|
ในสากลโลกและสากลธรรม ใครเป็นใหญ่สุดยอด? ในโลกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโลกอะไร? ไม่ว่าเป็นโลกของมนุษย์หรือโลกของสัตว์ ตอบว่ามารเป็นใหญ่สุดยอดในธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นธรรมอะไร? ตอบว่า มารเป็นใหญ่สุดยอด ดังนั้น ทั้งในสากลโลกและในสากลธรรม มารเขาเป็นใหญ่ มารเขาเป็นเจ้า มารเขาเป็นผู้ปกครองทั้งปวง อยู่ในปกครองของเขา จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่เขาบังคับ การบังคับนั้น เขาบังคับโดยอะไร? ไม่มีใครตอบได้เลย ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานานปี จึงได้รู้ว่าเขาบังคับเราด้วยวิธีอะไร? ไม่มีใครอยากถูกบังคับ เราอยากมีอิสระด้วยกันทั้งนั้น ทั้งมนุษย์และสัตว์โลกต่างก็อยากมีอิสรภาพ อยากมีอิสระเสรี ไม่อยากอยู่ใต้ปกครองของใคร! ให้เราดูประเทศในโลกของเรา บางประเทศอยู่ในปกครองของประเทศอื่น ต่อมาก็ดิ้นรนแยกตัวออกเป็นอีกประเทศหนึ่ง เป็นอิสระเป็นเอกราช เมื่อเขาเป็นอิสระเป็นเอกราชแล้ว เขาก็ฉลองความเป็นเอกราชของเขา แล้วเขาก็จัดการปกครองประเทศของเขาเอง ดังตัวอย่างเช่นนี้เราเห็นในโลกของเราแล้ว กลับมาดูสัตว์บ้าง สัตว์ถูกมนุษย์บังคับ โดยเอามาขังไว้ในกรงเลี้ยงบ้าง เอามาล่ามโซ่บ้าง ให้สังเกตว่า มันพยายามทุกอย่างที่จะออกจากกรงเลี้ยง พยามยามจะให้หลุดจากโซ่ที่เราล่ามเขา หากหลุดจากกรงมาได้ หรือหลุดจากโซ่ล่ามมาได้ มันจะดีใจจนเราเห็นกิริยาอาการที่มันแสดงออก แสดงว่าสัตว์เขาอยากเป็นอิสระ ไม่อยากถูกบังคับ แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร? คราวนี้เรามาดูการบังคับของมารบ้างว่า เขาบังคับสัตว์โลกอย่างไร? และดูว่าเขาบังคับนิพพานคือบังคับธาตุธรรมอย่างไร? ตอบได้ทันทีว่า มารเขาบังคับโดยวิชา วิชาคือความรู้ เขาตรัสรู้ได้ดีกว่า เขาเห็นวิชาได้ละเอียดกว่า เขาก็เอาวิชาที่เขาตรัสรู้นั้นมาทำเครื่อง แล้วเอาเครื่องนั้นเข้ามาบังคับใจพวกเรา พวกเราเมื่อถูกวิชาของมารแล้ว ใจของเราก็หมดอิสรภาพ เป็นไปตามการบังคับของวิชามาร เราแก่ เราเจ็บ คือเป็นโรค และเราตาย ก็ด้วยการบังคับของวิชามาร วิชาที่เขาทำบังคับคือ วิชาทุกข์และสมุทัยนั่นเอง ส่วนการบังคับธาตุธรรมคือการบังคับในนิพพานนั้น เขาทำวิชาปิฎกของมารขึ้นมา แล้วเอาวิชาปิฎกของเขามาหุ้มดวงปิฎกของธรรมภาคขาว ทำให้ปิฎกของภาคขาวหมดอิสรภาพ นิพพานของภาคขาวจึงอยู่ในปกครองของมารด้วยวิชาปิฎกนี่เอง ปิฎกของเราเบิกบานออกมาไม่ได้ เพราะถูกปิฎกของมารเขาบังคับอยู่ พระพุทธเจ้าในนิพพานตรัสรู้อะไรไม่ได้เลย! เป็นปัญหาใหญ่หลวง ดังนั้น มารเขาจึงเป็นเจ้าโลก มารเขาจึงเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม คือบังคับมนุษยโลกและบังคับนิพพานได้ทั้งหมด ความเสียหายเกิดจากการปกครองของมารนั้น ตอบว่าเสียหายมาก กล่าวถึงพวกเรา คือมนุษย์ที่ถูกมารปกครองในทุกวันนี้ เรามีความแก่ เป็นโรค และตาย หากยังไม่ตาย ก็เดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ เกิดกลียุค เกิดสงคราม เกิดข้าวยากหมากแพง เกิดโจรผู้ร้าย เกิดภัยธรรมชาติ นั่นคือฝีมือของมารที่เขาทำให้เป็นไปความละเอียดลึกลงไปที่เรามองไม่เห็น ก็คือมารเขามาระเบิดดวงบุญไปจากมนุษย์ได้ เขาทำได้ตามใจชอบ โดยที่เราไม่รู้เลยและเมื่อมนุษย์ตายไป จะต้องไปสู่ภพภูมิที่มารเขาทำไว้กักขัง นั่นคือ นรก อเวจี และโลกันต์ สรุปแล้ว มนุษย์เดือดร้อนทั้งที่มีชีวิตอยู่ และเดือดร้อนหลังจากที่ตายไปแล้ว พวกเราที่เรียนวิชาธรรมกายกันมานานปีนั้น ยังเอาความรู้มาพูดได้ไม่มาก เพราะยังศึกษาเล่าเรียนน้อยไป ความรู้ยังเล็กน้อยเกินไป ท่านบอกว่าเรียนมาร้อยปีนั้น ข้าพเจ้าดูแล้ว ความรู้ของท่านแค่ระดับอนุบาลศึกษาเท่านั้น แปลว่าความรู้ยังน้อยเกินไป กลับมาดูเรื่องมรรคผลนิพพานบ้าง พระพุทธเจ้าของภาคขาวที่อยู่ในนิพพาน ถูกมารปกครองโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถตรัสรู้ในความรู้ละเอียดต่อไปได้ คงได้ตรัสรู้เฉพาะที่มาทำหน้าที่พระพุทธเจ้าในโลกเท่านั้น ตรัสรู้ได้แค่ไหนก็ได้แค่นั้น เมื่อกลับเข้าสู่นิพพานแล้ว ไม่ได้ตรัสรู้อะไรอีกเลย มารเข้ามากดขี่ข่มเหง บังคับในทุกรูปแบบ พวกเราเรียนวิชาธรรมกายกันมานานปี แต่ก็ยังเอาเรื่องราวมารายงานได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่รู้อะไรลึกซึ้ง ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานานปี ได้รู้เห็นมามากพอสมควรแล้ว จึงนำความรู้นั้นมาบรรยายให้ทราบเท่าที่จะทำได้ ดวงบารมีของพระพุทธองค์ มารเขาก็มาระเบิดเอาไปได้ เขาเอาพระพุทธองค์ไปทำโทษก็ได้ เอาไปกักขัง เอากักบริเวณ เอาจักรพรรดิของภาคขาวไปทารุณกรรมนานาประการ ข้าพเจ้าได้นำผลงานมารายงานมากมายแล้วในหนังสือปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔ ให้ท่านกลับไปอ่านเอาเอง สรุปว่า ในสากลโลกในสากลธรรม มารเขาเป็นใหญ่สุดยอด เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม เขาเป็นผู้ปกครองใหญ่ ต้องจำไว้เป็นความรู้ว่า มารเข้าที่ไหน? ก็เดือดร้อนที่นั่น! ใครถูกมารปกครอง! เขาผู้นั้นก็เดือดร้อนเป็นทุกข์ ทั้งนิพพานและภพ ๓ ถูกมารปกครอง จึงเดือดร้อนกันทั่วหน้า นิพพานหมายถึง พระพุทธองค์ และภพ ๓ หมายถึงชาวสวรรค์ คือ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และมนุษย์ในโลกของเรานี้ เป็นผู้ได้รับทุกข์และเดือดร้อน เนื่องจากอยู่ในปกครองของมาร ไม่มีใครอยากอยู่ในปกครองของมารด้วยกันทั้งนั้น ทุกคนอยากเป็นอิสระเสรีด้วยกันทั้งนั้น แต่เหตุที่จำยอม เนื่องจากความรู้สู้มารเขาไม่ได้ ดังที่กล่าวแล้วนั้น ถามว่า ความทุกข์และความเดือดร้อนที่เราได้รับนั้นเป็นเวลายาวนานแค่ไหน? ตั้งแต่เมื่อไรมาแล้ว? คำถามนี้ยังหาคำตอบไม่ได้ ไปถามนิพพานท่านดู ก็ตอบว่านานมาแล้ว ที่ว่านานมาแล้วนั้นกี่ปีกี่เดือน? ยังไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าพยายามจะรู้มานานแล้ว แต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้าให้ข้าพเจ้าตอบแบบเดาเอา ข้าพเจ้าก็เดาว่าตั้งแต่มีมรรคผลนิพพานมาทีเดียว แต่มารเข้าบังคับไม่ให้พูด ไม่ให้บอกความจริงแก่กันและกัน ใครพูดใครบอก? มารเขาก็ทำโทษ! ดังข้อมูลต่าง ๆ ที่เสนอไปแล้วในหนังสือปราบมารทั้ง ๔ ภาคนั้น เพราะเหตุนี้เอง เราจึงไม่รู้ของจริง เนื่องจากพระพุทธองค์บอกความจริงแก่เราไม่ได้ เพราะถูกมารเขาบังคับไปหมด แม้พวกเราจะเรียนวิชาธรรมกายกันมาแสนนาน ก็ยังไม่อาจรู้เรื่องราวเช่นนี้ได้ เพราะวิชาของเรายังอ่อนเกินไป ยังเข้าไม่ถึงความรู้ลึกซึ้งระดับนี้ เหตุผลที่ข้าพเจ้ารู้ได้ เป็นเพราะงานปราบมารของข้าพเจ้ามาถึงขั้นตะลุมบอนกันแล้ว หากการรบไม่ถึงขั้นนี้ จะไปล่วงรู้เรื่องลึกซึ้งเช่นนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้! ดังนั้น ความรู้ต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้านำมาเสนอนี้ เป็นความรู้ลึก ยังไม่มีใครรู้เรื่องทั้งนั้น วิชาปราบมารที่นายการุณย์ บุญมานุช ทำอยู่ในทุกวันนี้ ทำเพื่ออะไร? นี่คือประเด็น ตอบทันทีเลย ทำเพื่อให้พระพุทธองค์ในนิพพานชนะมารให้จงได้ แม้ว่าจะยากหรือลำบากอย่างไร? ข้าพเจ้าก็พยายามทำต่อไป แม้จะไม่มีความหวังเลย ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะข้าพเจ้าถูกธาตุธรรมท่านกำหนดตัวให้ปราบมาร ไม่มีทางที่ข้าพเจ้าจะหลบหลีก ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงด้วยประการใด ๆ ถามว่า วิชาปราบมารที่ทำอยู่นี้ เริ่มทำมาตั้งแต่เมื่อไร? ตอบว่า เริ่มมาตั้งแต่วันเข้าพรรษาของปี ๒๕๒๗ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๗ นับถึงวันนี้คือปี ๒๕๔๕ เป็นเวลา ๑๘ ปีแล้ว ถามต่อไปว่า ได้ผลงานอะไรบ้าง? ตอบว่าได้ผลงานตามหนังสือปราบมารภาค ๑-๒-๓-๔ เล่มที่อยู่ในมือของท่านคือ “ปราบมาร ภาค ๕” ผลงาน “ปราบมารภาค ๕” มีดังต่อไปนี้ เพื่อให้ความรู้สืบเนื่องติดต่อกัน โปรดกลับไปอ่านเล่ม “ปราบมารภาค ๔” อีกครั้งหนึ่ง ว่าเล่มนั้นถึงผลงานใดแล้ว? เพราะปราบมารภาค ๕ กล่าวต่อจากเล่ม “ปราบมารภาค ๔” ทันที (๑.) การรบมาถึงจุดหนึ่ง ปรากฏว่าอายตนะนิพพานของเรา ไม่มีดวงธรรม ๖ ดวงให้เดินวิชา จึงเป็นทางตัน หมดหนทางที่จะแก้ เป็นการพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงของภาคขาว นี่คือทะเลรู้ทะเลญาณของภาคขาวถูกมารกลืนไปหมดแล้ว ส่งผลให้มารเขารู้อะไรในภาคขาวจนหมดสิ้น แต่ภาคขาวไม่รู้อะไรในภาคมารเลย เป็นเหตุให้ภาคมารเขาเข้ามาบดขยี้ภาคขาวอย่างสบายมือ กว่าเราจะรบผ่านจุดนี้ไปได้ เราก็เหงื่อแตก เรื่องนี้ได้นำเสนอแล้วในเล่ม “ปราบมารภาค ๔” นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุด เป็นเรื่องอันตรายใหญ่หลวงทีเดียว ใช้เวลาค้นคว้าอยู่นาน กว่าเรื่องราวจะแจ้งขึ้นได้ ต้องใช้แบบรวมความรู้ทีละนิด กว่าจะสรุปเป็นความรู้ได้ ใช้เวลาเป็นแรมปีทีเดียว ความรู้ว่าด้วยเรื่องดวงธรรม ๖ ดวงที่นำมาเสนอวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้อย่างละเอียดนั้น ยังเสนอวันนี้ไม่ได้ ได้โปรดเข้าใจและให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย ที่ยังไม่อาจนำความรู้ละเอียดมาเสนอ แต่มีความจำเป็นต้องนำเสนอเท่าที่จะบอกได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญสุดยอด ก. ดวงธรรม ๖ ดวงคืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? ดวงธรรม ๖ ดวงคือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ดวงมรรค หรือดวงปฐมมรรค หรือเรียนสั้น ๆ ว่า ดวงธรรมนั้นเอง) ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงธรรมทั้ง ๖ นี้ มีหยาบละเอียด เป็น เถา-ชุด-ชั้น-ตอน-ภาค-พืด ละเอียดไปมากน้อยแค่ไหนเราไม่ทราบ ดวงธรรมเหล่านี้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง? ประกอบด้วย เห็น-จำ-คิด-รู้ ใจ-จิต-วิญญาณ หุ้มด้วยทาน-ศีล-ภาวนา และหุ้มด้วยปิฎกธาตุปิฎกธรรม คือ สุตตันตปิฎก-วินัยปิฎก-อภิธรรมปิฎก-ดวงสิทธิ-ดวงอำนาจ และกลางดวงอำนาจนั้นประกอบด้วย บุญ-บารมี-รัศมี-กำลัง-ฤทธิ์-เฉียบขาด-สมบัติ-คุณสมบัติ-ความสำเร็จ ทุกดวงประกอบด้วยดวงธรรมละเอียดเหล่านี้ เมื่อดวงธรรมเหล่านี้มีน้อย แปลว่า อาณาจักรของการเห็น-การจำ-การคิด-การรู้ มีความแคบเข้ามา ไม่มีอะไรต่างพระเนตรพระกรรณ บริวารของการเห็น-การจำ-การคิด-การรู้ ไม่มีเสียแล้ว แปลว่า การตรัสรู้ของเราน้อยไป แปลว่า ดวงทาน-ศีล-ภาวนา ถูกกำจัดไป แปลว่า ปิฎกธาตุปิฎกธรรมถูกทำลายไป แปลว่า สิทธิและอำนาจถูกลิดรอนไป แปลว่า บารมีของเราถูกลักขโมยไป เมื่อเหตุการณ์การรบมาถึงจุดนี้ คือมาถึงประเด็นที่นิพพานของเราไม่มีดวงธรรม ๖ ดวง ทำให้เราทราบได้ว่า อาณาจักรแห่งใจของภาคขาวมีขอบข่ายเพียงแค่นี้เอง ดวงทาน-ดวงศีล-ดวงภาวนา ถูกมารดับมาตั้งแต่จุดนี้ ปิฎกธาตุปิฎกธรรมของภาคขาวถูกดับตั้งแต่ตรงนี้ ส่งผลให้ภาคขาวตรัสรู้อะไรไม่ได้ การที่เรารู้เห็นได้น้อย เป็นเพราะอย่างนี้ การที่เราไม่ตรัสรู้ เป็นเพราะอย่างนี้ การรบมาถึงเหตุการณ์เช่นนี้ บอกให้เราทราบว่า เขารู้เราจนหมดสิ้น แต่เราไม่รู้เห็นเขาเลย คือ เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา ต้องจำหลักไว้ว่า ฝ่ายใดรู้เห็นได้มากกว่า ฝ่ายนั้นชนะ ฝ่ายที่รู้เห็นน้อยกว่า เป็นผู้แพ้เสมอไป พูดให้เป็นวิชาการก็ว่า ฝ่ายใดตรัสรู้ได้มาก ฝ่ายนั้นเป็นผู้ชนะ นั่นเอง ข. เมื่อนิพพานของเรามีดวงธรรมจำกัด เราเกิดข้อคิดอะไร? ข้อคิดที่เกิดแก่เราคือ พระพุทธเจ้าของภาคขาวตรัสรู้ไม่ได้ เพราะดวงธรรมมีจำกัด จึงเป็นรองมารเขา มารเขาจึงได้โอกาส กดขี่ข่มเหงสารพัดรูปแบบ เมื่อเราตรัสรู้ไม่ได้ ก็แปลว่า เราถึงทางตัน คือหมดประตูสู้ด้วยประการทั้งปวง ถามว่า เหตุการณ์นี้เป็นมาตั้งแต่ครั้งใด? เป็นเวลายาวนานแค่ไหน? เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ เรื่องนี้มีใครรู้เห็นบ้าง? มีใครทราบบ้างไหม? ตอบว่า ยังไม่มีใครรู้ยังไม่มีใครทราบ เพราะยังไม่มีใครทำวิชาค้นคว้าไปถึง นั่นเอง ค. เหตุใดข้าพเจ้าจึงเดินวิชามาพบว่านิพพานไม่มีดวงธรรม? ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้ บอกได้แต่ว่า เมื่อถึงเวลาทำวิชา ข้าพเจ้าก็รวมนิพพานกายธรรมเข้ากับนิพพานเป็น ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วก็สืบรู้สืบญาณทัสสนะไป ต่อรู้ต่อญาณทัสสนะไป ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ เพื่อหามาร พบมารที่ใด? ก็ดับให้หมด แต่การเดินวิชานั้น จะต้องเข้าดวงธรรม ๖ ดวงเสมอไป เพราะดวงธรรม ๖ ดวงนั้น มีละเอียดเข้าไปนับไม่ถ้วน ต่อมาเราได้พบว่า เราเดินวิชาไม่ได้ เพราะนิพพานไม่มีดวงธรรมเสียแล้ว เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก็ตอบให้ท่านทราบได้เพียงแค่นี้ แล้วท่านก็ถามต่อไปอีกว่า เมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้เข้า ข้าพเจ้าแก้ปัญหานี้ไปอย่างไร? บอกให้ทราบบ้างได้ไหม? นี่คือคำถามของท่าน ง. เรื่องถามมีมาก ถ้าตอบได้หมด เราก็ชนะมารไปแล้ว ปัญหามีอยู่ แต่เราตอบปัญหาไม่ได้ เราจึงเป็นผู้แพ้จนทุกวันนี้ นี่คือหลักการ กรณีที่ข้าพเจ้าเดินวิชามาถึงปัญหานี้ เป็นการบังเอิญว่า ข้าพเจ้าอ่านตำราที่หลวงพ่อท่านทำไว้ แล้วระลึกถึงความรู้นั้นได้ ตำราเล่มนั้นคือ วิชชามรรคผลพิสดารภาค ๑ และวิชชามรรคผลพิสดารภาค ๒ การเดินวิชาทำอย่างไร? ขอให้ท่านไปค้นคว้าหนังสือ “ปราบมารภาค ๔” ตั้งแต่หน้า ๒๒๘ ถึงหน้า ๒๓๒ เพราะแสดงการเดินวิชาไว้แล้ว จึงไม่นำมากล่าวอีก เมื่อทำวิชาตามแนวนี้แล้ว ดวงธรรม ๖ ดวงเกิดขึ้นมากมาย วันต่อมา เราเดินวิชาได้อีก เพราะมีดวงธรรมมารองรับ และเมื่อเดินวิชาไปนานวัน ก็มาพบว่า ดวงธรรม ๖ ดวงไม่มีอีก เมื่อไรปัญหานี้จะหมดไป? ยังตอบไม่ได้!?! จ. เมื่อดวงธรรม ๖ ดวงเกิดขึ้นแล้ว ส่งผลอะไรแก่นิพพานบ้าง? การที่ดวงธรรม ๖ ดวงเกิดขึ้นมาใหม่ นี่คือทะเลรู้ทะเลญาณของพระพุทธองค์ได้ฟื้นคืนชีพแล้ว นี่คือปิฎกธาตุปิฎกธรรมของพระพุทธองค์ได้ฟื้นคืนชีพแล้ว แต่จะฟื้นคืนมาได้ครบทั้งหมดหรือยัง? ยังตอบให้ทราบในวันนี้ไม่ได้ การรบต้องดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะบอกได้ในวันนั้น คำถามที่ตามมาก็คือ ดวงธรรม ๖ ดวงของนิพพานที่พระพุทธองค์มีอยู่ในปัจจุบันนั้นคืออะไร? คำตอบก็คือ ดวงธรรม ๖ ดวงที่พะพุทธองค์มีอยู่ในปัจจุบันคือ “ดวงธรรมสุดหยาบ” เพราะดวงธรรมสุดละเอียดนั้น มารเขาทำวิชาดับไปหมดแล้ว การที่มารเขาทำวิชาดับดวงธรรมสุดละเอียดของเราได้ ส่งผลให้เราตรัสรู้ไม่ได้ เราจึงรู้เห็นแต่ที่หยาบ ๆ การรู้เห็นที่ละเอียดกระทำไม่ได้ เนื่องจากดวงธรรมสุดละเอียดถูกดับไปจนหมด ดังที่เราได้มาพบเหตุการณ์ในวันนี้ เมื่อเราทำวิชาแก้ไข จนถึงขั้นดวงธรรม ๖ ดวง ประเภทสุดละเอียดเกิดขึ้นใหม่ แปลว่า ทะเลรู้ทะเลญาณของภาคขาวฟื้นคืนชีพแล้ว ต่อไปนี้พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้แล้ว ต้องจัดว่าเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ของภาคขาวทีเดียว ดีใจกันทั่วธาตุตลอดธรรม เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของภาคขาว ดังนั้น เราตอบได้ทันทีว่า การที่ดวงธรรม ๖ ดวงประเภทสุดละเอียดกลับฟื้นคืนชีพนั้น ส่งผลให้พระพุทธองค์ในนิพพานตรัสรู้ได้ในทันที มรรคผลนิพพานในระดับอายตนะนิพพานจะไม่มืดบอดอีกต่อไป จะไม่ถูกมารข่มขยี้อีกต่อไป จะไม่เป็นรองมารอีกต่อไป ข้าพเจ้าตั้งความหวังไว้เช่นนั้น เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นผู้ทำวิชาปราบมาร จึงหวังไว้เช่นนั้น ฉ. เมื่อพระพุทธองค์และสาวกเข้านิพพานแล้ว ได้ตรัสรู้เพิ่มเติมอีกหรือไม่? การตอบคำถามต่อไปนี้ หากไม่คิดผิดถือถูก ข้าพเจ้าก็จะขอคุยด้วย เนื่องจากข้าพเจ้าเป็นผู้ทำวิชาปราบมาร หากท่านตกลงเช่นนั้น ข้าพเจ้าจะขอคุยด้วย ดังนี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในตำราปราบมารของข้าพเจ้าแล้วว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าภาคขาวนั้น มีหลักสูตรการตรัสรู้ได้แค่ไหน? การตรัสรู้ย่อมเป็นไปตามที่มารเขาบัญญัติ และการกำหนดอายุของพระพุทธเจ้านั้น จะให้มีชีวิตอยู่ในโลกได้แค่ไหน? ก็ย่อมเป็นไปตามที่มารเขาบัญญัติเช่นกัน แสดงว่ามารเขากำกับได้ทั้งหมด มารเขาเป็นผู้บังคับได้ทั้งหมด ตามที่มารเขาต้องการ คราวนี้ มาดูระบบมรรคผลนิพพานของภาคขาวว่าเป็นเช่นไร? ขอให้เราพิจารณาตรงนี้ให้ดี เราทราบแล้วว่า พระพุทธองค์ก็ดี และพระอรหันต์ก็ดี เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ก็เข้าสู่นิพพาน หรือพูดเป็นคำวิชาการว่า เข้าสู่อายตนะนิพพาน คือได้มรรคผลนิพพาน นั่นเอง ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ประเด็นที่เราอยากทราบว่าพระพุทธองค์และพระอรหันต์เมื่ออยู่ในอายตนะนิพพานนั้นได้ตรัสรู้เพิ่มเติมอีกหรือเปล่า? หน้าที่ประจำของผู้ได้มรรคผลนิพพานคืออะไร? จงบรรยายให้ทราบ ไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากจะรู้ แล้วจะรู้ได้ง่าย ๆ ไม่มีตำราให้ค้นคว้า เป็นทางตันที่เราจะรู้ด้วยประการใด ๆ แม้แต่คนที่เรียนวิชาธรรมกายมานานร้อยปี ก็ยังรู้เห็นไม่ได้ง่าย ๆ จะเอาเรื่องราวมาบอกเล่าให้พวกเราฟัง ไม่ใช่จะทำได้ง่าย ท่านผู้ศึกษาเล่าเรียนได้รู้จักเกจิอาจารย์ที่เรียนวิชาธรรมกายมาแล้ว ก็ลองถามความรู้ท่านดู ให้ท่านเล่าความรู้ให้ฟังบ้าง ก็จะพบว่ายังไม่ได้ความอะไรทั้งนั้น อย่าไปว่าท่านเลย เพราะมันยากเกินปัญญาทั้งนั้น แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองก็บอกแล้วว่า มันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น การที่ข้าพเจ้าพอรู้มาบ้างนั้น เป็นเพราะข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานานปี จึงพอจะรู้เห็นอะไรบ้าง พอจะคุยให้ท่านฟังได้บ้าง แต่จะให้ถึงขั้นความรู้ละเอียดลออนั้น ยังไม่ถึงขั้นนั้น มายุติว่าคุยกันพอได้บ้างเท่านั้น หากท่านให้อภัยตามที่กล่าวนี้ ข้าพเจ้าจะขอบรรยาย ดังต่อไปนี้ ช. แรกเริ่มที่เกิดมรรคผลนิพพานของภาคขาวนั้น ภาคมารเกิดขึ้นก่อนแล้ว ธรรมภาคมารเกิดขึ้นได้อย่างไร? ยังไม่ทราบที่มาและที่ไป เรื่องนี้ต้องรอไปก่อน ยังบรรยายวันนี้ไม่ได้ เมื่อมรรคผลนิพพานของภาคขาวเกิดขึ้น เป็นยุคของมนุษย์มีใจเป็น ทาน-ศีล-ภาวนา มรรคผลนิพพานของภาคขาวมีระบบนิพพานเป็น “สอุปาทิเสสนิพพาน” (คือนิพพานเป็น เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ เหมือนกายของพระสงฆ์ในปัจจุบัน ไม่มีเกตุดอกบัวตูม เพราะไม่ใช่กายธรรม จึงไม่มีเกตุ) หมายความว่า มนุษย์ที่เกิดในโลก ไม่ต้องใช้กฎหมายปกครอง เมื่อมนุษย์เกิดในโลก ก็มีชีวิตอยู่ด้วยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนาทำให้ใจสว่างใส เมื่อหมดอายุขัย ก็ไปสู่สวรรค์ ไม่เรียกว่าตาย แต่เรียกว่าหมดอายุขัย ครั้นมาเกิดในโลกอีก ก็มาบำเพ็ญ ทาน-ศีล-ภาวนา เป็นการเพิ่มพูนบารมีให้เต็มส่วน กล่าวถึงชาติสุดท้ายของการได้มรรคผล ได้มาฟังธรรมของพระพุทธองค์ แล้วก็เห็นธรรมคือเห็นกายธรรม แล้วก็จะละสังโยชน์ได้ จากนั้นเข้าบวชในศาสนา แล้วก็เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ด้วยเพศของพระสงฆ์ กล่าวถึงความสวยงามของกายมนุษย์ เมื่อแรกถือกำเนิดเกิดมา กายมนุษย์ยังไม่งาม ต่อมาก็จะงามขึ้นเป็นลำดับ ครั้นมาถึงขั้นได้มรรคผล กายก็งามและเกิดความใส อย่าลืมว่าการเจริญของกายนั้น เป็นไปตามหลักของกำเนิดเดิม คือเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย คือวัยเด็ก วัยกลางคน และวัยสูงอายุ นั่นเอง ยุคของทาน-ศีล-ภาวนานั้น การแก่ของร่างกายเป็นการแก่อย่างเพชรพลอย คือยิ่งแก่ยิ่งวาววับ ยิ่งแก่ยิ่งใส ยิ่งแก่ยิ่งงาม ยิ่งแก่ยิ่งมีรัศมี ไม่ใช่แก่อย่างพืชผัก แก่แล้วก็เหี่ยวเฉาเน่าเปื่อย ช. มารเขามองดูเหตุการณ์เบื้องต้นในมรรคผลนิพพานของภาคขาวอย่างไร? ต้องไม่ลืมความรู้เดิมที่ว่า มารเขาเกิดขึ้นก่อน ความรู้นี้ทราบจาก “ต้นใหญ่” ทรงบอกให้ทราบ ข้าพเจ้าก็จำความรู้นี้ไว้ตั้งแต่ปราบมารใหม่ ๆ ไม่ทราบจดบันทึกไว้ในเล่มใด? เพราะข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องอะไร? ถ้าธาตุธรรมไม่บอก เราก็ไม่ทราบ ธรรมภาคขาวเกิดทีหลัง นี่คือความรู้หลัก เมื่อมรรคผลนิพพานของภาคขาวเกิดขึ้น มารเขาก็ยิ้มรับว่าอาหารอันโอชะมาสู่เขาแล้ว แต่เขาไม่แสดงอะไรทั้งนั้น เปรียบเทียบให้ดู ก็เหมือนกับว่า ป่านี้มีสิงโตอาศัยอยู่ วันดีคืนดีก็มีฝูงม้าลายเข้ามาอยู่ใกล้ป่า ถึงจะอยู่ห่างกันบ้าง แต่ก็ไม่เกินความพยายามของสิงโตที่จะเดินทางมาเยือนทุกเวลาที่เขาประสงค์ ทุกเวลาที่เขาต้องการ กลับมาพิจารณาถึงธรรมภาคขาวบ้าง เมื่อทราบว่ามีมาร ถามว่าภาคขาวคิดอย่างไร? ประเด็นที่เราพิจารณาก็คือ ภาคขาวมีใจเป็น ทาน-ศีล-ภาวนา มาตั้งแต่เดิม การมองกันในแง่ร้าย ภาคขาวคิดไม่เป็น เพราะกำเนิดเดิมของภาคขาวไม่เป็นพื้นฐานที่จะให้ใจไปคิดอย่างนั้น ปกติภาคขาวมีแต่ เมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา นี่คือเหตุผล ขอให้ท่านทำความเข้าใจ การจะคิดอะไร? ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงจะคิดได้ ทางฝ่ายมารเขาเฝ้าดูด้วยความสนใจ ดวงบารมีอันมหาศาลของภาคขาว คือเป้าหมายของเขา เขาไม่ต้องไปทำกินอะไรอีกต่อไป เขาคิดที่จะดับวิชาของธรรมภาคขาว เขาจะทำอย่างไร? เขาจะให้อาณาจักรแห่งอายตนะนิพพานของภาคขาวสืบต่อไปอีก เพราะดวงบารมีของภาคขาวของผู้ได้มรรคผลนิพพานจะเกิดอีกเท่าไร? นับว่าใหญ่หลวงยิ่งนัก! เขามองประโยชน์ที่เขาจะได้ แต่จะหักหาญเอาในทันใดยังไม่ได้ ต้องคิดวิชาก่อน แล้วจะเอาวิชาที่เขาคิดได้มาบังคับ หากเขาสามารถบังคับได้ ทุกอย่างก็เป็นของมารโดยสิ้นเชิง นี่คือแนวทางของมาร เมื่อเขาคิดแล้ว เขาก็ดูลู่ทางที่จะเป็นไปได้ แล้วก็ลงมือทำวิชาทันที ประการแรก เขาดูข้อมูลของภาคขาวก่อนว่า ภาคขาวมีอะไรบ้าง? อยู่ที่ใดบ้าง? แล้วเขาจะเอาวิชาอะไรมาบังคับ? เขาทราบว่า ภาคขาวมีใจเป็น ทาน-ศีล-ภาวนา และทาน-ศีล-ภาวนา เป็นฐานของปิฎกธาตุปิฎกธรรม คือเป็นฐานให้สุตตันตปิฎก-วินัยปิฎก-อภิธรรมปิฎก เป็นลำดับไป จากหยาบไปหาละเอียด นับไม่ถ้วนเท่าไร ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ เกิดดวงปฐมมรรค-มรรคจิต-มรรคปัญญา เกิดกายธรรมตั้งแต่กายธรรมเล็กจนถึงกายธรรมใหญ่ เป็นลำดับไป นี่คือสรุปย่อ มารเขาก็แก้โดยเอาดวงทุกข์สมุทัย มาหุ้มดวงทาน-ศีล-ภาวนา ส่งผลให้ทาน-ศีล-ภาวนา หย่อนอานุภาพลง ดวงทุกข์และดวงสมุทัยนี้เอง ทำให้สัตว์โลก เกิดโรค พยาธิ ชรา มรณะ ทุกข์ พูดอย่างเข้าใจง่ายก็คือ สัตว์โลกเมื่อถูกวิชามารมากำกับแล้ว ก็แก่ เจ็บ (เป็นโรค) และตาย ส่วนปิฎกธาตุปิฎกธรรมของภาคขาวนั้น เขาก็เอาปิฎกของมารมาหุ้มปิฎกของภาคขาว คือ อภิชฌา-พยาบาท-มิจฉาทิฏฐิ- โลภะ-โทสะ-โมหะ-ราคะ-โทสะ-โมหะ...ฯลฯ ทำให้ปิฎกของภาคขาวอ่อนกำลังลงทันที สรุปแล้ว วิชาของมารทั้ง ๒ วิชานี้ ทำให้นิพพานของภาคขาวล่มสลาย กล่าวคือ วิชาปิฎกของมารทำให้อายตนะนิพพานล่มสลาย และมารเอาวิชาทั้ง ๒ นี้ ไปใช้ปกครองในภพ ๓ ด้วย ทำให้ภพ ๓ ซึ่งประกอบด้วย อรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษยโลก ทุกข์ร้อนสืบต่อกันมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เมื่อมารใช้วิชาปิฎกของมารเข้าปกครองอายตนะนิพพาน ส่งผลให้อายตนะนิพพานของภาคขาวล่มสลาย คือพระพุทธองค์สู้วิชาของมารไม่ได้ มารก็เข้ายึดอำนาจปกครองโดยทันที มารเขาบังคับได้หมด มารเขาบังคับเอาดวงบารมีของพระองค์ไปได้ เอาพระองค์ไปทำโทษก็ได้ เอาจักรพรรดิไปทำโทษก็ได้ ดังข้อมูลต่าง ๆ ที่นำมาเสนอไปแล้ว ในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น โปรดอ่านทบทวนดู ก็จะทราบเรื่อง ฌ. เมื่อมารยึดปกครองนิพพานได้ เกิดความเสียหายอย่างไร? ประการแรก มารเขาเอาพระพุทธองค์ของเราไปบังคับ การบังคับนั้น เขาทำหลายรูปแบบ เท่าที่ข้าพเจ้าไปพบก็คือ เอาไปกักกันไม่ให้รวมพวก เอาไปกักขัง เอาไปทรมาน รูปแบบนี้หมายความว่า เอากายไปได้ ข้อมูลที่สนับสนุนก็คือข้อมูลในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ ตั้งแต่ปราบมารภาค ๑ ถึงเล่มปราบมารภาค ๔ โปรดนำมาอ่านดูใหม่ ตามเนื้อหาในปราบมารเล่มก่อน ๆ นั้น ข้าพเจ้าพบเห็นอะไรก็จดบันทึกไว้ แล้วก็นำมาเล่า แต่ยังประมวลเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ เพราะงานปราบมารทำได้แค่นั้น ยังสรุปเรื่องไม่ได้ วันนี้เป็นการรบในปีที่ ๑๘ พอจะนำเรื่องมาสรุปได้บ้าง ดังที่บรรยายอยู่นี้ นอกจากจะพบว่ามารเอาพระพุทธองค์ไปกักกันแล้ว ยังพบจักรพรรดิของภาคขาวจำนวนมากที่มารเอาไปทำโทษเอาไปทรมานในรูปแบบเดียวกัน ประการที่สอง มารเขาออกคำสั่งบังคับไปหมดในทุกเรื่อง รวมความว่า พระพุทธองค์ทำอะไรไม่ได้เลย แต่แรกที่เราไปพบเหตุการณ์ เราข้องใจว่า เหตุใดพระพุทธองค์ไม่รับสั่งกับเรา? เหตุใดพระองค์ไม่บอกความรู้แก่เรา? ได้ตั้งข้อสังเกตมาเป็นเวลา ๑๐ ปี เราจึงไม่ทราบว่า อะไรเป็นอะไร? เป็นเพราะไม่ทรงทราบหรือว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่? ทำให้เราเกิดความสับสนในทางความคิด หากท่านอ่านเรื่องราวทั้งปวงในเล่มปราบมารทั้ง ๔ ภาค ท่านก็จะพอทราบเรื่อง เพราะเรื่องในเล่มปราบมารภาค ๕ มีการอธิบาย มีการสรุปเนื้อหาสาระซึ่งไม่ปรากฏในเล่มก่อน ๆ นี่คือข้อสังเกตที่ท่านตรวจสอบได้ ที่ผ่านมาจะให้สรุปเนื้อหาได้อย่างไร? เพราะงานปราบมารในปีที่แล้วมาเหล่านั้น เรายังรู้เห็นน้อยไปนั่นเอง สรุปว่า ใครขัดคำสั่งมาร? เขาก็ลงโทษทั้งนั้น! ประการที่สาม คือข้อหาที่กลัวกันมาก คือข้อหาอะไร? กว่าจะรู้เรื่องนี้ได้ รอคอยมาถึงปีที่ ๑๖ คือมารเขาตั้งข้อหาว่า ใครขัดคำสั่ง? ถือว่าผู้ขัดคำสั่งเป็นมาร เขาออกคำสั่งห้ามสารพัด ห้ามค้นคว้าวิชา! ห้ามไม่ให้ตรัสรู้! ห้ามรบกับเขา! ห้ามต่อสู้กับเขา! ห้ามปรึกษาหารือกัน! ห้ามไปมาหาสู่กัน! ห้ามบอกความจริงแก่กันและกัน! เพราะการห้ามอย่างนี้ ทำให้พระพุทธเจ้าในอดีตพูดความจริงแก่พระพุทธเจ้าในปัจจุบันไม่ได้ เราจึงเข้าใจเรื่องของนิพพานไม่ตรงกับความจริงมาจนทุกวันนี้ เช่น เราอ่านพระไตรปิฎกพบว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารไปพบเห็นเข้า มารเขาทำบ่อนแตกเช่นนี้ จะว่าเป็นสุขได้อย่างไร? เมื่อข้าพเจ้านำเรื่องมาเล่า ท่านอาจข้องใจว่าทำไมความรู้ของข้าพเจ้าไม่ตรงกับพระไตรปิฎก? ตอบว่า ถ้ามารไม่มายึดอำนาจปกครอง นิพพานเป็นสุขจริง เมื่อข้าพเจ้าบรรยายไป ข้าพเจ้าก็เกิดความไม่สบายใจ หากท่านอ่านเล่มปราบมารภาค ๔ ท่านจะเห็นชัด ข้าพเจ้าจึงขอทำความเข้าใจต่อท่านผู้รู้ด้วย บัดนี้ การรบมาถึงจุดนี้แล้ว ปรากฏว่านิพพานของเราเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นิพพานของเราเป็นสุขแล้ว ข้าพเจ้าดีใจมาก แล้วข้าพเจ้าจะเล่าให้ทราบในตอนนั้น อดใจรออีกหน่อยหนึ่ง ใครขัดคำสั่งมาร? ถือว่าผู้นั้นเป็นมาร! คำสั่งนี้กลัวกันหมด เพราะเป็นการเปลี่ยนสภาพจากภาคขาวไปเป็นภาคมาร ไม่มีใครกล้าทั้งนั้น กลัวกันทั้งนั้น ข้าพเจ้าสังเกตมานานแล้ว ทำไมพระพุทธองค์ไม่รับสั่งกับเรา? เหตุใดพระพุทธองค์ไม่บอกความรู้แก่เรา? เราทำงานถวายแก่พระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ แต่เราเป็นผู้ไม่รู้ เหตุใดพระองค์ไม่บอกความรู้? ข้าพเจ้าเกิดความอึดอัดใจเรื่องนี้มานานแล้ว ดังที่กล่าวนั้น แต่พอมาทราบเรื่องเข้า เราก็เห็นใจพระองค์ เพราะพระองค์ถูกมารเขาบังคับนั่นเอง ญ. ความเสียกายที่มีแก่นิพพาน กล่าวโดยสรุปมีดังนี้ (๑.) พระพุทธองค์ตรัสรู้ไม่ได้ การไม่ได้ตรัสรู้ ย่อมแปลว่า มรรคผลนิพพานล่มสลาย เพราะหน้าที่ของพระพุทธเจ้าคือตรัสรู้ ตรัสรู้เพื่อแสวงหาความรู้มากำจัดอวิชชา เมื่อตรัสรู้ไม่ได้ จัดว่าเป็นการเสียหายใหญ่หลวงทีเดียว ตราบใดที่ยังตรัสรู้ไม่ได้ ก็จะถูกมารบดขยี้อยู่อย่างนั้น เพราะการถูกปกครองคือหมดอิสรภาพ สูญเสียแล้วซึ่งความเป็นเอกราช เมื่อเสียความเป็นเอกราชแล้ว นั่นคือการเสียหายในทุกอย่าง นั่นเอง แม้แต่ดวงบารมีของเรา มารเขาก็มาบังคับเอาไปได้ ข้อมูลแห่งความเสียหาย รายงานไว้ในเล่มปราบมารภาคต่าง ๆ แล้ว โปรดกลับไปอ่านดูใหม่ (๒.) ขอกล่าวถึงความเสียหายใหญ่หลวงที่เกิดแก่นิพพานคืออะไร? ตอบว่า ความเสียหายใหญ่หลวงอีกประการหนึ่งก็คือ มารเขามาเปลี่ยนระบบมรรคผลนิพพานของธรรมภาคขาวเสียใหม่ นับว่าเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง แต่เดิมระบบนิพพานของภาคขาวคือนิพพานเป็น คำบาลีใช้ว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ คือกายมนุษย์ไม่ต้องตาย กายมนุษย์ใสเป็นแก้ว แล้วก็เข้านิพพานไปเลย กายมนุษย์ครองผ้าเหลืองบวชเป็นพระสงฆ์ ได้จังหวะที่จะได้มรรคผลนิพพาน ก็เข้านิพพานไปเลย มารเขาเห็นว่า พระพุทธเจ้ากายมนุษย์มีฤทธิ์เดช ทำให้ยากต่อการปกครองของเขายากต่อการบดขยี้ อาจเป็นว่าสักวันหนึ่ง พระพุทธเจ้ากายมนุษย์ ต้องทำวิชาสู้เขา เขาจึงตัดไฟแต่ต้นลมเสียก่อน นั่นคือ มารเขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่ เอาวิชาที่เขาคิดได้นั้น มาบังคับพระพุทธเจ้ากายมนุษย์ ถ้าบังคับได้สำเร็จ มารเขาจะปฏิวัติระบบนิพพานให้แก่พระพุทธเจ้าภาคขาวเสียใหม่ ไม่ให้ภาคขาวเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ให้ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายธรรม เพราะกายธรรมไม่มีกายมนุษย์มารองรับ จะมีความเปราะบาง ไม่แข็งแรง เหมือนปูไม่มีกระดอง ง่ายต่อการปกครองของมารเขา มารเขาคิดอย่างนั้น จะบดขยี้อย่างไรก็ได้ จะระเบิดเอาดวงบารมีไปอย่างไร? ก็สะดวกโยธินด้วยประการทั้งปวง แล้วมารเขาทำได้สำเร็จ วิชาที่เขาคิดขึ้นได้คือ เอาปิฎกธรรมของภาคมาร มาหุ้มดวงปิฎกของธรรมภาคขาว เพียงเท่านั้นเอง ดวงปิฎกของภาคขาวก็อ่อนกำลังลง และหมดฤทธิ์เดชไปในที่สุด ส่งผลให้พระพุทธเจ้าภาคขาวตรัสรู้ไม่ได้ แล้วมารก็เข้ามาบังคับนิพพานของธรรมภาคขาวด้วยประการต่าง ๆ จนในที่สุด มารเขาประกาศยกเลิกระบบนิพพานของภาคขาวเสียใหม่ ต่อไปนี้ ให้พระพุทธเจ้าภาคขาวและผู้ได้มรรคผลนิพพาน เข้านิพพานด้วยกายธรรมเท่านั้น นับตั้งแต่วันนั้นมา ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายธรรมกันทั้งนั้น นับเป็นชัยชนะอันใหญ่หลวงของมารที่เขาปฏิวัติระบบนิพพานได้ นิพพานกายธรรมนั้น หมายความว่า เข้านิพพานด้วยกายธรรม เพราะกายมนุษย์ต้องตายไปด้วยอานุภาพของดวงทุกข์และดวงสมุทัยที่มารเขานำมาใช้ปกครองมนุษยโลก มนุษยโลกตายในทุกวันนี้ เป็นเพราะดวงทุกข์และดวงสมุทัยที่มารเขาใช้ปกครองมนุษย์ ดวงทุกข์และดวงสมุทัยที่หุ้ม เห็น-จำ-คิด-รู้ นั้น ส่งผลให้มนุษย์เป็น โรค-พยาธิ-ชรา-มรณะ-ทุกข์ เรายังแก้วิชามารไม่สำเร็จ แม้เรามีพระพุทธเจ้ามาแล้วมากต่อมาก แต่ยังแก้ไม่สำเร็จ พวกเราเกิดมาในโลก เวียนเกิดเวียนตาย ก็เพื่อบำเพ็ญตนสร้างผลทาน-ศีล-ภาวนา ให้เกิดดวงบารมี ในชาติสุดท้ายแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ดวงบารมีของเราจะโตเต็มส่วนจนได้มรรคผลนิพพาน เขาจะเข้านิพพานด้วยกายธรรมเท่านั้น ส่วนกายมนุษย์ของเราต้องตาย ทิ้งร่างไว้ในโลก เมื่อเราเข้าสู้อาณาจักรแห่งมรรคผลนิพพานแล้ว ยังไปถูกมารปกครองอีก ธาตุธรรมท่านทราบปัญหานี้เป็นอันดี จึงส่งคนของท่านลงมาเกิด เพื่อให้ทำวิชาปราบมาร เช่น ในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังที่เราท่านทราบกันแล้วทั้งนั้น แต่งานปราบมารในยุคของหลวงพ่อยังทำไม่สำเร็จ หลวงพ่อก็มรณภาพไปเสียก่อน คำว่านิพพานกายธรรม คือการเข้านิพพานด้วยกายธรรม หลวงพ่อเรียกว่า นิพพานถอดกาย หรือเรียกนิพพานตาย หมายความว่า เข้านิพพานด้วยกายธรรม ถอดกายมนุษย์ไว้ในโลก เนื่องจากกายมนุษย์ตาย ถอดเอากายธรรมเข้านิพพาน คำบาลี เรียกนิพพานกายธรรม หรือนิพพานถอดกาย หรือนิพพานตาย ว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” ฎ. เมื่อนิพพานตกอยู่ในสถานภาพเช่นนี้ ส่งผลต่อมนุษยโลกอย่างไร? ความรู้เดิมของเรามีอยู่ว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นที่พึ่งของมนุษย์ พระพุทธองค์มีอานุภาพกำจัดทุกข์ กำจัดภัยและกำจัดโรคให้แก่มนุษย์ แต่พระพุทธองค์เกิดทุกข์ยากเนื่องจากการกระทำของมาร ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ส่งผลกระทำต่อมนุษย์อย่างมาก คือพระพุทธองค์มาช่วยเราไม่สะดวก ความขัดข้องต่าง ๆ เกิดจากการกระทำของมาร นั่นเอง คำตอบนี้ ชัดเจนแล้ว! ท่านขยายความเอาเองได้แล้ว แต่มนุษย์ก็ถูกมารปกครองด้วย ที่เราแก่ เป็นโรค เจ็บ ตาย และมีทุกข์ภัยต่าง ๆ เกิดจากการกระทำของมารทั้งสิ้น พระพุทธองค์ท่านประสงค์จะช่วยพวกเราอยู่แล้ว เมื่อพระองค์ปลอดภัยเมื่อไร? พระองค์ก็ช่วยมนุษย์ได้เต็มมือขึ้น เรื่องสำคัญจึงมาอยู่ที่ว่า งานปราบมารที่เราทำอยู่นี้ ส่งผลให้พระพุทธองค์ปลอดภัยแล้วหรือยัง? นี่คือประเด็นสำคัญ ดังนั้น จึงขอให้ท่านผู้ค้นคว้า เรียนให้ได้ประเด็นสำคัญถึงงานปราบมารว่า ทำมาแล้วกี่ปี? ได้ผลงานอะไรบ้าง? บัดนี้ ผลงานในระดับปกครองใหญ่ คืองานปราบมารในระดับนิพพาน ได้ผลงานอะไรไปแค่ไหนแล้ว? เสร็จแล้ว ให้เรียนรู้ต่อไปว่า งานปราบมารในระดับปกครองย่อย คืองานปราบมารในภพ ๓ นั่นก็คือ การปราบมารในสวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้นรวมไปถึงปราบมารในโลกมนุษย์ของด้วย ได้ผลงานอะไรบ้าง? ให้ท่านสรุปผลงานออกมาให้ได้ ให้เป็นเนื้อหาสาระออกมา นี่คือประเด็นสำคัญ ที่ท่านจะต้องใฝ่รู้ให้จงได้ เพราะการบรรยายเนื้อความ ข้าพเจ้าจะกล่าวเป็นลำดับไป ตรงไหนเป็นผลงานในระดับใด? ให้ท่านรวบรวมผลงานเป็นส่วน ๆ ไปเอาเอง ในบทนี้ ข้าพเจ้ากล่าวแล้วว่า มารปกครองนิพพานด้วย คือปกครองพระพุทธเจ้าในนิพพาน ทำให้พระพุทธองค์มาช่วยมนุษย์ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง พระพุทธองค์ทุกข์ร้อนอย่างไร? ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนังสือปราบมารภาคต่าง ๆ รวมทั้งจักรพรรดิและกายสิทธิ์ของภาคขาวทั้งปวง ก็ถูกมารปกครอง ได้รับความทุกข์ยากอย่างไร? มารเขาลงโทษร้ายแรงแค่ไหน? ข้าพเจ้าก็กล่าวแล้ว ขอให้ท่านกลับไปอ่านตำราปราบมารภาคต่าง ๆ นั้น สรุปแล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม ได้รับความทุกข์ร้อนทั่วกัน เพราะถูกมารปกครอง กล่าวถึงมนุษย์ คือมนุษย์เดือดร้อน ก็หวังว่าพระพุทธองค์จะมาช่วยกำจัดทุกข์ร้อนให้ได้ เพราะพระองค์เป็นที่พึ่งของเรา แต่จากการปราบมารของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า พระพุทธองค์มาช่วยมนุษย์ไม่ถนัด เพราะการขัดขวางของมารด้วยประการต่าง ๆพระองค์อยู่ในฐานะทุกข์ยากเสียแล้ว มารกดขี่ข่มเหงพระองค์ในรูปแบบต่าง ๆ ตามที่ข้าพเจ้าได้รายงานผลงานไปแล้ว บัดนี้ งานปราบมารได้ผลมากแล้ว พระพุทธองค์เกิดความปลอดภัยมากแล้ว ส่งผลให้พระพุทธองค์ช่วยพวกเราได้มากขึ้น ดังที่จะกล่าวต่อไป สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |