|
ตัดพ้อต่อว่าต้นปราบ เรื่องของ “ต้นปราบใหญ่” ได้นำมากล่าวไว้พอสมควรแล้ว ที่ยังค้างอยู่เรื่องหนึ่ง คือเรื่อง ตัดพ้อต่อว่ากันระหว่างข้าพเจ้ากับต้นปราบ จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้ คน อื่นจะทำอย่างข้าพเจ้าไม่ได้ หากไปทำเข้าจะเกิดโทษใหญ่หลวง เพราะต้นปราบทรงเป็นพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราบ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าธรรมดา จะเกิดบาปเกิดโทษมหันต์ แต่ข้าพเจ้าทำได้ เป็นข้อยกเว้น เพราะต้นปราบทรงเป็นคู่บารมีของข้าพเจ้า ยกเว้นทุกเรื่อง อโหสิทุกเรื่อง เพราะสร้างบารมีกันมานับชาติไม่ถ้วน ทุกข์ยากกันมานับชาติไม่ถ้วน ทรงอภัยให้เราทั้งนั้น หลวงพ่อท่านบอกอย่างนั้น กับคนอื่นก็ไม่เอาด้วย แม้แต่หลวงพ่อยังตามไม่พบ ถ้าไม่เอาด้วยแล้ว อย่าไปตามเลย ถึงตามก็ไม่พบพระองค์ กับใครก็ไม่อยู่ด้วย อยู่ด้วยกับข้าพเจ้าเพียงคนเดียว ได้ขอร้องกับพระองค์ ขอฝากบุตรภรรยาและญาติมิตรด้วย ปฏิเสธไม่ออก ก็ใครที่ไหน ลูกเมียของเรา ทุกข์ยากมาด้วยกันทั้งนั้น ทรงเล่าว่า พระองค์ได้มรรคผลนิพพานก่อน ส่วนนาย (หมายถึงข้าพเจ้า) ต้องทำงานให้ธาตุธรรมก่อน ธาตุธรรมท่านมีงานให้ทำ จึงยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน เช่นชาตินี้ต้องลงมาเกิดเพื่อปราบมารตามบัญชาของพระพุทธองค์ คนอื่น มีสิทธิ์ได้มรรคผล แต่นายหมดสิทธิ์ ยังจะต้องมาเกิดอีก จนกว่างานปราบมารของธาตุธรรมเสร็จสิ้นจริง ๆ จึงจะได้มรรคผลนิพพานในตอนนั้น ข้าพเจ้าสวนไปว่า แล้วผมจะอยู่กับใคร ทรงตอบว่า ก็อยู่กับตรีภพและหยกชมพู ขึ้นชื่อว่าจักรพรรดิแล้ว ไม่มีใครเทียมเทียบตรีภพกับหยกชมพูอีกแล้ว ทรงกล่าวอย่างนั้น ข้าพเจ้าสวนตอบทันที ผมไม่ยอม จะอธิษฐานไว้ในดวงบารมี ต้นปราบต้องอยู่กับผมตลอดไป ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนหรือไปเกิดที่ไหน ทรงนิ่งอึ้ง ไม่ว่าอะไร ทรงฟัง เราได้ทีก็พูดตัดพ้อท่าน โดยเราไม่รู้ตัว โมโหก็เลยพูดตัดพ้อไปหลายคำ มาเกิดชาตินี้ ธาตุธรรมเขาบังคับให้เกิดมาปราบมาร จะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเกิดมาแล้ว ธาตุธรรมท่านบังคับทุกอย่าง ถึงกับประชุมนิพพานทั้งหมด ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น ชี้เป็นเสียงเดียวกันหมด ต้องให้ศึกษาฯ ทำวิชาปราบมาร ปฏิเสธก็ไม่ฟัง แล้วผมก็เอาตัวไม่รอด จำยอมทำวิชาปราบมารตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ ได้ต่อสู้ในทางวิชาธรรมกายกับตรีภพและหยกชมพู เห็นกันอยู่แค่นี้ ทุกข์ยากกันอยู่แค่นี้ แล้วพระองค์ไปอยู่ที่ไหน ทำไมไม่มาช่วยกันบ้าง ทำไมไม่เห็นใจกันในยามยาก มารเขาถล่มเราจวนอยู่จวนไป ก่อนที่จะมาสร้างบ้านส่วนตัว ขโมยขึ้นบ้านพัก ของหายหมด พระ ทอง เงิน พลอย ขโมยเอาไปหมด จนถึงขั้นต้องขนพระบูชาไปฝากบ้านญาติ แม้แต่ดวงของตรีภพก็ต้องเอาไปฝากเขาไว้ ทรงฟังและไม่ตอบ ถ้าต้นปราบมาเร็วกว่านี้ เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิด แม่ก็ตายไปแล้ว พี่ชายก็ตายไปแล้ว (นายเฉลิม บุญมานุช อดีตนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี) และหลวงอาก็ตายไปแล้ว (พระจันทร์ บุญมานุช) ถ้าต้นปราบมาเสียก่อน เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิด ผมทุกข์ยากขนาดไหน ความจริงน่าจะตายแต่ตอนเป็นเด็กน้อยแล้ว เกิดมาเป็นลูกชาวนา พ่อใช้ให้ไปเลี้ยงควาย ตอนนั้นอยู่ชั้นประถมเตรียม (ยังไม่ขึ้นชั้นประถม ๑) ยังวิ่งแก้ผ้าอยู่ ครั้งแรก เอาควายไปนอนในแม่น้ำ เราก็ขี่ควายขึ้นจากแม่น้ำ พอมาถึงทุ่งนา มันวิ่งสนุกของมัน ดึงเชือกที่จมูกของควาย ยังไม่ยอมหยุด เราพลัดตกจากหลังควาย เพียงแต่แผ่นดินหมุน พอได้สติก็เดินร้องไห้ไปตามควาย เพื่อจะเอาควายกลับบ้าน ผู้ใหญ่ที่เขากำลังไถนา เห็นเด็กเดินร้องไห้ เขาเข้ามาถามว่า หนูร้องไห้ทำไม ก็บอกเขาว่า ไปตามควาย ควายวิ่งหนีไปไหนไม่ทราบ เขาถามว่า ควายของหนูลักษณะอย่างไร บอกเขาว่าตัวเขายาวชื่อ ท่อก ตัวเขาสั้นชื่อ หนุ่ม เขาพาเดินไปตามท้องทุ่ง ก็เห็นไอ้เจ้า ๒ ตัวนั้น กินหญ้าอยู่ทุ่งโน้น เขาช่วยไปตามให้ จึงได้ควายกลับบ้าน ครั้งที่สอง ขึ้นเรียนชั้นประถม ๑ แล้ว เลี้ยงควายชื่อ ไอ้หมอน มันสวยมาก ลำตัวกลม เขาเรียว กำลังจะถึก (เป็นหนุ่ม) ไอ้ท่อกกับไอ้หนุ่ม เราไม่เลี้ยงแล้ว เพราะมันแก่ ให้พี่ชายเลี้ยง พี่เขาเห็นว่าเราโตขึ้นหน่อยแล้ว และได้เรียนชั้นประถม ๑ แล้ว เขาก็อนุญาตให้เอาไอ้หมอนไปเลี้ยง วันหนึ่งเอาไอ้หมอนไปนอนน้ำในแม่น้ำ ทำความสะอาดให้เขา ขัดตัวขัดเรียวเขาด้วยฟางข้าว ไม่ทันเห็นคู่ต่อสู้ของมัน มาจากไหน มันจะต่อสู้กัน เราหนีไม่ออกเพราะน้ำแค่คอ ไม่รู้ว่าจะหนีออกไปให้พ้นรัศมีการต่อสู้ของมันได้อย่างไร เพราะเราอยู่ในแม่น้ำ จะวิ่งหนีเหมือนวิ่งบนบกไม่ได้ ขณะที่มันต่อสู้กัน มันจะหมุนตัวแล้วดันกัน ใช้เขาของมันแทงฟาดงัด ตัวที่ได้เปรียบจะดัน ตัวที่เสียเปรียบจะถอยหลัง จนกว่าจะรู้แพ้รู้ชนะ เหตุการณ์ในเสี้ยววินาทีนั้น ข้าพเจ้าหลุดออกมาจากบริเวณต่อสู้ได้อย่างไร เหมือนหนึ่งตายไปแล้ว หากตายไปในวันนั้น ก็ไม่ต้องมาปราบมารกันวันนี้ ครั้งที่สาม ยังอยู่ในวัยเรียนชั้นประถม ๑ อยู่ ก็เอาไอ้หมอนไปเลี้ยง มันเห็นหญ้าเขียวที่ไหน มันก็หยุดกินที่นั่น ปกติเราอยู่บนหลัง คือ เราขี่ควาย วันนั้นมันอย่างไรไม่ทราบ เราลงจากหลังควาย ไอ้หมอนมันอ้วนน่ารัก ความน่ารักของมันที่มันถึก (หนุ่ม) จำได้ว่าเอามือไปลูบสีข้างของมันในขณะที่มันกำลังกินหญ้าเขียว มันนึกอย่างไรไม่ทราบ มันแว้งมาขวิดเรา ไม่ทันระวังตัว ตัวของเราไปอยู่ที่หัวของมันพอดี คือ ลำตัวของเราไปนั่งอยู่ที่หัวของมัน ไม่ถูกปลายเขาของมัน ถ้าถูกปลายเขา ก็ต้องทะลุ มันไม่ทันสะบัดเขา เราวิ่งออกมาเสียก่อน ใจหาย เราเป็นเจ้าของทำไมมันขวิดเรา เราเลี้ยงมันและบำรุงมัน ทำไมมันขวิดเรา คิดไม่ออก มาคิดได้ในตอนทำวิชาปราบมาร ระลึกถึงความหลัง ว่ามันขวิดเราเพราะอะไร เพิ่งนึกได้ว่ามันกำลังจะกินหญ้าเขียว เราไปลูบสีข้างของมัน ก็คือ เราไปกวนมัน นาน ๆ มันจะเจอหญ้าอ่อน เรื่องก็เท่านี้เอง มาคิดว่า ถ้าปลายเขาถูกลำตัวเรา เราเป็นเด็กเล็ก ก็ต้องถูกเสียบ เขาทะลุสีข้าง ลำตัวเราต้องติดเขาของมัน แล้วมันจะสลัด เราจะตายก็ตายตอนที่มันสลัด เพราะเลือดจะออกมาก และเมื่อเราหลุดจากเขาออกมาแล้ว เราคงนอนตายตรงบริเวณนั้น กว่าพ่อแม่จะรู้ต้องรอถึงมืดค่ำ มืดแล้วเราไม่กลับบ้าน พ่อต้องออกตาม จะต้องพบควายก่อน เพราะควายต้องกินหญ้าอยู่ตรงนั้น แล้วจึงจะพบเรา หากตายวันนั้น วันนี้ก็ไม่ได้ปราบมาร และท่านก็จะไม่รู้จักนายการุณย์ บุญมานุช สรุปแล้ว ในวัยเด็กน้อย มีเหตุจะตายเพราะเลี้ยงควายรวม ๓ ครั้ง ครั้งที่สี่ เป็นวัยโตสู่วัยหนุ่ม เรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.๕ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี (โรงเรียนราษฏร์ ของวัดสองพี่น้อง ชื่อ โรงเรียนอุภัยภาดาวิทยาลัย) เรื่องมีอยู่ว่า อยากขี่ม้า ได้มารบเร้าให้ผู้ใหญ่บ้านที่เราเคารพช่วยหาม้าให้ ผู้ใหญ่ยันตร์ อยู่บ้านท้ายบ้าน ผู้ใหญ่ท่านนี้ไปขอม้าศึกษาธิการอำเภอสองพี่น้องให้ตัวหนึ่ง เมื่อได้ม้ามาแล้ว เราก็เลี้ยงอยู่ในวัดสองพี่น้องนั้น ตกเวลาเย็น เราก็หัดขี่ม้าโดยไม่มีครูสอน ไปถามใคร ๆ เขาก็ว่าเวลาขี่ม้านั้น เขาบังคับม้าอย่างไร ดึงเชือกอย่างไร ผ่าปากม้าอย่างไร ใช้ขลุมใส่ปากอย่างไร ฟังมาแล้วก็ทำตามที่เขาบอก ลองขึ้นหลังม้าดู แล้วก็ลองให้มันวิ่ง ม้ามันรู้ว่าใครขี่เป็นขี่ไม่เป็น พอเราขึ้นหลัง มันจะพาเราเข้าใต้ถุนบ้านอย่างเดียว มันรู้ว่าเราขี่ไม่เป็น บังคับมันไม่ได้ มันจะหาโอกาสให้เราตายอย่างเดียว บ้านนอกใต้ถุนบ้านจะสูง ออกจากวัดแล้ว มันจะพาเราไปตามหมู่บ้าน แล้วมันจะวิ่งเข้าใต้ถุนบ้านทันที ชาวบ้านเขาเห็นเหตุการณ์ เขาตกใจพากันออกมาดู เพื่อจะทราบว่าเราจะได้รับอันตรายแค่ไหน เพราะใต้ถุนบ้านจะมีไม้พื้นต่ำ ม้าพาเราไปอย่างนั้น ศีรษะของเราจะต้องถูกไม้เสียบวันยังค่ำ โชคดีอย่างไรไม่ทราบ เราหมอบตัวเราให้แนบหลังม้า ไม้ก็ไม่เสียบเรา แล้วม้าก็วกไปโน่นวกมานี่ เพื่อจะให้เราตกจากหลัง แต่เราก็ไม่ตก ครั้นมันเหนื่อย มันก็ออกจากใต้ถุนบ้านวิ่งไปในทุ่งนา พุ่งตัวขึ้น พุ่งตัวลง เพื่อให้เราตกจากหลังของมัน แสดงความพยศ ดวงดีขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ พอเราดึงเชือกปาก มันก็ไม่พยศ เหตุการณ์เช่นนี้เป็นอยู่สองสามวัน ผลก็คือไม่ตกม้า และต่อมาก็ขี่ม้าได้อย่างงู ๆ ปลา ๆ เหตุการณ์หวาดเสียวอย่างมาก ก็คือว่าโรงเรียนเขาจะเก็บค่าเทอม เราก็ขี่ม้าไปขอเงินคุณแม่ที่บ้านเกิด คือ บ้านบางพลับ ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง ระยะทางจากวัดสองพี่น้องไปถึงตำบลบางพลับไกลมาก จะให้คำนวณเป็นกิโลเมตรก็ไม่รู้ว่าจะคำนวณอย่างไร บอกได้แต่ว่า ต้องขี่ม้าออกจากวัดสองพี่น้อง ผ่านวัดยวน (วัดแม่พระประจักษ์) ผ่านวัดท่าจัด แล้วจึงไปถึงบ้านบางพลับอันเป็นบ้านเกิด ระหว่างที่ขี่ม้าออกจากวัดสองพี่น้องไปนั้น เหตุการณ์ปกติ แต่พอถึงวัดยวน เป็นทางร่องอ้อย เขาปลูกอ้อยยกร่อง แต่ละร่องห่างกันพอสมควร พอเข้าเขตวัดยวน ม้ามันเป็นอะไม่รู้ บังคับเชือกไม่อยู่ มันวิ่งเต็มที่ ข้ามร่องอ้อย จากร่องหนึ่งไปอีกร่องหนึ่ง ระยะทางช่วงนี้ไม่ต่ำกว่า ๑ กิโลเมตร และเมื่อพ้นบริเวณวัดยวนไปแล้ว มันยิ่งเพิ่มความเร็วยิ่งขึ้น แต่พอถึงบริเวณวัดท่าจัด มันหยุดวิ่งเฉย ๆ เราใจหาย ไม่รู้อะไรเป็นอะไร หมดสติ ลำดับเหตุการณ์ไม่ถูก รู้ตัวต่อเมื่อม้ามันหยุดวิ่ง ตัวเราอยู่ที่คอม้า เรามาอยู่ที่คอม้าได้อย่างไร มาอยู่แต่เมื่อไร ตอบไม่ได้ มันสับสนไปหมด ลงจากหลังม้า ถือเชือกม้าไว้ ม้าไม่กินหญ้า มันเหนื่อยเหงื่อโทรมตัวมัน มันยืนเฉย ๆ เราก็ลำดับความ ว่าเรื่องมันไปอย่างไรมาอย่างไร นึกขึ้นได้ว่า วัดยวนมันครึ้มด้วยต้นไม้ เขาฝังผีไว้ มีไม้กางเขนเรียงราย คนยวนเขาตายแล้ว ไม่เผา เขาฝังไว้แล้วก็ปักไม้กางเขน ม้ามันเห็นผียวน ผียวนหลอกมัน มันจึงวิ่งเตลิดเปิดเปิงไม่คิดชีวิต ดึงเชือกเท่าไรมันก็ไม่หยุด ระหว่างที่วิ่งข้ามร่องอ้อย ถ้าเราพลัดตกจากหลังม้า ศีรษะเราโหม่งร่องอ้อยแน่ แล้วเราก็ตายสนิททันที ศพของเราก็จะอยู่กับร่องอ้อยนั้น ส่วนม้ามันก็จะวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปไหนก็ไม่รู้ พ่อแม่ของเราจะไม่รู้เลย ว่าเราไปตายที่ไหน จะทราบได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของอ้อยเขาไปรดน้ำอ้อย แต่เขาก็จะไม่รู้ว่าเป็นศพของใคร รุ่งขึ้นเปิดเรียน ครูเขาจะเรียกชื่อ จะทราบว่าเราหายไป แล้วครูก็จะไปถามอาจารย์ที่วัด แจ้งว่าเราหายไป ทำไมไม่ไปโรงเรียน สมัยนั้นใครขาดเรียนไม่ได้ ครูจะไปพบผู้ปกครองทันที อาจารย์ของเราก็จะบอกแก่ครูว่า เรามาขออนุญาตไปบ้าน ไปเอาเงินมาเสียค่าเทอม มันขี่ม้าไป อาจารย์เราจะบอกแก่ครูอย่างนั้น จากนั้นก็จะออกติดตามเรา กว่าจะรู้ว่าเราตกม้าตายที่วัดยวน ศพเราก็อืดจำหน้าตาไม่ได้แล้ว ระหว่างที่นึกทบทวนเหตุการณ์อยู่นั้น ครามคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นแก่ใจตนเอง เรานี้มันน่าตายมาหลายหน คราวนี้ก็น่าจะตาย แต่มันก็ไม่ตาย มันรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ถ้าตายแต่วันนั้น ท่านทั้งหลายก็คงไม่ได้รู้จักข้าพเจ้า ท่านก็คงไม่ได้ อ่านเรื่องปราบมารในวันนี้ ทูลถามต้นปราบท่านว่า ตอนเป็นเด็กมีเหตุจะตายมา ๔ ครั้ง ตามที่เล่ามานี้ ถามท่านว่าทำไมไม่ตาย ใครช่วยผมไว้หรือ เมื่อเป็นธรรมกายระดับแก่กล้า เคยถามหลวงพ่อและถามไปตามนิพพานต่าง ๆ ว่าใครช่วยผมไว้ หลวงพ่อก็ไม่ตอบ พระพุทธองค์ก็ไม่ตอบ เราก็เลยไม่รู้เรื่องของเรามาจนบัดนี้ พอเราถามต้นปราบ ทรงยิ้มให้เรา แค่นี้เราก็รู้ทันทีว่า ต้นปราบทรงมาช่วยไว้ แต่เราไม่รู้ เราเพิ่งมารู้วันนี้ว่า คนที่มาช่วยไม่ให้เราตายนั้นคือ “ต้น ปราบ” นี่เอง เราขอบคุณพระองค์กราบแล้วบูชาอีก ทรงยิ้มแล้วก็ว่า นายเป็นคนสำคัญของธาตุธรรมตายไม่ได้ ถ้านายเป็นอะไรไป ไม่ว่าใครจะถูกลงโทษกันหมด เราก็ได้ความรู้เพิ่มเติมในวันนี้ คนที่ธาตุธรรมท่านส่งมาเกิด ไม่ตายทั้งนั้น ไม่ว่าจะอะไรร้อยแปด สรุปแล้วไม่ตาย เว้นแต่หมดอายุขัย เพราะธาตุธรรมท่านให้มาทำงาน คือ เมื่อถึงเวลาก็จะต้องเป็นธรรมกาย และเมื่อถึงเวลาก็จะต้องปราบมาร หากท่านอ่านผลงานปราบมาร ภาค ๒ ท่านจะทราบชัด อย่างข้าพเจ้านี้ อย่าเพิ่งพูดเรื่องมรรคผลนิพพานไห้ยากเลย คนอื่นมีสิทธิ์ แต่ข้าพเจ้าต้องห้าม ธาตุธรรมท่านไม่ยอมเสร็จเรื่องสำคัญของธาตุธรรมเมื่อไร เมื่อนั้นค่อยพูดกันใหม่ บทบาทของข้าพเจ้าเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องแปลกเอามาก ๆ ธาตุธรรมท่านเหมาให้เราหมดทุกเรื่อง ยิ่งเรียนวิชาสูงขึ้นไป ไปเห็นไปรู้อะไรเข้า ต้นใหญ่ท่านก็มาบอกว่า นี่มันเรื่องของศึกษาฯ เขา ให้ศึกษาฯ เขาแก้ไข หนีมาพึ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำอาจารย์ของเรา กลับโดนหนักเข้าไปอีก “มัน เรื่องของหลวงพ่อเมื่อไร ต้นใหญ่รับสั่งชัดแล้ว ศึกษาฯ กับต้นปราบไปคิดกันเอง รู้ไหมต้นใหญ่ท่านคาดคั้นศึกษาฯ ไว้อย่างไร ก็ฟังมาด้วย ถ้าปราบมารไม่หมด ศึกษา ฯ มีหวังได้มาเที่ยวในมนุษยโลกอีกแน่ ต้องมาทำงานของธาตุธรรมให้เสร็จ แต่แรกถ้าหลวงพ่อรู้ว่าศึกษาฯ ปราบมารได้ หลวงพ่อจะได้ไม่ลงมาเกิด” ฟังหลวงพ่อท่านบ้าง ฟังได้ก็ฟัง ฟังไม่ได้ก็ฟัง งานปราบมารนั้นยากแสนเข็ญ อำนาจปกครองมันกว้างขวาง ครอบจักรวาล นิพพานทั้งหมด ภพของทิพย์ ภพของพรหม ภพของอรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์ มีมากน้อยเท่าไร อยู่ในปกครองของเราทั้งหมด ต้องทำวิชาไปถึงทั้งหมด สรุปแล้วภาคสัมมาทิฏฐิทั้งหมด ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ต้องไปดับมารให้เขาทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ภพใด ลับแค่ไหน หรือเปิดเผยแค่ไหน วิชาของเราต้องไปถึงทั้งหมด ให้เป็นเอกราชทั้งหมด นี่คือ ความรับผิดชอบที่ธาตุธรรมท่านมอบหมาย รวมทั้งใครเป็นใครตาย จะให้ไปอยู่ที่ไหน ชั้นใด เราต้องไปรับรู้รับทราบด้วย จะตัดสินอย่างไร หรือชี้ขาดอย่างไร อยู่ในหน้าที่ด้วย แต่ไม่เคยทำเลย ใครเป็นใครตายก็เรื่องของเขา รู้อยู่ก็แต่พรรคพวกของตัวเองเท่านั้น อย่างรายของท่านเจ้าคุณราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร เราต้องไปยุ่งด้วย เพราะท่านช่วยข้าพเจ้าเผยแพร่ วิชาธรรมกาย เรื่องเหล่านี้ ว่าถึงในมนุษยโลก ไม่มีใครรู้เลย ไม่รู้ว่าข้าพเจ้า ทำอะไร ไม่รู้ว่าข้าพเจ้าทุกข์ยากอะไร ไม่เคยถาม ไม่เคยพูดถึง ไม่เคยช่วยเหลือเจือจาน รู้อยู่แต่ว่านายการุณย์ บุญมานุช ทำราชการมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี เป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ สอนวิชาธรรมกายได้ เขียนหนังสือวิชาธรรมกายหลายเล่ม เขียนดีมีคนชอบ รู้แค่นี้ ทราบแค่นี้ ไม่รู้ลึกซึ้งไปกว่านี้หากรู้แค่นี้ ท่านว่าประมาท ตายไปแล้วจะให้เขาทำโทษเสียบ้าง ฐานที่ให้เราลำบากอยู่คนเดียว เปล่า ไม่มีอะไร คุยตลกไปอย่างนั้นเอง หน้าที่ความรับผิดชอบมันครอบจักรวาล ตามที่บรรยายมานี้แต่ย่นย่อเท่านั้น ถามว่าทำไหวหรือ ไหวหรือไม่ไหวก็ต้องทำ เพราะธาตุธรรมท่านมอบหมาย เราอยากทำเมื่อไร ข้าพเจ้าไม่อยากทำ หากท่านอ่านหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” ท่านจะทราบรายละเอียด ข้าพเจ้าปฏิเสธแต่แรก ยิ่งปฏิเสธยิ่งถูกคาดคั้น ยิ่งหนียิ่งใกล้ กล่าวถึงคราวของหลวงพ่อของเราบ้าง พอต้นใหญ่รับสั่งให้ทำวิชาปราบมาร หลวงพ่อยังต้องคิดใคร่ครวญอยู่ถึง ๘ ปี ว่าจะทำดีหรือไม่ดี ทีมาถึงยุคของข้าพเจ้าบ้าง ธาตุธรรมไม่ให้เวลาเราคิดเลย ประชุมพระนิพพานเสร็จแล้ว ออกเป็นมติออกมา ว่านิพพานท่านมีมติเอกฉันท์ให้ศึกษาฯ ทำวิชาปราบมาร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พอเราได้ยิน น้ำตาก็ไหลริน กราบทูลคัดค้านว่าให้เอาคนนั้น เอาคนนี้ เขาเก่งกันทั้งนั้น กระผมเป็นนักปฏิบัติสมัครเล่น และเป็นฆราวาส ทำไมไม่เอาพระสงฆ์ มาเอาฆราวาสมีกิเลสอย่างกระผมทำไม คนนั้นเขามีเงิน ทำไมไม่เอาเขา คนนี้มีชื่อเสียงจะเอาเงินจากใครก็ได้ น่าจะเลือกเขา กราบทูลได้ พูดได้ แต่ธาตุธรรมไม่ฟัง รวบหัวรวบหางเจาะจงแก่เรา เราเลยเอาตัวไม่รอด ต้องทำวิชาปราบมารมาแต่วันนั้น ยังจำเหตุการณ์ไม่ลืม แต่แรกเราไม่กล้า ครั้งเหตุการณ์มาถึงเข้า ไม่รู้ว่ากล้าขึ้นมาได้อย่างไร พออารมณ์เราดี มาคิดว่า เราไปเถียงพระพุทธองค์ทำไม เถียงไปแย้งไป ได้อะไรขึ้นมา มีแต่จะทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เพราะเราอ้างว่าเราทำไม่ได้ พระพุทธองค์ท่านก็ว่าได้ ความเห็นไม่ตรงกัน ประเดี๋ยวเราก็ต้องไปกล่าวอุจจโยโทษต่อพระองค์ ต้องไปท่องยะมะหัง สัมมาสัมพุทธัง .... เพื่อขอขมาโทษ ตามบทสวดของหลวงพ่ออยู่ดี ผู้ที่เสียงแข็งจะเอาแก่เราถึงเป็นถึงตาย ก็คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำนั่นเอง อาจารย์ของเรานั่นเอง เรื่องของนิพพาน ใครจะอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทำวิชาปราบมาร ต้องเดินวิชาไปถึงพระพุทธองค์ ตามบทบาทหน้าที่ พระพุทธองค์มีมากน้อยปานใด ต้องไปถึงให้หมด หยาบแค่ไหนและละเอียดแค่ไหน วิชาของเราต้องไปถึง เมื่อไปถึงแล้ว ต้องรวมมาเป็น “หนึ่ง” และจากหนึ่งที่ว่านี้ ต้องย่อยแยกธรรมภาคมารออกไปให้หมด ด้วยวิชารบ คือ ต้องดับมารเหล่านั้นทั้งหมด ทั้งในรูปแบบของนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ จุดเล็กที่เราเห็น เป็นละเอียดของเขา จุดเล็กนิดเดียวนี้คือ ธาตุทั้งหมดธรรมทั้งหมดของเขา