Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 3 arrow ปราบมาร3 (9)
ปราบมาร 3 (9) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Wednesday, 16 August 2006

ธรรมภาคมารเอาพระพุทธเจ้านิพพานเป็น
และจักรพรรดิสำคัญไปกักกันไว้จำนวนมาก

     เป็นผลงานอย่างใหม่ คือธรรมภาคมารเอาพระพุทธเจ้านิพพานเป็นไปกักขังไว้จำนวนมาก และเมื่อคำนวณละเอียดเข้าไป พบว่า จักรพรรดิสำคัญถูกธรรมภาคมารเอาตัวไปกักขังไว้อย่างมากมายทีเดียว

     นี่คือหัวข้อผลงาน สรุปแล้วได้แค่นี้ ต่อไปนี้เป็นการบรรยายเหตุการณ์ ตามขั้นตอนที่วิชาเดินไปถึง เหตุการณ์อะไรเกิดก่อนเกิดหลัง จะบรรยายไปตามเหตุการณ์ดังนี้

การรบมาถึงจุดหนึ่ง

พบว่าพระพุทธเจ้านิพพานเป็นถูกมารเอาไปกักกัน

     กล่าวถึงการเดินวิชา เราคำนวณหาเหตุละเอียดเข้าไป จำได้ว่าตอนนั้น ยังไม่เดินวิชาซ้อนกายสับกายแท้ ซ้อนเหมือนกัน แต่ว่ายังไม่ถึงขั้นซ้อนแท้ นั่นคือ เรารวมกายทั้งหมดในธาตุธรรมทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น คำนวณเข้าไปในเหตุอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่มารเขาทำเหตุว่างบไว้ เหตุเหล่านี้เป็นเหตุปกครอง ได้เวลามารเขาก็มาปนเป็นในธาตุธรรมของเรา เราเดินวิชาไปถึงจะพบ “จุดดำเล็ก” แล้วจุดดำเล็กจะหายไป หายไปไหนเราไม่ทราบ และตามไม่พบ

     ความว่างคือเหตุละเอียดนั้น หากเป็นเหตุลับ ต้อใช้วิธีคำนวณเป็นเดือนเป็นปี หากเป็นเหตุเปิดเผย เราคำนวณไม่นานเราก็พบได้ เหตุที่ว่างนี้ มีทั้งเหตุภพน้อยและเหตุภพใหญ่ นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ อยู่ในเหตุว่างนั้น กายของมารอยู่ในนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์นั้น

     เมื่อพบกายของเขา เราก็พิสดารกายมนุษย์พิเศษของเราให้มากขึ้น แล้วยิงกายมนุษย์พิเศษนั้น เข้าไปในกายของมารไปจนสุดหยาบสุดละเอียด แลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย เมื่อกายของมารถูกดับหมด เราก็ไปถึงเหตุต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

     ในขั้นตอนที่เราไปถึงเหตุละเอียด เราก็พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นอยู่ในนั้น เราก็อาราธนาออกมา เอากายของพะองค์ซ้อนกันเข้า แล้วเดินวิชาซ้อนกายสับกาย จนกว่ากายของพระองค์สะอาด แล้วก็ส่งเข้านิพพานเป็นต่อไป เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ตลอดมา

     เราคิดว่า เราถอนถอยพระองค์กลับมาได้หมดแล้ว และนานมาแล้ว เอาเข้าจริงยังไม่หมด ยังมาพบในขั้นตอนนี้อีก และต่อไปในภายหน้า จะพบอีกหรือไม่ยังไม่ทราบ ต้องใช้เวลาค้นคว้าต่อไป มีอะไรอีก จะได้กล่าวกันในตอนนั้น

เราไม่ควรกล่าวสิ่งไม่สมควรต่อธาตุธรรม

     จำได้ว่า การรบในขั้นตอนนี้ ข้าพเจ้าได้พูดสิ่งที่ไม่สมควร และไม่ทราบเหตุผลว่า ทำไมเราพูดอย่างนั้น หากไม่นำมากล่าวเกรงว่าจะลืม

     นั่นคือ การรบในขั้นตอนที่พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นนั้น พบพระองค์กลับมานิพพานของพระองค์แล้ว ได้ทูลถามต้นนิพพานเป็นว่า “ขอพระองค์ได้ทรงโปรด ทรงทราบไหมว่า มารเอาพระพุทธเจ้านิพพานเป็นของเราไป” ไม่ทราบว่าเราพูดไปได้อย่างไร พระองค์ไม่ทรงถือโกรธ ไม่ทรงถือสาอะไร ทรงตอบว่า “พระองค์ไม่ทราบ เพราะเป็นรุ่นก่อนพระองค์” พระองค์ทรงตอบอย่างนี้

     เราต้องถามพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้รู้ ส่วนเรานั้นเป็นผู้ไม่รู้ เราถามทุกอย่างหากเราอยากทราบ นี่คือ หน้าที่ของเรา วันดีคืนดีเราไปขอขมาโทษต่อพระองค์ พระองค์ให้อภัย ไม่ถือผิดอะไร แต่เราคิดมากไปเอง เราปราบมารถวายพระองค์ทรงขอบใจอยู่แล้ว เราไม่ควรไปคิดเล็กคิดน้อย แต่นั้นมาเราถามความรู้ไม่เลิก อะไรที่พระองค์ทรงตอบได้ จะบอกแก่เราทันที อะไรที่เกินรู้เกินญาณทัสสนะของพระองค์ พระองค์ไม่อาจกล่าวเหมือนกัน

     อย่างกรณีที่เราถาม ตามที่กล่าวนั้น พะองค์ไม่ทรงทราบแม้พระองค์เป็นผู้ปกครองนิพพานเป็นทั้งหมดก็จริง เราก็มานึกตรึกตรองต่อไปว่า อยู่ในอำนาจปกครองของพระองค์ เหตุใดพระองค์ไม่ทราบ ว่ามีใครหายไปบ้าง นี่คือ ความคิดของเรา ไม่ทราบว่าเราคิดผิดหรือคิดถูก เพราะเรามีหน้าที่ปราบมาร เราต้องคิดเรื่อยไป คิดแสวงหาวิชามาปราบมารต่อไป วิชาอะไรที่ไม่ได้ผล เราต้องไปหาวิชาใหม่ทันที

     ในที่สุดความจริงก็แจ้งแก่เรา การจะใช้รู้ใช้ญาณทัสสนะของใครเพียงผู้เดียว ย่อมไม่เป็นการเพียงพอ จะต้องรวมรู้รวมญาณทัสสนะกันทั้งหมดทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น จึงจะไปรู้ไปเห็นได้ การเดินวิชาในขั้นตอนนี้ เป็นวิชาซ้อนสับทับทวีล้วน อย่างที่วิชาธรรมกายท่านพูดว่า ต่อเห็น ต่อจำ ต่อคิด ต่อรู้ ต่อแว่น ต่อกล้อง ต่อญาณ ต่อนิโรธ ต่อสมาบัติ ต่อตรัสรู้ ต่อคำนวณ แล้วก็มาถึงขั้นกลั่น คือ กลั่นเห็น กลั่นจำ กลั่น ฯลฯ แล้วก็คำนวณออกไปตามเป้าหมายที่เราต้องการ แม้ถึงอย่างนี้ ยังไม่เห็นอะไร ต้องทับทวีวิชาไปอีก กว่าจะเรื่องอะไรแต่ละอย่างมาเขียนเล่าสู่กันฟัง ดูว่ามันยากขึ้นทุกวัน

เราไม่ควรถามเรื่องที่ไม่ควรถาม

     ข้าพเจ้าได้ทำสิ่งที่ไม่สมควรไปมาก แต่ก็มาได้คิดในหนหลังเสมอ ควรนำมาเล่าแก่พวกเรา อย่าน้อยก็เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรเอาไปเป็นแบบอย่าง ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร และเราไม่ควรทำอีกต่อไป

     เป็นเพราะเราขี้เกียจทำวิชา เพราะทำมา ๑๐ กว่าปีแล้ว มารยังไม่หมดสักที รบกันมาจนเรื้อรัง ไม่เสร็จงาปราบมารสักที เมื่อไรก็ทำมาแต่อย่างนี้ จึงเข้านิโรธไปถามกายธรรมหลวงพ่อท่านว่า ช่วยบอกทีเถิด ว่าสุดละเอียดที่แท้ของมารอยู่ตรงไหน จะได้ดับให้มันรู้แล้วรู้รอดไป กายธรรมของหลวงพ่อก็ดีเหลือเกิน ไม่ได้พูดอะไรให้เราสะเทือนในเลย ท่านก็บอกแก่เราตรง ๆ ว่า “ถ้าบอกเองนี้แก่ศึกษา ฯ ได้ ป่านนี้งานปราบมารมันเสร็จไปนานแล้ว”

     เรื่องยังไม่ยุติแค่นี้ เราก็นิโรธต่อไปอีก ถามต่อไปอีก นิโรธให้ละเอียดต่อไปอีก ถามต่อไปอีก สุดท้ายก็ได้คำตอบเดียวกัน คือ ไม่มีใครบอกได้ เราต้องค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำต่อไป

     เมื่อเราออกจากนิโรธ เราก็มานึกตรึกตรองต่อไป ว่าที่เราไปถามอย่างนี้ เป็นการสมควรหรือไม่ เรามีเหตุผลว่า เราไปถามเพื่อรู้ แล้วเราจะเดินวิชาไปดับให้มันสิ้นเชื้อ นี่คือความประสงค์ของเรา

     ประเด็นที่ว่า สมควรหรือไม่ เราต้องขบคิด ต้องคิดมาก ๆ และเมื่อคิดแล้ว เราจะได้ความรู้ว่า รู้ญาณของพระพุทธองค์นั้น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์หนึ่ง รู้ญาณก็ระดับหนึ่ง หากได้มาอีก ๘๔,๐๐๐ธรรมขันธ์ ก็จะเห็นละเอียดต่อไปอีก แต่การที่มารเขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรมมาก่อน เขาก็เอา ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ของอวิชชาแทรกไว้ โดยที่เขาทำไว้อย่างละเอียด รู้ญาณของเราจะทะลุปรุโปร่งไปหมด ย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราละเอียดเข้าไป เขาก็เอาละเอียดของอวิชชาเข้ามา ปิดรู้บังญาณกัน ต้องค่อย ๆ เจาะเข้าไปทีละอย่าง กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว จะให้รวดเร็วทันใจอย่างที่เราคิด มันจะถูกหรือ พระพุทธองค์ท่านนิโรธอยู่แล้ว แสวงหาความรู้อยู่แล้ว บอกความรู้แก่เราไม่ทันควันก็เหตุนี้ หากมันง่ายตามที่เราคิด ป่านนี้มารมันดับไปหมดนานแล้ว ฉะนั้นต้องอาศัยเวลา ต้องคิดค้นกันต่อไป

     ตามที่บรรยายมานี้ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เราเสียใจในหนหลังว่า เราไม่ควรทำ แม้พระองค์จะไม่ถือสา แต่เราก็ไม่ควรทำ

ลักษณะการเห็นพระพุทธองค์นิพพานเป็นที่ถูกพาตัวไปกักกัน

     เมื่อการรบไปถึงจุดหนึ่ง แต่แรกก็เป็นว่าง แต่ว่างนั้นไม่สะอาด พอเราทำให้สะอาดได้ตามหลักวิชาของการรบ เราเห็นพระพุทธองค์นิพพานเป็นมานั่งรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เราตกใจทันที นี่อะไรกัน ที่นี่ไม่ใช่นิพพานของพระองค์ ทำไมพระองค์มาอยู่ที่นี่ ทันใดนั้นเอง พระองค์ก็เข้ามาหาเราทั้งหมด เรารีบพิสดารกายมนุษย์ยิงเข้าไปในกายของพระองค์ทันที ให้กายมนุษย์ของเรา แลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย ไปจนสุดกายหยาบกายละเอียดอย่างเร็วพลัน ให้กายของเราดับและละลายเครื่องบังคับกาย ใจ จิต วิญญาณ ทีมารเขาทำไว้ พอกายของพระองค์สะอาด เราก็อาราธนาเข้าสิบเข้าศูนย์ของเรา นำกลับเข้านิพพานเป็นต่อไป

     พระองค์มาอยู่ที่นี่นานแค่ไหน แต่ครั้งใด ไม่มีใครทราบทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านตกใจ

     แต่แรกตกใจ ต่อ ๆ มาเห็นเป็นเรื่องปกติ เราคิดว่าเรารวมธาตุธรรมได้ครบแล้วแต่ยุคหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” ยังมาพบเหตุการณ์เช่นนี้ในคราวนี้อีก

     เรื่องที่เราแปลกคือ พบแต่พระพุทธเจ้านิพพานเป็น ไม่พบกายธรรมเลย และไม่พบจักรพรรดิด้วย

     ตรงนี้แหละที่เราถามต้นนิพพานเป็น ตามที่บรรยายมาแล้ว

     พระองค์ทรงขอบคุณเราทุกพระองค์ มารมันเอาธาตุธรรมของเราไปซ่อนไว้อย่างนี้ เราตกใจมาก ถามพระองค์ว่า ทำไมพระองค์ไม่เดินวิชากลับมานิพพานของเรา ทรงตอบว่า สถานที่ไปอยู่นั้น เปรียบเหมือนเป็นลวดหนาม ใจ จิต วิญญาณของเรา มารเขาทำเครื่องบังคับ จึงทำวิชาอะไรไม่ได้ เราก็มาคิดว่า เวลาเราทำสถานที่กักกัน เราทำเป็นลวดหนาม ใครอยู่ในแวดวงลวดหนาม ไปไหนมาไหนไม่ได้ ทำไม่ไม่เอามีดมาตัดลวดหนาม ไม่มีเครื่องมือใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่มือเปล่า ๆ ย่อมทำอะไรไม่ได้

     พูดถึงบารมี ข้าพเจ้าได้มาก บารมีอย่างนี้เราจะไปสร้างที่ไหน ไม่ใช่สร้างวัด ไม่ใช่บวชพระ ไม่ใช่ทอดกฐิน ข้าพเจ้ากล่าวเสมอ ขอให้คนเก่งทั้งหลายมาช่วยกันปราบมาร หากทำได้ย่อมเกิดประโยชน์หลายสถาน ถึงใครจะไม่ยกย่อง เราก็รู้อยู่แก่ใจของเราว่าเราทำอะไรได้ แม้ไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรม เราก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าอะไรคืออะไร คนอย่างเรา คำยกย่องมีความจำเป็นหรือ ที่พูดอย่างนี้ ก็คือ เชิญชวนให้พวกเราสนใจความรู้วิชาปราบมาร

     ขอจบฉากพระพุทธเจ้านิพพานเป็นถูกลักพาตัวเพียงนี้

การทำวิชาบางครั้งบันเทิงนิโรธ และกล่าวอะไรโดยเราไม่รู้ตัว

     การรบบางวัน เราทำวิชาได้ ไม่ว่าจะไปถึงขั้นตอนใด เราทำให้ใสได้หมด เราคำนวณมามากแล้วถึงเหตุทั้งปวงที่ไปถึงแล้ว กำลังถึงอยู่ และที่จะถึงต่อไป ไม่พบพระพุทธองค์ของเราอีก เกิดความสบายใจ สบายใจในประเด็นที่ว่า บัดนี้ ไม่ว่าที่ไหนสว่างใสแล้ว

     คืนวันหนึ่ง ไม่ทราบว่าวันเดือนใด กล่าวออกมาลอย ๆ ว่า “จักรพรรดิอยู่ที่ใดแล้ว อย่าเคลื่อนย้ายให้ทราบว่าใครอยู่ใครไม่อยู่” ไม่ทราบว่ากล่าวไปทำไม ไม่มีเหตุผล เป็นการบันเทิงนิโรธ กล่าวแล้วก็เดินสมาบัติกลับ

     วันต่อมาเดินวิชาเป็นปกติ และลืมคำกล่าวนั้นไปแล้ว แต่ไปสนใจวิชาอื่นต่อไป

     มารเขาถอนถอยนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ของเขาออกไปให้ห่างจากการคำนวณของเรา คือ เขาคำนวณก่อน ว่าเราจะคำนวณไปถึงไหน แล้วเขาก็เอาคำนวณถอนถอยออกไปให้พ้นระยะการคำนวณของเรา เมื่อเราคำนวณค้นคว้าเหตุตามความรู้ของเรา เราไปไม่ถึงเหตุที่เขาอยู่อาศัยขณะนี้ เราจึงหลงว่า หมดเหตุที่มารเขาทำไว้แล้ว หลงดีใจได้ไม่กี่วัน พอเราคำนวณให้เลยธาตุคำนวณธรรมคำนวณของเขา คำนวณไปเท่าไร คำนวณไม่ซ้ำนิโรธ ไม่ซ้ำสมาบัติ ไม่ซ้ำตรัสรู้ ไม่ซ้ำคำนวณ เราจะพบเหตุหนึ่งซึ่งจะเล่าต่อไปนี้

พบจักรพรรดิสำคัญ ที่มารเขาลักพาตัวเอาไปจำนวนมากหลาย

     ข้าพเจ้ามีความรู้เรื่องจักรพรรดิกายสิทธิ์ ตามที่หลวงพ่อสอน รู้อย่างใคร ๆ รู้ เพราะเรียนมาจากหลวงพ่อด้วยกันทั้งนั้น ความรู้ว่าเรื่องกายสิทธิ์และจักรพรรดิมีปรากฏอยู่ในหนังสือคู่มือสมภาร ได้แก่การฝึกดูกายของกายสิทธิ์ในดวงแก้ว ขอให้ท่านติดตามไปอ่านดู ความรู้เรืองจักรพรรดิมีปรากฏในหนังสือของหลวงพ่ออีกเล่มหนึ่งคือ หนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร กล่าวถึงจักรพรรดิว่ามี ๑๕ อย่าง ท่านต้องไปอ่านดู

     เราก็ว่าเรื่องความรู้เรื่องจักรพรรดิในหนังสือมรรคผลพิสดารเป็นความรู้ละเอียดแล้ว

     ที่ไหนได้ พอมาทำวิชาปราบมารเข้า ได้รู้เห็นเรื่องราวของจักรพรรดิเข้า ความรู้ตามที่หลวงพ่อสอนไว้นั้นเป็นความรู้เบื้องต้น เรื่องจักรพรรดิตามที่ข้าพเจ้าได้พบเป็นอีกความรู้หนึ่งและเมื่อเราไปรู้เห็นเข้า เราก็กลับมาถามหลวงพ่ออีก หลวงพ่อสอนเราอีก เราก็จำความรู้นั้นไว้ ดังจะบรรยายต่อไปนี้

แต่เดิมหลวงพ่อแบ่งจักรพรรดิว่ามี ๓ ระดับ

     ทบทวนความรู้เดิมที่หลวงพ่อสอนเรากันก่อน แต่เดิมหลวงพ่อสินเราว่า จักรพรรดิมี ๓ ระดับ คือ จุลจักร มหาจักร และบรมจักร รวมเป็น ๓ จักร คำว่า “จักร” เป็นคำย่อ คำเต็มว่าจักรพรรดิ แต่โดยที่กายใสเป็นแก้ว จึงเรียกว่า แก้วจุลจักร แก้วมหาจักร แก้วบรมจักร

     จักรหรือจักรพรรดินี้ ไปอยู่ที่ใดก็มีชื่อเรียกไปอีกอย่างหนึ่ง คือ ถ้าไปอยู่ในทิพย์ ก็เรียกทิพย์จักร ไปอยู่ในพรหม ก็เรียก พรหมจักร ไปอยู่ในอรูปพรหม ก็เรียก อรูปพรหมจักร หากไปอยู่ในนิพพาน ก็เรียก พุทธจักร แต่หลวงพ่อท่านสอนยุติว่า หากไปอยู่ในภพทิพย์ หมายถึง ทิพย์ พรหม และอรูปพรหม เรียก ทิพย์จักร คือ จุลทิพย์จักร มหาทิพย์จักร บรมทิพย์จักร แต่ถ้าไปอยู่ในนิพพาน เรียก จุลพุทธจักร มหาพุทธจักร บรมพุทธจักร

     คำว่า “จุลจักร” หมายถึง แก้วกายสิทธิ์ ที่หลวงพ่อสอนให้เราดูในดวงแก้วกายสิทธิ์นั้น อีกนัยหนึ่ง ท่านหมายเอาว่า คตขนุน คือ เม็ดขนุนเป็นหิน เม็ดผลไม้เป็นหินทั้งหมด เป็นกายสิทธิ์คือ เป็นเบื้องต้น หากเรืองหรือดวงใสเป็นแก้วที่เราเรียก “ดวงแก้วกายสิทธิ์” จึงจะเป็นจุลจักร คือ หมายความว่า กายสิทธิ์ต้องเก่งขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถึงขั้นทำให้ดวงใสได้ คือ ทำให้เรือนใสได้ จึงจะเข้าข่ายของจุลจักร การที่จะทำให้เรือนหรือดวงใสได้ ต้องใช้ความรู้อีกขั้นหนึ่งนั่นเอง พูดอย่างเราก็คือ จะเลื่อนระดับให้สูงขึ้น ก็ต้องมีผลงานมาแสดงนั่นเอง

     อีกความรู้หนึ่ง ก็คือ เรื่องขนาดของเรือน หรือขนาดของดวงแก้ว ดวงแก้วขนาดใดที่จัดเป็นจุลจักร ขนาดใดเป็นบรมจักร เราเคยได้ยินหลวงพ่อสอน

     คราวนี้มาดูเรื่องจำนวน ๑๕ คืออะไร จำนวน ๑๕ คือการนับจักรประจำกาย ดังนี้

๑. จุลจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม

๒. มหาจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม

๓. บรมจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม

     รวมเป็น ๑๒ หากนับ จุลพุทธจักร มหาพุทธจักร บรมพุทธจักร สำหรับนิพานอีก ๓ เป็น ๑๕ จักรพอดี

     จักรพรรดิมีทั้งกายและนอนกาย ในกายก็มี ๑๒ จักร ที่กล่าวนั้น นอกกายก็คือ ดวงแก้วกายสิทธิ์และคตต่าง ๆ ที่กล่าวนั้น รวมทั้ง ก้อนหยก ก้อนเพชร ก้อนพลอย และอัญมณีทั้งปวงด้วย หากใครมีไว้ในครอบครอง ท่านว่าผู้นั้นมีสมบัติมาก อย่างพระแก้วมรกตของเรา พวกเราหวงแหนและสักการบูชา บางจังหวัดเขามีพระแก้วประจำจังหวัด จังหวัดนั้นก็รุ่งเรือง เพราะพระแก้วมรกตและพระแก้วท่านเป็นจักรพรรดิ มีหน้าที่อำนวยประโยชน์สุขให้แก่มนุษย์ ตามความรู้ที่หลวงพ่อท่านสอนไว้

     คราวนี้กลับมาดูจักรพรรดิในกาย กายของเราทุกกายมีจักรพรรดิประจำกาย คือ จุลจักร มหาจักร และบรมจักร ทำหน้าที่ดูแลบำรุงรักษากาย ในวันที่เราเป็นธรรมกาย ครูเขาจะพาเราเข้านิพพาน เพื่อขอรัตนะเจ็ด (สัตตรัตนะ) ให้เรา คือ จักรแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว คลังแก้ว แก้วมณี ช้างแก้ว ม้าแก้ว ทำได้ทุกโอกาสแต่ในพรรษาทำไม่นี่ คือความรู้ที่เราทราบตรงกัน

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org