Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 5 arrow ปราบมาร5 (11)
ปราบมาร5 (11) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 19 August 2006

อะไรเป็นลางบอกเหตุว่า ดวงธรรม 6 ดวงจะไม่มี?

๑. ดวงธรรม ๖ ดวงคืออะไร?

     ตอบว่า ดวงธรรม ๖ ดวงคือ ดวงเบญจขันธ์ นั่นคือกายกับใจ (ใจคือ เห็น-จำ-คิด-รู้) หุ้มด้วยอะไรบ้าง? ตอบว่าหุ้มด้วย ดวงทาน-ดวงศีล-ดวงภาวนา แล้วหุ้มด้วยปิฎกธาตุปิฎกธรรม ไส้กลางคืออะไร? คือ อายุขัย-วรรณะ-สุขะ-พละ [อายุขัยธาตุอายุขัยธรรม-วรรณะธาตุวรรณะธรรม-สุขธาตุสุขธรรม-พลังธาตุพลังธรรม (กำลัง ดวงกำลัง)] รวมกันหมดเรียกว่า ทะเลรู้ทะเลญาณของนิพพานของธรรมภาคขาวทั้งปวง

๒. ดวงธรรม ๖ ดวงที่เกิดใหม่นี้ เราเชื่อถือได้หรือยัง?

     ตอบทันทีว่า เรายังเชื่อถือไม่ได้ เพราะเหตุใดจึงเชื่อถือไม่ได้? ตอบว่า เพราะแพ้มารมาแล้ว! เราต้องเอามาพัฒนาก่อน เอามารบดูก่อน ให้ป้องกันตัวเองได้ เอามาทำให้เป็นธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้ ให้เป็นธาตุเป็นธรรมเป็น ให้เป็นธาตุชนะธรรมชนะ ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็จะต้องแพ้มารเขาอีก เพราะประวัติไม่ดีมาแล้ว คือเคยแพ้มาแล้ว ต่อมาก็ถึงประเด็นที่ว่าจะเดินวิชาอย่างไร? เรื่องนี้ไม่ยาก ข้าพเจ้าทำอยู่แล้ว วิธีเดินวิชาทำอย่างไร? ข้าพเจ้าบรรยายไว้มากมายแล้ว ให้กลับไปอ่านเล่ม “ปราบมารภาค ๔”

     สรุปผลงานตามข้อ ๒ เรื่องดวงธรรม ๖ ดวง ขอจบผลงานไว้เพียงนี้

     เมื่อเกิดดวงธรรม ๖ ดวงแล้ว ส่งผลให้เกิดวันวิสาขบูชาของธาตุธรรม คือพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ในระดับปกครองใหญ่ ต่อมาเกิดเหตุการณ์ธาตุธรรมประกาศให้ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ให้ใช้ระบบมรรคนิพพานแบบสอุปาทิเสสนิพพาน และต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าตกใจมาก! เหตุการณ์นั้นคืออะไร? คือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ เป็นวันที่ธาตุธรรมประกาศมอบอำนาจปกครองใหญ่ให้แก่ “ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู”

     เรื่องของ “ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู” มีอย่างไร? ท่านคงอ่านผ่านมาหมดแล้ว ในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ ข้าพเจ้าจะไม่เล่าซ้ำอีก

     รวมความว่า ผลงานของการปราบมารในปกครองใหญ่คือ การรบในอายตนะนิพพาน หรือพูดเป็นที่เข้าใจอย่างง่ายว่าการรบในนิพพาน ได้ผลงานตามที่ข้าพเจ้าสรุปมานี้ ต้องว่าเป็นผลงานเกินการคาดหมาย ทำไปได้อย่างไร? ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้

การปราบมารในขั้นตอนนี้ไม่พบเหตุการณ์ที่เคยพบ

     นั่นคือ ประการแรก ไม่พบพระพุทธองค์และจักรพรรดิที่มารจับตัวไปกักกัน หรือเอาไปทรมาน ไม่พบเหตุการณ์การณ์เช่นนี้อีก และประการที่สอง ไม่พบดวงบารมีที่มารระเบิดไปจากภาคขาว เหตุการณ์เช่นนี้ไม่พบอีกในการรบระยะนี้ เป็นเพราะอะไร? ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าเดาว่า เราติดตามเอาธาตุธรรมของเราที่มารจับตัวไปเป็นเชลยกลับมาได้หมดแล้ว และรวมถึงการติดตามเอาทรัพย์สินของภาคขาวที่มารมาระเบิดเอาไป นั่นคือดวงบารมีของภาคขาวทั้งหมด ข้าพเจ้าเดาว่า ตามนำหลับมาคืนได้หมดแล้ว จึงไม่พบอีก

     ต่อคำถามที่ท่านอยากถามข้าพเจ้าว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงติดตามเอาธาตุธรรมของเรากลับมาได้หมด? ข้าพเจ้าไม่รู้จะตอบอย่างไร? ข้าพเจ้าขอพูดว่า เป็นวิถีทางการปราบมารที่จะต้องไปพบอย่างนั้น ถ้าเราไม่ปราบ เราก็ไม่พบอะไร? แต่เมื่อเราปราบ เราต้องดับมารทั้งหมดที่ขวางหน้าเรา แบบใครดีใครอยู่ ไม่มีการปราณีกันแล้ว เขาพลาด เขาก็ถูกเราดับ และถ้าเราพลาด เขาก็ดับเรา เรื่องก็มีเท่านี้เอง นี่คือการรบ นี่คือการปราบ ต่างฝ่ายต่างทำลายล้างกันด้วยวิชาธรรมกายชั้นสูง มารเขาก็มีวิชาธรรมกายชั้นสูงในฝ่ายของมาร และภาคขาวก็มีวิชาธรรมกายชั้นสูงในฝ่ายของภาคขาวเช่นเดียวกัน

ขณะนี้งานปราบมารในนิพพานยังทำอยู่ต่อไป และเริ่มรบในภพ ๓ แล้ว

     ผลงานปราบมารในระดับปกครองใหญ่ ได้ผลงานน่าพอใจนะดับหนึ่ง แต่งานปราบมารในภพ ๓ ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

     ผลงานปราบมารในปกครองใหญ่ ได้ผลน่าพอใจ มีผลงานอย่างไร? ได้รายงานแล้ว แต่ผลงานยังไม่ถึงขั้นสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เมื่อไรมารในนิพพานหมดจริง ๆ ? ยังตอบไม่ได้ ดังนั้น งานปราบมารในปกครองใหญ่ คือการรบในนิพพานยังต้องทำต่อไป

     งานปราบมารในปกครองย่อย คือการรบในภพ ๓ ได้แก่การรบในอรูปพรหม ๔ ชั้น ในพรหม ๑๖ ชั้น ในสวรรค์ ๖ ชั้น และในมนุษยโลกนั้น เพิ่งเริ่มเดินวิชามารบเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผลงานการรบในภพ ๓ ยังไม่มีผลงานอะไรเลย ท่านถามว่ามีวิธีเดินวิชาอย่างไร? ข้าพเจ้าไม่ทราบจะตอบอย่างไร? ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้ เพราะเมื่อเดินวิชาเข้าแล้ว วิชาจะดำเนินไปเป็นแบบอัตโนมัติ พอได้จังหวะ ก็เลื่อนมารบในภพ ๓ ยังไม่ได้จังหวะ ยังไม่ลงมา คงรบแต่ในนิพพานเพียงอย่างเดียว การรบในนิพพานนั้น ใช้เวลา ๑๗ ปี พอเวลาเข้าปีที่ ๑๗ จึงมารบในภพ ๓ ได้

     การรบในภพ ๓ นั้น เป็นการเดินวิชาให้กำเนิดเดิมของผู้คนในภพ ๓ นั้น ขาวใสขึ้นมา กำเนิดเดิมนั้น เมื่อทำให้ใสวันนี้ รุ่งขึ้นเกิดไม่ใสขึ้นมาอีก เพราะมีผู้ทำให้ขุ่น ผู้ทำก็คือมาร ยังหาตัวตนของผู้ทำวิชาไม่พบ ไม่ทราบว่าซ่อนธาตุธรรมอยู่ที่ใด? เพราะมารในนิพพานหนีมาอยู่ในภพ ๓ และมารจากภพ ๓ หนีเข้าไปในนิพพาน มารเขาใช้วิธีถ่ายเทกำลังพลของเขาอย่างนี้ ยังไล่กันไม่ทัน เขาหนีจากเหตุหนึ่งไปสู่อีกเหตุหนึ่งเสมอมา เราต้องสู้กันจนกว่าหนีรู้หนีญาณของเราไม่พ้น เราต้องจับตัวตนมาดับให้หมดจึงจะหมดเชื้อ ถามว่าเมื่อไรมารจะหมด? ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ หน้าที่ของข้าพเจ้าก็ต้องรบต่อไป เพราะธาตุธรรมท่านกำหนดหน้าที่ให้ข้าพเจ้ารบ ข้าพเจ้าก็ต้องอดทนรบต่อไป ต่อเมื่อมีผลงาน จึงจะนำผลงานมาเสนอในโอกาสนั้น

     ขอเล่าถึงการเดินวิชาพอสังเขป เมื่อเดินวิชารบในนิพพานเสร็จแล้ว หมายความว่า นิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น รวมทั้งจักรพรรดิในนิพพานทั้งหมด รวมกันเป็น หนึ่งเดียว” ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อท่านสอน เป็นการรวมรู้รวมญาณกันทั้งหมด ส่งรู้ส่งญาณมาที่กำเนิดเดิมของภพของอรูปพรหม ๔ ชั้น สับกำเนิดชั้นที่ ๑ มาชั้นที่ ๒ และสับชั้นที่ ๒ มาชั้นที่ ๓ แล้วสับชั้น ๓ มาที่ชั้น ๔ จากนั้นซ้อนชั้น ๔ มาที่ชั้น ๓ มาที่ชั้น ๒ แล้วซ้อนชั้น ๒ มาที่ชั้น ๑ แล้วสับดวงธรรมของสมาชิกในภพทั้งหมด ให้ไปในทิศทางเดียวกัน สับดวงธรรมของกายหยาบเข้าหากายละเอียดของเขาเป็นลำดับไป ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียดของเขา สับเข้าดวงธรรมของกายทิพย์หยาบ กายทิพย์หยาบเข้าหากายทิพย์ละเอียด เป็นลำดับไป ...ฯ จนถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดของเขา กายเถา-ชุด-ชั้น-ตอน-ภาค-พืด ... ฯ ละลายดวงกำเนิดเดิมให้ขาวใสทั้งหมดของทุกกายของเขา แล้วทำวิชาปฏิโลมกลับซ้อนจากกายพืดถอยหลังมาที่กายภาค ..ตอน ..ชั้น ..ชุด ..เถา ..พระอรหัตละเอียด ถอยหลังมาถึงกายมนุษย์ละเอียดของเขา ขณะที่ทำดวงธรรมให้ขาวใสนั้น ถ้าพบมารก็ทำวิชาดับทันที

     เสร็จจากอรูปพรหม ๔ ชั้น ก็มาทำให้แก่พรหม ๑๖ ชั้น แล้วกลับมาทำที่สวรรค์ ๖ ชั้น จากนั้น จึงเดินวิชามาทำให้แก่มนุษยโลกต่อไป

     นี่คือ แนวเดินวิชาย่อ ๆ ที่ทำอยู่ในขณะนี้ ในโอกาสต่อไปจะทำอย่างไรอีก? ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องขึ้นอยู่กับกาลเวลาข้างหน้าว่าเราจะพบอะไร? เพราะวิชาเป็นอัตโนมัติ เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

     เนื้อหาสาระก็คือ เรื่องกำเนิดเดิมนั้น ต้องทำให้ใสเข้าไว้ เมื่อกำเนิดเดิมใสแล้ว ส่งผลให้ดีทั้งหมด เพราะมารเขาปกครองกำเนิดเดิมของเรา ไม่ว่าอะไรมารเขากำกับอยู่ที่กำเนิดเดิมทั้งนั้น ภาคขาวเป็นผู้ทำกำเนิดเดิมให้ขาว ตามกำลังบารมีของแต่ละบุคคล แต่มารเขาเอาดวงดำมาหุ้มดวงกำเนิดที่ภาคพระทำไว้อีกทีหนึ่ง เราต้องไปรบกับผู้ปกครองกำเนิดเดิมให้จงได้ หมดกายผู้ปกครองเมื่อไร? เราก็ชนะเด็ดขาดในวันนั้น

     นี่คืองานอันแสนยากที่ข้าพเจ้าต้องฝ่าฟันต่อไป เพราะธาตุธรรมกำหนดหน้าที่ให้ข้าพเจ้าทำอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไป งานปราบมารมันยากเย็นเข็ญใจอย่างนี้ ข้าพเจ้าพูดเสมอว่า ในโลกของเรานี้มีประชากรหกพันล้านคน ถ้ามีใครคนหนึ่งทำวิชาปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้ขอมาก พอเพียงคนเดียวเท่านั้น ทั้งโลกข้าพเจ้าไม่ได้ขอมากเลย ข้าพเจ้าขอเพียงคนเดียวเท่านั้น

     มีอยู่วันหนึ่ง มีคนเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ท่านหนึ่งมีชื่อเสียงมาก บอกว่าอาจารย์ท่านนี้ปราบมารได้ พอเขาคนนี้เอ่ยนามข้าพเจ้าก็บอกว่าปราบไม่ได้ เขาก็ถามข้าพเจ้าว่าเป็นเพราะอะไรจึงปราบไม่ได้? ข้าพเจ้าก็บอกว่าวิชาของท่านเพี้ยนหมดแล้ว เขาก็ถามต่อไปว่า ทำไมความรู้เพี้ยน? ข้าพเจ้าก็บอกว่า อาจารย์ท่านนี้ใฝ่รู้จริง ข้าพเจ้าไม่เถียงเลย ขอถามตรง ๆ หน่อยได้ไหม? เคยเห็นท่านอ่านตำราทบทวนความรู้บ้างไหม? พระสงฆ์ต้องลงอุโบสถฟังพระปาฏิโมกข์ทุกเดือน เพื่อตรวจสอบศีล ตรวจสอบวินัย วิชาธรรมกายละเอียดและลึกซึ้งกว่านั้น ถ้าเราไม่ทวนกับตำรา ความรู้ก็เพี้ยนโดยไม่รู้ตัว

     แล้วข้าพเจ้าก็อธิบายเพิ่มเติมว่า วิชาธรรมกายเป็นของสูง เป็นวิชาชั้นสูง มารเขาคอยสอดแทรกอยู่ ไม่ให้เราเข้าถึง เพราเป็นการแย่งอำนาจปกครองกันระหว่างภาคขาวกับภาคมาร มารเขารู้ว่าใครมีบารมีปราบเขาได้? เขามีวิธีป้องกันไม่ให้เราเข้าถึงวิชา นั่นคือ ตัดไฟแต่ต้นลม เราจะเอาเงิน เขาจัดให้ได้ เราจะเอายศถาบรรดาศักดิ์ เขาจัดให้ได้ เราจะเอาชื่อเสียง เขาบังคับคนมาหาเราได้ พอเราไปสนใจสิ่งเหล่านั้น แปลว่าเราหลงตัวเองแล้ว วิชาเราไม่ก้าวหน้า ยิ่งเราไม่เปิดตำรา ก็ยิ่งเข้าสูตรของมารทันที แล้วจะว่าเราปราบมารได้อย่างไร? เราเป็นฐานทัพให้มาร ทำไมไม่พูดอย่างนั้น? ผู้คนยากจนเพิ่มขึ้น เพราะเราเอาเงินชาวบ้านมาละลายน้ำเล่น ไม่ใช่ฐานทัพของภาคขาวเสียแล้ว ไม่ใช่ทำงานเพื่อภาคขาวเสียแล้ว ธาตุธรรมของเราเปลี่ยนไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว มารเขาไม่โง่ เขามีวิธีเอาชนะเรา เพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงพูดว่า คนในโลกนี้มีหกพันล้านคน หากมีคนหนึ่งปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัย

     เมื่อฟังเหตุผลที่ข้าพเจ้าชี้แจงแล้ว ท่านก็เกิดความเข้าใจ

งานปราบมารตั้งแต่อดีต ไม่ประสบความสำเร็จเลย

ธาตุธรรมทรงบอกให้ข้าพเจ้าทราบ

     ข้าพเจ้านำเรื่องราวมาเสนอแล้ว เราอ่านผ่านมาแล้วในบทต้น ๆ ถ้าเราไม่นำคำกล่าวของธาตุธรรมมาพิจารณา เราจะไม่เกิดปัญญาอะไร? เสียประโยชน์ต่อท่านที่ศึกษาเล่าเรียน หากจะแสดงความคิดเห็น ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะนำความรู้อะไรมากล่าว เพราะงานปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่ขณะนี้ ยังไม่เสร็จสิ้น

     โปรดอย่าถือว่าผิดหรือถูก ไม่ใช่การตอบคำถาม แต่เป็นการคุยสู่กันฟัง ถ้าเป็นไปตามที่ข้าพเจ้าร้องขอนี้ ข้าพเจ้าก็อยากคุยด้วย เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเพิ่มปัญญาแก่ท่านที่ศึกษาเล่าเรียน เพราะคำกล่าวของธาตุธรรมมีคุณค่าสูงควรที่เรานำมาพิจารณา

     ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้แล้วในตำราของข้าพเจ้าว่า ในสากลโลกในสากลธรรมนี้ มีเรื่องสำคัญเรื่องเดียว คือเรื่องปราบมาร ปัญหาของนิพพานเกิดจากการที่มารเขามายึดอำนาจปกครองนั้น เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อมรรคผลนิพพานของภาคขาว จนถึงขั้นมารปฏิวัติระบบมรรคผลนิพพานของธรรมภาคขาวเสียใหม่ ซึ่งแต่เดิมนั้น ผู้ได้มรรคผลนิพพานของภาคขาวต้องเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ คือใช้ระบบมรรคผลนิพพานแบบสอุปาทิเสสนิพพาน มารเขาทำวิชาปกครองบังคับให้เราเข้านิพพานด้วยกายธรรม คือให้ใช้ระบบมรรคผลนิพพานแบบอนุปาทิเสสนิพพาน ความเสียหายใหญ่หลวงมีอย่างไร? เราท่านเข้าใจเป็นอันดีแล้ว เพราะอ่านมาแล้วอย่างโชกโชน ข้าพเจ้าไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

     เรื่องการแก้ไขนั้น ถามว่าธรรมภาคขาวแก้ปัญหานี้อย่างไร? ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ในตำราของข้าพเจ้าแล้ว หาท่านจำได้ ท่านก็ยืนยันว่า ธาตุธรรมผู้ใหญ่ในนิพพานท่านส่งคนของท่านลงมาเกิด เพื่อให้มาทำวิชาปราบมาร เพื่อแก้ปัญหานี้

     นี่คือ วิธีแก้ปัญหาของธรรมภาคขาว

     ยุคที่เรารู้เรื่อง ก็คือยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยุคอื่น ๆ เราไม่รู้ไม่เห็นเลย

     เกี่ยวกับยุคของข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าทราบเรื่องจาก ต้นนิพพานเป็น” ทรงบอกให้ข้าพเจ้าทราบว่า การปราบมารมีมาในอดีต พระองค์ไม่ทรงยอมรับ ทรงกล่าวเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๒ (สมุดบันทึกเล่มที่ ๒๔ หน้า ๒๗) และกายธรรมของหลวงพ่อบอกให้ข้าพเจ้าทราบอีกคราวหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๓ (สมุดบันทึกเล่มที่ ๒๕ หน้า ๑๓๘) เนื้อหาสาระก็คือเล่าว่างานปราบมารตั้งแต่อดีตไม่ประสบความสำเร็จ

     นี่คือ สรุปย่อรับสั่งของธาตุธรรมผู้ใหญ่ของนิพพานของภาคขาว

     ข้าพเจ้าก็บอกได้แค่นี้ รายละเอียดที่ว่าทำมากี่ยุคกี่สมัย? ใครเป็นผู้มาทำบ้าง? ทำอย่างไร? ได้ผลงานอะไร? เดินวิชาอย่างไร? ใครเป็นผู้อำนวยการทางวิชาบ้าง? เราไม่ทราบทั้งนั้น เรารู้แต่สรุปย่อที่ธาตุธรรมท่านบอกเท่านั้น

     เกี่ยวด้วยคำกล่าวของธาตุธรรม ที่บอกเรื่องย่อแก่เราว่างานปราบมารในอดีตไม่ได้ผล เราจะคุยกันอย่างไรให้เกิดปัญญา? หากปล่อยให้เรื่องผ่านสายตาไปเฉย ๆ ย่อมจะเสียผลประโยชน์ต่อผู้ศึกษาเล่าเรียน นี่คือประเด็น

     ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า ข้าพเจ้าไม่ตอบคำถาม แต่ข้าพเจ้าขอคุยด้วยเท่านั้น เพื่อให้เกิดปัญญาแก่ผู้ศึกษาเล่าเรียน

เหตุใดงานปราบมารในอดีตจึงไม่ได้ผล?

     เราจะยกอะไรมาเป็นข้อที่ควรพิจารณา ข้อที่เรายกขึ้นมา จะต้องมีเหตุผลที่ฟังได้ ไม่ใช่อยากพูดอะไรก็พูดส่งเดชไป ข้าพเจ้าขอพูดด้วย ดังนี้

๑. เราเดินวิชาไปสุดนิพพานหรือเปล่า?

     เรื่องนี้ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในเล่มปราบมารภาค ๑ แล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่า ถ้าเราเดินวิชาไปไม่สุด เราจะไม่มีงานทำ ต้องไปให้สุดก่อนอื่นใด เพื่อทราบอำนาจปกครองของภาคขาวว่ามีแค่ไหน? นี่คือเหตุผลที่ฟังได้

     แต่ความเป็นไปได้มีหรือไม่? ตอบว่า ความเป็นไปได้ไม่มี! เพราะไม่มีใครไปสุดนิพพาน ไม่ว่าเรียนกันมากี่ยุคกี่สมัย? ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ? ยังไม่มีใครไปสุดนิพพาน ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น

     เหตุใดข้าพเจ้าไปสุด? ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้ สามัญสำนึกบอกตัวเองว่า ธาตุธรรมท่านให้เราปราบมาร ถ้าไปไม่สุดนิพพาน เราก็ไม่ทราบอำนาจปกครองของเรา ว่าอำนาจปกครองของเรามีแค่ไหน? หากถามว่าพระพุทธองค์ของเรามีเท่าไร? และจักรพรรดิของเรามีเท่าไร? ถึงเรานับจำนวนไม่ไหว แต่เราก็ไปทั่วเขตปกครองของเราแล้ว

     การจะไปให้สุด ให้ใช้วิธีคำนวณดับหยาบไปหาละเอียด รุดหน้าเรื่อยไป พบมารขัดขวางอย่างแน่นอน พบที่ใด? รบกันที่นั่น! มารเขาไม่ต้องการให้ใครไปสุด เขาจะขัดขวางอย่างแข็งขัน เรารู้อยู่แล้ว เราต้องรบกับมารแน่นอนอยู่แล้ว ไปรีรออะไรกัน ธาตุธรรมท่านมอบความไว้วางใจแก่เรา เราทำไม่ได้ พระองค์ก็ผิดหวังในเรา ใช้ให้มาเกิดกี่คน? ก็มาแพ้กันหมด ไม่ได้มาทำวิชา ไม่ได้มาแสวงหาวิชา แต่มาแสวงหาอาหารภัตตาคาร มาอาศัยบวชเพื่อให้ใช้เงินซื้อจีวรจากเมืองนอก เผลอ ๆ ก็จะมีเมียเสียด้วย ให้เขาทำข่าวอาศัยวิชาธรรมกายบังหน้า มีแต่อย่างนี้แล้วจะไปได้เรื่องราวอะไร?

๒. ทำไมไม่กำจัดทุคติภูมิซึ่งเป็นเครื่องมือของมาร?

     เรื่องนี้ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในเล่มปราบมารภาค ๑ แล้ว เป็นผลงานตั้งแต่รุ่นปราบมารภาค ๑ ทุคติภูมิคืออะไร? คือภพภูมิที่มารเขาทำไว้ทรมานมนุษย์ ได้แก่ นรก อเวจี และโลกันต์ พวกเราไปตกนรกกันทั้งนั้น มีจำนวนมาก แม้คนดี ๆ ที่ช่วยชาติบ้านเมือง ก็ยังตกนรก สมัยนั้นข้าพเจ้ายังหนุ่มอยู่ ทำวิชาปราบมารใหม่ ๆ เข้าออกนรก อเวจี และโลกันต์ตลอด แต่แรกก็ยังเห็นน้อยอยู่ ครั้นเดินวิชามานานเดือนนานปีเข้า เกิดความชัดเจนทางญาณทัสสนะมากขึ้น จึงได้รู้ว่า นี่มันผลงานของมาร เขาทำไว้เพื่อทรมานมนุษย์แท้ ๆ คนดี ๆ ยังตกนรก นี่มันอะไรกัน คนที่ทำโทษนั้น ไม่ใช่ธรรมภาคขาว แต่เป็นคนของธรรมภาคมาร นี่มันอะไรกัน? ไม่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง คนของภาคขาวทำไมให้มารเขามาทำโทษ? เมื่อคนของภาคขาวผิดพลาด ก็ให้ภาคขาวเขาทำโทษกันเอง มันถึงจะถูก คนที่ไปสู่ทุคติภูมิ เป็นคนดีทั้งนั้น เพราะอะไรเราจึงว่าดี? ก็เพราะเราเรียนประวัติศาสตร์ ครูอาจารย์ท่านสอน ใครทำคุณงามความดีแก่บ้านเมือง? ใครกอบกู้ชาติ? เราเคยตอบครูผิดไป ครูยังเรียกเราไปทำโทษ เนื่องจากเราตอบคำถามไม่ถูก

     ข้าพเจ้าจำได้เป็นอันดี เคยตอบประวัติศาสตร์ผิดไป ก็เคยถูกครูตีมาแล้ว ท่านเหล่านั้นมีคุณต่อบ้านเมือง แต่พอเราเป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง เรามาพบว่า คนดีของบ้านเมืองต้องไปสู่ทุคติภูมิ เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าเสียใจมาก! เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่รู้จะไปปรารภกับใคร? เพราะไม่มีใครเขาเป็นวิชาอย่างเรา พูดไปก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน? ไม่มีประโยชน์อะไร? จึงนิ่งไว้แต่ผู้เดียว

     ญาติมิตรของเรา เมื่อตายไปแล้ว ไปสู่ทุคติภูมิแทบทั้งนั้น ข้าพเจ้าทำวิชาช่วยอย่างสุดกำลัง ยังจำได้ว่า ในการทำวิชาแต่แรก ๆ นั้น เอาพวกเราขึ้นมาจากนรกแล้ว รุ่งขึ้นทำไมกลับไปสู่นรกตามเดิม? เราเอากายกลับขึ้นมาไว้บนสวรรค์ใหม่ พากเพียรทำอยู่เช่นนี้เป็นเวลานาน จนกว่าญาติมิตรของเราจะสู่สวรรค์ทั้งหมด

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org