แล้ว ไม่เห็นวิชาอะไรทั้งนั้น ได้แต่เกิดอารมณ์ทางใจอย่างเดียว เข้าหาวิชาอะไรไม่ได้เลย? นี่คือความเสียหายของการเรียน เสียหายไปตลอดชีวิต เพราะเราตั้งใจไม่ถูกที่นั่นเอง จึงไม่เข้าถึงวิชา เมื่อไม่เข้าถึงวิชา ก็ไปโทษวิชาธรรมกาย นี่คือความเข้าใจผิดกันทั้งนั้น การที่เราฝึกใจผิดที่ตั้ง ก็เกิดการเสียหายจนทุกวันนี้ เพราะเราตั้งใจผิดที่ แล้วก็วิจารณ์กันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร? จงอย่าตั้งใจที่จมูก อย่าตั้งใจที่กระหม่อม อย่าตั้งใจที่ปลายเท้า เพราะไม่ได้อะไร? ได้แต่อารมณ์ทางใจเท่านั้น นี่คือการเรียนเบื้องต้น หากเรียนเบื้องต้นถูกทางแล้ว ต่อไปจะเข้าถึงวิชาไปเอง ดังที่แจ้งอยู่ในตำราปราบมารของข้าพเจ้าแล้ว โปรดศึกษาเล่าเรียนตามนั้นต่อไป เพราะวิชาที่นำมาเสนอในตำราปราบมารนั้น เป็นวิชาอาสวักขยญาณ เป็นวิชาปราบมาร เป็นตำราพิชัยสงครามของภาคขาว)

     ๗. จงอธิบายคำว่า “ทำบุญให้มารกิน ทำเงินเดือนให้โจรใช้” มีความหมายอย่างไร? และเหตุใดข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “ในโลกของเรามีประชากรหกพันล้านคน หากมีคนเดียวที่ปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัย” ?

     (แนวตอบ คำกล่าวที่ว่า “ทำบุญให้มารกิน ทำเงินเดือนให้โจรใช้” มีความหมายว่า เราสร้างบุญมาแล้ว แต่เรารักษาไว้ไม่ได้ มารเขามาระเบิดเอาไปจากเราได้ โดยเราไม่รู้ นี่คือทำบุญให้มารกิน เปรียบอีกอย่างก็เหมือนกับเราทำงานได้เงินเดือน แต่เราไม่ได้ใช้เงิน เพราะโจรมาจี้ปล้นเอาไป เพราะเราไม่เก็บรักษาเงินไว้ให้ดี ได้เงินมาแล้วไม่ซุกซ่อน ไม่นำฝากธนาคาร มารมันก็มาจี้เอาไป ในการทำวิชาปราบมารนั้น ข้าพเจ้าได้รู้เห็นถึงบารมีสำคัญมากมายที่มารเอาไปซุกซ่อนในเหตุละเอียดเลยอายตนะนิพพานไปอีกมากมาย ดังที่นำมารายงานในรูปแบบต่าง ๆ นั้น นี่คือข้อมูลที่เราได้พบ แล้วท่านก็ถามต่อไปว่า เราจะรักษาบารมีเราไว้ได้อย่างไร? ข้าพเจ้ายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นบุญของใคร? หรือดวงบารมีของใคร? มารเขามาระเบิดไปจากเราได้ทั้งนั้น ใครจะรักษาดวงบารมีให้เราได้? นี่คือคำถามสำคัญ หากเราดูในทางโลกเรา การรักษาเงินก็คือ การนำฝากธนาคาร หากเราเก็บไว้กับตัว หรือเก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้านเรา หรือใส่ไหฝังดินแบบคนโบราณ ก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี คราวนี้มาดูการเก็บรักษาดวงบารมีบ้าง ดวงบารมีปกติแล้ว ก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา คืออยู่ที่ดวงธรรมของเรา นั่นเอง เวลามารมันจะมาระเบิด มันก็มาที่ศูนย์กลางกายของเรา แล้วมันก็เอาไปได้ตามใจชอบ นี่คือความรู้ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น คำตอบที่แท้ก็คือ ต้องดับมารให้หมด เมื่อหมดมารแล้ว ก็ไม่มีใครมาระเบิดดวงบารมีของเราได้ นี่คือคำตอบที่ถูกต้อง ใครตอบอย่างนี้ ข้าพเจ้าให้คะแนนเต็มทันที แต่ความเป็นไปได้จะมีหรือ? การที่มารจะดับหมดไปนั้น ความเป็นไปได้ไม่มี คำตอบที่ถูกอีกประเด็นหนึ่ง คือทำใจให้หยุด นิ่ง แน่น ไว้กับดวงบารมีเป็นนิจศีลและตลอดไป ทุกลมหายใจเข้าออก ให้นิ่งไว้ ให้แน่นไว้ ให้ใสไว้ ให้ขาวไว้ อย่าให้ใจส่าย ริบ ไหว รัว ใครตอบได้อย่างนี้ ข้าพเจ้าให้คะแนนทันที แต่ความเป็นไปได้มีหรือ? ที่เราจะทำใจเช่นนั้นได้ตลอดไป ย่อมเป็นไปไมได้ มารก็เหมือนโจร เขารู้ว่าใครรวย? รวยขนาดไหน? ไม่เคยเห็นโจรปล้นคนขอทาน เห็นมีแต่ปล้นร้านทอง แต่มารเขารู้ว่าใครรวยบารมี? มันก็จ้องจะระเบิดจากเขาผู้นั้น คราวนี้เรากลับมาดูธนาคารบารมีกันบ้าง เปรียบเทียบกับธนาคารในโลกเรานั่นเอง หากเราฝากบารมีไว้กับ “ต้นธาตุ” ท่านก็จะเก็บบารมีไว้ให้เรา แต่ว่าเราพบมาแล้วว่า มารมันเอาต้นธาตุและผู้ปกครองใหญ่ของนิพพานเป็นไปได้ถึง ๕ พระองค์ แล้วอย่างนี้จะมีอะไรเหลือ? มารเขาเอาตัวเราไปได้ แล้วจะมีอะไรเหลือ? นี่แหละที่ข้าพเจ้าตอบแก่ท่านว่า ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ แต่ว่าพอคุยได้ เรื่องการรักษาบารมีนี้สำคัญที่สุด ข้าพเจ้าต้องเรียนรู้ต่อไป นี่คือแนวเฉลยคำตอบ ให้ท่านเลือกตอบเอาเอง กรณีที่เรามาพบภูเขาบารมีเป็นรัตนชาติสีขาว ขนาดใหญ่โตมหาศาลนั้น ท่านถามว่าเหตุใดพระพุทธองค์ไม่ช่วย? เหตุใดธาตุธรรมระดับผู้ใหญ่ไม่ช่วยไว้? ปล่อยให้มารเอาไปได้อย่างไร? ท่านมีสิทธิ์ถามได้ แต่ใครเล่าจะตอบได้? เราทราบแล้วว่ามารเขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม ใครจะกล้าไปประลองฝีมือกับเขา? ใครจะกล้าไปแตะต้องเขา? ใครจะกล้าไปทัดทานเขา? เราภาคขาวทั้งหมดต่างก็รู้ปัญหา แต่แก้อะไรไม่ได้ พระองค์อยากช่วยเราใจจะขาด แต่ช่วยไม่ได้จริง ๆ นี่คือประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็น ในประโยคที่ข้าพเจ้าเขียนว่า “ในโลกนี้มีประชากรหกพันล้านคน ตามข้อมูลที่ทางราชการกล่าว ถ้ามีเพียงคนเดียวทำวิชาปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัย” ที่ข้าพเจ้ากล้ากล่าวเช่นนั้น เพราะไม่มีใครปราบได้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า ให้ท่านเข้ากายธรรมไปถามให้ทั่วจักรวาลธาตุให้ทั่วจักรวาลธรรม ว่าใครจะรับอาสาปราบมารบ้าง? จะเอาอะไรตอบแทน? ขอให้บอก เรามีให้ทั้งนั้น จะเอาสาวงาม จะเอาตึกรามบ้านใหญ่ จะเอาเงินสมบัตินานา จะเอาอะไร? เรามีให้ทั้งนั้น ยังหาคนอาสาไม่ได้จนบัดนี้ แต่การที่ข้าพเจ้าทำ เป็นเพราะธาตุธรรมท่านบังคับ ซึ่งข้าพเจ้าก็พูดเปิดใจแล้ว ท่านอ่านผ่านมาแล้วว่า ไม่มีใครชนะมารได้เลย)

มีต่อ ข้อ 8

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org