|
ปราบมาร ภาค ๕ ภาคความรู้ทั่วไป ในเล่ม “ปราบมาร ภาค ๔” ได้รายงานไปแล้วถึงผลงานสำคัญ ขอให้ท่านกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ ว่าผลงานปราบมาร ภาค ๔ มีอะไรบ้าง? ขอให้ท่านเปิดไปอ่านหน้า ๒๒๔ ในหัวข้อ “พบต้นธาตุนิพพานเป็น และพบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น มารเขาจับตัวไปทรมาน” นั้น เป็นการรายงานผลงานเพียง ๒ พระองค์เท่านั้น งานปราบมารทำติดต่อกันมา ไม่เว้นแม้แต่วันเดียว ยังพบต้นนิพพานเป็นที่ถูกมารจับตัวไปทรมานเพิ่มขึ้นอีก ขอรายงานให้ทราบ (สมุดบันทึกเล่มที่ ๒๔) ดังนี้ ๑.) พบต้นธาตุนิพพานเป็น (เล่ม ๒๔ หน้า ๑๐๔) เมื่อวันที่ ๓๐ ก.ย. ๒๕๔๒ ๒.)พบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น (เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๑๗) เมื่อวันที่ ๕ ต.ค. ๒๕๔๒ ๓.) พบต้นธาตุนิพานเป็น (เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๓๒) เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๒๕๔๒ ๔.) พบต้นนิพพานเป็น (เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๓๒) เมื่อวันที่ ๒๒ พ.ย. ๒๕๔๒ ๕.) พบต้นนิพพานเป็น (เล่มที่ ๒๔ หน้า ๑๔๐) เมื่อวันที่ ๒๖ พ.ย. ๒๕๔๒
สรุปว่า เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๒ ดวงดีจริง ๆ ที่เราได้ดั้นด้นไปพบ “ต้นนิพพานเป็น” ที่มารเอาไปทรมานหลายพระองค์ โดยที่เราคาดคิดไม่ถึงว่าเราจะมาพบเหตุการณ์เช่นนี้ เมื่อเรามาพบเข้าแล้ว เราถึงกับมือเท้าอ่อน คิดไม่ถึงว่ามารมันเก่งกันถึงขนาดมาอุ้มเอากายของพระองค์ไปได้ เขาเอาไปทำโทษ เขาเอาไปกักกัน พระองค์หมดอิสรภาพ กระดุกระดิกตัวไม่ได้ เคลื่อนไหวพระวรกายไม่ได้ มารเขาทำวิชาบังคับกายบังคับใจ ตรึงติดอยู่กับที่ ไม่ให้เคลื่อนไหวได้เลย ในเวลาเพียงไม่กี่วัน พบต้นนิพพานเป็นที่มารเอาตัวไปถึง ๕ พระองค์ นับว่าเป็นโชคของเรา ที่เราไปถอยถอยเอาพระองค์กลับคืนมาได้ พระองค์ทุกข์ร้อนมาแล้วเป็นเวลานานแค่ไหน? ไม่มีใครทราบ และถ้าเราไม่พบ พระองค์จะทุกข์ร้อนไปอีกยาวนานแค่ไหน? เราก็ทราบไม่ได้ เกินปัญญาที่คนอย่างเราจะคาดเดา ถ้าตัวเราเองไปถูกมารเอาไปทรมานอย่างนั้นบ้าง เราจะว่าอย่างไร? เราจะคิดอย่างไร? เราเกิดความสลดใจ พระองค์ทรงทุกข์ร้อนถึงที่สุดแล้ว ทุกข์เหลือที่จะทุกข์แล้ว ลำบากยากเข็ญเหลือที่จะกล่าวแล้ว พระองค์ทรงรับสั่งว่า พระองค์ไม่มีอนาคตแล้ว การที่ข้าพเจ้าเดินวิชาไปช่วยเอาพระองค์กลับคืนมาสู่นิพพานได้นั้น ทรงกล่าวว่า “เหมือนได้เกิดใหม่” พระองค์ทรงขอบคุณ ความดีเช่นนี้ ลุงการุณย์ บุญมานุช ทำมาแล้วมากมาย!!! จะได้บุญปานไหน? จะได้ดวงบารมีปานไหน? ท่านอยากได้บารมีอย่างข้าพเจ้าบ้าง เคยมีหลายท่านถามข้าพเจ้า ท่านไม่เป็นวิชาอย่างข้าพเจ้า เป็นธรรมกายเหมือนกัน แต่ฝีมือไม่ถึงขั้นจะทำวิชาชั้นสูงได้ ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะได้บารมีอย่างข้าพเจ้าบ้าง? นี่คือประเด็นที่ท่านถาม ข้าพเจ้าขอตอบว่า ท่านมีสิทธิ์ช่วยประการอื่น ท่านมีอะไรก็เอาสิ่งนั้นไปช่วย ท่านมีเงินก็ส่งเงินไป ก็น่าจะทำได้ ข้าพเจ้าก็ตอบคำถามท่านชัดเจนแล้ว ผลงานตามที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่มาสร้างวัด ไม่ใช่สร้างศาลา ไม่ใช่หล่อพระพุทธรูป ไม่ใช่สร้างเจดีย์ งานก่อสร้างวัตถุทั้งปวงไม่ใช่งานยาก เป็นงานที่ใคร ๆ ก็ทำได้ มีเงินแล้วทำได้ทั้งนั้น ไม่ต้องไปรู้อะไรมาก แม้เราอ่านหนังสือไทยไม่ได้ เรียนไม่จบชั้นประถม ๔ เพียงแต่มีแต่เงิน เราก็ทำงานสร้างวัตถุได้ทุกคน และเราก็ได้เห็นกันทั่วเมืองแล้ว งานอย่างนั้น ใคร ๆ ก็ทำได้ มีเงินแล้วก็ทำได้ทั้งนั้น แต่งานที่ยากลึกซึ้งที่ข้าพเจ้ากล่าวบรรยายมานี้ ถามว่าจะเอาใครในโลกไปทำ? ให้ท่านตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน เอาความร่ำรวยไปทำได้ไหม? ให้ท่านตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน เอาความร่ำรวยไปทำได้ไหม? เอายศศักดิ์ไปทำได้ไหม? เอาความมีอำนาจไปทำได้ไหม? จะเอานักปราชญ์คนใดไปทำ? จะเอาคนเก่งท่านใดไปทำ? ขอให้ตอบคำถามนี้ให้ได้ หมดโลกนี้จะเอาใครไปทำ? ท่านที่เป็นธรรมกายก็เข้ากายธรรมไปถามให้ทั่วแสนโกฏิจักรวาล ทำได้อย่างเดียวคือวิชาธรรมกายชั้นสูงเท่านั้น อย่างอื่นทำไม่ได้เลย ท่านที่เป็นธรรมกาย แต่ทำไม่ได้ หมายความว่าอะไร? หมายความว่าความรู้เพี้ยนไปหมดแล้ว เรียนมาร้อยปีก็จริง ข้าพเจ้าไม่เถียง เรียนมาตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ แต่พอถามว่า เคยเปิดตำราอ่านความรู้แล้วตรวจสอบความรู้ของเราบ้างหรือเปล่า? เปล่าทั้งนั้น! แล้วยังมายึดความเพี้ยนเป็นความถูกต้อง อย่างนี้มารกลืนความรู้ของเราหมดแล้ว ความรู้ของเราใช้การไม่ได้แล้ว จึงทำอะไรไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แล้วจะมาค้นวิชาชั้นสูงได้อย่างไร? เรื่องนี้ขอให้ผู้คงแก่เรียนหูตาสว่างกันเสียทีเถิด ถูกมารบังคับขนเงินไปให้เขา สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร? มาเสียใจหนหลังแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เพราะเอาเงินไปให้เขาสร้างวัตถุเล่นโก้ ๆ จะฟ้องร้องเขาก็ไม่ได้ ดังที่เราเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์และตามสื่อต่าง ๆ แล้ว องค์ที่ ๑-๒ รายงานแล้วในปราบมารภาค ๔ ส่วนองค์ที่ ๓-๔-๕ จะรายงานให้ทราบดังนี้ องค์ที่ ๓ พอเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เปิดดูสมุดบันทึก เขียนไว้ดังนี้ ไปพบพระองค์เข้า ทรงอยู่องค์เดียว จึงทำวิชาแก้ไขเอาพระองค์กลับคืนมา ถามพระองค์ว่า พระองค์มีตำแหน่งปกครองอะไรของนิพพานเป็น? ทรงตอบว่าเป็น “ต้นธาตุ” ของนิพพานเป็น ทรงอธิบายว่า เมื่อมารเอาตัวของพระองค์ไปแล้ว องค์อื่นก็ทำหน้าที่ปกครองแทนพระองค์ เราได้ข้อคิดในวันนั้นว่า นิพพานเป็นมีกายมนุษย์ มารมันยังเอาตัวไปได้ แล้วนิพพานกายธรรม จะมีอะไรเหลือ!?! องค์ที่ ๔ พอเมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ในบันทึกเขียนไว้ดังนี้ ได้พบต้นนิพพานเป็นองค์ใหม่ ท่านอยู่กับที่เคลื่อนตัวไม่ได้เลย ถูกตรึงตัวไว้อย่างหนาแน่น จึงเดินวิชาแก้ไขเอาพระองค์กลับมาได้ แล้วก็คุยกับท่าน ท่านขอบคุณ ท่านบอกว่า “ท่านเป็นนิพพานเป็นก่อนใคร ๆ” ความรู้ที่ได้ในวันนี้คืออะไร? ก็คือมารเขาทำวิชาบังคับใจ จนในที่สุดใจของเรากระดุกกระดิกไม่ได้ สุดท้ายมารเขาก็เอากายไปได้ เอาไปไว้ในเหตุลึกลับ ที่ธรรมภาคขาวนิโรธไปไม่ถึง มารเขาคำนวณวิชาของเขาอย่างนั้นเสมอ การที่เราไปพบพระองค์ได้ เป็นโชคของเราอย่างบังเอิญ เราไม่ได้เก่งอะไร? พอได้เวลาก็ทำวิชาตามหน้าที่ เราไปพบพระองค์ จึงว่าเป็นโชค! จงจำไว้เป็นตำราได้เลยว่า “ถ้ารู้ญาณของเราฝืด เดินวิชาไม่คล่องตัว จงอย่าท้อถอย! ให้แข็งใจเดินวิชาต่อไป อย่าหมดกำลังใจ แล้วจะต้องพบอะไรดี ๆ ในเบื้องหน้าเสมอ” ความรู้นี้เกิดจากประสบการณ์ในการทำวิชา สังเกตมานานแล้ว องค์ที่ ๕ พบเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ท่านบอกว่า ตัวท่านเป็นต้นนิพพานเป็นองค์แรก ต้นนิพพานเป็นองค์อื่นเป็นรุ่นหลังท่านทั้งนั้น ท่านยังรับคำว่า จะพาข้าพเจ้าไปพบมารตัวจริง เราก็นึกในใจว่า หากพระองค์ไปได้จริง เราก็จะรบกับมาร ให้เด็ดขาดกันไปเลย จะได้จบฉากการรบเสียที เพราะรบมายาวนานเกิดความเบื่อหน่ายเหลือเกินแล้ว ข้อสังเกตที่ทรงรับสั่งว่า ทรงเป็นองค์แรกนั้นคืออย่างไร? ขณะนี้ในนิพพานเป็น องค์ใดเป็นองค์แรก? แต่องค์แรกถูกมารเอาตัวไป องค์ต่อไปขึ้นมาทำหน้าที่แทน จึงไม่ทราบว่าองค์แรกที่แท้ไปไหน? ท่านจึงว่าท่านเป็นองค์แรก ความหมายคืออย่างนั้น คำถามจึงมีว่า พระองค์สืบรู้สืบญาณไปไม่ได้หรือ? ตอบว่าทำแล้ว ก็รู้ได้เท่าที่รู้ เห็นได้เท่าที่เห็น จะพบเหตุการณ์อย่างนี้อีกหรือไม่? ยังตอบไม่ได้ การพบต้นนิพพานเป็นองค์ที่ ๔ และพบองค์ที่ ๕ ถือว่าเป็นโชค ๒ ชั้น ที่ว่าเป็นโชค ๒ ชั้น คืออย่างไร? จะเล่าให้ทราบดังนี้ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ นอกจากเราจะโชคดีได้พบ “ต้นนิพพานเป็นองค์ที่ ๔” แล้ว ยังพบโชคอีกชั้นหนึ่งคือพบ “บ่อน้ำใส ใสเป็นตาตั๊กแตน” นี่คือบ่อบุญ เป็นดวงบุญที่มารระเบิดมาจากธรรมภาคขาวตั้งแต่ครั้งใด? มารเขาเอาเก็บไว้ตรงนี้ เราก็เอากลับคืนมา ไม่ทราบว่าทำวิชาเผลอไปอย่างไร? ในเหตุการณ์ตรงนี้ ข้าพเจ้าเผลอหลับไปหน่อยหนึ่ง ฝันว่าเอาขันตักน้ำนี้มากิน ปรากฏว่ามันชื่นใจจริง ๆ พอเราตื่นขึ้นจากหลับ ก็รีบเดินวิชาเอาดวงบุญของภาคขาวกลับทันที วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ นอกจากจะพบ “ต้นนิพพานเป็นองค์ที่ ๕” แล้ว ยังพบโชคอีกชั้นหนึ่ง คือ ได้พบ “ดวงแก้วกายสิทธิ์ดวงโต เป็นกองใหญ่มาก” นี่คือดวงแก้วกายสิทธิ์ที่สำเร็จทั้งปวง หมายความว่า มารเขากวาดต้อนเอามาเก็บไว้ตรงนี้ กายภายในดวงแก้วหมดฤทธิ์ เพราะมารเขาทำวิชาบังคับ เรารีบเข้าแก้ไขทางวิชา ให้กายของพระองค์พ้นจากการผูกมัด เมื่อกายของพระองค์มีกำลังแล้ว เราก็อาราธนากลับมาทั้งหมด ที่ว่าเป็นดวงแก้วกายสิทธิ์ที่สำเร็จทั้งดวง หมายความว่าไปไหนได้ทั้งดวง เหาะไปได้ทั้งดวงไม่ว่าจะไปไหน! กายไปได้พร้อมกับเรือน คือดวงแก้วไปกับกายได้ด้วย อย่างนี้เรียกว่าสำเร็จอย่างแท้จริง แต่ก็แพ้มาร ซึ่งเราก็ได้เห็นข้อมูลแล้วในวันนี้ ว่ามารเขาสามารถมากวาดต้อนเอาไปได้ทั้งหมด เขาเอาไปแล้ว เอาไปบังคับให้อยู่ในปกครองของเขา เขาทำวิชาบังคับจนกายของพระองค์ไปไหนมาไหนไม่ได้ ดีแต่ว่าข้าพเจ้าไปพบเข้า หากข้าพเจ้าไม่พบ ถามว่าอะไรจะเกิดแก่พระองค์? แน่นอนที่สุด คือพระองค์จะถูกทรมานอยู่เช่นนั้น ถูกเขาทรมานมาแล้วนานแค่ไหน? ไม่มีใครทราบทั้งนั้น ข้าพเจ้าทำวิชามาถึงเหตุการณ์ตรงนี้ ข้าพเจ้าได้แต่ถอนหายใจ หมดความหวังในทุกอย่าง จะไม่หมดหวังได้อย่างไร? แม้พระพุทธเจ้านิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) ระดับต้นธาตุต้นธรรม มีกายมนุษย์เหมือนอย่างเรานี้ มารเขายังมาอุ้มเอาไปได้ แล้วนิพพานกายธรรมคือ อนุปาทิเสสนิพพาน จะมีอะไรเหลือ? เพราะมีแต่กายธรรม ไม่มีกายมนุษย์รองรับ จึงเป็นอาหารอันโอชะของมารอย่างสะดวกโยธิน มารเขาจะเขมือบตอนใด? เขาก็ทำได้ทุกเวลา นี่คือเรื่องราวของอายตนะนิพพานฉากหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าได้รู้เห็นเข้า ข้าพเจ้าก็ถอนหายใจ งานปราบมารดำเนินมาจนถึงเหตุการณ์ที่มารเอาต้นของนิพพานเป็นของภาคขาวไปได้ ท่านเกิดข้อคิดอะไร? การจะวินิจฉัย? และการจะเกิดข้อคิดอะไร? จะต้องมีข้อมูลสนับสนุน บัดนี้ เราได้ข้อมูลชัดเจนแล้วว่าต้นนิพพานเป็นของเรา มารเขามาอุ้มเอาตัวไปได้ ต้นนิพพานเป็นองค์ปัจจุบันทุกวันนี้ เป็นองค์ที่ทำหน้าที่ปกครองแทน องค์ต้นจริง ๆ ของเรามารเขาอุ้มตัวไปหมดแล้ว ก่อนจะวินิจฉัย ก่อนจะตีความ ต้องทบทวนความรู้ก่อนเสมอไป ความรู้นั้นคืออะไร? ความรู้นั้นมีดังนี้ ๑. มารปกครองอะไรบ้าง? ตอบว่า มารปกครอง ๒ อย่างคือ ปกครองอายตนะนิพพาน เรียกว่าปกครองใหญ่และปกครองภพ ๓ คือ ปกครองอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และมนุษย์โลก รวมทั้งจักรพรรดิและกายสิทธิ์ด้วย สรุปแล้ว มารเขาปกครองทั้งหมด มารมีฐานะเป็นผู้ปกครองใหญ่ ๒. พระพุทธเจ้าตรัสรู้กี่ระดับ? อะไรบ้าง? ตอบว่า ตรัสรู้ ๒ ระดับ คือระดับปกครองย่อย ได้แก่การมาตรัสรู้ในโลก และเมื่อได้มรรคผลนิพพานแล้ว จะต้องไปตรัสรู้ในโลก และเมื่อได้มรรคผลนิพพานแล้ว จะต้องไปตรัสรู้ในปกครองใหญ่อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ ไปตรัสรู้ในอายตนะนิพพาน ตรัสรู้นั้นจะต้องตรัสรู้ทั้งหลักสูตรภาคโปรดและภาคปราบด้วย ความรู้ภาคโปรดคือความรู้สอนศาสนา และความรู้ภาคปราบ คือความรู้ปราบมาร นั่นคือความรู้พิชัยสงคราม นั่นเอง ๓. พระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่า นิพพานเป็นสุขยิ่ง พระพุทธเจ้าหรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งของเรา คราวนี้ เราก็มาดูว่า งานปราบมารที่เราทำนี้ ได้ผลงานอะไรบ้าง? ได้ข้อมูลอะไรบ้าง? ข้อมูลนั้นคือตัวชี้วัด เมื่อเราได้หลักเช่นนี้แล้ว เราก็วินิจฉัยและตีความต่อไปได้ จากนี้ไป เราก็วินิจฉัยและตีความได้ เรามีความจำเป็นต้องเรียนรู้ เพราะพระพุทธเจ้าหรือที่เราเรียกว่าพระรัตนตรัยนั้น เป็นสรณะเป็นที่พึ่ง เป็นที่ระลึกของมนุษย์ เป็นที่พึ่งของทิพย์ พรหม และอรูปพรหมด้วย นี่คือความรู้ที่เราท่านรู้ตรงกัน เราจึงตีความได้ว่า มรรคผลนิพพานล่มสลาย พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสรู้ในระดับ “ปกครองใหญ่” คงได้ตรัสรู้เฉพาะในระดับ “ปกครองย่อย” คือการตรัสรู้ในโลกเท่านั้น หลังจากที่พระองค์ได้มรรคผลนิพพานแล้ว คือได้เข้าอายตนะนิพพานไปแล้ว ไม่ได้ตรัสรู้อะไรอีกเลย เพราะมารเขาเข้ามาขัดขวางในทุกรูปแบบ เนื่องจากมารเขาเป็นผู้ปกครอง เขากดขี่ เขาข่มเหงรังแก เขาบดขยี้ เขาถล่มทลายในทุกรูปแบบ เขาห้ามไปหมด พระพุทธองค์ทำอะไรไม่ได้เลย หากท่านติดตามผลงานมาตั้งแต่ “ปราบมารภาค ๑” ข้าพเจ้าเคยบรรยายว่า มารไม่ให้พระพุทธองค์ไปมาหาสู่กัน นิพพานใครก็ของใคร บ้านใคร ๆ อยู่ พระพุทธเจ้ารุ่นน้องจะไปหาพระพุทธเจ้ารุ่นพี่ไม่ได้ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันจะนิโรธไปหาพระพุทธเจ้าในอดีตไม่ได้ หากใครขัดคำสั่ง เขาก็ทำโทษนานาประการ เอาตัวไปใส่ไว้ในเหตุกักกัน เอาไปไว้ในเหตุกักขัง เอาไปไว้ในเหตุทรมาน เอาไปไว้ในแดนโทษแดนภัย เหตุทั้งปวงนั้น มารเขาใช้วิชาทำขึ้น สุดแต่เราจะเรียก อย่างในโลกเราก็เรียก แดนกักบริเวณ แดนเชลย เรือนจำ แดนกักขัง สุดแต่ใครจะเรียกอย่างไร? สุดแต่ถ้อยคำที่ใช้ รวมความว่าเป็นแดนทรมานทั้งนั้น มารเขาทำโทษ ก็เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู ข่าวนี้ก็รู้กันไปทั่ว แต่เขาห้ามพูด! จึงไม่มีใครกล้าละเมิด กลัวกันหมด กลัวว่ามารเขาจะทำโทษ ข้าพเจ้าทำวิชามานานปี ขณะที่บรรยายวันนี้เป็นเวลาทำวิชาปราบมารปีที่ ๑๘ ตั้งข้อสังเกตเรื่อยมา ทำไมพระพุทธองค์ไม่บอกความรู้แก่เรา? ทำไมพระองค์ไม่พูดกับเรา? ใช้เวลาสังเกตมานานปี จึงได้รู้อะไรมาทีละเล็กทีละน้อย รู้แบบระแคะระคายมาเรื่อย ๆ เหตุการณ์เช่นนี้ เป็นมาแล้วตั้งแต่เมื่อไร? ยาวนานแค่ไหน? ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น นี่คือความรู้ที่ข้าพเจ้าได้รับ ยากลึกซึ้งอย่างนี้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |