Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (13)
ปราบมาร5 (13) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

ท่านที่ตั้งใจสืบสานวิชาธรรมกาย ต้องคิดให้มาก! เพราะมารเขาซ้อนแผนได้

     มารเขาจ้องอยู่แล้ว แต่พวกเราไม่ระวังวิชากันเอง เดินวิชาหลวมตัวเมื่อไร? มารเขาแทรกได้! ธาตุธรรมของเราก็เปลี่ยนไป แต่เดิมธาตุธรรมของเราเป็นภาคขาว ตอนนี้ไม่ขาวดังเดิมเสียแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว ธาตุธรรมทรงผิดหวังในตัวเราอย่างมาก ผู้คนภายนอกเขาไม่รู้ ทุ่มเงินให้แก่เราหมดตัว สุดท้ายผลงานที่เราแสดงก็คือ ดิน-หิน-ปูน-ทราย เป็นวัตถุที่ผู้ทำไม่ต้องใช้ความรู้อะไร? เรามาเล่นทางงานวัตถุ ไม่มีเวลาไปฝึกฝนวิชา สุดท้ายชีวิตของเราก็จบลง ประชาชนหมดตัวและเราผู้สืบสานวิชาก็สมควรแล้วที่ธาตุธรรมพิจารณาโทษ ดังอย่างเช่นนี้ มีให้เราเห็นในทุกสมัย น่าเสียใจมาก!

     ๑. ตัวอย่างที่ว่า แผนซ้อนแผนคืออย่างไร? ยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดปัญญาแก่ท่านผู้ศึกษาเล่าเรียน ดูได้จากประวัติการเผยแพร่วิชาธรรมกายในสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ สมัยนั้นหลวงพ่อส่งพระลูกศิษย์ไปเผยแพร่ในต่างประเทศ ต่อมาฝรั่งได้มาบวชเพื่อศึกษาวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ครั้นต่อมามีเหตุการณ์ว่า พระฝรั่งออกไปจากวัดปากน้ำ นี่คือแผนซ้อนแผน ภาคขาวเผยแพร่ แต่ภาคมารทำให้แผนล่มสลาย

     ๒. ตัวอย่างวิชาซ้อนวิชา คือวิชาของภาคขาวมีอยู่อย่างไร? หลวงพ่อท่านสอนไว้แล้ว ตำรามีแล้ว แต่ศิษย์ที่ศึกษาเล่าเรียนไม่ทบทวนตำรา ไม่ยึดมั่นตำรา ถือว่าเคยเรียนมาจากครูอาจารย์อย่างไร? ก็เดินวิชาไปตามนั้น ยึดมั่นถือมั่นไปอย่างนั้นโดยรังเกียจตำรา และหันหลังให้กับตำรา ตัวอย่างนี้มีให้สังเกตในยุคปัจจุบันนี้

     ๓. ตัวอย่างแผนซ้อนแผนอีกตัวอย่างหนึ่ง คือเรามีเจตนาสร้างบารมีเต็มที่ ตั้งใจเรียนวิชาธรรมกายเต็มชีวิต ตั้งใจเผยแพร่วิชาธรรมกายเต็มชีวิต พูดอย่างเข้าใจง่ายก็คือ สละชีวิตกันเลยทีเดียว เหตุที่ตั้งใจเช่นนั้น เพราะบารมีเดิมเป็นทุนไว้แล้ว เพียงแต่เราดำริว่าจะบวช คนทั้งหลายก็ทุ่มกำลังช่วย ไม่ว่าจะทำอะไร? เป็นเงินเป็นทองไปหมด แต่ความรู้เพี้ยนไปหมด

     นี่คือแผนซ้อนแผน ภาคขาวให้คนของท่านมาสร้างบารมี แต่ภาคมารเขาซ่อนตัวอยู่ในที่ลับ กำกับการอยู่หลังฉาก บารมีเกิดขึ้นเท่าไร? มารเขามารับไปหมด ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วนั้น แผนนี้เราเจ็บปวดมาก แม้ข้าพเจ้าไม่ยกตัวอย่างว่าที่ใด? ท่านคงเดาออกเอง

     ข้าพเจ้ากำชับว่าวิชาอย่า เพี้ยน! ถ้าวิชาเพี้ยนไปเมื่อไร? มารเขาก็เขมือบเราเมื่อนั้น ให้มักน้อยเข้าไว้! อย่าอยากรวย! ให้ถือคติว่า “ฤๅษีผอม” คือนักบวชต้องขัดสน ให้หนีจากยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งปวง อย่าอยากดัง! อย่าอยากมีชื่อเสียง! ระวังศีล ระวังวินัยอยู่ทุกคืนวัน วินัยพระสงฆ์ต้องถือไว้ในมือ อย่างที่หลวงปู่ชั้วท่านปฏิบัติ หากไม่ทำตามที่ว่านี้ โอกาสที่จะรอดตัวดูว่ายากมาก! เพราะเขาจ้องอยู่แล้ว

เหตุใดมารจึงต้องหนุนเราโดยแฝงตนอยู่ในที่ลับ?

ให้เราได้เงิน ได้อำนาจ ได้คนมาสนับสนุน

     ๑. ต้องการให้เราหลงตัวเอง เป้าหมายก็คือให้มรรคผลนิพพานล่มสลาย เราจึงหลงตัวเองว่า วิชาของเราดีแล้ว มารเขาทำสำเร็จมาแล้วในทุกยุคสมัย ยังไม่มีใครรู้เท่าทันทั้งนั้น! แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็เพิ่งได้รู้ รู้แล้วก็ตกใจมาก!

     ๒. การที่เราได้เงินมาทำงาน ใคร ๆ ก็โกยเงินมาให้! เวลาพระพุทธองค์ทรงให้บารมี มารเขาก็มารับไป เขาอ้างว่า เขาเป็นผู้หาเงินมา แปลว่า เขาได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง เหมือนกับเราสนับสนุนให้นักมวยเป็นแชมเปี้ยนโลก พอนักมวยของเราขึ้นชก เราก็ได้เงิน เพราะเราเป็นผู้จัดการ สรุปว่ามารเขาเหนือเราด้วยประการทั้งปวง วิชาของเขาเหนือเรา เขาจึงบังคับเราได้สารพัด

     เหตุใดข้าพเจ้าจึงกล้านำเรื่องนี้มากล่าว? ที่กล้านำมากล่าวก็เพื่อให้คนยุคใหม่ได้คามรู้ที่ถูกต้องว่า การที่ใครรวยเอามาก ๆ ผู้คนฮือฮากันมากนั้น แท้จริงไม่ใช่บารมีของเขา แท้จริงไม่ใช่งานของภาคขาวเลย ภาคขาวจะให้เงินเรา จะต้องดูความสมควร จะต้องดูเหตุผล เพราะเป็นการใช้บารมี แต่การที่ประเคนมาให้เราแบบล้นฟ้า มันจะต้องมีอะไร? เป็นเบื้องหน้าเบื้องหลัง นี่คือการสังเกตของเรา ถ้าวิชาดี ความรู้ไม่เพี้ยน เราจะไม่ว่าอะไร? แต่นี่ความรู้ไม่เอาไหน? เพี้ยนไปหมด อ้างว่าเรียนมาร้อยปี งานปราบมารทำมาได้ถึงจุดนี้แล้ว เราจึงได้รู้ว่า นี่เป็นผลงานที่มารเขาทำอยู่ที่ลับ เข้ามากำกับการทั้งหมด เอาเราเป็นฐานทัพ โดยที่เราไม่รู้เรื่อง โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ได้เป็นผลงานของภาคขาว ภาคขาวจะเอาเงินมาก ๆ มาทำอย่างนั้นเป็นการไม่สมเหตุสมผล มันผิดหลักของภาคขาว เพราะภาคขาวมีคติว่า “ฤๅษีผอม” คือนักบวชต้องขัดสนยากจน เพราะเราเผาผลาญกิเลส แต่นี่ฤๅษีอ้วน สั่งอาหารมาจากภัตตาคาร สั่งจีวรมาจากต่างประเทศ เรามาบำรุงกิเลส ให้กิเลสอ้วนมีกำลัง พฤติกรรมตามที่กล่าวมานี้ เราน่าจะนำมาคิดใคร่ครวญ แต่เรายังขนเงินไปบูชากันอีก ก็แปลว่ามารเขายังมีกำลัง มารเขามีอำนาจบังคับให้เป็นไปตามความต้องการของเขา นี่คือผลงานของมาร ที่เขายังต้มเราได้

     ข้าพเจ้าบรรยายมาถึงตรงนี้ ท่านถามว่า แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? สุดท้ายก็มาถึงคำตอบสุดท้ายว่า ขึ้นอยู่กับงานปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ ถ้ามารถูกดับหมดจริง เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่ปรากฏในโลก เพราะหมดตัวผู้บังคับ หมดตัวผู้ส่งวิชา ขณะนี้ผู้บังคับทั้งปวงของมาร ยังหลบอยู่ในเหตุลับในเหตุหาย ยังกำจัดได้ไม่หมดสิ้น ทั้งที่ข้าพเจ้าก็อยากให้หมดสิ้นจริง ๆ เสียที ประชาชนจะได้มีกินมีใช้ จะได้หมดทุกข์หมดโรคกันเสียที ห่างพ้นจากการถูกหลอกกันเสียที

วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๓เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชชนะศึก

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งให้ข้าพเจ้าได้ทราบ

     เมื่อข้าพเจ้าทราบแล้ว ข้าพเจ้าก็ทำใจ ไม่เกิดความรู้สึกเสียใจเหมือนเมื่อก่อน งานปราบมารของศึกษาฯ คราวนี้ ธาตุธรรมไม่ได้ลงทุนอะไรให้แก่ศึกษาฯ เลย”

     (บันทึกเล่มที่ ๒๕ หน้า ๑๙) วันนี้เป็นวันกองทัพบก เป็นวันที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงชนะศึก เป็นวันสำคัญ พระสมนโคดมทรงรับสั่งให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าก็รับฟัง จากนั้นมาที่กายธรรมของต้นธาตุ ทรงรับสั่งว่าพระองค์ก็ทราบมาอย่างนั้น ต่อจากนั้น ข้าพเจ้ามาที่ “ต้นใหญ่” ทรงกล่าวว่า “เรื่องจับเสือมือเปล่านั้น ต้นนิพพานเป็นเคยรับสั่งแล้ว ว่าธาตุธรรมไม่ได้ช่วยอะไรแก่ศึกษาฯเลย” ต่อจากนั้น ก็มาที่ ต้นนิพพานเป็น” ทรงกล่าวว่า “เรื่องนี้ฉันเคยบอกไว้แล้ว ว่าธาตุธรรมไม่ได้ลงทุนอะไรให้แก่ศึกษาฯ เลย ในฐานะที่ทำงานสำคัญทำงานใหญ่” เสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกจากนิโรธ ก็มาคิดว่า ชีวิตของเรานี้ทำวิชาปราบมารมาตลอด ไม่ได้หลับนอนสบายเหมือนคนอื่น จะต้องเข้าวิชารบกับมารทุกคืนวัน แม้วันที่เราเจ็บป่วย เราก็ต้องทำวิชา จะหยุดไม่ได้เลย แม้การเจ็บป่วยที่เราจะต้องตาย แต่เราก็ตายไม่ได้ อย่างเช่นป่วยด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียง ถึงขั้นผ่าตัด ผ่าตัดแล้ว ต้องฉายแสงตามวิธีการของหมอ แต่การฉายแสงนั้น ทำให้เราน้ำหนักลดลงอย่างมาก กินข้าวไม่ได้ ลิ้นไม่รู้รส เสียวฟันเคี้ยวไม่ได้ อ่อนกำลังลง น้ำหนักลดฮวบ ทำท่าจะตาย มีงานเผยแพร่ธรรมเข้ามาในระหว่างป่วยนั้น ก็ต้องไปนั่งเป็นประธาน แม้พูดไม่ได้เพราะไม่มีกล่องเสียงแล้ว เพราะกล่องเสียงถูกตัดไปแล้วก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการเขียนหนังสือโต้ตอบ เป็นการสื่อความกัน จะต้องสอบความรู้วิทยากรในระหว่างที่ป่วยนั้น เราก็ต้องทำงาน แม้ร่างกายจะอ่อนเพลีย แต่มันก็ไม่ตาย เกิดกัมมัฏฐานทางใจว่า เรานี้จะตาย แต่ก็ตายไม่ได้ ธาตุธรรมท่านสั่งไม่ให้ตาย วันนั้นอ่อนเพลียมาก เพราะกินข้าวไม่ได้ แต่มีงานเผยแพร่ธรรมเข้ามาในระหว่างป่วยนั้น ข้าพเจ้าจะไม่ไปทำงาน คือไม่ไปนั่งเป็นประธานให้ ธาตุธรรมท่านมาสั่งว่า ไม่ไปไม่ได้ ต้องไปให้เขา ข้าพเจ้าก็ต้องหอบสังขารไป ทั้งที่การป่วยไข้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น คิดว่าจะไม่ไหวเสียแล้ว แต่ก็สู้ไป แม้จะกินข้าวไม่ได้เลยแต่ก็ไม่เป็นลม หากเราตายไป แล้วเรื่องทุกอย่างมันจบลง ข้าพเจ้ายินดีตาย แต่ในเมื่อเรื่องยังไม่จบ เพราะการปราบมารยังทำไม่เสร็จ ธาตุธรรมจะยอมให้เราตายหรือ? แน่นอนที่สุด ที่พระองค์จะไม่ยินยอมให้เราตายแน่

     คนที่ทำวิชาปราบมาร ตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ ใครเล่าจะทนได้? แต่ข้าพเจ้าก็อดทนและทนอดมาแล้ว

     ในเบื้องหน้าจะอย่างไร? ข้าพเจ้ายังไม่รู้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่แบบคนป่วย พูดไม่ได้ แต่ใช้เครื่องช่วยพูดก็พอพูดอ้อแอ้ได้บ้าง พอฟังรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ยังดีที่พอสื่อความกันได้บ้าง ต้องไปหาหมอตลอด ต้องกินยาตลอด น่าเบื่อหน่าย การกินอยู่หลับนอนไม่เหมือนคนปกติ รวมความว่าน่าเบื่อหน่าย! ถึงจะเบื่อหน่ายปานใด? เราก็ต้องทำวิชาปราบมารตลอด แม้นอนหลับอยู่ ก็ต้องตื่นขึ้นมาทำวิชา อารมณ์ของข้าพเจ้าขึ้น ๆ ลง ๆ เสมอ ขึ้นอยู่กับผลของการเดินวิชา ถ้าดับมารได้ อารมณ์จะโปร่งใส แต่ถ้าดับมารได้ไม่หมด วิชาไม่เดินหน้า อารมณ์จะขุ่นมัวทันที เกิดอาการทุกข์ร้อนทันที คิดทันทีว่าจะเดินวิชาประการใดต่อไปอีก ใครมาขวางหน้า? เป็นอันไม่ถูกใจไปหมด ทั้งที่ไม่มีใครมาด่าพ่อด่าแม่เรา เหตุใดอารมณ์ของเราแปรผันไปได้? ทั้งที่เราก็ควบคุมใจของเราอยู่แล้ว

     นี่คือมารละเอียดเขามาดลใจอยู่ ยังไม่หมดไปจากใจ เขายังมาบังคับเราได้ เขาจะให้นึกคิดอย่างไร? มารเขาทำได้ทั้งนั้น ตลอดชีวิตของข้าพเจ้าสู้กับมารมาตลอด เอาใจไปจดจ่ออะไรไม่ได้เลย ต้องเอาใจเดินวิชาตลอดวันตลอดคืน หากเว้นจากการทำวิชาเพียงวันเดียว นั่นคือความหนักอกหนักใจจะมาสู่ วิชาไม่ก้าวหน้า ต้องกลับไปตั้งต้นกันใหม่ เสียเวลามาก เสียอารมณ์มาก วิชาดี อารมณ์จึงจะปกติ

     จะเห็นว่า งานปราบมารทำได้ยาก! จึงเห็นใจหลวงพ่อ เห็นใจทุกคนที่ทำวิชาปราบมาร ไม่ว่าจะทำได้ผลหรือไม่? ข้าพเจ้ามีความเห็นใจเขาเหล่านั้น ข้าพเจ้ารู้ถึงความทุกข์ยากของเขาเหล่านั้น เพราะเส้นทางนี้ ข้าพเจ้าเดินมาแล้ว

     พูดถึงความทุกข์ยากของหลวงพ่อ ยังไม่มีใครเล่าให้ฟัง ก่อนที่ท่านจะมาบวชนั้น ทุกข์ยากอย่างไร? เพราะคนที่จะบรรลุธรรมอย่างนี้ก็ดี หรือจะลงมาเกิดเพื่อปราบมารตามที่ธาตุธรรมผู้ใหญ่ท่านใช้มาก็ดี พอเราเข้าสู่ครรภ์มารดา มารเขาก็บดขยี้เราทุกรูปแบบแล้ว พอคลอดออกมาเป็นทารกน้อย ไม่ว่าใครก็ตาม จะมีประวัติว่าจะตายสถานเดียว ไม่มีอะไรราบรื่นเหมือนชาวบ้านเขา มีแต่เรื่องหวาดเสียว มีแต่เรื่องจะตาย มีแต่เรื่องอุปสรรค มีแต่เรื่องอันตราย สารพัดเรื่องที่จะโคจรเข้ามาบดขยี้เรา หลวงพ่อเก็บเรื่องไว้ไม่เล่าให้ศิษย์ได้ทราบ เกรงว่าถ้าเล่าให้ฟังแล้ว ศิษย์ทั้งหลายจะเกิดการย่อท้อต่อชีวิต ข้าพเจ้าพยายามจะรู้ ถามลูกหลานของหลวงพ่อ เขาเกิดทีหลังเขาก็ไม่ทราบอะไร? คนวัยเดียวกับหลวงพ่อท่านก็ตายไปหมดแล้ว จึงหมดโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ แต่ข้าพเจ้าก็พอเดาได้ เพราะอะไรจึงกล่าวอย่างนั้น? ดูตัวของข้าพเจ้าเอง โดยฟังจากพี่สาวคนโตที่เลี้ยงเรามา เขาก็จะว่า มีแต่ประวัติจะตายรายวัน” ทั้งนั้น เมื่อตอนเป็นทารกน้อยกำลังคลาน ก็มีประวัติว่าตกน้ำ โตขึ้นหน่อยยังวิ่งแก้ผ้า ต้องไปเลี้ยงควาย ถูกความขวิด แต่ก็รอดมาหวุดหวิดทุกคราวไป พอเข้าโรงเรียนประถมศึกษา มีแต่เจ็บไข้ตลอด น่ารำคาญ ครั้นมาเรียนระดับมัธยมก็ยังป่วยไข้อยู่อย่างนั้น คุณพ่อต้องดั้นด้นพามาฝากญาติที่กรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ พอค่อยยังชั่วขึ้น กลับไปเรียนในโรงเรียนกันใหม่ เจ็บไข้ก็เป็น ๆ หาย ๆ เรียนจบชั้นมัธยมแล้ว เข้าไปเรียนฝึกหัดครูที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่เรียนฝึกหัดครูอยู่นั้น ได้ไปหาหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ ฝึกเรียนวิชาธรรมกายจากหลวงพ่อ อาการของโรคปวดศีรษะจึงค่อยทุเลาลง แล้วก็หายเป็นปกติ ทำไมอาการป่วยไข้เรื้อรังของเราจึงต้องมาหายด้วยวิชาธรรมกาย? นี่คือคำถามที่เราถามตัวเอง

     พอเรียนจบโรงเรียนฝึกหัดครูแล้ว ก็เข้ารับราชการเป็นครูในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนโยธินบูรณะและที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศเป็นเวลา ๑๐ ปี ระหว่างที่เป็นครูอยู่นี้ ไปเรียนวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำกับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ไม่ขาดระยะเลย เปลี่ยนตำแหน่งราชการจากการเป็นครู ไปเป็นศึกษาธิการอำเภอในต่างจังหวัดในปี ๒๕๐๙ เริ่มแรกเป็นศึกษาธิการอำเภอในต่างจังหวัด ตามจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้

     (๑.) เป็นศึกษาธิการอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่ปี ๒๕๐๙-๒๕๑๔

     (๒.) ย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ตั้งแต่ปี ๒๕๑๔-๒๕๒๓

     ตอนไปเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก ได้พบกับแม่ชีถนอม อาสไวย์ สำนักของท่านเป็นบ้านส่วนตัว อยู่ข้าววัดท้องคุ้ง อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง หน้าบ้านเขียนป้าย สำนักวิปัสสนา แม่ชีถนอม อาสไวย์ สาขาวัดปากน้ำ” อยู่ติดเส้นทางหลวง รถประจำทางผ่าน นั่งรถประจำทางแล้วจะมองเห็นป้ายถนัด

     วันที่ข้าพเจ้าย้ายมาเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก ต้องไปรายงานตัวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทองก่อน ก่อนที่จะเข้าทำทำงานในตำแหน่ง ขณะที่นั่งรถประจำทางไปศาลากลางจังหวัดอ่างทอง เพื่อรายงานตัวต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นป้ายชื่อสำนักของแม่ชีถนอม เห็นป้ายชื่อสำนักแล้ว ก็นึกออกว่าเจ้าสำนักคือใคร? เพราะเราเคยเห็นท่านที่วัดปากน้ำ ตั้งใจว่าเสร็จงานราชการการรายงานตัวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว เราจะมาแวะดูสำนักวิปัสสนาของท่านให้ได้

     ครั้นเสร็จงานราชการแล้ว ข้าพเจ้าก็มาเยี่ยมสำนักดั่งที่ตั้งใจ ข้าพเจ้าจำแม่ชีถนอมได้ เพราะท่านกินหมากชอบบ้วนน้ำหมาก บนโคกโบสถ์วัดปากน้ำ แต่ไม่คุ้นเคยกับท่าน ท่านเห็นข้าพเจ้าแต่งกายเครื่องแบบราชการ ท่านก็ไต่ถามถึงความเป็นมา “มาทำราชการตำแหน่งอะไรที่จังหวัดอ่างทองนี้? ไม่เคยมีข้าราชการมาพบอีฉันเลย” ข้าพเจ้าก็บอกท่านว่า ผมมาทำราชการในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอป่าโมก ย้ายมาจากจังหวัดจันทบุรี วันนี้มารายงานตัวต่อจังหวัด ถือโอกาสมาคารวะแม่ชีด้วย” ท่านถามว่า “เคยรู้จักอีฉันมาก่อนหรือ?” ตอบว่า “ผมจำแม่ชีได้ เพราะผมไปเรียนวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ แม่ชีกินหมากปากแดง บ้วนน้ำหมากบนโคกโบสถ์วัดปากน้ำ” แม่ชีหัวเราะ พ่อคุณจำอีฉันได้แม่น” แล้วก็ถามว่า “เรียนวิชาธรรมกายมาอย่างไร? เรียนกับใคร? เรียนวิชาอะไร? ไหนลองเล่าวิชาให้อีฉันฟังหน่อยได้ไหม?”

     ข้าพเจ้าตอบว่า เรียนกับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ท่านก็พูดขึ้นว่า “อ๋อ !...เรียนกับแม่สุขหรือ? ไหน ... ลองว่าวิชาให้อีฉันฟังหน่อยซิ” แล้วข้าพเจ้าก็เล่าเนื้อวิชาที่เรียนมาให้ท่านฟัง ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วข้าพเจ้าก็ลากลับ

     ต่อมาอีกไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็ไปเยี่ยมท่านใหม่ เพราะระยะทางใกล้กันมาก สำนักของแม่ชีถนอมกับอำเภอที่ข้าพเจ้าทำงาน รถประจำทางวิ่งไม่เกิน ๑๐ นาที การพบกันคราวนี้แม่ชีถนอมพูดเปิดใจในวิชาธรรมกายที่ข้าพเจ้าเรียน ท่านพูดเป็นคำแรกว่า "วิชาที่คุณศึกษาฯ เรียนมานี้ มันเพี้ยนไป! ยังไม่ถูกแนวของหลวงพ่อ” ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ชอบใจ เพราะข้าพเจ้าเกิดการยึดมั่นถือมั่นเสียแล้ว เพราะเรียนมานานปี มันฝังจิตฝังใจเสียแล้ว เป็นวิชาที่หลวงพ่อค้นคว้าได้ เราเรียนมาแล้วทำไมแม่ชีคัดค้าน? ข้าพเจ้าเกิดความไม่พอใจ แต่ก็ไม่แสดงออกอะไร? เพราะเราเป็นข้าราชการ ไปบ้านเขาแล้วยังไปต่อล้อต่อเถียงเขา มันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง นี่คือความรู้สึกที่ข้าพเจ้ายังจำเหตุการณ์ไม่ลืม

     เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านพัก ตกกลางคืนก็มาใคร่ครวญถึงคำพูดของแม่ชีถนอม ว่าแม่ชีถนอมต้องมีเหตุผลอะไร? ท่านจึงแสดงความเห็นเช่นนั้น เราต้องฟังท่านดูก่อน เพราะแม่ชีถนอม อาสไวย์ เป็นผู้ที่มีชื่อว่าแก้โรคเก่งนัก ใคร ๆ ก็ทราบกิตติศัพท์เรื่องนี้ ตัดความเห็นส่วนตัวของเราออกไป ฟังความรู้ของท่านก่อนว่าท่านจะอธิบายอย่างไร? การที่เรายึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นเพราะเราเรียนมานาน มันฝังกระดูกเสียแล้ว จึงยากที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ครั้นข้าพเจ้าอบรมใจของข้าพเจ้าได้แล้ว ทำให้ทิฎฐิมานะลดลงบ้าง จึงกลับไปหาแม่ชีถนอมอีกครั้ง คราวนี้แม่ชีถนอมสั่งให้ข้าพเจ้าเดินวิชา ๑๘ กายตามแบบหนังสือ ๑๘ กายของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็ทำตามโดยไม่มีโต้แย้ง ไม่เดินวิชาแบบเดินฌานดังที่เคยฝึกกับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org