เมื่อเราทำให้หยาบขึ้นมา ก็คือ นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ของเขา ส่วนกายคือ ตัวละครของมารอยู่ในนั้น ต้องจับกายมาดับให้หมดสิ้น นี่คือ หลักความรู้ย่อ ความยากของเราอยู่ที่ไปไม่ถึงละเอียด คือ เราเห็นว่าสะอาดหมดแล้ว ขาวหมดแล้ว นี่คือ ความเข้าใจผิด แต่ก่อนนี้รบกันหยาบ ๆ มีอะไรอยู่ที่ไหน เราเห็นได้หมด ดับได้หมด นั่นคือ เหตุการณ์ปราบมารในปีแรก ๆ ระยะหลังนี้ ยากขึ้นแล้ว ที่เราว่าสะอาดแล้ว ขาวแล้ว เป็นความเข้าใจผิด ต้องทำวิชาให้ละเอียดไปกว่านั้น จึงจะเห็นจุดดำเล็กซ่อนอยู่ นี่คือ ความยาก ที่จะต้องคิดวิชากันต่อไป อยากคุยกับท่านว่า ข้าพเจ้าได้รู้เห็นนิพพาน ได้รู้เห็นพระพุทธองค์ ได้รู้เห็นปัญหาของธาตุธรรมมาพอสมควรแล้ว ถึงจะไม่ละเอียดนัก ก็พอฟังได้ทีเดียว ทำให้นึกถึงเกจิอาจารย์ดัง ๆ เล่าลือว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ จริง ๆ แล้วไม่เป็นจริงตามนั้นเลย ตราบใดที่ยังไม่เป็นธรรมกาย ตราบนั้นก็ยังไม่รู้ว่านิพพานอยู่ที่ไหน หน้าตาอย่างไร การไปนิพพานเขาไปอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ทั้งนั้น จะรู้อยู่ก็แต่ท่านที่เป็นธรรมกายเท่านั้น จะว่าข้าพเจ้าแจ้งนิพพานหรือเปล่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ก็เคยทำนิพพานมาแล้ว เคยทำภพให้แก่ทิพย์ พรหม อรูปพรหม มาแล้ว ถามว่าทำอย่างไร ถึงเวลาที่ความรู้ของเราเรืองขึ้นมา ความรู้มันไปเองเป็นไปอัตโนมัติ เราก็ได้หลักว่า ทำภพนิพพานเขาทำกันอย่างนี้ ทำภพทิพย์ พรหม อรูปพรหม ก็แบบเดียวกัน ต่างกันตรงที่ความละเอียดของวิชาเท่านั้น ยังนึกอยู่ว่า หากเราได้มรรคผลนิพพานขึ้นมา เราจะไปอยู่ที่ไหน เราเคยมาทำกับเขาไว้หรือ เราถือสิทธิ์อะไรที่จะมาอยู่อาศัย เหตุใดนึกคิดเช่นนั้น ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เรื่องบารมี ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าตัวเองมีบารมีเท่าไร ไม่เคยสนใจ ธาตุธรรมท่านให้ปราบมารก็ปราบให้ท่าน คิดแต่อย่างนั้น อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อท่านบันเทิงนิโรธขึ้นมา หลวงพ่อท่านบอกว่า “ศึกษาฯ มีบารมีมากกว่ามาร” เราก็ไม่ได้ถามหลวงพ่อ ว่ามารเขามีบารมีเท่าไร และก็ไม่ได้ถามหลวงพ่ออีกว่า ผมมีบารมีเท่าไร จนวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่า ตัวเองมีบารมีเท่าไร หลวงพ่อท่านบอกว่า ถ้าบารมีน้อยกว่ามาร จะปราบเขาไม่ได้ มีแต่เขาจะปราบเรา ท่านว่าของท่านอย่างนั้น ในเรื่องบารมีนี้โปรดเข้าใจว่า อดีตสนับสนุนปัจจุบัน และปัจจุบันเป็นฐานให้อนาคต บารมีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตมีความสัมพันธ์กัน บารมี คืออะไร บารมีคือ ประสบการณ์ว่าเคยทำอะไรมาบ้าง ในทางธรรมท่านถือเอาดวงธรรมเป็นเกณฑ์ ใครดวงธรรมโต แปลว่า บารมีมาก อะไรทั้งปวงอยู่ในดวงธรรมนั้น แต่ดวงธรรมสำคัญอยู่ที่ไหน ใครรักษาไว้ เรื่องนี้ต้องเรียนรู้ อย่างข้าพเจ้านี้ธาตุธรรมท่านไม่ยอมให้ใช้บารมี ภามท่านว่า ทำไมไม่ให้ใช้ ก็เป็นของผม เหตุใดจึงไม่ให้ ท่านรับสั่งว่า กำลังรบกับมารยังให้ไม่ได้ ขืนให้ มารมันก็มาระเบิดเอาไป ก็ถามต่อไปว่า ทีคนนั้นทำไมเขารวย ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเหนือไปกว่าผม ท่านรับสั่งว่า รายนั้นมารเขาไม่ขวาง สมบัติเขาจึงรวยได้ แต่ศึกษาฯ คนนี้เป็นคู่ปรับกัน มารเขาไม่ยอม จนกว่าจะดับเขาได้หมดเมื่อไร เราก็สวนไปว่า ผมไม่มีเงินใช้จะทำอย่างไร ทรงรับสั่งว่า ข้าหาให้ พระองค์หาให้ไม่พอใช้ ทรงหัวเราะ ก็จบแค่นี้ เราควรทำความเข้าใจกันแต่วันนี้ว่า บารมีอะไรสำคัญที่สุด และที่ว่าสำคัญนั้นสำคัญอย่างไร ควรมาคุยกัน เรื่องอื่นเราคุยกันมามากแล้ว ในทัศนะของข้าพเจ้า เห็นว่าการสร้างบารมี ทำได้ไม่ยาก มันยากตรงที่รักษา ว่าจะรักษาบารมีอย่างไร การ รักษาบารมีก็เหมือนการเก็บเงิน แต่ก่อนเราเก็บไว้กับตัว คือ เอาเงินใส่ไหกระเทียมฝังดินไว้ ต่อมาเรานำมาฝากแก่ธนาคาร และธนาคารเขาให้ดอกเบี้ยแก่เราด้วย แต่ในเรื่องบารมียากกว่านั้น ขณะที่ท่านทำความดี คือ บวช รักษาศีล สอนให้เจริญภาวนา จัดการศึกษาปริยัติธรรม ถามว่าเกิดบารมีอะไร เกิดเท่าไร ใครเป็นผู้ให้ ผู้ทำความดีคือเรา ทราบไหมว่าบารมีของเราเกิดขึ้นเท่าไรและอยู่ที่ไหน ขณะนี้ได้เท่าไรแล้ว เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบให้ทราบเลย ข้าพเจ้าอยากกล่าวไว้ แต่เห็นว่าเป็นความรู้ชั้นสูง หากกล่าวไว้เกรงจะเข้าใจยาก พบข้าพเจ้าที่ไหน ให้ถามเอาตอนนั้น พูดถึงบารมี เราต้องพิจารณาว่า บารมีอะไรสำคัญที่สุด จะ ว่าไปแล้ว บารมี ๑๐ ประการตามที่เราทราบนั้น เป็นเพียงฐาน เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น บารมีที่มีฤทธิ์เดช มีอยู่บารมีเดียว คือ บารมีปราบมาร เพราะชนะทั้งปวง ข้าพเจ้าเชิญชวนขอให้ผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย สนใจวิชาปราบมาร เพื่อจะได้เป็นกำลังให้แก่ธาตุธรรมท่านได้ จะให้ข้าพเจ้ารับผิดชอบอยู่คนเดียวได้อย่างไรกัน เราต้องช่วยกันในทุกรูปแบบ จึงจะชนะมารเขาได้ เหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงกล้าพิมพ์ตำราเล่มละ ๒๒๕ บาท แจกฟรี ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่มีฐานะ ดีที่จะบริการอย่างนั้น แต่โดยเหตุที่เหตุผลก็คือเหตุผล หลักการก็คือหลักการ แม้ฐานะของข้าพเจ้าจะขัดสน แต่ข้าพเจ้าก็มีความเพียรหาเงินมาเป็นค่าพิมพ์ เพื่อบริการแก่นักปราชญ์ผู้มีแววที่จะเข้าถึงวิชาชั้นสูง โดยไม่หวังอะไรตอบแทน ข้าพเจ้าหวังถึงความก้าวหน้าทางวิชาธรรมกาย ไม่หวังชื่อเสียง พอกันใหม่ในปราบมาร ภาค ๓ ขอให้ทุกท่านโชคดีมีสุข นายการุณย์ บุญมานุช ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ๑๕ ตุลาคม ๒๕๓๖ สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |