|
(๒.) เมื่อแก้ไขให้นิพพานเกิดดวงธรรม ๖ ดวงได้แล้ว ทำให้งานปราบมารก้าวหน้าเป็นลำดับมา ส่งผลให้นิพพานตรัสรู้ธรรมได้อีก จนถึงกับต้นนิพพานเป็นทรงประกาศให้ วันพุธที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ (ตรงกับขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗) เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพาน เป็นผลงานที่น่าปลื้มใจมาก (บันทึกเล่มที่ ๒๕ หน้า ๕๓) โดยให้ถือเอาวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพาน นั่นคือ เมื่อมาถึงวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ก็ให้ถือว่า วันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพานของปีนั้น ๆ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นปีแรกของวันวิสาขบูชาของนิพพาน เพราะว่าเพิ่งประกาศในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ ข้าพเจ้าได้ยินธาตุธรรมประกาศแล้ว ข้าพเจ้าก็ดีใจ! แล้วก็เกิดความคิดหลายอย่าง เรื่องที่ท่านอยากทราบก็คือ ต้องการให้ข้าพเจ้าขยายความข้าพเจ้าจะขยายความอย่างไร? นี่คือ ปัญหาใหญ่! ข้าพเจ้าจะขยายความดังนี้ ทำไมจึงต้องมีวันวิสาขบูชาของนิพพานด้วย? นี่คือคำถามที่ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าตอบ ข้าพเจ้าขอลำดับความให้ทราบ และตีความเรื่องวันวิสาขบูชาของนิพพาน ดังนี้ ก. วันวิสาขบูชาคืออะไร? ตอบว่า วันวิสาขบูชาคือวันยกฐานะความเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีวันวิสาขบูชา ความเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่มี วันนั้นเป็นวันที่เราเห็นธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ประกอบด้วยสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ วินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เรียกวันที่เราเห็นธรรมเช่นนี้ว่า วันวิสาขบูชา นี่คือเรื่องราวการมาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในโลก แต่การตรัสรู้ในนิพพานเราไม่รู้กันเลย! ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องนี้เลย ข้าพเจ้ารู้แต่ว่าต้องทำวิชาปราบมารตลอดไป แต่การที่ข้าพเจ้ารู้ขึ้นได้ เป็นเพราะพระพุทธองค์ทรงบอก ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงบอก เราก็ไม่รู้ ข. เหตุใดจึงเกิดวันวิสาขบูชาของนิพพาน? ทันใดที่ธาตุธรรมประกาศวันวิสาขบูชาของนิพพาน ทำให้เราทราบอะไรบ้าง? ข้าพเจ้าขอตีความให้ทราบดังนี้ เราต้องทราบก่อนว่า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นมี ๒ ระดับ คือการตรัสรู้ในระดับปกครองย่อย ได้แก่ การมาตรัสรู้ในโลก เป็นการมาตรัสรู้เพื่อทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า วันที่ตรัสรู้คือวันวิสาขบูชา เรื่องนี้เราท่านทราบตรงกัน การตรัสรู้อีกระดับหนึ่ง คือการตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่ ได้แก่การตรัสรู้ในนิพพาน เป็นการตรัสรู้หลังจากที่พระพุทธองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเข้าสู่อายตนะนิพพาน เรียกทั่วไปว่า เข้าสู่นิพพานนั่นเอง การตรัสรู้ระดับนี้ไม่มีใครมีความรู้เลย? แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้ ก็เพิ่งได้รู้ในคราวนี้เอง การตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่ หรือในระดับนิพพานนั้น เป็นการตรัสรู้ความรู้อีกประเภทหนึ่ง เป็นความรู้ที่เรียกว่า “อาสวักขยญาณใหญ่” ก็คือการตรัสรู้ตำรา “พิชัยสงคราม” นั่นเอง เป็นการตรัสรู้วิชาของภาคปราบ ครั้นพระพุทธองค์ได้มรรคผลนิพพานเข้าจริง เหตุการณ์กลับแปรผันไป กลายเป็นว่าการตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่นั้น ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง! พระองค์ตรัสรู้ไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มมีมรรคผลนิพพานเป็นต้นมาทีเดียว ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้ การตรัสรู้ของธรรมภาคขาวในระดับนี้ล่มสลาย! แต่การตรัสรู้ระดับปกครองย่อย คือการตรัสรู้ในโลก คงดำเนินไปเป็นปกติ และเกิดมีพระพุทธเจ้าเป็นลำดับมา ดังที่เราท่านทราบนั้น เป็นความรู้ที่เราทราบตรงกัน กลับมาพิจารณาถึงเรื่องราวของนิพพานอีกประเด็นหนึ่งคือ เหตุใดพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน คือองค์ที่กำลังทำหน้าที่พระพุทธเจ้าอยู่ในโลกขณะนี้ ไม่ทรงทราบเรื่องราวของนิพพานเลยหรือว่า มารเขาเข้ามากดขี่ข่มเหงนิพพานของเราอย่างไร? จนนิพพานของเราเดือดร้อนไปหมด มีแต่ยืนยันว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ ทั้งนั้น ล้วนแต่กล่าวว่า นิพพานเป็นสุขยิ่งทั้งนั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า มารเขาบังคับอยู่! พูดความจริงอะไรไม่ได้! มารเขาบังคับไปหมด จนกระทั่งเขาปฏิวัติระบบนิพพานภาคขาวขึ้นใหม่ แต่เดิมพระพุทธเจ้าของธรรมภาคขาวเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ แต่นิพพานที่เราเข้าด้วยกายมนุษย์นั้น มารเขาปฏิวัติใหม่ให้พระพุทธองค์เข้านิพพานด้วยกายธรรม เปลี่ยนระบบนิพพานของภาคขาวจากสอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานเป็น) มาเป็นนิพพานกายธรรม คือนิพพานอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงให้เข้านิพพานด้วยกายธรรม ไม่ให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์เช่นแต่เดิม เพราะกายมนุษย์ต้องเจ็บป่วยตาย คงเหลือแต่กายธรรม มารให้เอากายธรรมเข้านิพพาน เพื่อมารจะได้บดขยี้ได้ง่ายดายยิ่งขึ้นนั่นเอง เพราะกายธรรมไม่มีกายมนุษย์รองรับ มีความอ่อนแอเปราะบางเหมือนปูไม่มีกระดอง การที่มารสามารถบังคับพระพุทธเจ้าภาคขาว จนถึงขั้นเขาสามารถเปลี่ยนระบบนิพพานของเราได้ นับว่าเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมารเขา ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วในตอนที่ผ่านมานั้น เนื้อหาสาระมีอย่างไร? ขอให้ท่านกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ สรุปว่า ตั้งแต่พระพุทธองค์ได้มรรคผลนิพพานแล้ว คือได้เข้าสู่อายตนะนิพพานแล้ว พระองค์ไม่ได้ตรัสรู้อะไรเพิ่มเติมอีกเลย เนื่องจากถูกมารเข้ามาขัดขวางในทุกรูปแบบ มารเข้ามากดขี่ข่มเหง ทั้งยังทำทารุณกรรม ตามที่เคยนำเสนอมาแล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น ส่งผลให้พระองค์ตรัสรู้ไม่ได้ในระดับ “ปกครองใหญ่” แต่งานปราบมารนั้น ข้าพเจ้าทำมาตลอด จนถึงวันนี้ธาตุธรรมท่านประกาศว่า “วันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ตรงกับวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพาน” แปลว่า พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในระดับปกครองใหญ่ได้แล้ว ข้าพเจ้าดีใจมากที่งานปราบมารได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ข้าพเจ้าก็คิดว่า เป็นเพาะเหตุใดหรือ? ตอบว่า เราแก้ไขให้นิพพานมีดวงธรรม ๖ ดวงให้เกิดขึ้นได้ ตามที่กล่าวแล้วนั้น พอดวงธรรม ๖ ดวงเกิดขึ้นได้เป็น เถา-ชุด-ชั้น-ตอน-ภาค-พืด และเกิดขึ้นได้ละเอียดเข้าไปอีก เมื่อดวงธรรม ๖ ดวงของนิพพานเกิดขึ้นได้แล้ว ต่อมาไม่นานก็มาถึงเหตุการณ์วันวิสาขบูชาของนิพพาน ค. วันวิสาขบูชาของนิพพานเกิดขึ้น บ่งบอกอะไรแก่เราบ้าง ตอบทันที วันวิสาขบูชาของนิพพานมีขึ้นได้ เพราะพระพุทธองค์ทั้งหมดในอายตนะนิพพาน ทั้งนิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) และนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) ได้ตรัสรู้พร้อมกันในหลักสูตรระดับ “ปกครองใหญ่” เมื่อตรัสรู้ได้แล้ว จึงเกิดวันวิสาขบูชาของนิพพานเกิดขึ้น ตามที่ “ต้นนิพพานเป็น” (สอุปาทิเสสนิพพาน) ทรงประกาศนั้น นับเป็นครั้งแรกที่มีการตรัสรู้ตั้งแต่เริ่มมีมรรคผลนิพพานมาทีเดียว การมีมรรคผลนิพพานนั้น มีความยาวนานมาแล้วเพียงใด? เราไม่ทราบ ทราบแต่ว่านานแสนนานเหลือเกิน การที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ เกิดจากเราทำวิชาปราบมารดับมารทั้งปวงที่มายึดอำนาจปกครอง เมื่อมารถูกดับหมดไป หมดผู้กดขี่ หมดผู้มาขัดขวาง ส่งผลให้พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ได้ เมื่อตรัสรู้ได้แล้ว ก็ทำวิชาสู้กัน ทำให้พระพุทธองค์พ้นจากการปกครองของมารในทันที วิชาที่ทรงตรัสรู้นั้น เรียกว่า “วิชาอาสวักขยญาณใหญ่” หรือ ตำราพิชัยสงคราม นั่นเอง ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น (๓.) งานปราบมารได้ผลเกินคาด ต้นธาตุของนิพพานกายธรรมประกาศต่อไปนี้มรรคผลนิพพานให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ไม่ให้เข้านิพพานด้วยกายธรรมอีกต่อไป คือให้กลับไปใช้มรรคผลนิพพานระบบสอุปาทิเสสนิพพานตามเดิม ไม่ให้ใช้มรรคผลนิพพานระบบอนุปาทิเสสนิพพานอีกต่อไป (บันทึกเล่มที่ ๒๕ หน้า ๖๕) ประกาศเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ย้อนไปเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เราได้ยินข่าวดีว่า วันนั้นตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๗ ปี ๒๕๔๓ เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพาน ครั้นมาถึงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ ต้นธาตุนิพพานกายธรรมท่านประกาศว่า ต่อไปนี้ผู้ได้มรรคผลนิพพานให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์เท่านั้น ไม่ยอมให้เข้านิพพานด้วยกายธรรมอีกต่อไป นั่นคือ ให้ได้มรรคผลนิพพานระบบสอุปาทิเสส นิพพานเช่นเดิม นั่นเอง ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว เกิดความปลื้มใจ! ที่งานปราบมารได้ผลงานดีเด่นเป็นลำดับมา เรามีหน้าที่ทำวิชา และธาตุธรรมท่านมีหน้าที่ประเมินผลงาน ได้ผลงานอะไร? ธาตุธรรมท่านก็บอกให้ทราบมาตลอด วันนี้เราได้ผลงานเช่นนี้ ดีใจกันทั่ว! ที่ว่าดีใจนั้นก็คือ พระพุทธองค์ทรงปลอดภัยทั้งหมด และจักรพรรดิกายสิทธิ์ของภาคขาวทั้งหมด ปลอดภัยหมดแล้ว ไม่ต้องอยู่ในปกครองของมารอีกต่อไป กว่าจะได้ผลงานนี้ ใช้เวลารบนานกี่ปี? ปราบมารวันแรกคือวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๗ นับถึงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ คิดหยาบ ๆ ก็ ๑๖ ปีกว่า ฉะนั้น สรุปว่าใช้เวลารบในระดับปกครองใหญ่ใช้เวลา ๑๖ ปีเศษ และตั้งแต่วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นมา การรบทั้งในปกครองใหญ่ คือรบในนิพพาน และมารบในปกครองย่อย คือรบในภพ ๓ ด้วย ควบคู่กันมา ซึ่งแต่ก่อนเป็นการรบในปกครองใหญ่สถานเดียว เพิ่งจะเดินวิชามารบในภพ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นมา เหตุใดจึงเพิ่งมารบในภพ ๓ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นมา? ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร? บอกได้แต่ว่า ในการเดินวิชานั้น จะเป็นโดยอัตโนมัติ หากในปกครองใหญ่ยังไม่เสร็จ จะเคลื่อนมาในภพ ๓ ได้อย่างไร? การเดินวิชาจะต้องรวมรู้รวมญาณกัน ของเราและนิพพานทั้งหมด และทั้งจักรพรรดิทั้งหมดเข้าด้วยกัน การเดินวิชาไปในทิศทางใด? จะเป็นทิศทางเดียวกันหมดเป็นอัตโนมัติ หากจะเคลื่อนย้ายมาในภพ ๓ ก็ต้องมาด้วยกันทั้งหมด เพราะเป็นอัตโนมัติ เมื่อเดินวิชารบในภาคนิพพานเสร็จแล้ว ก็เคลื่อนย้ายมารบในภพ ๓ ผลงานการรบในภพ ๓ ยังไม่มีผลงานที่เด่นชัดในระยะนี้ ผลงานปราบมารในภพ ๓ มีอย่างไร? จะได้รายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป งานปราบมารบรรลุเป้าหมายไปส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนงานภายในปกครองย่อยยังไม่บรรลุเป้าหมาย ขอบรรยายให้ทราบดังนี้ คืองานปราบมารมี ๒ ระดับ คือระดับปกครองใหญ่ ได้แก่การปราบมารในระดับนิพพาน เพราะมารไปปกครองพระพุทธเจ้าในนิพพานด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น บัดนี้งานปราบมารมาถึงจุดที่ธาตุธรรมท่านประกาศว่า วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ (ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗) ให้ถือว่าวันนี้เป็นวันวิสาขบูชาของนิพพาน เพราะเป็นวันที่พระพุทธองค์ทั้งนิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน)และนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพพาน) ได้ตรัสรู้พร้อมกัน ส่งผลให้พระองค์พ้นจากการปกครองของมารตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นต้นไป ครั้นต่อมาถึงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๓ เป็นวันที่ธาตุธรรมท่านประกาศให้ใช้ระบบมรรคผลนิพพานใหม่ คือให้ผู้ได้มรรคผลนิพพานต่อไปนี้ เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ไม่ให้เข้านิพพานด้วยกายธรรมอีกต่อไป นั่นคือ ให้ใช้มรรคผลนิพพานระบบนิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) ตามเดิม ไม่ให้ใช้ระบบนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) อีกต่อไป เพราะอนุปาทิเสส นิพพานเป็นระบบของมาร ไม่ใช่ระบบของธรรมภาคขาวมาแต่เดิม ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว นอกจากมารจะปกครองพระพุทธองค์ในนิพพาน ที่เราเรียกว่าระดับปกครองใหญ่แล้ว มารเขาปกครองอีกระดับหนึ่ง คือปกครองในระดับภพ ๓ นั่นคือ มารปกครองอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษยโลกด้วย การปกครองในระดับภพ ๓ นี้ เรียกว่าระดับปกครองย่อย ดังนั้นมนุษย์ทั้งโลกเดือดร้อนเพราะถูกมารปกครอง กินความไปถึงสวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น เดือดร้อนไปด้วยและยังกินความไปถึงจักรพรรดิและกายสิทธิ์ทั้งปวงด้วย แปลว่า มารปกครองทั้งหมด ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นเดียวกัน กล่าวถึงทุกข์ร้อนที่มนุษย์ในโลกยังประสบพบอยู่คืออะไร? เรื่องนี้เราทราบตรงกัน คือ ชรา (ความแก่) โรคา (เป็นโรค) มรณะ (ตาย) และทุกข์ภัยต่าง ๆ โดยที่มารเขาทำวิชาปกครองไว้ นั่นคือวิชาทุกข์และสมุทัย ซึ่งวิชาทุกข์และสมุทัยนี้ เรายังแก้วิชาของมารไม่ได้ ส่งผลให้เรายังแก่ เป็นโรค และตายกันอยู่ หากแก้วิชาของเขาได้ เมื่อถึงคราวที่เราได้มรรคผลนิพพาน เราก็เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ในระหว่างที่เรายังไม่ได้มรรคผลนิพพาน เราก็ยังสร้างดวงบุญบารมีกันอยู่ในโลก เมื่อหมดอายุก็ทิ้งร่างกาย แล้ววิญญาณก็ไปสู่สวรรค์ ไม่เรียกว่าตาย แต่เรียกว่า หมดอายุขัย คำว่า “ตาย” ถูกนำมาใช้ในยุคที่มนุษย์มี เห็น-จำ-คิด-รู้ เป็นทุกข์สมุทัย ในยุคที่มนุษย์มี เห็น-จำ-คิด-รู้ เป็น ทาน-ศีล-ภาวนา ไม่ใช้คำว่าตาย แต่ใช้คำว่าหมดอายุขัย พอมาถึงชาติสุดท้ายแห่งการเวียนว่าย เพราะดวง ทาน-ศีล-ภาวนา โตได้เกณฑ์ที่จะได้มรรคผลนิพพาน กายมนุษย์จะไม่หมดอายุขัย กายมนุษย์จะสวยขึ้นและใส แล้วก็เข้านิพพานไปเลย สรุปแล้วกายมนุษย์ในชาติสุดท้ายแก่อย่างเพชรพลอย ส่วนใหญ่ในชาติที่ยังเวียนว่ายอยู่นั้น กายมนุษย์ยังแก่เหมือนพืชผัก คือ ผุพัง เน่าเปื่อย กลับมาพิจารณาเรื่องความทุกข์ร้อนที่ชาวสวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๔ ชั้น ได้รับคืออะไร? เรื่องนี้พวกเราไม่ค่อยทราบกันเลย ทั้งนี้หมายรวมถึงจักรพรรดิและกายสิทธิ์ที่อยู่ในภพ ๓ ทั้งหมดด้วย ว่าทุกข์ร้อนที่เขาได้รับคืออะไร? เราตอบได้ทันที ไม่ยากอะไรเลย จงดูว่าพระพุทธองค์ในนิพพานและจักรพรรดิกายสิทธิ์ในนิพพาน มารเขาทำให้พระองค์เดือดร้อนอย่างไร? มารเขาทำอะไรอย่างไร? เขาทำแก่สวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น อย่างนั้น แม้กระทั่งจักรพรรดิกายสิทธิ์ที่อยู่ในนั้นด้วย มารเขาก็กระทำอย่างเดียวกัน รวมความว่า ไม่ว่าใครที่อยู่ในภพ ๓ มารเขาปกครองทั้งหมด เขาให้ทุกข์ร้อนได้ทั้งหมด คือข้อพิจารณาทั่ว ๆ ไป เมื่อดูไป ๆ มารเขาไม่ดุดันเท่าไร? หากเขาต้องการดวงบารมีเขาก็มาระเบิดเอาไปได้ เรียกว่า หวานหมู ขอกล่าวแค่นี้ก่อน รวมความว่า ภพ ๓ อยู่ในปกครองของมาร ก็ต้องเดือดร้อนกันหมด แต่งานปราบมารในปกครองย่อย คือการรบในภพ ๓ ในเบื้องต้นนี้ ยังไม่มีอะไรเด่นชัด บอกได้แต่ว่า การรบในปกครองใหญ่บรรลุเป้าหมาย จนถึงเกิดวันวิสาขบูชาของนิพพาน และธาตุธรรมท่านประกาศให้ใช้ระบบมรรคผลนิพพานเป็นแบบสอุปาทิเสสนิพพานนั้น นับว่าเป็นโชคดีของเราแล้ว พระพุทธองค์และจักรพรรดิปลอดภัยหมดแล้ว มารปกครองพระองค์ไม่ได้แล้ว พระองค์ก็จะมาช่วยเรารบในระดับปกครองย่อยต่อไป ดีใจกันทั้งนั้น! ดีใจกันทั่ว! ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย ข้าพเจ้าดีใจจนเนื้อเต้น เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธาตุในธรรมคือ ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพูได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้ปกครองใหญ่ในนิพพาน และให้เป็นผู้ปกครองในภพ ๓ ด้วย ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ (บันทึกเล่มที่ ๒๕ หน้า ๑๔๐) การมอบอำนาจปกครองนั้น กระทำโดยต้นธาตุนิพพานกายธรรมกล่าวมอบอำนาจก่อน ต่อมา “ต้นใหญ่” ท่านก็กล่าวมอบ จากนั้น “ต้นนิพพานเป็น” ท่านก็กล่าวมอบอำนาจ ทั้งในฐานะต้นธาตุและผู้ปกครองใหญ่ของนิพพานเป็น ต่อจากนั้นต้นธาตุนิพพานกายธรรมก็กล่าวมอบอำนาจปกครองในภพ ๓ ให้อีก แล้วผู้ปกครองของอรูปพรหม ๔ ชั้น ก็กล่าววาจามอบอำนาจ เสร็จแล้วผู้ปกครองพรหม ๑๖ ชั้น ก็กล่าววาจามอบอำนาจ จากนั้น ผู้ปกครองสวรรค์ ๖ ชั้น ก็ออกมากล่าววาจามอบอำนาจ ส่วนอำนาจปกครองในมนุษย์นั้น ต้นธาตุนิพพานกายธรรมเป็นผู้กล่าวมอบอำนาจ เป็นอันว่า ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู เป็นผู้ปกครองใหญ่ในนิพพานทั้งหมด ทั้งนิพพานเป็นและนิพพานกายธรรม และเป็นผู้ปกครองใหญ่ภพ ๓ ด้วย คือเป็นผู้ปกครองอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น รวมทั้งมนุษยโลกด้วย ตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ข้าพเจ้ามีความตกใจมาก! ตกใจในประเด็นที่ว่า นี่คืออะไรกัน? นี่คือเหตุการณ์อะไร? เป็นเหตุการณ์ซึ่ง ๆ หน้า ที่เราไม่ทราบและระแคะระคายมาก่อนเลย จู่ ๆ ธาตุธรรมท่านก็ประกาศออกมาเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงตกใจมาก! เพราะอำนาจปกครองในธาตุในธรรมนั้น ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ เป็นเรื่องของหน้าที่การงาน เป็นงานหนัก! เป็นงานใหญ่! ธาตุธรรมระดับสูงทรงมีความคิดอย่างไร? ทรงมีเหตุผลอะไร? นี่คือความคิดของข้าพเจ้า เมื่อคิดแล้ว ข้าพเจ้าก็ตอบคำถามไม่ได้ ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานานปี ได้รู้เห็นเรื่องราวในนิพพาน ได้รู้ปัญหา ได้รู้ถึงความรับผิดชอบ ได้รู้ถึงความยากลำบาก ได้รู้เห็นฤทธิ์เดชของมาร ได้รู้ถึงความยากเย็นของการทำวิชาปราบมาร ได้รู้ถึงความยากแห่งการแสวงหาวิชา ความรู้มาก ๆ แต่ดับมารไม่ได้ ความรู้นั้นก็ใช้การไม่ได้ ความรู้อย่างนั้น รกสมองของเรา ไม่มีประโยชน์เลย! นี่คือความรู้สึกของข้าพเจ้าที่ได้มาพบเหตุการณ์สำคัญคราวนี้ ไม่ได้ดีใจเหมือนเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นประธานาธิบดีอย่างในโลกของเรา แต่ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู ท่านคงดีพระทัยที่ทรงได้เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจสูงสุด ไม่มีใครโตไปกว่าพระองค์อีกแล้ว ไม่มีใครมีอำนาจเท่าพระองค์อีกแล้ว นี่คือความคิดของข้าพเจ้า ว่าง ๆ ก็จะลองถามพระองค์ดู พระองค์จะทรงตอบแก่ข้าพเจ้าอย่างไร? แต่การที่พระองค์มาทำวิชาปราบมารกับข้าพเจ้านั้น ก็ด้วยเห็นว่าข้าพเจ้าเป็นคู่บารมีหลบไม่ได้ และก็หนีไม่พ้น เป็นเรื่องจำยอม เพราะทรงทราบดีว่า ไม่เคยมีใครชนะมารเลย แต่ที่มาทำวิชารบกับมารก็ด้วยความจำเป็น ตามเหตุผลที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้ รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ทูลถามพระองค์ว่า ดีพระทัยหรือไม่ที่ธาตุธรรมท่านมอบให้เป็นผู้ปกครองใหญ่ในธาตุธรรมทั้งหมดและในภพ ๓ ด้วย? ทรงตอบตรงกันเหมือนกับนัดหมายทีเดียว ทรงกล่าวว่า “เป็นงานใหญ่ เป็นภาระอันหนัก ตั้งแต่อดีตมาแล้ว ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้” ทรงกล่าวสั้น แต่ได้ความ ต้นปราบท่านบอกว่า เหตุการณ์เช่นนี้ยังไม่เคยมาในอดีต ทำให้เราได้รู้ว่าเรื่องในธาตุในธรรมนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน เพิ่งปรากฏเป็นครั้งแรกคือครั้งนี้ ก. เหตุใดธาตุธรรมจึงทรงมองอำนาจปกครองให้แก่องค์ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู? งานปราบมารก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โปรดอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑-๔ ให้ละเอียดแล้วจะทราบ ให้ท่านดูประวัติของ “ตรีภพ และหยกชมพู” และดูประวัติของ “ต้นปราบ” เพราะข้าพเจ้านำเสนอไปแล้ว เรื่องย่อมีอยู่ว่า แต่แรกข้าพเจ้าก็ทำวิชากับ “ตรีภพ” ต่อมาได้พบ “หยกชมพู” ท่านก็มาทำวิชาด้วย โดยทิ้งเรือนของท่านมา เรือนของท่านเป็น “ก้อนหยกสีชมพู” ท่านมาอยู่กับเรือนของ “ตรีภพ” ต่อมาอีกระยะหนึ่ง “ต้นปราบ” ท่านเสด็จมา พอ”ต้นปราบ” เสด็จมา เกิดเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าเสียใจมาก จำได้ว่าอยู่ดี ๆ หลวงพ่อท่านก็วางมือไป ถวายงานปราบมารแก่ “ต้นปราบ” ข้าพเจ้าจึงเสียใจ เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะเราคุ้นเคยกับหลวงพ่อมานาน เรายังไม่คุ้นกับ “ต้นปราบ” นั่นเอง งานปราบมารดำเนินสืบต่อมา กี่ปีก็จำไม่ได้แล้ว ต่อมาธาตุธรรมสถาปนาเลื่อนฐานะของ “ตรีภพและหยกชมพู” ให้มีฐานะเทียบ “ต้นปราบ” แปลว่า ธาตุธรรมท่านหมายตาไว้แล้ว มีผลงานเข้าตากรรมการเป็นลำดับมา ครั้นมาถึงวันดีคืนดี คือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ ธาตุธรรมท่านก็ประกาศมอบอำนาจให้ “ต้นปราบ ตรีภพ และหยกชมพู” เป็นผู้ปกครองใหญ่ ตามที่กล่าวไว้แล้วนั้น ธาตุธรรมท่านมีความคิดอย่างไร? มีแผนการอย่างไร? มีเหตุผลอะไร? ขอให้ท่านเข้ากายธรรมไปศึกษาเรียนรู้เอาเองในอายตนะนิพพาน ท่านจะทราบเรื่องละเอียด ข. ธาตุธรรมท่านมอบอำนาจแก่ข้าพเจ้าด้วยหรือเปล่า? ข้าพเจ้าบรรยายอย่างเปิดใจไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าขอพูดแต่ว่า “ละครเรื่องปราบมาร ข้าพเจ้าทำมาตลอด และต้องทำต่อไป เพราะธาตุธรรมท่านบังคับมาแต่ต้นแล้ว” ข้าพเจ้ารับใช้มาตลอด แม้ข้าพเจ้าไม่เต็มใจ แต่ข้าพเจ้าก็ทำถวาย ข้าพเจ้าถือว่าตอบคำถามแล้ว พูดได้แค่นี้ ถ้าท่านอยากรู้ละเอียด ก็ขอให้เข้ากายธรรมไปเรียนในอายตนะนิพพานเอาเอง ไม่ต้องมีจดหมายถามและไม่ต้องโทรศัพท์ถามอีก เพราะข้าพเจ้าตอบข้อถามของท่านแล้ว ตอบได้แค่นี้ ก็คือแค่นี้ ถ้าอยากรู้ละเอียดจริง ๆ ก็ต้องถามคุณชูชัย ศรีสุชินวงศ์ (เภสัชกร) เขาคงเล่าเรื่องได้ เพราะข้าพเจ้ามีอะไรมักคุยกับเขา เขาเป็นผู้อ่านบันทึกทั้งหมด เขาทราบเรื่องทั้งหมด การที่ข้าพเจ้าบรรยายอย่างเปิดใจไม่ได้ ก็เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องสูงสุด จนข้าพเจ้าเห็นว่า ไม่ควรที่เราจะไปรู้ไปเห็น เพราะเราไม่มีหน้าที่ หน้าที่ของเราก็คือรับใช้ธาตุธรรม ทรงใช้ให้ทำอะไร? เราก็ทำ ทรงให้ปราบมารเราก็กำลังทำอยู่ ทรงมอบหมายให้อะไรมา? เราหลบไม่พ้นอยู่แล้ว ทุกเรื่องไม่ว่าพอใจหรือไม่? เรารับเละอยู่แล้ว ทุกวันนี้ข้าพเจ้าหนักใจ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |