|
วิชาสับกาย เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้กายใส ให้ดวงธรรมใส เหมือนการเดินฌาน การเดินฌานมีข้อเสียคือ ล่าช้า ข้าพเจ้าไม่ชอบ เพราะมันช้าไม่ทันการณ์ การสับกาย คือ เอากายเล็กไปสับกายใหญ่ ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ในเถา ในชุด .... ฯลฯ ส่วนประกอบของกาย เอาสับด้วย คือ ธาตุ ส่วนของใจ เอาสับด้วย คือ ใจ จิต วิญญาณ ส่วนของนิโรธ คือ หยุดนิ่ง อาวุธ เอาสับด้วย ดวงมรรค แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ เป็นดวงมีหน้าที่กัด เซาะ กิน ละลาย ย่อย แยก ดับ ตัด ฯลฯ แว่น กล้อง ญาณทัสสนะ ต้องสับด้วย ใจที่ละเอียด เกิดอีกดวงหนึ่ง เรียกว่า จิตหรือแว่น จิตที่ละเอียด เกิดอีกดวงหนึ่ง เรียกว่า วิญญาณหรือกล้อง ญาณทัสสนะ คือ เห็น จำ คิด รู้ ที่ละเอียด ทำหน้าที่เห็น คือ มองเห็น เมื่อเห็นแล้วก็จำได้หมายรู้ เมื่อจำแล้วก็คิดคือ ความคิดความนึก และเมื่อคิดแล้วก็รู้ว่านี่อะไร นี่เป็นอะไร คืออะไร จำหลักวิชาไว้ว่า เมื่อดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ รวมกันเป็นจุดแล้ว เรียกว่า ใจหนึ่ง และเกิดกายขึ้น ๑ กาย เสมอไป นี่คือหลักวิชา ถ้าใจหยาบ กายก็หยาบ ใจใส กายก็ใส ใจละเอียด กายก็ละเอียด นี่คือ ความรู้ที่หลวงพ่อท่านสอน ใจที่ตรัสรู้ต่างกับใจที่ไม่ตรัสรู้ ใจที่ตรัสรู้มีความใสมาก มากแค่ไหน เห็นธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์เมื่อไร ดวงเห็น จำ คิด รู้ จะใหญ่ขึ้นและใสยิ่งนัก ใจที่ไม่ตรัสรู้ ดวงจะไม่ใส เอาหลักแค่นี้ก่อน ละเอียดนัก มันจะดูว่ายาก จะเดินวิชาธรรมกายสูตรไหน บทใด ก็ทำเถิด หากตรัสรู้ขึ้นมา ไม่ว่ามากหรือน้อย จะเห็นอีกดวงหนึ่ง คือ ดวงจิต หรือที่เราเรียกว่า แว่นแก้ว จิตนี้เองตรัสรู้ขึ้นมา เกิดอีกดวงหนึ่งเรียกว่า วิญญาณ หรือ กล้องแก้ว จิตและวิญญาณนี้ ทำหน้าที่ให้ความเห็นกระจ่างชัด คือ เมื่อเอาใจนิ่งลงไปที่ดวงแว่นและดวงกล้อง จะเกิดญาณทัสสนะทันที คือ ใจเห็นได้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น นี่คือวิธีต่อแว่น ต่อกล้อง ส่องญาณทัสสนะ กระทำที่ไหน กระทำที่หยุด ที่นิ่ง ที่แน่น พูดอย่างวิชาธรรมกายก็คือ กระทำที่นิโรธ การสับกายก็คือ การเอามาสับกัน จากายหยาบไปหากายละเอียด ถามว่าจะเอาอะไรสับกัน อย่างน้อยต้องสับให้ได้ ๓ อย่าง คือ กาย ใจ นิโรธ เรียกว่า ครึ่งยศ หากจะสับให้เต็มยศ ก็ว่าให้ครบเครื่อง ดวงเซฟ มรรค แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ เครื่อง บุญ บารมี รัศมี .... ฯลฯ ผลของการสับกาย คือ ให้กายละเอียดมีกำลัง เพราะกายหยาบขึ้นไปช่วย ช่วยให้เห็นกระจ่างขึ้น วิชาซ้อนกาย คือ การเอากายละเอียดมาซ้อนเข้ากายหยาบ เช่น เอาธรรมกายพระอรหัตต์มาซ้อนธรรมกายพระอนาคามี เป็นต้น ให้ทำจากกายละเอียดมาหากายหยาบ เช่น พืดมาหาภาค ภาคมาหาตอน ตอนมาหาชั้น ชั้นมาหาชุด ชุดมาหาเถา เถามาหาพระอรหัตต์ละเอียด .... เรื่อยมาถึงกายมนุษย์ เอาอะไรมาซ้อนบ้าง ก็เหมือนกับสับกาย ผลของวิชาซ้อนกายคือ ให้เกิดความใสนั่นเอง วิชาซ้อนสับทับทวี ก็คือ เอากายละเอียดของกายหลัก มาทำวิชาให้หมด เช่น กายมนุษย์ ก็เอา เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ขอกายมนุษย์มารวมกันให้หมด พูดอีกอย่างก็คือ เอากายหยาบ ละเอียดของ ๑๘ กาย มาทำวิชาให้หมด คือลำดับแรก สับ ลำดับสอง ซ้อน ลำดับสาม ทับทวี ผลของวิชาซ้อนสับทับทวี ก็คือ ให้มีกำลัง ให้เกิดความใส ให้รู้ญาณทันกัน วิชาทั้ง ๓ ดีกว่าเดินฌานสมาบัติ สรุปแล้ว วิชาซ้อนสับทับทวีก็คือ เดินฌานอย่างละเอียดนั่นเอง การเดินวิชาต้องยึดหลักอนุโลมปฏิโลม คือ เดินหน้าและถอยหลัง ยิ่งมากยิ่งดี อย่าจำกัดว่า ๗ เที่ยว อย่างที่ตำราเขาว่า ยิ่งมากเที่ยวยิ่งดี ความขุ่น ความมัว จะได้หมดไป ขุ่นมัว นั้นคือ กิเลสนั่นเอง การรบระดับละเอียด ใช้วิชาซ้อนสับทับทวีรบกัน ท่านให้เอานิพพานธรรมกายทั้งหมด และนิพพานเป็นทั้งปวง มารวมกันให้เป็น ๑ กาย แล้วก็รบ คือ เดินวิชารบ หากท่านทำไม่ได้ หลวงพ่อวัดปากน้ำจะตำหนิอย่างแรง ไม่กลัวหลวงพ่อว่าหรือ ถ้ากลัว ต้องทำให้ได้ จะยากอะไร ก็เอานิพพานธรรมกายรวมกันก่อน ทำวิชาซ้อนกายสับกาย แล้วก็มาซ้อนสับทับทวี ไม่ถึงอึดใจ ก็สามารถรวมเป็นกายเดียวแล้ว แล้วนำ ๑ กายนี้เข้านิพพานเป็น คำนวณให้เร็ว ให้สุดอดีต สุดปัจจุบัน และสุดอนาคต รวมเป็น ๑ กาย แล้วเอากายนิพพานธรรมกายซ้อนเข้า จากนั้นเดินวิชาซ้อนสับทับทวี พอซ้อนดีแล้ว สับดีแล้ว ทับทวีดีแล้ว จากนั้นก็เริ่มเดินวิชารบ เราจะทราบทันทีว่า กำลังของฝ่ายเรามีแค่ไหน รู้ญาณมีแค่ไหน อย่าลืมว่าเราเดินวิชาอย่างนี้ มารเขาก็เอาอย่างเรา เขาเดินวิชาอย่างเราแล้วก็มาปะทะกัน นี่คือ ย่อ ๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าใครแพ้ใครชนะ ที่กล่าวนี้คือ หยาบ ๆ และย่อ ๆ พอเข้าใจเท่านั้น รบจริง ๆ ต้องทำกายเป็นว่างทั้งหมด พูดภาษาวิชาธรรมกายก็คือ ทำเป็นเหตุว่าง ๑๙ อย่าง ตามที่หลวงพ่อท่านสอน ใครสามารถทำว่างของฝ่ายตรงข้ามให้หยาบได้ ฝ่ายหยาบจะถูกดับ เพราะเมื่อหยาบก็เห็นตัวตน เห็นนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ เราก็เข้าทำลาย มีเท่าไรก็ไม่เหลือ เราดับได้หมด กายมนุษย์ของเรานี้สำคัญมาก คือมารมาเท่าไร ทำให้กายมนุษย์แตกดับไม่ได้ กายละเอียดมีเท่าไร ก็ไม่เหลือเขาดับได้หมด กายมนุษย์ คือ กายกิเลสของเรานี้ เป็นกายปราการให้กายละเอียดอื่นหลบภัย เราชนะเขาตรงกายมนุษย์นี้เอง เหตุที่เรามาเกิดก็เพื่อให้มีกายมนุษย์ มีไว้เพื่อสู้กับมาร กายอื่นสู้เขาไม่ได้ กล่าวถึงสมัยที่ข้าพเจ้ายังรบอยู่ในขั้นหยาบ คือ ออกติดตามพระพุทธองค์ ว่ามารเอาพระองค์ไปซ่อนไว้ที่ไหน ทำอยู่หลายปีกว่าจะรวมได้ครบ ที่ถูกเขาดับต้องนำมาแก้ไขให้ทรงฟื้น พอเราไปถึงพระองค์ มารมันมากันมืดฟ้ามัวดิน ล้วนแต่กายดำทั้งนั้น ไม่รู้ว่ามาจากไหนมาช่วยกันแลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย เพื่อให้ข้าพเจ้าตาย ปืนใหญ่ที่ว่าเสียงดังนั้น เสียงมารระเบิดดังยิ่งกว่าหลายเท่า ถูกรุมมาก ๆ อย่างนี้ ทำท่าจะตายมาหลายครั้ง ความจำเลือนทันที วิชาจำได้แบบได้หน้าลืมหลัง จำได้ไม่ครบ ลำดับวิชาไม่ถูก วิชาเราจะช้าลง ๆ พร้อมกันนั้นหัวใจเราก็หรี่ลง ๆ ทำท่าจะขาดใจ กระสับกระส่าย จะอาเจียร คลื่นไส้ ใจหงุดหงิด แล้วหัวใจก็หยุดเต้นไปเฉย ๆ ขณะที่ใจไม่เต้นนั้น ใจประหวัดถึงลูกเมีย ใครจะเลี้ยงลูกเมียเรา แล้วใจก็กลับเต้นขึ้นมาอีก เต้นขึ้นมาได้อย่างไรก็ไม่ทราบ เราเก่งอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ตายเป็นตาย ท่องวิชาไม่เลิก สติอยู่กับวิชา ท่องวิชาไม่เลิก ท่องส่งเดชไป ผิด ๆ ถูก ๆ พอท่องได้ถูกขึ้น วิชาของเราเร็วขึ้นเป็นอัตโนมัติ แข็งใจดับมารจนหมดสิ้น ไม่เหลือเลย ทันใดนั้นเอง ได้ยินเสียงพระพุทธองค์ทรงดีพระทัย เฮฮาเหมือนที่เราเห็นวันขึ้นปีใหม่ทีเดียว เราก็ฟังว่าทรงดีพระทัยอะไร ทันใดนั้น ธาตุธรรมท่านก็ประกาศว่าเราชนะ ก็คือ หลวงพ่อเรานั่นเอง ถ้าไม่ชนะก็ไม่ประกาศ จากนั้นทุกนิพพานคำนวณดวงบารมีให้เรา นี่คือ บรรยากาศการรบครั้งนั้น อีกบรรยากาศหนึ่ง ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร ก่อนที่จะดับมารก็ให้โอวาทไป “ขึ้น ชื่อว่ามารแล้ว ต้องถูกเราดับทั้งหมด ไม่ว่าหยาบ ไม่ว่าละเอียด เราต้องดับได้ทั้งหมด มีมารหน้าไหนที่ชนะเราบ้าง ไม่มีมารหน้าไหนชนะเราได้เลย ตรีภพ หยกชมพู” พูดไปในว่าง ๆ นั้นแหละ หลวงพ่อท่านหัวเราะ ศึกษาฯ นี่มันแปลก ก่อนมันจะดับมาร เขามีการให้โอวาทกันด้วยหรือ ก็กราบทูลหลวงพ่อไปว่าเป็นชั้นเชิงจะให้มารมันกลัว หลวงพ่อหัวเราะ มีอยู่คราวหนึ่ง ถ้าหลวงพ่อมีไม้ คงฟาดศีรษะเราแน่เลย พบมารแล้ว มัวไปดูหน้าตามัน เพราะเราอยากดูหน้าของเขา เราไม่ทันดับ แล้วมันก็หนีไปได้ หลวงพ่อโกรธมาก “จะมัวไปดูทำไม มันหนีไปแล้ว แล้วอีกกี่ปีจึงจะตามมันพบ ไม่เคยเห็นมารหรือ” เรา แทบจะแทรกแผ่นดินหนี อยากฆ่าตัวเอง ทำให้หลวงพ่อผิดหวัง ที่ดับไอ้ตัวนั้นไม่ทัน พอออกจากนิโรธ สูบบุหรี่ไม่อร่อยเลย นึกถึงคำที่หลวงพ่อท่านว่า หลวงพ่อท่านคุมเราอยู่ คอยระวังไม่ให้เราเพลี่ยงพล้ำ ท่านเหนื่อยพอกับเราทีเดียว แต่ท่านไม่รบ ท่านให้เรารบ พูดให้สนุก ก็คือ หลวงพ่อเป็นลูกพี่เรา เรารบแต่ลูกพี่นั่งดู อย่าแพ้มาก็แล้วกัน ถ้าแพ้กูจะซ้ำ นั่นเอง นึกถึงความเป็นนักเลงของเขาเหมือนกัน บางรายตัวละครของเขาหมดแล้ว เหลืออยู่ก็คือต้นวิชาของเขา เมื่อบริวารของเขาถูกดับหมดแล้ว เขาไม่หนี เขาออกมารบกับเราตัวต่อตัว แบบใครดีใครอยู่ พอเราชนะมาได้ หลวงพ่อดีพระทัย มีเงินกี่ฟ้าครอบ หลวงพ่อยกให้เราหมดก็แล้วกัน “ศึกษาฯ นี่มันผิดตำรา มันเก่งกว่าอาจารย์” ให้ยาหอมตลอดเวลา การรบขั้นละเอียด คือ รบกับความว่าง ยากเหลือเกิน คือ เรารบกับความไม่เห็น มันว่างไปหมด จะต้องคำนวณวิชาจนกว่าว่างนั้นหยาบ ซึ่งทำยากจริง ๆ เมื่อหยาบแล้ว ก็เหมือนบ้านเมืองของเรานี้เห็นตัวตนทันที วิชาธรรมกายเรียกว่า นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ตัวตนของเขาอยู่ในนั้น เราต้องดับทั้งหมด อย่าให้รอดไม่ได้แม้แต่หนึ่งเดียว หากรอดไปได้แม้หนึ่งเดียวนั้น ร้ายนักทีเดียว ร้ายอย่างไร เขาจะกลับไปทำธาตุธรรมของเขามาสู้เราใหม่ คือ เขาไปพิสดารมาใหม่ ไปหาต้นของเขา เขาซ่อนต้นของเขาไว้ เราค้นไม่พบ เมื่อเสร็จวิชาของเขาแล้ว เขาจะซ่อนตัวไว้ก่อน ต่อเมื่อเราทำวิชาละเอียดไปถึง เขาจะออกมาสู้กับเราใหม่ คราวนี้เราดับเขายากแล้ว เพราะวิชาเดิมที่เราใช้นั้น ไม่พอเสียแล้ว ต้องใช้วิชาสูงขึ้นไปอีก จึงจะดับกันได้ วิชาตั้งธาตุประกอบธรรม เป็นวิชาสูงสุดที่หลวงพ่อสอน เนื้อหาของวิชาก็คือ ท่านจะเดินวิชาอย่างไรก็ทำไปเถิด ต่อเมื่อสุดเหตุปกครองแล้ว ท่านให้นำเหตุละเอียดเหล่านั้นมาทำให้สะอาด เมื่อสะอาดดีแล้ว ให้ตั้ง ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา ขึ้น นิ่งลงไปกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา เกิดธรรมกายโคตรภู พระโสดา พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหัตต์ ทั้งหยาบและละเอียด จากนั้น นิ่งไปที่ศูนย์กลางกายพระอรหัตต์ละเอียด อธิษฐานให้พระองค์ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า ธรรมกายของพระองค์จะโตกว่า ๒๐ วาทันที หากธรรมกายโตถึง ๔๐ วา หรือโตกว่านั้น บ่งถึงว่าเราทำเหตุสะอาดจริง หากธรรมกายยังไม่โต แปลว่า การเดินวิชาทำเหตุให้สะอาดนั้น ยังสะอาดไม่จริง จากนั้น ก็เดินวิชาต่อแว่น ต่อกล้อง ต่อญาณทัสสนะ รบต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ตามที่กล่าวนี้ คือ เนื้อวิชาย่อ ๆ อยากกล่าววิชาให้ละเอียด เกรงว่าจะยากไป หากท่านทำได้ถึงขั้นนี้ มีความประสงค์จะเดินวิชาพลิกแพลงขึ้น ถามข้าพเจ้าได้ ติดต่อไปได้ ความจริงหากอ่านหนังสือปราบมารเล่มแรก เล่มนั้นเป็นเนื้อวิชาล้วน พอข้าพเจ้ากล่าวถึงหัวข้อวิชา ท่านจะเข้าใจทันที มาพูดถึงเรื่องการทำให้สะอาด หลวงพ่อท่านสอนให้เดินสมาบัติ คือ ให้แยกเหตุที่เดินวิชาไปแล้วนั้น ออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือธาตุ ก็คือธาตุ ๖ นั่นเอง อีกส่วนเป็นธรรม ท่านให้ตั้งดวงกสิณ ๑๐ ที่เหตุของธาตุ ๖ นั้น แล้วธรรมกายของเราเดินสมาบัติจนกว่าเหตุของธาตุจะใส ส่วนเหตุของธรรมนั้น ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่สะอาดจริง ยังตั้งดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา ไม่ได้ ให้กำหนดส่วนที่เป็นธรรมนั้นขึ้นเป็นดวงใส ธรรมกายของเราเดินสมาบัติที่ศูนย์กำเนิดของดวงใสนั้นก่อน ต่อเมื่อดวงใสสะอาดแล้ว ให้นำดวงเหตุของธาตุซ้อนเหตุของธรรมเข้า ก็จะเป็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน นิ่งลงไปที่กำเนิดของดวงใสทั้ง ๒ นั้น หยุดถูกส่วนเข้าเกิดดวงปฐมมรรค นิ่งลงไปที่ดวงปฐมมรรคนั้น เกิดอีกดวงใสหนึ่งคือ ดวงมรรคจิต นิ่งลงไปที่ดวงมรรคจิต เกิดดวงใสอีกดวงหนึ่งคือ ดวงมรรคปัญญา นิ่งลงไปที่ดวงมรรคปัญญานั้น เกิดธรรมกายโคตรภู พระโสดา ... พระอรหัตต์ละเอียด นิ่งลงไปที่ดวงธรรมของพระอรหัตต์ละเอียด อธิษฐานให้พระองค์ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า คอยดูธรรมกายของสัพพัญญูพุทธเจ้า ถ้าธรรมกายโต หน้าตัก ๒๐ วา แปลว่าใช้ไม่ได้ ให้ทำใหม่ หากหน้าตัก ๔๐ วา ๖๐ วา หรือโตกว่านั้น จึงจะใช้ได้ โดยหลักการแล้ว ธาตุธรรมที่เราประกอบขึ้นใหม่ จะมีหน้าตักไม่เล็กกว่าที่เราเดินวิชาวานนี้ นี่เป็นหลักตายตัว หากหน้าตักเล็กเพียง ๒๐ วา แปลว่า ยังไม่ตรัสรู้ ตามที่กล่าวนี้คือ ความรู้ของหลวงพ่อ ว่าด้วยเรื่องตั้งธาตุประกอบธรรม ข้าพเจ้าไม่ชอบ เพราะเดินสมาบัติล่าช้า ไม่ทันใจ ท่านจะเดินวิชาอย่างไรก็ทำเถิด ขอให้ใสก็แล้วกัน ก่อนที่จะให้เหตุที่เรารบชนะไปนั้นเกิดธรรมขึ้น เราต้องทำให้สะอาดเสียก่อน นี่เป็นหลัก ข้าพเจ้าใช้วิธี ใช้ข่ายญาณทัสสนะรวมเหตุที่รบไปถึงแล้ว กำลังถึงอยู่ และที่จะถึงต่อไป มารวมกันเป็น ๑ กำหนดศูนย์ของเหตุได้แล้ว พิสดารธรรมกาย แลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย เหตุนั้นไปจนสุดหยาบสุดละเอียด เมื่อเกิดความใสแล้ว นำความใสนั้นมาตั้งเข้า นิ่งลงไปที่ศูนย์กำเนิดแห่งดวงใสนั้น พิสดารธรรมกายเข้าไปในศูนย์นั้น แล้วแยกเป็นธาตุ ๖ พิสดารไปในธาตุ ๖ นั้น จนกว่าจะใส พอใสดีแล้ว ก็ตั้งธาตุประกอบธรรม ตามที่กล่าวนั้น วิธีนี้คือวิธีเกียจคร้าน การตรัสรู้นั้นจะต้องรบทุกข์และสมุทัยเสียก่อน เมื่อชนะแล้วจึงอาราธนาให้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญู วิธีนี้ดีกว่าวิธีแรก วิธีใดทำอย่างไร เราต้องเรียนไว้ แล้วเปรียบเทียบว่า วิธีใดดีที่สุด วันนี้ทำอย่างนี้ วันต่อไปต้องคิดใหม่ การทำพระของขวัญของหลวงพ่อ ต้องเรียนว่าสมัยหลวงพ่อนั้น หลวงพ่อคำนวณไปถึงไหน หากเราเพียงไปถึงจุดหมายที่หลวงพ่อคำนวณ ก็แปลว่า พระของเราศักดิ์สิทธิ์เท่ารุ่นของหลวงพ่อเท่านั้น เราต้องทำให้เลยวิชาหลวงพ่อเข้าไว้ จะทำแค่ความรู้ของหลวงพ่อไม่ได้ ต้องให้ยิ่งกว่ารุ่นของหลวงพ่อ เพราะเราปราบมารได้มากแล้ว ความรู้ทั้งปวง จะมาแจ้งกันในตอนทำวิชาปราบมารนี้เอง ฉะนั้น ท่านใดทำวิชาปราบมารไม่ได้ เราไม่มีคะแนนให้ ไม่มีความเห็นให้เลย แปลว่า เรายังไม่เป็นอะไรเลย เราไม่มีความสามารถอะไรเลย เพียงแต่ว่า เพิ่งตั้งตัวเท่านั้น ข้าพเจ้าไม่ดีใจกับท่าน ข้าพเจ้าไม่อนุโมทนา เพราะยังเป็นเหยื่อของมารเขาอยู่ ถึงเราจะละสังโยชน์ได้ ได้เข้านิพพานในชาตินี้ก็จริง โปรดเข้าใจไว้เถิดว่า นั่นคืออาหารอันโอชะของมาร มารเขายิ้มรอตะปบเรา เหมือนเสือที่หมายตัวม้าลาย อย่างที่เราเห็นในโทรทัศน์นั้น ท่านที่ยังไม่เป็นธรรมกาย แล้วเรายกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ เราเข้าใจไม่ถูกต้อง แต่เราเอาใจช่วยท่าน อยากให้ท่านเป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เราทำได้ เพียงแต่อินทรีย์ของท่านสงบระงับ เราก็ยกย่องกันแล้ว เพียงแต่ท่านมีญาณในยามที่ใจสงบ คาดการณ์อะไรได้ถูกบ้าง เพียงเท่านั้น เราก็ฮือฮาว่าท่านเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว การจะเป็นพระอรหันต์นั้น จะต้องเป็นธรรมกาย ใจจิตวิญญาณยึดมั่นอยู่กับธรรมกาย เอาธรรมกายเป็นตัวเราแทนกายมนุษย์ พูดอย่างคำพระก็ว่า ต้องละสังโยชน์ได้ เพราะการอยู่ในนิพพานนั้น ใช้ธรรมกายแทนกายมนุษย์ ยังไม่มีหลักฐานว่า ท่านเป็นธรรมกาย แม้ฝึกภาวนาก็ไม่มีหลักฐานว่าตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย การเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์จึงฟังไม่ได้ แต่ว่ากายวาจาใจสงบระงับมากแล้ว มีกิเลสน้อยแล้ว เราก็ทึกทักกันว่าเป็นพระอรหันต์ แปลว่า ความเชื่อของเราผิดพลาด ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าสนใจมาก พอทราบว่าใครเป็นพระอรหันต์ ให้ความสนใจทันที ใครมีประวัติว่าออกบวชแล้วเกิดแผ่นดินไหว ข้าพเจ้าจำทันที ผู้มีอภินิหารทั้งปวง ข้าพเจ้าสนใจทันที สักวันหนึ่งเราจะต้องมีคามรู้ได้ตรวจสอบ ความคิดนี้อยู่ในความทรงจำ แต่ครั้งเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้น แล้วในที่สุดเราก็ได้ตรวจสอบจริง ๆ ในที่สุด ความจริงก็คือความจริง และความเหลวไหลก็คือความเหลวไหล เมื่อข้าพเจ้ามาทำวิชาปราบมารอันเป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง เราได้มีส่วนรู้เห็นนิพพาน ได้รู้เห็นพระพุทธองค์ ได้รู้เห็นทิพย์ พรหม อรูปพรหม เพราะมีความจำเป็นจะต้องเดินวิชาไปถึง เนื่องจากเป็นเขตปกครอง เป็นอำนาจปกครองที่เราจะต้องไปดับธรรมภาคมาร ยังไม่เห็นใครได้มรรคผลนิพพานตามคำลือที่เราเคยได้ยิน อย่างมากก็ไปพักอยู่สวรรค์ชั้น ๔ ซึ่งมีไม่เท่าไรเลย แต่ที่มากที่สุดคือ พักอยู่สวรรค์ชั้น ๒ และไม่ว่าใคร ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ไม่ว่าจะอยู่ภพใด ยกเว้นมนุษยโลก จะต้องรู้จักข้าพเจ้าทั้งหมด เพราะเราเป็นผู้ปราบมารให้ โดยเฉพาะนิพพานจะต้องคุ้นเคยเป็นพิเศษ เหตุมาจากวิชาปราบมาร ทุกลมหายใจของข้าพเจ้าสัมผัสอยู่กับพระพุทธองค์ ก็เพราะวิชาปราบมารเป็นเหตุสำคัญ ไม่ รู้ก็ต้องรู้ ไม่เห็นก็ต้องเห็น ไม่ได้ก็ต้องได้ มันเป็นการบังคับสำหรับข้าพเจ้าที่จะต้องเป็นอย่างนั้น นี่คือ วิชาปราบมารที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบอยู่ ดังนั้น ใครเก่ง ใครไม่เก่ง ใครแท้ ใครไม่แท้ ใครหลอก ใครปลอม ข้าพเจ้าผู้หนึ่งที่มีส่วนตัดสินใจเรื่องนี้ นี่คือวิถีทางการปราบมารของข้าพเจ้า นี่คือหน้าที่ของข้าพเจ้า ดังนั้น การพูดว่าคนนั้นเป็นพระอรหันต์ คนนี้เป็นพระอรหันต์ ขอให้เลิกเสียทีเถิด ข้าพเจ้ารำคาญมานานแล้ว ท่านอยากทราบเรื่องปราบมาร ไม่ยากเลย เพียงแต่ท่านเป็นธรรมกาย เข้าธรมกายไปถามนิพพานท่านดู พระองค์ก็จะบอกท่านได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอยากให้ทุกท่านเป็นวิชาปราบมารกันถ้วนทั่ว ถึงกับลงทุนพิมพ์หนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” แจกฟรี ราคาเล่มละ ๒๒๕ บาท แจกฟรีและฟรีทุกอย่าง ก็เพื่อให้ท่านผู้มีบุญท่านนั้น ได้แบ่งเบาภาระหน้าที่ของข้าพเจ้า บัดนี้ เวลาล่วงเลยมาแล้วหลายปี ไม่ปรากฏว่ามีผู้มีบุญท่านใดขอหนังสือเล่มนั้น นี่คือข้อมูลที่เราสนใจอยู่ ได้ยินแต่ว่า หนังสือเล่มปราบมารยากเกินไป อ่านไม่รู้เรื่อง เป็นวิชาการเกินไป ได้ยินแต่อย่างนี้ ก็เมื่อข้อมูลออกมาอย่างนี้ ย่อมแปลว่า แห้งแล้งนักปราชญ์แล้วหรือ เราจะไปอาราธนาใครมาเกิด เพื่อให้เรียนวิชาปราบมารกันต่อไป เราเคยเห็นคนเก่งในหลายลักษณะและหลายรูปแบบ เราเห็นกันมาแล้วทั้งนั้น โทรทัศน์ไปเอาข่าวมาให้เราดูกันทั่วแล้ว แต่เรายังไม่เคยเห็นคนเก่งปราบมาร ขอให้มีเก่งปราบมารอีกสักคนเถิด ไม่ต้องมากขอคนเดียว ขอให้เราได้โชคดี ขอให้เราได้พบคนเก่งคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ก็ขอให้เราได้มีบุญพบเขาผู้นั้น ถึงท่านเป็นฆราวาส ข้าพเจ้าก็เคารพ หรือท่านเป็นนักบวชข้าพเจ้าก็ยินดี ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไรมาจากไหน เป็นวิชาปราบมารแล้ว ข้าพเจ้ายินดีทั้งนั้น เขาผู้นั้นคือคนที่ธาตุธรรมท่านปรารถนา เขาคือผู้ยิ่งใหญ่ เขาคือเทพเจ้าแห่งดวงใจ อย่างน้อยข้าพเจ้าก็มีเพื่อนร่วมโลก ที่มาร่วมเป็นร่วมตายในงานปราบมาร ช่วยแบ่งเบาภาระของธาตุธรรม มาช่วยกันคิดอ่าน ทำงานปราบมารให้ลุล่วง นี่คือเจตนารมณ์ที่พิมพ์หนังสือปราบมารแจกฟรี เราทราบทั่วกันแล้วว่า ความร่ำรวย ๑ ความมียศศักดิ์ ๑ และความมีอำนาจ ๑ ไม่ทำให้มารดับไปได้ มารจะดับได้ก็เพราะวิชาธรรมกายชั้นสูงเท่านั้น บัด นี้ความรู้ที่หลวงพ่อสอนเราไว้ ไม่พอใช้ในการเดินวิชาเสียแล้ว เราจะต้องพัฒนาความรู้วิชาธรรมกายกันใหม่ เพราะมารเขาพัฒนาความรู้หลบซ่อน เราตามไม่พบเหตุ เป็นเรื่องหนักใจมาก คนหนักใจคือข้าพเจ้า คนอื่นเขาไม่หนัก เพราะเขามีกินมีใช้ มีชื่อเสียง มีมนุษย์สมบัติพร้อมแล้ว เขาไม่เคยนึกถึงข้าพเจ้าเลยว่า ข้าพเจ้าทำงานสำคัญอะไร ธาตุธรรมได้รู้วาระใจของข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าคิดน้อยใจอะไร ถึงกับคราวหนึ่งรับสั่งว่า “เป็นหนี้ศึกษาฯ กันทั้งหมด” ก็ไม่ทราบ ว่า ทรงหมายถึงอะไร มีความหมายอย่างไร ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปราบ ก็ปราบกันต่อไป ไม่ว่าวันเวลาจะล่วงเลยไปแค่ไหน เราก็ปราบกันต่อไป คิดวิชากันต่อไป แต่มีบางท่านที่รู้ค่าของข้าพเจ้า ตัวท่านช่วยไม่ได้ ก็ช่วยอย่างอื่น ขอนุญาติออกนามท่านด้วย ก็จะใครที่ไหน ก็คือพระสมศักดิ์ มหพฺพโล (วัดป่าแหลง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) ศิษย์ของแม่ชีปุก มุ้ยประเสริฐ ส่งดวงแก้วกายสิทธิ์ไปให้ บอกว่า เป็นดวงแก้วกายสิทธิ์ของแม่ชีปุก เอามาให้คุณโยมทำวิชาปราบมาร ความจริงพระสมศักดิ์เป็นนักเรียนธรรมกายรุ่นน้อง ข้าพเจ้าเป็นรุ่นลายคราม ความจริงแล้วใครจะช่วยข้าพเจ้าหรือไม่ช่วย ธาตุธรรมท่านรู้เห็น พระพุทธองค์ท่านรู้เห็นเรามีหน้าที่เดินหน้ากล้าตายอย่างเดียว ถ้ารบแล้วต้องชนะ เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันเลย ยศศักดิ์ทางราชการเราสละ ลาภผลเราไม่เอา ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ตัดออกไปให้หมด หากจ้องจะรวยแข่งกับเขา จ้องจะดังประชันกับเขา ก็แปลว่า แพ้เหลี่ยมมารเขาแล้ว วิชาของเราไม่ก้าวหน้า เพราะไปติดโน่นติดนี่ ห่วงหน้ากังวลหลัง วิชาจะไม่เดิน ฉะนั้น ต้องตัดกันให้หมดไปเลย ใครจะว่าขัดสนก็เรื่องของเขา เงินเดือนมีแค่นี้ก็ใช้แค่นี้ พอใจเท่าที่มี เพราะธาตุธรรมท่านพูดก้องหูเราอยู่แล้ว “ถ้าศึกษาฯ ชนะ ก็ชนะกันหมด ถ้าศึกษาฯ แพ้ ก็แพ้กันหมด” คำกล่าวนี้ จำไม่ลืม ดังนั้น เราต้องตัดให้หมด เอาแต่วิชาธรรมกายอย่างเดียว ต้องสละกันให้ได้ ถึงขนาดนี้ จึงจะทำปราบมารได้ ในยุคที่หลวงพ่อท่านปราบ ได้งานไม่มาก เพราะหลวงพ่อเรามีหน้าที่หลายอย่าง มีภาระหลายอย่าง คุมวิชาไม่เต็มที่ เดี๋ยวก็เรื่องนั้นมา เดี๋ยวก็เรื่องนี้มา สารพัดเรื่อง ดังที่เราท่านทราบแล้ว แต่ยุคของข้าพเจ้าไม่เป็นอย่างนั้น มารมันจะเอาวินัยมากล่าวอ้างก็อ้างไม่ได้ เพราะเราเป็นฆราวาส เขาไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้าง ธาตุธรรมท่านฉลาด เอาฆราวาสมาปราบมาร แก้เผ็ดกัน หนามยอกเอาหนามบ่ง หาก บวชเป็นพระแล้ว ทำวิชาอย่างนี้ไม่ได้ จะเกิดเรื่องสารพัด เพราะมารมันได้ช่องจะหาเรื่องร้อยแปดแก่เรา โดยเฉพาะเขาจะเอาวินัยมาสู้ คือ ถ้าเขาสอดละเอียด เราก็จะผิดวินัยโดยที่เราไม่รู้ แล้วเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่พาดพิงไปถึงคณะสงฆ์ กล่าวอธิกรณ์ เกิดข่าวถูกลงหนังสือพิมพ์ เกิดการวิจารณ์ไปทั่ว สุดท้ายก็คือ ทำวิชาไม่ได้ นี่คือวิธีของเขา รายไหนรายนั้น มักจะเป็นอย่างนี้ ขอเรียนต่อท่านว่า การทำวิชาปราบมารไม่ใช่ของเล่น ทางฝ่ายธาตุธรรมของเราคิดแต่ว่า ทำอะไรก็ทำเถิด ขอให้มารดับอย่างเดียว จะเสียอะไรก็เสียเถิด ไม่ว่าเลย ขอให้มารดับอย่างเดียว แม้จะเอาบ้านเอาเมือง ก็ไม่ว่าอะไร ขอให้มารดับอย่างเดียว นี่คือความประสงค์ของธาตุธรรม บารมีจะเอาเท่าไรไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขอให้มารดับอย่างเดียว สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |