|
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอย่างทันใด! มันเป็นเหตุการณ์กะทันหัน เพราะข้าพเจ้ายังเดินวิชา ๑๘ กายเบื้องต้นไม่ชำนาญ แต่เดิมนั้น เรียนวิชาแบบเดินฌานสมาบัติตามแบบวิธีของแม่ชีทองสุข แล้วจู่ ๆ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทองก็มาเชิญข้าพเจ้าให้ไปสอนพระสงฆ์ที่มาอยู่ปริวาสกรรมที่วัดของท่านจำนวน ๔๐๐ รูป เป็นความลำบากใจที่ข้าพเจ้าต้องถวายความรู้แก่พระสงฆ์อย่างไม่มั่นใจ แต่งานนี้ส่งผลให้ข้าพเจ้าลดทิฏฐิมานะลงได้อย่างอัศจรรย์ ไม่โต้แย้งการสอนของแม่ชีถนอมเหมือนครั้งแรกที่มาพบท่าน เพราะโดยปกติแล้ว ทิฏฐิมานะนั้นแก้ยาก! เนื่องจากมันเป็นเรื่องฝังจิตฝังใจ ยากต่อการแก้ไขในเวลาจำกัดเช่นนี้ เป็นบุญของข้าพเจ้าแท้ ๆ ที่ทิฏฐิมานะหมดไปจากใจ จำได้ว่า พระวิฑิตธรรมภาณ เจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง (วัดต้นสน อ.เมือง จ.อ่างทอง) ท่านมาเชิญไปสอน (ต่อมาเลื่อนตำแหน่งเป็นพระราชาคณะชั้นราช ได้ราชทินนามว่า พระราชสุวรรณโมลี) วันนั้นมีพระสงฆ์กำหนดดวงปฐมมรรคได้ ๑ รูป ข้าพเจ้าก็ต่อวิชาจนพระสงฆ์รูปนี้ทำวิชา ๑๘ กายได้ เพียงรูปเดียวเท่านั้น ตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจนจบวิชา ๑๘ กายก็เพลพอดี เสร็จจากต่อวิชาแล้ว พระเดชพระคุณก็ได้เวลาฉันภัตตาหารพอดี งานนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าหมดทิฏฐิมานะอย่างอัศจรรย์ เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่าแม่ชีถนอมท่านสอนให้ข้าพเจ้าเดินวิชา ๑๘ กาย แล้ววันนี้เราก็ถวายความรู้วิชา ๑๘ กาย แก่พระสงฆ์ที่ทำดวงปฐมมรรคได้ หากเราสอนตามวิธีเดินฌานสมาบัติที่แม่ชีทองสุขสอนนั้น ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น? และตำราที่เรานำมาถวายแก่พระสงฆ์ คือตำราเล่ม ๑๘ กายซึ่งเราได้เช่าซื้อมาจากวัดปากน้ำ อันเป็นความรู้เบื้องต้นที่หลวงพ่อท่านสอน หากความรู้ที่เรากล่าวนั้น ไม่ตรงกับตำราของหลวงพ่อ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นแก่เรา? นี่คือ คำถามที่เราถามตัวเอง !?! พระสงฆ์ที่ฝึกจนเกิดดวงปฐมมรรค แล้วเราถวายความรู้ด้วยการต่อวิชาจนท่านทำวิชา ๑๘ กายได้ ตามตำรา ๑๘ กาย ของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าเกิดความดีใจ! การที่เราทำได้เป็นเพราะแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านได้เราฝึกเดินวิชาตามแนวนี้เมื่อวันสองวันนี้เอง แล้วเราก็มาพบปัญหาเฉพาะหน้า ที่เราจะต้องต่อวิชาแก่พระสงฆ์และพระสงฆ์ท่านก็ทำวิชา ๑๘ กายได้ตามที่ตำราเราบอก นี่คือ เหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้าหมดทิฏฐิมานะ ไม่ค้านแม่ชีถนอมอีกต่อไป สรุปว่า แม่ชีถนอม ท่านปูพื้นฐานความรู้วิชาธรรมกาย ให้แก่ข้าพเจ้าใหม่ทั้งหมด ส่งผลให้ข้าพเจ้าทำวิชาแก้โรคได้ ต่อมาอ่านตำราของหลวงพ่อรู้เรื่องทุกหลักสูตร และเข้าใจได้เกือบทุกบท การสอนของข้าพเจ้าได้ผลมากยิ่งขึ้น สอนได้เฉียบคมขึ้น เหตุการณ์ต่อมา ชีวิตราชการของข้าพเจ้าย้ายตำแหน่งราชการไปจังหวัดต่าง ๆ เพราะงานราชการเป็นเหตุ ทำให้ข้าพเจ้าติดต่อกับแม่ชีถนอม อาสไวย์ ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน แต่งานเผยแพร่นั้น ข้าพเจ้ายังทำต่อไป เหตุผลที่ข้าพเจ้าทำการเผยแพร่เป็นเพราะเขามาเชิญไปสอน ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ธาตุธรรมก็ให้ทำวิชาปราบมาร ครั้นต่อมา เป็นขั้นตอนเอาวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรมาขยายความให้เกิดความง่ายขึ้น เพื่อให้อ่านแล้วเข้าใจและปฏิบัติได้ เพราะวิชาธรรมกายยากทั้งนั้นไม่ว่าหลักสูตรใด? เหตุจูงใจที่ทำให้ข้าพเจ้าเขียนขยายความวิชาธรรมกาย เกิดจากแต่เดิมนั้น ได้ยินพระสงฆ์ท่านปรารภว่า ตำราวิชาธรรมกายหลักสูตรเบื้องต้นคือเล่ม ๑๘ กายนั้น แม้จะกำหนดดวงปฐมมรรคได้ ก็ยังทำวิชา ๑๘ กายไม่ได้ เพราะตำราไม่แสดงวิธีเดินวิชาให้ชัดเจน ได้แต่บอกหลักกว้าง ๆ ไว้เท่านั้น จึงไม่เหมาะแก่ผู้มีนิสัยปัจจัยน้อย แต่เมื่อผู้มีบารมีธรรมชั้นสูงเขาอ่านแล้ว เขาก็ทำวิชาได้ ไม่มีปัญหาแก่เขา เมื่อวิชาเบื้องต้นยังมีปัญหาปานนี้ แล้ววิชาธรรมกายระดับสูง ใครเล่าจะรู้เรื่อง? เมื่อหาคนรู้เรื่องไม่ได้ ส่งผลให้การเผยแพร่ของเราล้มเหลว แล้ววิชาธรรมกายก็สูญไปในที่สุด เนื่องจากไม่มีใครปฏิบัติได้ นั่นเอง ความคิดนี้เอง ข้าพเจ้าคิดมาตลอด แล้วข้าพเจ้าก็ดูว่า ทุกวันนี้มีใครบ้าง? ที่จะมีความรู้อธิบายได้ ท่านที่รู้เพียงบางบทนั้นพอหาได้ แต่ท่านที่จะอธิบายได้ทุกหลักสูตรและทุกบทนั้น ยังหาผู้รู้ไม่ได้ นี่คือความจริงที่เราทราบ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขยายความให้ความรู้วิชาธรรมกายทุกหลักสูตรเกิดความง่ายขึ้น สามารถฝึกและเดินวิชาได้ อ่านรู้เรื่อง เกิดความเข้าใจ และเดินวิชาได้ บางหลักสูตรไม่ได้ทำคำถามไว้ท้ายบท เนื่องจากหลักสูตรเหล่านั้นเขียนขึ้นระหว่างรับราชการ ไม่มีเวลาทำ บางหลักสูตรทำท้ายบทไว้ด้วย ให้ผู้เรียนตอบคำถามเหมือนกับวิชาการที่เราเรียนในโรงเรียน ทำให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นี่คือ ผลงานเขียนที่เป็นหนังสือ เป็นข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ซึ่งท่านผู้เป็นบัณฑิตจะได้พิจารณาไม่ใช่เราจะมาพูดเล่าลือกันแต่ปากจะยกย่องใคร? ก็พูดกันไปลือกันมา จะกดใคร? หรือไม่ชอบใคร? ก็ลือกันไป วิธีการเช่นนั้น เอามาพิจารณาอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเป็นข้อมูลให้พิจารณา งานอีกประการหนึ่ง คือตำราปราบมารที่ข้าพเจ้าทำไว้เล่มนี้เป็นภาคที่ ๕ รวมความว่า เรื่องราวปราบมารเขียนเป็นตำราไว้ ๕ ภาคแล้ว เป็นความรู้ชั้นสูง ที่ท่านผู้สนใจจะได้เรียนรู้ เนื่องจากมีตำราเป็นตัวหนังสือ หนังสือเช่นนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก หากไม่มีตำรา ก็ว่ากันไป พูดกันไป ไม่เป็นเรื่องเป็นราวอะไร? การที่มีตำราสำคัญเกิดขึ้นเช่นนี้ เป็นเพราะแม่ชีถนอม อาสไวย์ เป็นผู้ปรับปรุงความรู้ของข้าพเจ้าไม่ให้เกิดความเพี้ยน สมมติว่าโลกนี้ไม่มีแม่ชีถนอม อาสไวย์ ถามว่า ตำราสำคัญอย่างนี้เกิดขึ้นในโลกได้หรือไม่? แล้วอะไรจะเกิดแก่โลก? นี่คือประเด็นของคำถามที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าสรุปให้เห็น วันนี้ ข้าพเจ้าขอพูดว่า แม่ชีถนอม อาสไวย์ มีคุณค่าอย่างยิ่ง! หากไม่มีแม่ชีผู้นี้ ข้าพเจ้าจะมีความหมายอะไร? ความจริงเราก็พอเห็นคนเป็นวิชาธรรมกายกันมากตั้งแต่สมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เราก็เห็นศิษย์ของหลวงพ่อที่เป็นวิชาธรรมกายกันมา และเรายังได้เห็นคนเป็นวิชาธรรมกายสืบต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันด้วย แต่คนที่มีความรู้ถึงขนาดให้เหตุผลได้อย่างแม่ชีถนอมนั้น ยังไม่เคยพบ ท่านพูดเลยว่าข้าพเจ้าเรียนมาเพี้ยนเสียแล้ว! เรานึกเคืองอยู่ในใจเหมือนกัน ครั้นมีเหตุการณ์ว่าเราต้องไปสอนเขาอื่น แม้วิชาเบื้องต้นคือวิชา ๑๘ กาย เราก็ไม่มีปัญญาที่จะต่อวิชาให้เขาได้ ทั้งที่ตำราของหลวงพ่อก็แจ้งวิชา ๑๘ กายไว้ชัดแล้ว แล้วจะว่าตัวเราเองเรียนมามาก! มีความรู้มาก! เรียนมาจริง! และมีความรู้จริง! แต่ความรู้นั้นผิดพลาด คลาดเคลื่อน เราไม่รู้! เราได้แต่เรียนตามที่เขาสอน เราไม่ทบทวนกับตำรา เรื่องนี้เป็นความเสียหาย ข้าพเจ้าได้พบมาแล้ว ดีแต่ว่าเรามีบุญ ได้มาพบผู้รู้จริง ท่านชี้แจงเหตุผลทางวิชา เราจึงหายข้องใจไปทีละเรื่องสองเรื่อง บรรยายมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงท่านอื่นว่า เขาตรวจสอบความรู้ของเขาแล้วหรือยัง? ก็เรียนมาอย่างข้าพเจ้า มีประสบการณ์มาคล้าย ๆ กัน ข้าพเจ้าจึงกล่าวอะไรไม่ได้? เพราะพูดไปก็พาดพิงคนอื่น เป็นการเสียมารยาท ก็ได้แต่กล่าวว่า ความรู้ของเราเคยสอบทานกับตำราบ้างหรือไม่? ถ้าไม่ตรวจทานกับตำรา แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าความรู้ของเราถูกต้อง? หากความรู้เราเพี้ยน มารเขาก็ชอบใจ เพราะมารเขาเป็นเจ้าของแห่งความเพี้ยน เขาเป็นเจ้าแห่งความผิดพลาดทั้งปวง มารเขามีหน้าที่ทำให้วิชาของเราผิด เขามีหน้าที่ทำให้วิชาเราเพี้ยน เราจะพบเสมอว่า พวกเราเรียนไปเรียนมา สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย ข้าพเจ้าเห็นใจทุกท่าน เพราะวิชาธรรมกายนั้น มารเขาขัดขวาง มารเขาหวง มารเขาคอยปกปิดไม่ให้เราได้รู้เห็น เพื่อสกัดไม่ให้เราได้ไปรู้เห็นงานของเขา เขาจะได้ต้มภาคขาวอย่างสบายมือต่อไป นั่นเอง ด้วยเหตุผลที่ว่านี้เอง พวกเราจึงมีความรู้แบบเพี้ยน ๆ แบบผิด ๆ แบบคาบลูกคาบดอก ข้าพเจ้าเพิ่งมาได้คิดเมื่อตอนมีอายุมากนี่เอง แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่รู้อะไร? ก็เรียนตามเขาไป ครูเขาว่าอย่างไร? เราทำตามอย่างนั้น กว่าเราจะรู้เรื่องจริง ที่ไหนได้! เราเรียนพลาดมาตลอด กว่าจะแก่ตัวได้ ก็สายเกินแก้เสียแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่า การเรียนวิชาธรรมกายไม่เหมือนวิชาการใด ๆ ในโลก เพราะการต่อสู้ระหว่างภาคพระกับภาคมาร ต้องวางรากฐานความรู้ให้ถูก หากความรู้พื้นฐานพลาดไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อความรู้ชั้นสูงทั้งหมด มารเขาได้เปรียบตั้งแต่วางพื้นฐานความรู้แล้ว คนที่เขารู้จริง เราไม่มีโอกาสได้พบเขา ข้าพเจ้าจึงว่าเป็นโชควาสนาของแต่ละบุคคล นี่แหละที่ข้าพเจ้าพูดว่า “เป็นธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน” เราเรียนวิชาธรรมกาย เหมือนหนึ่งเราขี่เสือ ลงจากหลังมันเมื่อไร? เสือกัดเราเมื่อนั้น! บรรยายมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงคำกล่าวของหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อท่านพูดกับแม่ชีถนอม อาสไวย์ ว่า “เราเรียนวิชาธรรมกายเหมือนหนึ่งเราขี่เสือ ลงจากหลังมันเมื่อไร? เสือกัดเราเมื่อนั้น!” คำกล่าวนี้ แม่ชีถนอมท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ข้าพเจ้านึกได้พอดี ซึ่งคำกล่าวนี้ เป็นจริงด้วยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า วิชาธรรมกายนั้นมารเขาหวง เขาคอยกีดกัน เขาคอยสอดละเอียดในทุกเรื่อง เพื่อให้วิชาของเราเพี้ยนตลอดเวลา ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้ว คราวนี้เรามาพิจารณาคำกล่าวของหลวงพ่อ หมายความว่า มารเขาจ้องหาจังหวะจะเล่นงานในทุกรูปแบบ หากเราลงจากหลังเสือ ก็คือเราไม่หมั่นเดินวิชาให้ใสไว้เสมอ ปล่อยให้วิชาเฝือหรือเรื้อรัง มารเขาก็ยึดธาตุธรรมของเราทันที ไม่ว่าเราจะไปทำอะไร? ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น ไม่เคยเจ็บป่วย เราก็ต้องเจ็บป่วย ไม่เคยเสียเงิน เราก็ต้องเสียเงิน ใจคอหงุดหงิดไปหมด เดินวิชาไม่ได้เป็นปกติ ก็คือว่ามารเขายึดธาตุธรรมของเราแล้ว นี่คือความเสียหาย ดังนั้น เราต้องหมั่นเดินวิชาไว้ทุกคืนวัน เว้นไม่ได้เลยทีเดียว เราเดินวิชาก็คือวิชาของเราบังคับกิเลสได้ บังคับมารได้ เราขี่คอเขาได้ เราขี่หลังเขาได้ หากเราไม่หมั่นเดินวิชา ไม่หมั่นทำวิชา ก็เหมือนเราลงจากหลังเสือ เสือเปรียบเหมือนกิเลสเปรียบเหมือนมาร มันเห็นว่าวิชาของเราอ่อนลงแล้ว วิชาหมดกำลังแล้ว มันก็ตะครุบกัดเราทันที มันกัดเราเนื่องจากเราอ่อนกำลัง แต่ในขณะที่เราเดินวิชานั้น เรามีกำลัง ใครก็ไม่กล้าเข้ามาราวีเรา? คำว่า “สอดละเอียด” เป็นคำเฉพาะของวิชาธรรมกาย หมายถึง การสอดแทรกของมาร สอดแทรกเข้ามาบังคับวิชาของธรรมภาคขาว ธรรมภาคขาวไม่รู้ทันเขา ไม่รู้เห็นวิชาของเขา เนื่องจากเขาทำวิชาอย่างละเอียด เนื่องจากเขาละเอียดกว่า เราจึงไม่เห็นวิชาของเขา จึงเรียกว่า “สอดละเอียด” หรือเรียกว่าบังคับ หรือเรียกว่าดลใจ ก็คือการเข้ามาบังคับ นั่นเอง ฝ่ายใดทำวิชาได้ละเอียดกว่า? ฝ่ายละเอียดกว่าเป็นผู้ชนะ ฝ่ายใดวิชาหยาบกว่า? ฝ่ายนั้นเป็นผู้แพ้ เหตุใดมารต้องสอดละเอียดเข้ามาในธรรมภาคขาวเนือง ๆ? นี่คือคำถาม ซึ่งท่านต้องการให้ข้าพเจ้าอธิบายให้ชัดเจน เรื่องสอดละเอียดของมารนั้น ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ในที่หลายแห่งแล้ว ให้ท่านไปค้นหาอ่านจากหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ ดูได้ คำตอบก็คือ มารเขาต้องการรู้เห็นอะไรทั้งหมดในภาคขาว ต้องการรู้กำลัง ต้องการรู้ขุมทรัพย์ ต้องการรู้แสนยานุภาพทางวิชา เพื่อเขาจะได้วางแผนเข้ามาปกครอง หากเขาได้อำนาจปกครองเมื่อไร? เขาก็ได้ทรัพย์สินของภาคขาวทั้งหมด (คือได้ดวงบารมีของภาคขาวทั้งหมด) ทรัพย์สินทั้งปวงที่เขาได้ไปนั้น นำไปบำรุงความสุขให้แก่เขา เช่นเดียวกับในทางโลก เราอยู่ในปกครองของประเทศใด? เราก็ต้องนำส่วยคือเงินภาษีและสินค้าต่าง ๆ ของเมืองเราไปให้เขา หากมีลูกสาวสวย ก็ต้องนำไปทูลเกล้าถวายเขาด้วยถ้าเขาต้องการ เขาจะเอาอะไร? เราต้องจัดหาให้ทั้งนั้น ดังเรื่องราวที่เราได้เรียนมาในวิชาประวัติศาสตร์นั้น หากเราไม่นำดอกไม้เงินดอกไม้ทองไปคำนับ เขาก็จะยกกองทัพมาย่ำยีเรา แต่การใช้อำนาจบังคับของมารนั้น เขาใช้วิชาบังคับ เขาบังคับอะไร? ตอบว่า เขาบังคับใจ เมื่อเขาบังคับใจได้แล้ว แปลว่าเขาชนะอย่างสะดวกโยธิน แล้วดวงบารมีและดวงบุญของเรา มารเขาก็ระเบิดเอาไปทั้งหมด เรื่องนี้ไม่มีใครรู้? ไม่มีใครเห็น? มนุษย์ทั้งโลกไม่มีใครรู้เห็นเลย คิดว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ การที่มนุษย์แก่ชรา เป็นโรคภัย และตาย เราคิดว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติเสียแล้ว วิชาธรรมกายชั้นสูงพารู้พาญาณของเราไปให้เราได้รู้เห็นว่า การที่มนุษย์ แก่-เจ็บ-ตาย เป็นเพราะการกระทำของมารทั้งสิ้น เขาบังคับธรรมชาติได้ ให้เกิดภัยในรูปแบบต่าง ๆ ได้ทั้งนั้น การเกิดกลียุค เกิดสงคราม ข้าวยากหมากแพง และความวุ่นวายทั้งปวงที่โลกประสบพบอยู่ในทุกวันนี้ มารเขาบังคับให้เป็นไป วิธีบังคับเขาใช้วิชาบังคับ เวลาเขาบังคับเขาจะยิงวิชาเข้ามา เหมือนกับเราเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ ประสงค์จะดูช่องใด? เราก็กด “รีโมท” แล้วรีโมทก็บังคับช่องโทรทัศน์ได้ทุกช่อง สถานที่ส่งวิชาของเขาอยู่ที่ใด? ผู้ส่งวิชาอยู่ที่ไหน? เรายังไม่แจ้ง ยังติดตามกันอยู่ ภาษาวิชาธรรมกายท่านใช้ว่า ผู้ปกครองใหญ่-หัวใจเครื่องรวมใหญ่-ผู้ปกครองย่อย-หัวใจเครื่องรวมย่อย-ผู้ส่ง-ผู้สั่ง-ผู้บังคับ-ผู้ปกครอง ว่าอยู่ในเหตุลับหรืออยู่ในเหตุหาย? เพราะภพมันซ้อนภพและเหตุมันซ้อนเหตุ เราค้นวิชากันมากี่ภพกี่ชาติแล้ว? ยังไม่มีใครพบ? ยังไม่มีใครเห็น? แต่หลักวิชามีอยู่ พูดให้เข้าใจง่ายก็คือเรายังมีลายแทงอยู่ เป็นเบาะแสที่นักโบราณคดีจะได้ใช้เป็นร่องรอยขุดค้นหาโบราณวัตถุต่อไป ที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ก็คือ ข้าพเจ้าเปรียบเทียบให้ดู นั่นเอง ผู้ส่งวิชาปกครอง เขาใช้วิธียิงเครื่องเข้ามาที่ใจของสัตว์โลก เครื่องนั้นก็เข้าบังคับใจของเราให้หันเหไปตามอำนาจบังคับของเครื่อง เขาทำได้เด็ดขาดปัจจุบันทันที เหมือนเรากด “รีโมท” เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ เขาทำได้ถึงปานนี้ แล้วสัตว์โลกคือพวกเรานี้ ก็เกิดสภาพใจไปตามการบังคับวิชาของมาร จะเห็นว่า มารเขามีวิชาบังคับมนุษย์และบังคับพระพุทธองค์ในนิพพาน เขาบังคับได้หมด เขาเข้าปกครองได้หมด ไม่ว่าใคร? เขาบังคับได้ทั้งนั้น เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม เขาเป็นผู้ปกครองใหญ่ในที่ทั้งปวง การที่เราทำวิชาปราบมารก็เพื่อให้มารดับไปให้หมด จะได้ไม่มีใครมาบังคับเรา เพื่อให้เราได้เป็นอิสระเสรี เพื่อให้เราเป็นเอกราช การแก้ไขเพื่อให้ธรรมภาคขาวพ้นจากกรปกครองของมารนั้น ธาตุธรรมผู้ใหญ่ของภาคขาวในนิพพาน ท่านใช้วิธีส่งคนของท่านให้ลงมาเกิด แล้วท่านผู้นั้น จะต้องมาค้นพบวิชาธรรมกาย และในที่สุดก็พบวิชาปราบมาร จากนั้นจึงรวมพลรบที่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงมาทำวิชาปราบมาร ดังเช่นเรื่องราวของหลวงพ่อ เป็นต้น แต่ว่างานปราบมารไม่ได้ทำได้ง่ายอย่างที่ธาตุธรรมท่านคาดหวัง ตามเรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้นำมากล่าวนั้น ธาตุธรรมผู้ใหญ่ในฝ่ายของนิพพานเป็น ทรงบอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า งานปราบมารในอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ผล! เพิ่งจะเป็นที่พอพระทัยก็คืองานปราบมารในยุคที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ มีเรื่องราวอย่างไร? ข้าพเจ้าก็กล่าวมาแล้ว สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |