Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (12)
ปราบมาร5 (12) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

คนโบราณกล่าวไว้ว่า “คนขึ้นสวรรค์เท่ากับเขาโค แต่คนตกนรกเท่ากับขนโค” นั้นเป็นความจริง

     ยังจดจำภาพได้ติดตา ถึงการระลึกถึงญาติของข้าพเจ้าที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าจะนึกถึงใคร? พอตรวจไปแล้วก็พบว่า เขาผู้นั้นตกนรกเสียแล้ว แต่การค้นพบนั้น ต้องใช้เวลานานพอสมควร ส่วนใหญ่ก็พบในนรก ๘ ขุม ถ้าดื่มเหล้าก็ต้องไปดูที่ขุม ๓ เป็นอันว่าไม่พลาด คนดีที่ใจบุญสุนทาน ไม่คิดว่าจะตกนรก แต่ท่านก็ตกไปแล้ว สืบมาสืบไป ก็บาปกรรมเล็กน้อยเท่านั้น ไม่น่าที่จะตกนรกเลย ถ้าเป็นโจรร้าย เราไม่ว่า ปล้นจี้ฆ่าแกง เราไม่ว่า แม้ช้อนกุ้งตกปลา ซึ่งเป็นงานปกติของชาวชนบท ก็ตกนรกกับเขาด้วย ทำให้นึกถึงคำกล่าวของคนโบราณว่า “คนขึ้นสวรรค์เท่ากับเขาวัว (วัวมีเขา ๒ เขา) คนตกนรกเท่ากับขนวัว วัวตัวหนึ่งมีขนทั่วตัวนับไม่ถ้วน” คำกล่าวนั้นเป็นความจริง ไม่ว่าเราจะนึกถึงญาติท่านใด? ตรวจดูแล้วก็พบว่าตกนรก

     เราสงสารเขาอย่างมาก เพราะตกนรกโดยไม่มีเหตุอันควร บาปกรรมเพียงนิดหน่อยก็ตกนรกเสียแล้ว กว่าจะได้ผุดได้เกิดแต่ละคราว ไม่ง่ายเลย! เพราะต้องเสียเวลาในการไปอยู่ในอบายภูมิเช่นนั้น และโบราณท่านยังกล่าวต่อไปอีก “แผ่นดินพูดไม่ได้ เราก็ไม่ได้เกิด” เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เราที่เป็นมนุษย์จึงต้องทุกข์ร้อนกันทั้งโลก ทุกข์ร้อนกันทั้งที่มีชีวิตอยู่และเมื่อตายไปแล้ว ขณะที่มีชีวิตอยู่ เราทุกข์ร้อนไม่เท่าไร? แต่หลังจากตายไปแล้ว มันทุกข์แบบสาหัสร้อยเท่าพันทวี

     ใครก็ไปช่วยเราไม่ได้ทั้งนั้น? เราคงทุกข์ร้อนอยู่อย่างนั้น คนที่จะมีความรู้ไปช่วยเราในยามที่เราตกนรกนั้น ยังไม่มีใครทำได้ในโลกนี้ ไม่มีผู้วิเศษคนใดทำได้ จนปัญญาด้วยประการทั้งปวง

     แต่บังเอิญข้าพเจ้าเรียนวิชาธรรมกายมาจากลหวงพ่อวัดปากน้ำ และวิถีทางของชีวิตข้าพเจ้ามีบทบาทต้องมาทำวิชาปราบมาร จึงได้มารู้เห็นเรื่องของทุคติภูมิ คือได้รู้เห็นนรก อเวจี โลกันต์ ได้รู้เห็นเรื่องสวรรค์ จนถึงขั้นช่วยเหลือพวกเราได้ นี่คืออานิสงส์ของการทำวิชาปราบมาร

     ยังอยู่ในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้ เห็นผลงานตั้งแต่รุ่นหนังสือ “ปราบมารภาค ๑” พอช่วยญาติมิตรให้พ้นไปจากนรกได้แล้ว เกิดความสบายใจ เกิดความโปร่งใจ เพราะบางท่านมีคุณต่อเรา ยังจำได้ว่าเกิดสภาพใจเหิมเกริมขึ้นมา เมื่อเราช่วยญาติมิตรได้ เราก็ต้องช่วยผู้มีคุณต่อแผ่นดินได้ ระลึกถึงนักรบของไทยและระลึกถึงผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ที่รักษาบ้านเมืองให้เราได้อยู่อาศัยจนทุกวันนี้

     คิดในใจเท่านั้น แต่ยังไม่ทำอะไร? ต้องหาความรู้ก่อน ความรู้นั้นคืออะไร? จะเล่าให้ฟังดังนี้

ได้ทูลถาม “ต้นใหญ่” ว่าเรื่องอบายภูมิ มีความเป็นมาอย่างไร?

     หากท่านได้หนังสือปราบมารภาค ๑ ท่านคงจำได้ ข้าพเจ้าได้กราบทูลถาม “ต้นใหญ่” ว่า ขอพระองค์ได้ทรงโปรด เรื่องของทุคติภูมินั้น ตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ได้ไปตรัสรู้เป็นสัพพัญญูในโลกนั้น ทุคติภูมิมีอยู่อย่างไร? มีใครไปแตะต้องบ้างหรือไม่?”

     นี่คือคำถาม ที่เรากราบทูลถามไป

     ทรงตอบว่า ตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว ทุคติภูมิก็มีอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครไปแตะต้อง แต่เห็นหลวงพ่อท่านคิดอยู่ ยังไม่ทันได้ทำอะไร? หลวงพ่อก็มรณภาพไปก่อน”

การช่วยนักรบและช่วยผู้มีคุณต่อบ้านเมือง เหตุใดจึงไม่มีใครต่อต้าน?

ส่งผลให้ดับทุคติภูมิได้ในที่สุด

     งานแรก คืองานช่วยญาติมิตรให้พ้นจากนรก ใช้เวลายาวนานกว่าจะช่วยได้แต่ละคน ใช้เวลาหลายวัน เมื่อช่วยญาติมิตรได้ ทำให้ใจของข้าพเจ้าเหิมเกริม ไม่กลัวเป็นไม่กลัวตาย!!

     งานที่สอง ตั้งใจมั่นคงแล้ว เป็นอะไรเป็นกัน เราจะต้องช่วยผู้มีคุณต่อบ้านเมืองให้ได้ แผ่นดินนี้ท่านรักษาไว้ ท่านเป็นผู้ทำไว้ให้ หากบรรพบุรุษไม่ทำไว้ให้ เราไม่รู้จะอยู่ที่ไหน? หากผู้ควบคุมนรกเขาถามเหตุผลของการกระทำของเรา เราจะนำเรื่องนี้ตอบแก่เขา เรามีเหตุผลของเราอย่างนี้ หากใครขัดขวาง? เราจะต้องตัดสินใจสู้ เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เราไม่พอใจที่เขาทั้งหลายมีทุกข์ร้อน อันเกิดจาการเผาไหม้ในนรกขุมต่าง ๆ นั้น ใครกันแน่ที่ทำให้เกิดความเดือนร้อนเช่นนี้? นี่คือเหตุผลของเรา

     ตัดสินใจแล้ว ก็เดินวิชาทันที เข้าไปในนรกขุมต่าง ๆ ประกาศว่า ใครเป็นนักรบของไทยและผู้ทำความดีต่อบ้านเมืองให้ออกมาหาเราทั้งหมด? เสร็จแล้วก็เลื่อนแผ่นฌานกายธรรมออกมารองรับไว้ทั้งหมด เอามารวมไว้ที่ตีนเขาพระสุเมรุ สอนให้ทำภาวนาจนกว่าจะเกิดดวงปฐมมรรค หากยังไม่เกิดดวงปฐมมรรค แปลว่า ยังไม่ลืมเวทนาเดิมของนรก พอดวงปฐมมรรคเกิดแล้ว เราให้เขาฝึกวิชาต่อไปจนกว่าจะเกิดกายธรรม เขาอยากพ้นทุกข์อยู่แล้ว ทุ่มเทการฝึกที่เราบอก เขาทำได้! แล้วเราก็จัดให้เขาเข้าสู่สวรรค์ได้ทั้งหมด

     ดวงดีจริง ๆ ที่งานนี้บรรลุเป้าหมาย ไม่มีผู้คุมนรกท่านใดขัดขวางเลย! เป็นเพราะเหตุใดข้าพเจ้ายังไม่ทราบเหตุผล? ปล่อยให้ข้าพเจ้าทำงานแบบตามใจชอบ บัดนี้ เหตุการณ์ผ่านมาเป็นเวลา ๑๐ ปีกว่าแล้ว ก็ยังไม่ทราบเหตุผลอยู่เช่นเดิม

     การไม่มีใครข้าพเจ้าขัดวางเลยนั้น เป็นลู่ทางให้ข้าพเจ้าทำวิชาดับภูมิทั้งปวงได้หมดสิ้น เป็นผลงานตั้งแต่รุ่นปราบมารภาค ๑ แล้ว เรื่องราวของการพิจารณาทุคติภูมินั้น อยู่ในสมุดบันทึกเล่มที่ ๙ หน้า ๕๓

     เรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่าง ๆ ข้าพเจ้ายังระลึกได้ แต่ข้าพเจ้านำมาบรรยายไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของคนสำคัญหลายท่าน งานนี้ส่งผลให้ข้าพเจ้าเกิดความสบายใจ โล่งใจ! โปร่งใจ! สบายใจ! และปลื้มใจ! ขอให้นักรบเป็นสุข ขอให้ผู้มีคุณต่อบ้านเมืองมีสุข สมใจของเราแล้ว ที่เราได้ตอบแทนคุณของนักรบและตอบแทนผู้มีคุณต่อบ้านเมือง ข้าพเจ้าปลื้มใจที่ข้าพเจ้าทำได้ แม้วันนี้ข้าพเจ้าก็ยังปลื้มใจ

     งานต่อมาก็คืองานดับภพภูมิทุคติภูมิทั้งหมด มีความจำเป็นต้องทำลาย ไม่ทำได้อย่างไร? เพราะทุกคติภูมิทั้งปวงประกอบด้วย นรก อเวจี และโลกันต์ มารเขาทำไว้ทรมานมนุษย์ เมื่อมนุษย์ประพฤติผิด ภาคขาวควรทำโทษกันเอง จะทำกันอย่างไรก็ว่ากันไป เหตุใดจึงให้มารเขามาเกี่ยวข้องด้วย? การให้มารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้น มารเขาก็ลามปามไปกันใหญ่ แม้แต่มรรคผลนิพพาน มารเขาก็เข้ามายึดอำนาจปกครอง ดังที่เราท่านทราบชัดอยู่แล้ว

เหตุการณ์วันที่ดับทุคติภูมินั้นความวุ่นวายเกิดขึ้น

เนื่องจากยังไม่ได้จัดระบบปกครอง

     เหตุการณ์วันที่ภพภูมิของทุคติภูมิดับลง การทรมานก็สิ้นสุดลง สมาชิกในภพภูมิเหล่านั้นมีอิสรภาพ เราลำเลียงสมาชิกทั้งปวงลงมาที่ตีนเขาพระสุเมรุทั้งหมด เกิดความวุ่นวายเพราะยังไม่ได้จัดระเบียบการปกครอง ต่อเมื่อจัดระเบียบการปกครองแล้ว จึงเกิดความเรียบร้อย

     สมาชิกที่มาจากโลกันต์ มอบให้อรูปพรหม ๔ ชั้นดูแลสมาชิกที่มาจากอเวจี มอบให้พรหม ๑๖ ชั้นดูแล จะดูแลกันอย่างไร? ก็ตั้งกติกากันเอง นี่คือภาคขาวทำโทษกันเอง ไม่ใช่มารมาทำโทษเหมือนอดีตที่ผ่านมา ระดับโทษที่กระทำต่อสมาชิกเหล่านั้นมีอย่างไร? เรื่องนี้ไม่ยาก ทุกข์ร้อนที่ได้รับนั้น เบากว่าให้มารมาทำโทษเองมาก เพราะภพภูมิที่มารทำขึ้นนั้น มารเขาเอาดวงบาปมาทำเป็นเครื่อง ให้เครื่องปรุงแต่งเป็นพันธนาการบังคับกายบังคับใจ ให้สมาชิกที่เข้าสู่ภพภูมิของเขา เกิดทุกขเวทนาในรูปแบบต่าง ๆ

     ตั้งแต่จัดระบบปกครองแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้ไปดูอีกเลยว่าผู้คุมของเราทำโทษสมาชิกที่ยังไม่พ้นโทษกันอย่างไร?

     พวกเราที่ตายกันในทุกวันนี้ ก็ต้องไปที่ตีนเขาพระสุเมรุก่อน จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ตรวจสอบผลบุญผลบาปตลอดเวลาที่เราอยู่บนโลก ใครทำกรรมดี? ก็สู่สวรรค์ ส่วนใครที่ทำกรรมบาป เขาก็พิจารณาโทษ แจกจ่ายระดับโทษไปตามความหนักเบา พวกเราคือภาคขาวด้วยกันเอง ทำโทษกันเอง ไม่ให้มารมาทำโทษเหมือนกาลก่อนที่ผ่านมา

     เขาก็จะถามท่านว่า รู้จักลุงการุณย์ บุญมานุช หรือไม่? ถ้าท่านตอบว่ารู้จัก แปลว่าท่านจะโชคดีแล้ว เคยช่วยข้าพเจ้าและเคยร่วมกิจกรรมการเผยแพร่ธรรมกับข้าพเจ้าด้วย อย่างนี้ก็สะดวกโยธินด้วยประการใด ๆ

     ท่านทั้งหลายให้ข้าพเจ้าช่วยตรวจญาติของตนที่ตายไปว่า ตายไปแล้วไปอยู่ที่ใด? เป็นสุขหรือทุกข์ร้อนอย่างไร? ความรู้อย่างนี้ เวลานี้ไม่มีเกจิอาจารย์ใดทำได้แล้ว! เป็นที่น่าเสียใจมาก! แปลว่าความรู้ของเกจิอาจารย์ยังใช้อะไรไม่ได้เลย ท่านใดไม่เกเรจนเกินไป ข้าพเจ้าก็ช่วย แต่ถ้าทำแต่บาปอย่างเดียว ข้าพเจ้าช่วยไม่ได้ จะไปช่วยคนใจบาปได้อย่างไร? ต้องเห็นใจข้าพเจ้าบ้าง แต่ถ้าเป็นคนดี แต่เกิดความพลั้งพลาด อย่างนี้ร้อยทั้งร้อยข้าพเจ้าช่วยได้หมด บางรายส่งเงินช่วยกิจการของข้าพเจ้าตลอดมา ต่อมาบิดามารดาของท่านหรือญาติของท่านเสียชีวิตไป กรณีอย่างนี้สบายมาก เพียงแต่เราเข้านิพพานคำนวณดวงบารมีออกมา แล้วก็หยิบยื่นให้แก่ผู้ตาย เขาก็ไปสู่สุคติอย่างสะดวกโยธิน แต่ว่าต้องให้ข้าพเจ้าดูภาพถ่ายประกอบด้วย ป้องกันมารเขาแปลงกายมา สวมรอย เรื่องนี้ต้องระวัง การตรวจต้องทำให้รอบคอบ

สรุปว่า ๒ เรื่องแล้วที่ข้าพเจ้าแสดงความคิดเห็นว่า

เหตุใดงานปราบมารในอดีตจึงไม่ได้ผล?

     ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไว้ ๒ เรื่องเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาคือ การเดินวิชาไปให้สุดนิพพานให้ได้ และต้องดับทุคติภูมิที่มารทำไว้ให้จงได้

     รายละเอียดของเรื่องทั้ง ๒ มีอย่างไร? ข้าพเจ้าบรรยายมาพอสมควรแล้ว หากเราเดินวิชาไปไม่สุดนิพพาน เราจะทราบอำนาจปกครองของภาคขาวได้อย่างไร? นี่คือเหตุผล! และการไม่ดับทุคติภูมิที่มารเขาทำไว้ เหตุใดเราจึงไม่คิดทำกัน? เพราะทุคติภูมิคือเครื่องมือของมาร มารเขาทำไว้ทรมานพวกเรา ทำให้เราล่าช้าต่อมรรคผลนิพพาน ปล่อยให้ทุคติภูมิทรมานพวกเราอยู่ทำไม? หากอ้างว่ากลัวมาร เราจึงไม่กล้าตัดสินใจ ถ้าอ้างอย่างนั้นข้าพเจ้าก็ว่าข้าพเจ้ากลัวกว่าใคร ๆ เพราะข้าพเจ้าเป็นวิชาแบบมวยวัดเท่านั้น ไม่เป็นวิชาเหมือนผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ถ้าพูดถึงกิเลสมากน้อย ข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้ามีกิเลสมากกว่าใคร ๆ หากท่านอ่านตำราที่ข้าพเจ้าเขียนทุกตำรา จะพบว่า ข้าพเจ้าไม่เคยพูดว่า ข้าพเจ้ามีกิเลสน้อย แต่จะพบว่าข้าพเจ้ามีกิเลสมาก ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารคราวนี้ เป็นเพราะธาตุธรรมท่านร้องขอ ข้าพเจ้าเกรงใจ แต่ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้ามีบุญ เพราะข้าพเจ้ามีจักรพรรดิชั้นดี เพราะมี ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู” มาช่วยผลงานปราบมารจึงออกมาดี

     การที่ทุคติภูมิยังมีอยู่และสืบทอดมาถึงยุคของข้าพเจ้า เป็นตัวบ่งชี้ว่า ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้กันเลย ปัญหาทุกปัญหาจึงสะสมกันมา จนยากแก่การแก้ไข

เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งคือเรื่องวันวิสาขบูชาของนิพพาน

มาเกิดขึ้นในยุคของข้าพเจ้าได้อย่างไร? ข้าพเจ้าตกใจมาก

     วันวิสาขบูชาคืออะไร? ท่านได้อ่านผ่านมาแล้ว วันวิสาขบูชาของนิพพานเกิดขึ้นได้อย่างไร? ท่านอ่านผ่านมาแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล่าวซ้ำอีก

     ประเด็นสำคัญที่เราจะพูดกันก็คือ เหตุใดจึงเพิ่งเกิดมีวันวิสาขบูชา? การที่เพิ่งเกิดวันวิชาขบูชาของนิพพานขึ้นนั้น เป็นตัวบ่งชี้ให้เราทราบอะไรบ้าง? เป็นเรื่องที่เราต้องคิด ข้าพเจ้าบรรยายเนื้อหามาแล้ว จึงไม่กล่าวอีก

     สรุปแล้ว งานปราบมารที่แล้วมานั้น ยังไม่ไปถึงไหนเลย! ปัญหาทุกเรื่องยังไม่ได้รับการแก้ไขอะไรเลย และการที่ธาตุธรรมทรงกล่าวเรื่องราวให้ข้าพเจ้าทราบ ทรงกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าพเจ้ารับฟังด้วยดี ปัญหาจึงมาตกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำไหวหรือ? เพราะข้าพเจ้าไม่มีกำลังเลย จะเอาเงิน เงินก็ไม่มี จะเอาคน คนก็ไม่มี จะเอาอะไร? เอาไม่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีอะไรเลย! ข้าพเจ้าน้อยใจในตัวของข้าพเจ้า ถึงกับเขียนในตำราว่า “การปราบมารคือละครเรื่องข้ามาคนเดียว” หมายความว่า งานปราบมารของข้าพเจ้านั้น หาคนช่วยไม่ได้เลย เหมือนกับว่าเรามาคนเดียว เหมือนกับว่าเราอยู่คนเดียวในโลกนี้ พึ่งพาอาศัยใครไม่ได้เลย

     เหตุที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะมารเขามาระเบิด ไม่ให้ใครมาช่วยเรา เขาระเบิดดวงสมบัติ ไม่ให้เรามีกินมีใช้ เพื่อให้เราหมดเสบียง จะได้แพ้เขาในทันใด มารเขาบดขยี้เราทุกรูปแบบ เราจึงอยู่ในฐานะขัดสนสารพัด ยังจำได้คราวนั้นดำรงตำแหน่งราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง วันเสาร์ที่จะถึงนี้ เราต้องเดินทางไปถวายความรู้วิชาธรรมกายแก่พระสงฆ์ที่จังหวัดสุโขทัย ก่อนเดินทาง ข้าพเจ้าจะต้องเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว จึงเดินทางไปตลาดจังหวัดอยุธยาเพื่อซื้อสิ่งของ ระหว่างเดินทาง รถแท๊กซี่พลาดอย่างไรไม่ทราบ? ตกลงไปในท้องร่องข้างถนน น้ำเข้ามาเต็มรถเนื่องจากเป็นฤดูฝน ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าหลุดออกมาจากรถได้อย่างไร? พอตั้งสติได้ เอมือจับหน้าอกทันที ถ้าเราตายในคราวนี้ งานสอนวิชาธรรมกายถวายแก่พระสงฆ์ที่จังหวัดสุโขทัยจะทำอย่างไร? พระสงฆ์จะคอยเราจนเก้อแน่ แต่เราดวงดีที่ยังไม่ตาย พรุ่งนี้เราก็เดินทางไปสอนได้ตามกำหนด

     พอถึงขั้นเดินทางจริง ปรากฏว่าพระสงฆ์รูปหนึ่งจะร่วมเดินทางไปด้วย จะทำอย่างไรดีในเมื่อค่ารถไปพอเสียแล้ว เราเป็นถึงศึกษาธิการอำเภอ จะให้พระสงฆ์ออกค่ารถเอง ก็จะเสียหน้าเรา ต้องรีบไปยืมเงินเพื่อนหัวหน้าส่วนราชการ และกว่าจะได้เงินมาเป็นค่าเดินทาง ก็ทำให้เราเสียอารมณ์ เพราะไม่มีใครเขามีเงินเหลือเฟือ เขามีแต่เงินที่จะใช้ประจำวันเท่านั้น

     ที่เล่าให้ฟังนี้ เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะทำอะไร? มีอุปสรรคไปหมด ทุกอย่างมีปัญหาทั้งนั้น

     นี่คือ เหตุการณ์หนึ่งในงานเผยแพร่วิชาธรรมกายของข้าพเจ้ายังไม่ถึงขั้นตอนปราบมาร พอมาถึงยุคปราบมาร อุปสรรคทั้งปวงทวีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทันที ถ้าเราทนต่ออุปสรรคไม่ไหว ก็แปลว่า เราแพ้มารตั้งแต่ต้นมือแล้ว

     ไม่มีใครรู้ว่า งานปราบมารนั้นมีอุปสรรคปานใด? ข้าพเจ้าพบมาแล้วอย่างโชกโชน จึงเห็นใจหลวงพ่อของเราอย่างมาก หลวงพ่อมีบทบาทเป็นเจ้าอาวาส ต้องรับผิดชอบต่อพุทธบริษัทที่อยู่วัดทั้งหมด ต้องรับผิดชอบต่องานจัดการศึกษาให้แก่พระเณร อุบาสก อุบาสิกา จัดโรงเรียน จัดครู จัดที่อยู่ที่อาศัย อาหารการกิน การเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วจะมีเวลาที่ไหนไปคุมวิชาปราบมารให้แก่เวรต่าง ๆ ที่ทำวิชาปราบมาร? หลวงพ่อตั้งเวรทำวิชา ๖ เวร ๆ ละ ๔ ชั่วโมง รวมแล้วทำวิชาตลอด ๒๔ ชั่วโมง เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี นี่คือข้อมูลที่เราเรียนรู้มาได้

     นี่คือ งานปราบมารในยุคของหลวงพ่อ หัวหน้าเวรคือใครบ้าง? เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้คือ

(๑.) คุณตรีธา เนียมขำ

(๒.) คุณฉลวย สมบัติสุข

(๓.) แม่ชีญาณี ศิริโวหาร

(๔.) แม่ชีถนอม อาสไวย์

(๕.) แม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ

(๖.) แม่ชีชั้น จอมทอง

     มี ๒ ท่านเท่านั้นที่ข้าพเจ้าไม่เคยสนทนาด้วย คือแม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ และแม่ชีชั้น จอมทอง ส่วนหัวหน้าเวรอีก ๔ ท่านรู้จักข้าพเจ้าเป็นอันดี สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายก็คือ ในยุคการปราบมารของหลวงพ่อ ไม่มีตำราให้เราได้ศึกษาเล่าเรียนเลย เราจึงไม่ทราบว่างานปราบมารในยุคนั้น มีผลงานอะไรบ้าง? คงมีแต่เรื่องกระเส็นกระสายพูดคุยสืบต่อกันมา เป็นเหตุการณ์บางเหตุการณ์เป็นเรื่องราวบางเรื่องราวเท่านั้น เราจะนำมาเป็นตำรับตำราไม่ได้

     พอมาถึงสมัยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความจำเป็นที่ต้องทำตำราไว้ทั้งหมด เหตุใดจึงต้องทำตำราไว้? นี่คือประเด็นสำคัญ

     ข้าพเจ้าเคยกล่าวแล้วว่า ในสากลโลกในสากลธรรมนี้มีสำคัญเรื่องเดียว คืองานปราบมาร ความรู้ปราบมารยากที่ใครจะรู้? ยากที่ใครจะเห็น? ยากที่ใครจะเข้าถึง? ยากที่ใครจะทำ? เพราะเป็นการต่อสู้กันระหว่างภาคพระกับภาคมาร ต่างฝ่ายต่างจ้องจะดับวิชาของฝ่ายตรงข้ามเสมอไป ฝ่ายใดวิชาถูกดับ? ฝ่ายถูกดับจะเป็นผู้แพ้เสมอไป

     ไม่มีใครอยากแพ้? มีแต่อยากชนะ เมื่ออยากชนะ ก็ต้องรักษาวิชาไว้ให้จงดี วิชาเพี้ยนไปไม่ว่าจะโดยเหตุใด? นั่นคือลางบอกเหตุว่าจะแพ้แล้ว เพี้ยนมากก็แพ้หมดรูป เพี้ยนน้อยก็แปลว่า ใกล้จะแพ้ราบคาบแล้ว

     การแทรกซึมทางวิชาของมาร เขาทำได้แยบยลจริง ๆ หลวงพ่อท่านสอนความรู้ไว้แล้ว พวกเราพิจารณากันบ้างหรือเปล่า? ว่ามารเขามียุทธศาสตร์การแทรกซึมของวิชาอย่างไร? เห็นพวกเราท่องกันจนจำได้ว่า หุ้ม-เคลือบ-เอิบ-อาบ-ซึม-ซาบ-ปน-เป็น-สวม-ซ้อน-ร้อยไส้ แต่พอให้อธิบายให้ฟัง ไม่มีใครแสดงความรู้ได้เลย แม้แต่คำว่า “กลาง” ซึ่งมักจะว่าตามกันมาคือ กลางของกลาง กลางของกลาง ๆๆ ดับหยาบไปหาละเอียด ๆๆ” แต่อธิบายความหมายไม่ได้ มีวิธีปฏิบัติทางใจอย่างไร? หาคนอธิบายไม่ได้แล้ว น่าเสียใจมาก!

ขั้นตอนการจู่โจมทางวิชาของมาร

     เขายิงวิชาของเขาให้แทรกซ้อนในวิชาของภาคขาวอย่างมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้

(๑.) ขั้นตอนแรก คือ หุ้ม หมายถึง เขากระทำการแล้ว ได้แก่ การอมไว้ เหมือนราหูอมจันทร์

(๒.) ขั้นตอนต่อมา คือ เคลือบ เมื่อห่อหุ้มได้ที่ดีแล้ว ก็เป็นขั้นตอนเคลือบ ก็เหมือนเราเทน้ำยาราดลงไปที่กระถางดินเผาของเรา น้ำยาก็แทรกเข้าไปในเนื้อกระถางดินเผา

(๓.) ขั้นตอนต่อมา คือ เอิบ ก็คือ เคลือบให้แนบแน่นยิ่งขึ้นนั่นเอง

(๔.) ขั้นตอนต่อมา คือ อาบ ก็คือ ทำให้ทั่ว ราดลงไปให้ทั่ว เอิบให้ละเอียดเข้าไป

(๕.) ขั้นตอนต่อมา คือ ซึม ก็คือแทรกซึมเข้าไปให้ทั่ว

(๖.) ขั้นตอนต่อมา คือ ซาบ ก็คือ ซึมให้ละเอียดเข้าไป

(๗.) ขั้นตอนต่อมา คือ ปน ก็คือ ปนกัน ปะปนเข้ามา

(๘.) ขั้นตอนต่อมา คือ เป็น ก็คือ ปะปนจนได้ดีแล้วจนถึงขั้นที่มองดูแล้ว เป็นของเราไปเสียแล้ว มารแท้ ๆ แต่เราเห็นว่าเป็นภาคพระ เป็นวิชาของพระไปเสียแล้ว

(๙.) ขั้นตอนต่อมา คือ สวม ก็คือ การเข้ามาปนเป็น จนถึงขั้นว่าเป็นตัวจริง ของปลอมแท้ ๆ แต่เราเห็นว่าเป็นตัวจริงไปได้ นี่คือวิธีแทรกซ้อนทางวิชาของมาร

(๑๐.) ขั้นตอนต่อมา คือ ซ้อน ก็คือการทำสวมอย่างละเอียดเข้าไป ทำให้หลายชั้น

(๑๑.) ขั้นตอนต่อมา คือ ร้อยไส้ ก็คือยึดปกครองได้เต็มรูปแบบ คือ เข้าถึงกลางได้ กลางก็คือกลางดวงธรรม ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม การเปรียบเทียบก็คือ ข้าศึกเข้าเมืองหลวงได้แล้ว การรบตั้งแต่อดีต เมื่อเข้าถึงเมืองหลวงได้แล้ว ถือว่าชนะแล้ว ฝ่ายถูกยึดต้องประกาศยอมแพ้

     นี่คือ ขั้นตอนการแทรกซึมของมาร ที่เขาจู่โจมเข้ามาในวิชาของภาคขาว มีขั้นตอนมากมาย เราต้องจำให้ได้ ต้องแม่นตำรา ต้องหมั่นตรวจสอบความรู้กับตำรา อย่าให้วิชาเฝือ อย่าให้วิชาเพี้ยน

การเดินวิชาต้องเข้ากลางเสมอไป

     “กลาง” ก็คือ กลางดวงธรรมตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม ดวงธรรมเป็นมรรค คือเป็น “ทาง” ให้ใจเดิน ถ้าไม่มีดวงธรรม ก็เหมือนกับไม่มีมรรค (ทาง) ส่งผลให้ใจเดินวิชาไม่ได้ ดวงธรรมก็คือ ดวงธรรม ๖ ดวง ดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ดวงธรรมมีมากมายเป็น เถา-ชุด-ชั้น-ตอน-ภาค-พืด.. ละเอียดเข้าไปเรื่อย นี่กล่าวเพียงย่อ ๆ เท่านั้น ให้ท่านกลับไปอ่านเรื่องดวงธรรม ๖ ดวงอีกอีกครั้ง เพื่อประกอบความเข้าใจ

     นี่คือ แนวการเดินวิชาที่หลวงพ่อท่านสอน พวกเราจำวิชาได้ แต่ไม่เข้าใจความหมาย ข้าพเจ้าจึงอธิบายให้ฟังเพียงย่นย่อ เพราะกล่าวพาดพิงถึง มีความจำเป็นต้องอธิบายพอสมควร เดี๋ยวนี้หาคนเป็นวิชาได้ยากแล้ว แม้จะเรียนมาจากหลวงพ่อโดยตรงเป็นเพราะไม่หมั่นเดินวิชาประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ทวนความรู้กับตำรา ไม่ว่าใครทั้งนั้น หากเข้ากฎเกณฑ์ดังว่านี้ ถือว่าวิชาใช้ไม่ได้แล้ว จะให้ใช้ได้ ก็ต้องตั้งต้นเรียนกันใหม่! เริ่มต้นกันใหม่! ฝึกฝนกันใหม่! วางรากฐานกันใหม่! ท่านจะมีความเพียรหรือไม่? ข้าพเจ้าพูดเสมอว่า วิชาธรรมกายคือลู่ทางสู่มรรคผลนิพพาน เป็นความรู้ชั้นสูงในพระพุทธศาสนา เรียนยาก! เข้าถึงยาก! และยากต่อการรักษา! ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมารเขาคอยจ้องจะดับวิชาอยู่ทุกลมหายใจ เขาใช้วิธีสอดละเอียดเข้ามาที่ใจเราก่อน หากเขาสอดละเอียดเข้ามาได้ ส่งผลให้ความเชื่อของเราเพี้ยน และทำให้วิชาเฝือ และเกิดความผิดเพี้ยนโดยทันที ต่อจากนั้น ก็จะเพี้ยนตลอดไป มีผลกระทบต่อมรรคผลนิพพานทันที คือมรรคผลนิพพานล่มสลาย ทุกวันนี้เราเห็นตัวอย่างกันอยู่แล้วไม่ว่าที่ไหนความรู้ก็เพี้ยนวิชาก็เพี้ยน แต่ก็อ้างว่าเรียนมาจากหลวงพ่อ แต่พอถามว่าเคยเปิดตำราทบทวนความรู้บ้างหรือเปล่า? ท่านไม่ตอบคำถามของข้าพเจ้า? หากเรียนกันแบบเพี้ยน ๆ แม้จะเรียนกันมาร้อยปีพันปี ก็ถือว่าใช้การไม่ได้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจให้ตรงกันว่า มารเขาเก่งมาก หากเขาสอดละเอียดไปในที่ใด? ที่นั่นจะต้องมีเรื่องมีราวทันที ประเทศเดียวกันแท้ ๆ ก็ยังแตกออกเป็น ๒ ประเทศได้ เช่น เวียดนาม เยอรมัน เกาหลี เป็นต้น ศาสนาเดียวกันยังแตกเป็น ๒ นิกายได้ แปลว่า มารเขาทำได้ทั้งนั้น แล้ววิชาธรรมกายของเรา มารเขาก็สอดละเอียดได้เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าหวังดีต่อการเรียนวิชาธรรมกาย จึงขอเตือนและกำชับไว้ เพราะข้าพเจ้ารู้เห็นฤทธิ์เดชของมารแล้ว หากมารสอดละเอียดในวิชาของเราเมื่อไร? วิชาของเราจะเพี้ยนไปหมด ส่งผลให้เราพบกับความล้มเหลวด้วยประการทั้งปวง

     ข้าพเจ้าบรรยายเรื่องคำกล่าวของธาตุธรรมมายาวแล้ว ก็เพื่อให้เกิดข้อคิดแก่ผู้ศึกษาเล่าเรียน ธาตุธรรมท่านบอกว่า ปราบมารมีมาแล้วในอดีตหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่การปราบมารในยุคนี้ คือยุคของ ต้นปราบ ตรีภพ หละหยกชมพู” ได้ผลมาก ข้าพเจ้าเสนอความคิดไว้ ๓ เรื่องดังนี้

     (๑.) ต้องเดินวิชาไปให้สุดนิพพานให้จงได้

     (๒.) ต้องดับทุคติภูมิให้จงได้ เพราะทุคติภูมิคือเครื่องมือของมาร

     (๓.) เรื่องดวงธรรม ๖ ดวง เพราะดวงธรรมทั้งปวงเป็นทะเลรู้ทะเลญาณของภาคขาว เมื่อแก้ปัญหาทะเลรู้ทะเลญาณได้แล้ว จึงมาถึงเรื่องเกิดวันวิสาขบูชาของนิพพาน

     เนื้อหาสาระของเรื่องทั้ง ๓ มีอย่างไร? ท่านอ่านผ่านมาแล้ว ข้าพเจ้าเสนอความคิดได้บ้าง เพราะข้าพเจ้ามีประสบการณ์ เนื่องจากทำวิชาพบเหตุการณ์มาแล้ว ความรู้ประการอื่น ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่ทราบ ความรู้ของข้าพเจ้ายังไปไม่ถึง ข้าพเจ้ายังให้ข้อคิดไม่ได้ เพราะงานปราบมารของข้าพเจ้าได้ผลเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น งานปราบมารยังต้องทำต่อไป จะมีข้อยุติประการใด? ท่านต้องติดตามต่อไป

     ท่านต้องทราบไว้เรื่องหนึ่งว่า ในสากลโลกและสากลธรรมนี้ มีเรื่องสำคัญเรื่องเดียว คือเรื่องปราบมาร ธาตุธรรมท่านบอกให้ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า ตั้งแต่อดีตกาลมาแล้ว ธาตุธรรมของธรรมภาคขาวต่อสู้กับงานปราบมารติดต่อกันมา วิธีทำของพระองค์ก็คือส่งคนของท่านให้มาเกิด เพื่อให้มาทำวิชาปราบมาร ธรรมภาคขาวจะได้พ้นจากปกครองของมารเสียที เพราะการที่ถูกมารปกครองนั้น เกิดคามเสียหายเป็นอันมาก ความเสียหายมีอย่างไรนั้น? ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนังสือปราบมารทุกภาค ขอให้ท่านสรุปความเสียหายออกมาให้จงได้ แต่งานปราบมารไม่ง่ายอย่างที่ธาตุธรรมผู้ใหญ่ท่านคาดคิด แม้กระนั้นก็ไม่ละเลยต่อความพากเพียร งานปราบมารคงทำตลอดมา ดังที่ข้าพเจ้าไดนำเรื่องราวมากล่าวแล้ว แต่งานปราบมารในยุคของ ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู” ได้ผลงานทะลุเป้าหมาย เหมือนกับว่าเราได้เกิดใหม่ เหมือนกับว่าเราฝันไป ความสิ้นหวังทั้งปวงกลายเป็นอนาคตใหม่ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าเรื่องทั้งปวงนี้จะมีขึ้นในสมัยที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร

     ตำราปราบมารเกิดขึ้นแล้วในโลกของเรา เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกของโลก!

     เป็นหลักฐานที่ผู้เป็นบัณฑิตจะได้ตรวจสอบ เป็นข้อมูลที่ผู้เป็นบัณฑิตจะได้พิจารณา เป็นเอกสารที่ผู้เป็นบัณฑิตจะได้ศึกษาค้นคว้า ควรที่ผู้คงแก่เรียนทั้งหลายจะได้พิสูจน์กันในวันนี้ ข้าพเจ้าพร้อมที่จะชี้แจงพร้อมที่อธิบายอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง ขอให้เกจิอาจารย์ทั้งปวงรวมตัวกันไปพิสูจน์ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาพูดกันแบบลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาวิจารณ์กันเล่น ๆ หากท่านประสงค์จะเรียนรู้และเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าให้การต้อนรับด้วยความยินดี เพราะความรู้ว่าด้วยการปราบมารนั้น ควรที่เราท่านจะต้องเรียนรู้ และอนุรักษ์สืบสานไปชั่วลูกชั่วหลาน เป็นความรู้สำคัญที่ไปศึกษาเล่าเรียนที่ใดในโลกไม่ได้ เพราะที่ใดในโลกไม่มีความรู้อย่างนี้ ไม่มีในมหาวิทยาลัยใดทั้งนั้น มีก็แต่ในบ้านเราคือเมืองไทยเท่านั้น

     ผู้ที่จะบอกความรู้ทั้งปวงให้แก่ผู้คงแก่เรียนได้ ก็คือ ลุงการุณย์ บุญมานุช เพราะข้าพเจ้ามีประวัติว่าเป็นผู้ปราบมารและเสนอผลงานปราบมารไปแล้ว เป็นหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ รวมทั้งเล่มนี้ด้วย เป็นหนังสือปราบมาร ๕ ภาค นี่คือหลักฐานที่เป็นเอกสาร

     หลักฐานสำคัญที่เป็นเอกสารอีกประการหนึ่ง คือ ลุงการุณย์ บุญมานุช เป็นผู้เขียนขยายความรู้วิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ต่อคำถามที่ว่า มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเขียนขยายความรู้วิชาธรรมกาย? ตอบว่า วิชาธรรมกายไม่ว่าจะหลักสูตรใด? มีความยากทั้งนั้น! ยากต่อการเข้าใจ! ยากต่อการตีความ! ยากต่อการเรียนรู้! ยากต่อการเข้าถึง! ยากต่อการปฏิบัติ! ยากต่อการรักษา! ยากทุกบท! ยากทุกหลักสูตร! สรุปแล้ว วิชาธรรมกายยากทั้งหมด หากข้าพเจ้าไม่นำบทความรู้แต่ละบทมาอธิบายความหมาย ความยากก็จะอยู่อย่างนั้น ความยากก็จะเป็นไปเช่นนั้น ส่งผลให้วิชาสูญในเร็ววัน เนื่องจากไม่มีใครปฏิบัติได้ ทุกคนทราบเป็นอันดีว่า วิชาธรรมกายเป็นของสูง เป็นความรู้ชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ไม่มีศาสนาใดมีความรู้อย่างนี้ ความรู้นี้มีเฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น ผู้ที่จะมาค้นคว้าพบความรู้นี้ก็คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนอื่นค้นคว้าไม่ได้ เพราะบารมีธรรมไม่พอจึงค้นวิชานี้ไม่ได้ วันที่พระพุทธเจ้าค้นพบวิชานั้น เป็นวัฒนธรรมสืบต่อกันมาของหน่อเนื้อพุทธางกูร คือวันวิสาขบูชา นั่นเอง ความรู้นี้เราท่านทราบกันแล้ว แต่เป็นการบังเอิญที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมาค้นพบวิชานี้เข้า ท่านจึงเขียนความรู้เรื่องนี้ไว้ เป็นตำรา ๔ หลักสูตร คือ

     (๑.) วิชาธรรมกายเบื้องต้น คือ วิชาธรรมกายหลักสูตร ๑๘ กาย เราท่านรู้จักกันดี เพราะทางวัดปากน้ำพิมพ์แจกมานานแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องอธิบายอีก เพราะเราก็เคยเห็นเคยอ่านแล้วทุกคน

     (๒.) วิชาธรรมกายหลักสูตรระดับกลาง เรียกว่า คู่มือสมภาร” พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ พิมพ์ถวายสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นความรู้ ๑๕ บท หากรวมภาคผู้เลี้ยงด้วยจะเป็น ๓๐ บท

     (๓.) วิชาธรรมกายหลักสูตรระดับยาก เรียกว่า "วิชชามรรคผลพิสดาร” เป็นความรู้ ๔๖ บท ซึ่งพระมหาจัน ป.ธ. ๕ เป็นผู้รวบรวมไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๘๑ ทางวัดปากน้ำได้นำมาจัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๗ จำนวน ๕๐๐ เล่ม

     (๔.) วิชาธรรมกายระดับยากมาก เรียกว่า “วิชชามรรคผลพิสดารภาค ๒” เป็นความรู้หลากหลาย ซึ่งทางวัดปากน้ำได้นำมาจัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๙

     (๕.) ยังมีวิชาธรรมกายอีกหลักสูตรหนึ่ง คุณฉลวย สมบัติสุข เล่าว่า ไม่ทราบว่าใครมายืมหลวงพ่อไป? หลวงพ่อก็ให้ไป แล้วไม่นำส่งคืน จนบัดนี้ข้าพเจ้ายังเข้าวิชาติดตามอยู่ ขอให้ได้ต้นฉบับคืนมา แล้วข้าพเจ้าจะนำมาขยายความให้ ขอให้ท่านผู้ยืมไป โปรดนำส่ง ลุงการุณย์ บุญมานุช บ้านเลขที่ ๑/๓๑ ถนนพระยาตรัง ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ๒๒๐๐๐ โทร. (๐๓๙) ๓๑๓๗๕๐ ข้าพเจ้าจะขอบพระคุณอย่างมาก และจะมีรางวัลให้อย่างงาม ท่านผู้ยืมไป ถึงท่านเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว โปรดนำส่งข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะเผยแพร่แทนท่าน

     โปรดจำไว้ว่า หลวงพ่อมรณภาพเมื่อปี ๒๕๐๒ ความรู้สำคัญคือ วิชาธรรมกายระดับยาก ได้แก่ “วิชชามรรคผลพิสดาร” และ “วิชชามรรคผลพิสดาร ภาค ๒” ไม่ได้จัดพิมพ์ในสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่

     ตำราชั้นสูงอีกระดับหนึ่ง คือ “ตำราปราบมาร” หลวงพ่อไม่ได้ทำเป็นตำราไว้เลย น่าเสียดายมาก!

     ตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรทุกวันนี้ ยังเป็นตัวทฤษฎีอยู่ ยังเป็นภาคปริยัติอยู่ ยังไม่เป็นภาคปฏิบัติที่ชัดเจน จึงยากต่อการเรียนรู้ ยากทั้งภาษาหนังสือ ยากทั้งความรู้ สรุปแล้วยากทั้งนั้น! หากข้าพเจ้าไม่นำมาขยายความ ก็จะยิ่งยากกันใหญ่ ผลที่ตามมาก็คือ จะทำให้วิชาสูญ เนื่องจากหาผู้ปฏิบัติไม่ได้ เพราะอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง บัดนี้ ข้าพเจ้าได้นำมาขยายความให้ครบทุกหลักสูตรแล้ว ความยากไม่มีอีกต่อไป ใคร ๆ ก็อ่านเข้าใจ ส่งผลให้ปฏิบัติได้ทันที นี่คือ ผลงานของข้าพเจ้าที่ข้าพเจ้าทำได้อย่างอัศจรรย์

     ข้าพเจ้าเป็นผู้ทำวิชาปราบมาร จนถึงขนาดนำผลงานปราบมารมาเสนอแล้วรวม ๕ ภาค จะไม่มีความสามารถนำวิชาธรรมกายทุกบทมาอธิบายได้นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ แค่นี้ยังทำไม่ได้ แล้วจะไปปราบมารได้อย่างไร? เพราะการปราบมารใช้ความรู้ชั้นสูงทั้งนั้น หากใช้ความรู้ธรรมดา มารจะดับได้อย่างไร? นี่คือเหตุผล

     ข้าพเจ้าขอเตือนทุกคนว่า วิชาธรรมกายยากทั้งนั้น มารเขาจ้องหาจังหวะอยู่แล้ว ให้ระวังอย่าให้วิชาเพี้ยน เพราะมารเขาแทรกซ้อนเข้ามาได้ เราเป็นฐานทัพให้เขาโดยที่เราไม่รู้ตัว มารเขาจัดสรรให้ทั้งนั้น เขาอยู่หลังฉาก จะเอาเงินหรือ? จะเอายศถาบรรดาศักดิ์หรือ? จะเอาอำนาจหรือ? จะเอาชื่อเสียงหรือ? มารเขาจัดให้ได้ทั้งนั้น เขากำกับอยู่หลังฉากโดยที่วิชาของเราละเอียดไม่พอจึงไม่รู้เห็น! คงหลงตัวเองตลอดไป เงินไหลเข้ามา ผู้คนเฮเข้ามา มารเขากำกับการแสดงทั้งนั้น แต่ผู้เป็นเกจิอาจารย์ไม่รู้ตัวเลย คงหลงวิชาของตนอยู่อย่างนั้น นี่คือมารทำให้เราเข้าใจผิดไปหมด เราสำคัญผิดไปหมด ข้าพเจ้าได้รู้เห็นเรื่องนี้ในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี่เอง ซึ่งก่อนนั้นข้าพเจ้าก็เข้าใจว่า เป็นบารมีของหลวงพ่อท่านแล้ว พอท่านเรียนจบ ท่านก็ออกบวช ท่านสืบสานวิชา ผู้คนให้การสนับสนุน เงินทองหลั่งไหลราวพายุ แต่พอข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารผ่านไปเข้าปีที่ ๑๐ เศษ ความคิดของข้าพเจ้าเปลี่ยนไปเสียแล้ว ที่เราเคยว่าเป็นบารมีของหลวงพี่นั้น ไม่ถูกเสียแล้ว การที่เงินหลั่งไหลเข้ามาและผู้คนเฮเข้ามา เป็นเพราะมารเขากำกับทั้งนั้น มารเขาทำได้ปานนั้นเชียวหรือ? เราตกเป็นฐานทัพของมารโดยเราไม่รู้ตัว ทั้งที่เราเป็นวิชา นี่มันอะไรกัน? คือความข้องใจของข้าพเจ้า

     แล้วความข้องใจก็เบาบางลง ที่เรา แก่-เจ็บ-ตาย ในทุกวันนี้ ไม่ใช่ฝีมือของมารหรือ? ศาสนาเดียวกันแท้ ๆ ยังแยกเป็นนิกายต่าง ๆ นี่ก็ฝีมือของมารเขา ที่เขาสามารถสอดละเอียดให้ความคิดของเราแตกแยกไปได้ ประเทศเดียวกันแท้ ๆ ยังแยกเป็น ๒ ประเทศได้ เช่น เวียดนาม เกาหลี เยอรมัน เป็นต้น สรุปแล้ว มารเขาบังคับได้หมด จะให้อะไรเป็นอย่างไร? เขาบังคับได้ทั้งนั้น ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ทั้งนั้น เพราะเขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม เขาเป็นใหญ่ เขาบังคับได้หมด มาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าได้ข้อคิดว่า วิชาธรรมกายเป็นลู่ทางของมรรคผลนิพพาน มารเขาคอยหาจังหวะที่จะสอดแทรก ก็เพื่อให้มรรคผลนิพพานล่มสลาย เป็นหน้าที่ของเขาอย่างนั้น การงานของเขาเป็นเช่นนั้น

     เมื่องานปราบมารมาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าได้รู้เห็นว่าวิชาของพวกเราเพี้ยนเสียแล้ว เสียท่าเขาเสียแล้ว ก็ได้แต่เตือนไว้ว่า ระวังวิชาเข้าไว้! อย่าให้วิชาเพี้ยน! อย่าไปเชื่อเงิน อย่าไปเชื่อที่ผู้คนเฮมาสนับสนุน เพราะนั่นคือมารเขาจัดสรรทั้งนั้น เขาต้องการให้เราหลงตัวผิด ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า หน้าที่ของมารเขาต้องทำอย่างนั้น งานของเขาเป็นอย่างนั้น

     จงจำไว้เป็นตำรา ว่าการเรียนโดยไม่เปิดตำรา เกิดความเสียหายทั้งนั้น

     คราวนี้เรามาคิดดูว่า คนที่เขาโกยเงินมาให้เรานั้น ถามว่าเขาได้รับอะไร? ผู้คนที่เขาเข้ามาเป็นหมื่นแสนนั้น ถามว่าเขาได้อะไร? ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า มารเขาบังคับมาได้ เพราะเขาต้องการให้เราหลงผิด นี่คือวิธีของมารเขา

     งานของมารคืออะไร? ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า ประชาชนเดือดร้อน ประชาชนขัดสน นั่นคืองานของมาร! เกจิอาจารย์เกิดการหลงผิดวิชา นั่นคืองานของมาร! มรรคผลนิพพานล่มสลาย นั่นคืองานของมาร!

     ข้าพเจ้าจะตอบคำถามทั้งหมดให้ครบทุกประเด็น ยังตอบเช่นนั้นไม่ได้ ขอบอกแต่ว่า งานปราบมารของข้าพเจ้าในยุคปราบมารภาค ๔ เรื่องการไปพบทะเลบุญรายการต่าง ๆ ตามที่นำมารายงานไว้นั้น ได้ความรู้ว่า คนเฮเข้ามา เงินหลั่งไหลดังพายุนั้น เกิดจากมารเขาเข้าบังคับประชาชน พอถึงขั้นคำนวณบารมี เพราะเมื่อใครมาบำรุงพระศาสนาแล้ว? พระพุทธองค์จะต้องให้บารมี มารเขาก็มารับบารมีแทนเรา โดยที่เราไม่มีรู้ไม่มีญาณทัสสนะไปรู้เห็น เนื่องจากเราเป็นวิชาธรรมกายอ่อน ๆ แต่หลงตัวเองว่าเราเป็นธรรมกายแก่กล้าแล้ว มารเขาอ้างว่า งานนี้เขาเป็นคนหาเงิน เขาเป็นคนเกณฑ์ผู้คนมา บารมีต้องเป็นของเขา เพียงเท่านั้นเอง พระพุทธองค์ก็ทรงพูดไม่ออก ไม่รู้จะทำประการใด? เพราะมารเขาก็เข้าบังคับพระองค์ด้วย แล้วมารก็รับเอาบารมีไปอย่างสะดวกโยธิน เหตุการณ์นี้เป็นมานานแล้ว ยังไม่มีใครแก้ได้ จึงว่าเล่มปราบมาร ๔ มีคุณค่าอย่างยิ่ง! ควรแก่การอ่านอย่างยิ่ง! เพราะมีประสบการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงเคยพูดว่า ทำบุญให้มารกิน ทำเงินให้โจรใช้ หากข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็น ข้าพเจ้าจะเอาอะไรมากล่าว? นี่คือความรู้ที่ได้จากงานปราบมาร หากใครไม่ได้อ่านปราบมารภาคต่าง ๆ เราจะหูตากว้างไกลได้อย่างไร? เราก็เขลาอยู่อย่างนั้น ความรู้อย่างนี้ ความรู้ระดับนี้ ไม่มีใครในโลกบอกเราได้อีกแล้ว

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org