|
งานปราบมารมาถึงจุดนี้ เป็นเวลากี่ปีแล้ว? เกิดความคิดอะไรบ้าง? เพื่อให้เกิดข้อคิดแก่ผู้ศึกษาเล่าเรียนในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาเล่าเรียนของคนยุคใหม่ จึงขอบรรยายดังต่อไปนี้ ขึ้นชื่อว่าวิชาธรรมกายแล้ว ยากทุกหลักสูตร! ไม่ว่าหลักสูตรใด? ยากทั้งนั้น! ยากต่อการเข้าถึง ยากต่อการเรียน ยากต่อการรักษาวิชา ยากต่อการเดินวิชา ไม่ว่าอะไรยากไปหมด! ถ้าผู้เรียนไม่มีวาสนาบารมี จะเรียนได้ยาก! เพราะมารเขาเข้ามาปะปนในวิชาของธรรมภาคขาวในทุกรูปแบบ ไม่ใช่เป็นแต่เรา แม้พระพุทธองค์ยังต้องต่อสู้มาตลอด กว่าจะชนะไปได้แต่ละจุดเลือดตากระเด็นทั้งนั้น นี่คือประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าได้พบเห็นตลอดที่ทำวิชาปราบมาร เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นการรบในปีที่ ๑๗ ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีความเห็นใจนักเรียนรุ่นพี่ ว่าต่อสู้มาอย่างไร? เห็นใจนักเรียนคนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้า และเห็นใจนักเรียนรุ่นน้อง บางท่านอุทิศตนออกบวช เพื่อฝ่าฟันให้เรียนวิชาธรรมกายได้ตลอด เท่าที่ได้เห็นได้รู้มากับตนเอง ข้าพเจ้าเกิดความเห็นใจในเขาทั้งหลายทุกคน ยังไม่มีใครบรรลุเป้า ทั้งที่เขาตั้งใจอย่างดีแล้ว เพราะมารมีฤทธิ์เดชหลอกเราได้อย่างแยบยล จะให้เรามีเงิน มารเขาทำให้ได้ จะให้เราโด่งดัง จะให้ผู้คนหลั่งไหลมา จะให้เรามีอำนาจราชศักดิ์ มารเขาประเคนให้ได้ทั้งนั้น แต่วิชาของเราไม่ไปไหนเลย! ความรู้ของเราไม่ก้าวหน้า ความรู้ของเราเพี้ยน มารเขาสามารถทำให้เราหลงตัวเองได้ถึงปานนี้ นี่คืออานุภาพของมาร มารเขาเก่งปานนี้ นี่เป็นประสบการณ์ที่เราได้พบเห็น เพราะเหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงมีคามเห็นใจต่อทุกท่านที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมาแล้วทุกยุคทุกสมัย ดังนั้นอะไรที่ข้าพเจ้าจะช่วยได้? ข้าพเจ้าจะทำ! ทำเท่าที่ได้ เว้นแต่บางอย่างเกินกำลังของข้าพเจ้า ตำราเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องอ่านให้เข้าใจ ทบทวนความรู้อย่าให้เพี้ยนไปจากตำรา ข้อเสียหายของการเรียนในทุกวันนี้ก็คือ ไม่สอบความรู้กับตำรา นับว่าเป็นความเสียหายใหญ่หลวง เพราะเป็นการแข่งขันกับมาร วิชาของเราเพี้ยนเมื่อไร? มารเขาได้ช่องจู่โจมเมื่อนั้น โปรดเข้าใจให้ตรงกันว่า พระสงฆ์ยังต้องลงฟังปาฏิโมกข์ เพื่อตรวจสอบศีลของท่าน ว่าศีลยังสมบูรณ์อยู่หรือไม่? แต่วิชาธรรมกายละเอียดว่านั้น ถ้าไม่เปิดตำราก็แปลว่า ความรู้เพี้ยนทันที การเรียนวิชาธรรมกายนั้น ขึ้นอยู่กับโชควาสนาของแต่ละคน ความสำคัญอยู่ที่การวางรากฐานความรู้ หากพื้นฐานความรู้เพี้ยนมาแต่ต้นแล้ว ก็จะเพี้ยนตลอดไป เพราะมารเขาจะตามประกบเพื่อให้ความรู้ของเราคลาดเคลื่อนอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่มารเขาคอยแทรกซ้อนความรู้ เพราะเป็นการแย่งชิงอำนาจปกครองกัน พวกเราไม่รู้ชั้นเชิงของมาร ทำให้เราหลงตัวเองได้ง่าย ๆ ดูตัวของข้าพเจ้าเองเป็นตัวอย่างก็ได้ ประวัติการเรียนวิชาธรรมกายของข้าพเจ้า ได้กล่าวแล้วในหนังสือ “ปราบมารภาค ๑” ว่าเรียนมาอย่างไร? เรียนมาจากใคร? ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว สรุปแล้วก็เรียนมาจากแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ต่อมาชีวิตราชการของข้าพเจ้าต้องไปทำงานต่างจังหวัด ในตำแหน่งของศึกษาธิการอำเภอ ไปเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ได้พบแม่ชีถนอม อาสไวย์ ตั้งสำนักสอนวิชาธรรมกายอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ข้าพเจ้าไปพบท่าน ไปเยี่ยมเยือนและทำความคุ้นเคยกับท่าน ในฐานะที่เรียนวิชาธรรมกายด้วยกัน แม่ชีถนอม อาสไวย์ ถามข้าพเจ้าว่าเรียนมาอย่างไร? ก็เล่าให้ท่านฟัง และท่านขอร้องให้ข้าพเจ้าเล่าถึงการเดินวิชาด้วย พอจบการเล่าถึงวิชา ท่านก็พูดว่า ความรู้ไม่ผิด แต่ว่าเพี้ยนไป! ขอให้ข้าพเจ้าตั้งต้นเรียนใหม่ ให้ถูกแนวของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อเพราะเรียนมาอย่างฝังใจ เรียนมานาน แต่ก็ไม่แสดงออกอะไร? อยู่มาวันหนึ่ง ท่านให้ข้าพเจ้าเดินวิชา ๑๘ กายให้ท่านดู แล้วท่านก็แก้ไขวิชาให้ฟังทั้งหมด ตรงไหนเพี้ยน? ตรงไหนถูก? รวมความว่า ข้าพเจ้าต้องไปเรียนแบบตั้งต้นกอไก่ใหม่ทั้งหมด การทบทวนความถูกต้องทางวิชา ทำได้ไม่เท่าไร? ก็ปรากฏเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นแก่ชีวิตของข้าพเจ้า อยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้ามาจนถึงวันนี้ เหตุการณ์นั้นก็คือ ท่านเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง คือพระวิฑิตธรรมภาณ สมณศักดิ์เจ้าคุณสามัญในปีนั้น อยู่วัดต้นสน อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง มอบหมายให้ข้าพเจ้าไปสอนการทำภาวนาแก่พระสงฆ์ที่มาอยู่ปริวาสกรรมที่วัดของท่าน มีจำนวนพระสงฆ์ถึง ๔๐๐ รูป ข้าพเจ้าเหงื่อแตก! เพราะข้าพเจ้าไม่เคยสอน! ไปปฏิเสธไม่รับเชิญต่อท่านแล้ว แต่ท่านเจ้าคณะจังหวัดฯ ท่านไม่ยอม เนื่องจากจังหวัดไม่มีวิทยากร ข้าพเจ้าจึงไปสอนโดยที่ข้าพเจ้าไม่มีความมั่นใจ พองานนี้ผ่านไป เลยเป็นเหตุให้จังหวัดต่าง ๆ เชิญข้าพเจ้าไปสอน ติดต่อกันมาไม่ขาดสาย มีการรวมพระสงฆ์ที่จังหวัดใด? ท่านมักจะเชิญข้าพเจ้าไปสอน รวมเวลาสอนแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี ถ้าแม่ชีถนอม อาสไวย์ ไม่ปรับปรุงความรู้ที่ถูกต้องให้ ข้าพเจ้าก็ยังเดาไม่ออกว่า ผลการสอนจะออกมารูปใด? จำได้ว่าพอแม่ชีถนอมท่านขัดเกลาความรู้ให้แล้ว ข้าพเจ้าสอนได้และแก้โรคได้ด้วย ในเรื่องแก้โรคนั้น ข้าพเจ้าทำไปได้อย่างไรไม่ทราบ? ได้เงินมาจำนวนหนึ่งจากผู้ที่หายโรค ข้าพเจ้านำเงินนั้นมาทำห้องน้ำ ทำครัวถวายแม่ชี ยังจำได้ว่า ท่านพระครูอุปถัมภ์ฯ (อาจารย์สงัด แห่งวัดปากน้ำ ขณะนี้มีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ มีราชทินนามว่า “พระเทพโกศลฯ” ได้ส่งไม้กระดานไปช่วยข้าพเจ้าสร้างครัวให้แก่แม่ชีด้วย นี่คือความทรงจำที่ข้าพเจ้าจำได้ บัดนี้ ข้าพเจ้าคิดได้ว่า ถ้าไม่มีแม่ชีถนอม อาสไวย์ ข้าพเจ้าคิดว่า วันนี้ข้าพเจ้าคงอธิบายความรู้วิชาธรรมกายของหลวงพ่อทุกหลักสูตรไม่ได้ วันนี้คงไม่มีเรื่องปราบมาร แล้วหนังสือปราบมารทุกภาคก็เกิดขึ้นในโลกไม่ได้ นี่คือคุณของแม่ชีถนอม อาสไวย์ ซึ่งข้าพเจ้าถือว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาธรรมกาย ไม่มีใครมีประวัติเหมือนท่าน แสดงให้เห็นว่า วิชาธรรมกายเรียนมาจากหลวงพ่อด้วยกัน ได้ยินได้ฟังได้รับคำสอนมาอย่างเดียวกัน แต่เราผู้รับความรู้ ตีความไม่เหมือนกัน จึงเข้าใจแตกต่างกัน เข้าใจตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ปฏิบัติตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง จึงมีการถ่ายทอดความรู้ไปตามความเข้าใจของเรา นี่คือข้อเท็จจริงที่เราได้พบ ข้าพเจ้าจึงขอเตือนว่า การเรียนวิชาธรรมกายขึ้นอยู่กับโชควาสนาของแต่ละบุคคล ใครคือผู้วางรากฐานความรู้ที่ถูกต้องให้แก่เรา? นี่คือเนื้อหาสาระที่เราต้องทำความเข้าใจ เพราะวิชาธรรมกายเรียนยาก มารเขาคอยจะหาโอกาสให้เพี้ยนได้เสมอ เพราะมารเขาคอยจังหวะจะแย่งอำนาจปกครอง เขาจะหาจังหวะเข้ามาแทรกซ้อนในวิชา หากเขาทำได้แปลว่า เขาได้อำนาจปกครอง เพราะเหตุนี้เราจะพบเสมอว่า พวกเรายึดถือเอาความเพี้ยนเป็นความถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงกำชับให้ทุกท่านยึดตำราให้แม่นไว้ เพราะวิชาธรรมกายคือความรู้ชั้นสูงในศาสนา หากวิชาเพี้ยนจะส่งผลให้มรรคผลนิพพานล่มสลายได้ง่าย ข้าพเจ้าได้มารู้เห็นในตอนทำวิชาปราบมารนี้เอง ดังนั้น ความรู้ที่ได้รู้เห็นจากการทำวิชาปราบมารนั้น เป็นความรู้ที่มีคุณค่ายิ่ง เราจะได้ใครมาเป็นผู้วางรากฐานความรู้ที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้มาก บางท่านไม่เหมาะแก่การเป็นวิทยากร บางท่านไม่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ ใครเป็นผู้เข้าถึงวิชาที่แท้? เป็นเรื่องที่เราต้องคิดให้มาก ข้อควรคิดคำนึงในการสอนและในการเดินวิชา ในการสอนเบื้องต้นนั้น มีความสำคัญมาก! เพราะเป็นการปลูกฝัง “รอยใจ” หากเราปลูกฝังได้ถูกต้อง ก็จะถูกตลอดไป หากผิดเพี้ยนก็จะเพี้ยนตลอดไป มีคติของฝรั่งต่างชาติน่าฟังเรื่องหนึ่ง เรื่องนั้นก็คือ ถ้าตั้งต้นถูกต้อง ก็เท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้น จึงขอให้วางรากฐานเกิดความถูกต้องให้จงได้ เพราะเป็นการสร้างรอยใจที่ถูกต้อง มารเขาไม่ได้ช่อง ไม่ได้โอกาสที่จะแทรกซึมเข้ามาในใจ ถ้ามารเข้ามาแทรกเข้ามาในรอยใจได้แล้ว ก็แปลว่า จะเกิดความเพี้ยนแน่นอน ต่อไปจะแก้ยาก การสอนต้องค้นคว้าวิธี และต้องค้นคว้าเทคนิค หมั่นวิเคราะห์ หมั่นพิจารณา อะไรที่ควรปรับปรุง? อะไรที่ควรแก้ไข? เป็นงานที่ผู้สอนจะต้องเรียนรู้ตลอดไป ตราบใดที่ท่านไม่ทำตามหลักที่ข้าพเจ้ากล่าว การสอนก็ยังหวังผลอะไรไม่ได้ กลับมาดูการเดินวิชาบ้าง เป็นเรื่องสำคัญมาก! การเชื่อมโยงวิชามีอยู่อย่างไร? จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง จากความรู้หนึ่งไปสู่ความรู้อีกเรื่องหนึ่ง หากใช้ถ้อยคำผิดไปเพียงคำเดียว ทำให้ความหมายเปลี่ยนแปลงไปทันที เกิดความเข้าใจแบบคาบลูกคาบดอก เป็นเรื่องที่ต้องระวังให้มาก โปรดจำไว้ว่า มารเขาคอยจังหวะจะแทรกเข้ามาในวิชาของเราตลอดเวลา สภาพใจของผู้สั่งวิชาจะต้องอยู่ในสภาพนิ่งแน่น ระวังการใช้ถ้อยคำ ดูจังหวะการเชื่อมโยงของวิชา อย่าพูดอะไรแบบส่งเดช อย่าพูดตามใจชอบให้นึกถึงความถูกต้องของวิชาเข้าไว้ ความรู้เรื่องนี้หลวงพ่อกล่าวไว้ที่ใด? ในตำราเล่มใด? มีเนื้อหาสาระอะไร? เรากล่าวเช่นนี้ถูกต้องตามเนื้อเรื่องของวิชาหรือไม่? จงนึกถึงเหตุผลอยู่เสมอ เพราะวิชาจะต้องเป็นเหตุเป็นผลแก่กันและกัน มีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร? อย่าได้กล่าวอะไรแบบเพ้อเจ้อ สรุปเนื้องานและแสดงความคิดเห็น ในเล่มปราบมารภาค ๕ การนำเนื้องานในปราบมารภาค ๕ มาสรุปใหม่ ก็เพื่อให้เห็นเรื่องราวเด่นชัด อย่าอ่านผ่านไปเฉย ๆ และพิจารณางานแต่ละเรื่องว่า ยากง่ายแค่ไหน? และเกิดข้อคิดอะไร? ในเรื่องของการเกิดข้อคิดนั้น ท่านไม่เกิดความคิดอะไร? แต่ข้าพเจ้าเกิดความคิด ข้าพเจ้าจะแสดงความคิดเห็นของแต่ละเรื่องไว้ จึงนำเรื่องสำคัญมาสรุปย่ออีกครั้งหนึ่ง ดังนี้ ๑. งานที่ตามต้นธาตุและต้นนิพพานเป็นกลับคืนมาได้ ๕ พระองค์ เราไม่คิดว่าเราจะได้มาพบเหตุการณ์เช่นนี้ ไปพบเข้าเองโดยบังเอิญ จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ ยังไม่พบอะไร? หากเราไม่พบ ถามว่าพระองค์จะทุกข์ยากในสภาพเช่นนั้นไปอีกนานแค่ไหน? เราก็เดาไม่ได้ และใครจะเป็นผู้ไปพบ? ใครจะไปเป็นผู้ตามเอาพระองค์กลับคืนมา? คนเก่งคนนั้นคือใคร? พระองค์ถูกมารจับตัวไปนานแค่ไหนเพียงไร? นี่คือความคิดของข้าพเจ้า คนเก่งของเราที่เราว่าเก่งนั้น มีผลงานอะไรบ้าง? ข้าพเจ้าดูมานานแล้ว ยังไม่พบคนเก่งคนนั้น ถ้าพวกเราเก่งให้ถูกทาง ข้าพเจ้าจะได้อนุโมทนา ทุกวันนี้ตั้งใจฟังความรู้ของคนเก่ง ตั้งใจฟังวิชาของคนเก่ง แต่แล้วก็ผิดหวัง และก็ต้องผิดหวังต่อไป อีกความคิดหนึ่ง ข้าพเจ้ายังตอบคำถามไม่ได้ พระองค์ทรงมีกายมนุษย์ เหตุใดจึงสู้มารไม่ได้? ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ ส่วนนิพพานกายธรรมไม่มีกายมนุษย์ มีแต่กายธรรม ราไม่ข้องใจในประเด็นที่ว่า สู้มารไม่ได้ เพราะเรารู้ชัดอยู่แล้วว่า กายธรรมไม่มีกายมนุษย์รองรับ มีความเปราะบาง สู้มารไม่ได้ เปรียบเหมือนปูลอกคราบ เหมือนเต่าไม่มีกระดอง มาถึงประเด็นที่ว่า ผลงานอย่างนี้ เป็นบุญหรือไม่? เป็นบารมีหรือไม่? ใครจะทำได้บ้าง? หากเอามาเปรียบเทียบกับงานสร้างเจดีย์ งานสร้างวัด งานสร้างวัตถุทั้งหลาย เราเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ งานวัตถุทั้งปวงนั้น มีเงินแล้วสร้างได้ทั้งนั้น ไม่ต้องใช้ความรู้อะไร? นี่คือ ข้อคิดที่เราต้องคิดกันให้มาก ผู้คนเกิดจำนวนมาก เขาต้องการพื้นที่ทำการเกษตร แต่นักบวชจ้องแต่จะก่อสร้างวัตถุจนเกะกะบ้านเมืองของเขา พิจารณาดูแล้วไม่มีความจำเป็นอะไร? ทำไมเราต้องเอาเงินไปละลายน้ำเล่นเช่นนั้น? มารเขาได้ช่อง เขาก็บังคับคนเอาเงินมา แล้วประชาชนก็ขัดสน เพราะเอาเงินไปช่วยเขาก่อสร้าง ส่วนนักบวชก็ขาดความรู้ เพราะเอาเวลาศึกษาเล่าเรียนไปยุ่งกับงานก่อสร้างวัตถุ สรุปแล้วมารชนะทั้งขึ้นทั้งร่อง เพราะเขาทำให้คนยากจนได้และทำให้นักบวชเพิ่มความโง่ขึ้น เป็นงานของมารเขา มารเขามีหน้าที่อย่างนั้น เราไม่รู้เหลี่ยมรู้เชิงของเขา เราก็ทำงานพลาด ชีวิตของเราหมดไป โดยไม่ได้ผลงานอะไรที่ควรแก่ชีวิตเลย ๒. งานที่ทำให้นิพพานมีดวงธรรม ๖ ดวงเกิดขึ้นมากมาย จนเกิดวันวิสาขบูชาของนิพพาน อย่าอ่านเพียงแต่ให้ผ่านไป โดยที่เราไม่พิจารณาอะไร? และโดยที่เราไม่เกิดข้อคิดอะไรเลย? การที่นำผลงานชิ้นนี้มากล่าวอีก ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า ขอบข่ายงานปราบมารนั้น กว้างเกินกว่าที่เราคาดคิด เราไม่คิดว่าเราจะมาพบเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะหลักของการเดินวิชานั้น ต้องเข้าดวงธรรมเสมอไป กลางดวงธรรมจะมี ”กลาง” และกลางนี้ก็คือ “จุดใสโตเท่าปลายเข็ม” เหตุใดดวงธรรมของนิพพานมีจำกัดเพียงแค่นั้น? เป็นการจนปัญญาด้วยประการใด ๆ ที่เราจะแก้แล้ว ดีแต่ว่าหลวงพ่อท่านสอนความรู้ไว้ ขอให้ท่านผู้คงแก่เรียนไปเปิดอ่านเล่ม “แนวเดินวิชชาหลักสูตรมรรคผลพิสดาร ๑ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” ในเรื่องของการทำกายมนุษย์พิเศษ และดูหนังสือ “ปราบมารภาค ๔” ข้าพเจ้าได้อธิบายถึงขั้นตอนการทำวิชาไว้แล้ว ให้ท่านกลับไปทบทวนดูเนื้อหาสาระของวิชาเอาเอง ในเล่มนี้ ข้าพเจ้าจะไม่อธิบายถึงการเดินวิชา เพราะได้อธิบายไว้มากแล้วในเล่ม “ปราบมารภาค ๔” ในเล่มนี้เราจะมาพูดกันว่า นิพพานของภาคขาวเหตุใดจึงมีดวงธรรม ๖ ดวงจำกัดอยู่เพียงนั้น? การมีดวงธรรมเพียงแค่นั้น บ่งบอกให้เราทราบอะไรบ้าง? จงอธิบายออกมาให้ชัด จะแก้ไขให้นิพพานของเรามีดวงธรรมมาก ๆ ได้ไหม? ถ้าแก้ไม่ได้ ส่งผลให้นิพพานของภาคขาวแพ้มารอยู่เช่นนั้นอีกต่อไป เพราะเราทราบชัดว่า ตั้งแต่ภาคขาวเริ่มต้นมีมรรคผลนิพพานมานั้น ก็แพ้มารตั้งแต่ต้นแล้ว ถูกมารเขาปกครองมาตั้งแต่ต้นจนถึงทุกวันนี้ มารกวาดต้อนเอาธาตุธรรมของเราไปเป็นเชลยทั้งพระพุทธองค์และจักรพรรดิ มีจำวนมากมายนับไม่ถ้วน มาระเบิดเอาดวงบารมีไปจากพระองค์ มีจำนวนที่เราจดจำไม่ไหว ดังที่ข้าพเจ้าได้รายงานมาแล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น ขอให้ท่านกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมากี่ปีแล้ว? ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังบรรยายวันนี้ เป็นการรบของปีที่ ๑๘ บัดนี้ เราแก้ให้นิพพานภาคขาวมีดวงธรรม ๖ดวงมากขึ้นได้แล้ว ส่งผลให้นิพพานของภาคขาว ทั้งนิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) และนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) ตรัสรู้ธรรมในระดับอายตนะนิพพาน คือระดับปกครองใหญ่ได้ ในวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗) ธาตุธรรมท่านกำหนดให้วันนี้เป็น “วันวิสาขบูชาของนิพพาน” ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว การรบดำเนินติดต่อกันมา ครั้นมาถึงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ต้นธาตุของนิพพานกายธรรมก็ประกาศอีกว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป ให้ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ไม่อนุญาตให้เข้านิพพานด้วยกายธรรมอีกต่อไป คือให้ใช้ระบบมรรคผลนิพพานแบบสอุปาทิเสสนิพพานตามเดิม ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้ารายงานไว้แล้ว แต่นำมาสรุปย่ออีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจติดต่อกัน นี่คือ ดวงธรรม ๖ ดวง ซึ่งได้แก่ ๑.) ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๒.) ดวงศีล ๓.) ดวงสมาธิ ๔.) ดวงปัญญา ๕.) ดวงวิมุตติ ๖.) ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ
มีทั้งหยาบทั้งละเอียด ที่ว่าละเอียดนั้น มีความหมายแค่ไหน? ละเอียดเข้าไปเป็น เถา-ชุด-ชั้น-ตอน-ภาค-พืด และละเอียดเข้าไปอีก ในเถา-ในชุด-ในชั้น-ในตอน-ในภาค-ในพืด และละเอียดเข้าไปในอีก แต่ละอย่างนับไม่ถ้วนทั้งนั้น ดวงธรรมเหล่านี้ประกอบด้วย เห็น-จำ-คิด-รู้ และหุ้มด้วย ดวงทาน-ศีล-ภาวนา แล้วก็หุ้มด้วยปิฎกธาตุปิฎกธรรม ประกอบด้วยสุตตันตปิฎก-วินัยปิฎก-อภิธรรมปิฎก และหุ้มด้วย อายุธาตุอายุธรรม-วรรณธาตุวรรณธรรม-สุขธาตุสุขธรรม-พลังธาตุพลังธรรม เป็นชั้น ๆ เข้าไป แต่ละชั้นมีจักรพรรดิรักษาดวงธรรมเหล่านี้ ดวงธรรมเหล่านี้จึงเป็นทะเลรู้ทะเลญาณทัสสนะของพระพุทธองค์ การที่ดวงธรรมละเอียดเหล่านี้ถูกดับไป หมายความว่า มารเขามาดับทะเลรู้ทะเลญาณของพระพุทธองค์ในนิพพานเสียสิ้น ส่วนดวงธรรม ๖ ดวงที่พระพุทธองค์มีประจำกายของพระองค์ในขณะนี้ ถือว่าดวงธรรม ๖ ดวงเหล่านี้เป็นสุดหยาบทั้งสิ้น ดังนั้น งานปราบมารมาถึงเหตุการณ์ตรงนี้ บ่งชี้ให้เราทราบอะไรบ้าง? จงบรรยายออกมา ตอบทันทีเลยว่า การที่ดวงธรรม ๖ ดวงถูกดับไป หมายถึงว่า ทะเลรู้ทะเลญาณของนิพพานถูกมารดับเสียสิ้น ส่งผลให้นิพพานรู้เห็นได้จำกัด รู้เห็นได้แต่ที่หยาบ ๆ ในส่วนที่ละเอียดนั้น เราไปรู้เห็นไม่ได้ เพราะสื่อแห่งการเห็นประเภทละเอียด ถูกมารดับหมดไป เราอยู่ในฐานะคนสายตาสั้น เพราะมารเขาเป็นคนสายตายาว เวลาชกต่อยกัน คนสายตาสั้นแพ้วันยังค่ำ นั่นเอง เพราะเรื่องราวเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า มารเขารู้เห็นของเราจนหมดสิ้น แต่เราไม่รู้เห็นอะไรของฝ่ายเขาเลย คือเขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา ภาคขาวจึงแพ้มารอย่างราบคาบตั้งแต่ต้นมือมาแล้ว เหตุที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะอะไรหรือ? เป็นเพราะมารเขาดับทะเลรู้ทะเลญาณของเราได้ ท่านก็ถามข้าพเจ้าอีกว่า จักรพรรดิที่รักษาดวงธรรมเหล่านี้ไปไหน? ทำไมไม่รักษาไว้ให้ดีเล่า? ปล่อยให้มารมาดับได้อย่างไร? นี่คือคำถามที่ท่านทั้งหลายถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบอย่างไร? มารเดินวิชามาถึงขั้นดับทะเลรู้ทะเลญาณของภาคขาวได้นั้น จักรพรรดิที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาดวงธรรมเหล่านั้น ท่านก็ต่อสู้เต็มกำลังแล้ว แต่สู้ไม่ได้ บางส่วนหนีไปเพื่อเอาตัวรอด บางส่วนซ่อนตัวอยู่ นี่คือความรู้ที่ข้าพเจ้าได้รู้เห็น หากข้าพเจ้ายังตอบไม่ชัด ก็รอไว้ตอบในเล่มปราบมารภาคต่อไป วันนี้ขอตอบแค่นี้ก่อน จะรู้เห็นได้แต่ละอย่าง ดูว่ายากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน เรื่องของดวงธรรม ๖ ดวงนี้ ยังไม่ยุติแค่นี้ สุดละเอียดของดวงธรรม ๖ ดวงจะมีอยู่อย่างไร? และแค่ไหนนั้น? ยังตอบไม่ได้ เพราะเมื่อเดินวิชาไปแล้ว ยังพบเหตุการณ์ว่า ดวงธรรม ๖ ดวงไม่มีอีกแล้ว เราก็ทำวิชาสร้างกายมนุษย์พิเศษอีก แล้วก็เกิดดวงธรรมมากขึ้นอีก เหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก เหตุการณ์จะสิ้นสุดเมื่อไร? ยังตอบไม่ได้ ต้องทำวิชาต่อไปอีก นี่คือคำตอบชัดเจนแล้ว สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |