|
ภาควิชาการ เรื่องเนื้อหา ได้นำมาแสดงไว้แล้วในหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” ขอให้ท่านไปค้นคว้าและอ่านดูใหม่ ในเล่มนี้จะเลือกแต่วิชาที่ควรแนะนำ หรือวิชาที่ควรเรียนรู้ เพราะสามารถนำไปใช้ได้ทุกเวลา ขึ้นชื่อว่าวิชาธรรมกายแล้ว สำคัญทุกบท สำคัญทุกเรื่อง ต้องฝึกให้เป็นทุกบท เรียนไปจนกว่าจะเห็นว่า หลวงพ่อเราค้นคว้าวิชาน้อยไปแล้ว จึงจะใช้ได้ วิชาปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ ต้องว่าหมดวิชาของอาจารย์แล้ว ต้องไปค้นวิชากันใหม่ ค้นมาแล้ว ฝึกทำดูแล้ว มารมันไม่ดับ ให้เลิกวิชานั้นทันที ไปคิดวิชามาใหม่ จนกว่ามารจะดับจนหมด ความรู้นั้นจึงจะใช้ได้ ท่านเรียนอย่างข้าพเจ้าหรือเปล่า ก่อนนี้วิชาเก่า ๆ ก็ใช้ดับมารได้ ต่อมางานละเอียดขึ้น ความรู้เดิมใช้ไม่ได้ ต้องทำวิชาให้ละเอียดขึ้น มารจึงจะดับ ขณะนี้อยู่ในระหว่างได้เสียกันแล้ว วิชาของเราต้องละเอียดขึ้น ที่กล่าวนี้เป็นความรู้ทั่วไป ต่อไปนี้จะกล่าวถึงวิชาที่ใช้ปราบมาร ยากบ้าง ง่ายบ้าง ดังนี้ กายและดวงธรรมต้องใส ดวงธรรมและกายเกี่ยวข้องกัน ถ้าดวงธรรมไม่ใส อันตรายมาก ส่งผลให้ไม่ดีทุกอย่าง กระทบไปถึงกายทันที คือ กายไม่ใสด้วย เมื่อ ดวงธรรมขุ่น มัว แปลว่า อารมณ์ไม่ดีแล้ว แปลว่า อายตนะภายในเป็นฐานรองรับอายตนะภายนอกแล้ว อายตนะภายนอกส่งมาทุกอย่าง อายตนะภายในตอบสนองทันที นั่นคือ มารเขาสร้างนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ในใจ จิต วิญญาณ ของเราทันที เพื่อให้ฐานทัพแน่นหนาขึ้น จากนั้น ผู้ต้นคิดวิชาที่อยู่ในอายตนะภายนอก เขาจะเติมวิชามาสารพัด โดยที่เราไม่รู้ว่า อายตนะภายนอกอยู่ที่ไหน การค้นอายตนะภายนอก ทำได้ยาก ความรู้ทั้งปวงที่เราเรียนมา ก็เพื่อค้นหาต้นตอแห่งอายตนะภายนอกนั่นเอง พบแล้วจะได้ทำลาย เพราะนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ของมารอยู่ที่นั่น ผู้ส่งความแก่ ความเจ็บ ความตายอยู่ที่นั่น พูดอย่างวิชาการก็ว่า ผู้เป็นต้นคิดวิชาของทุกข์และสมุทัยอยู่ที่นั่น การที่ว่าทำวิชาปราบมาร ก็คือการดับอายตนะภายนอกนั่นเอง อายตนะภายนอกเป็นเหตุว่าง อายตนะภายนอก อยู่รอบตัวเรา มีทั้งในมนุษยโลก ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และในอายตนะนิพพานอย่างหยาบ มองเห็นโดยญาณทัสสนะธรรมกาย อย่างละเอียดมองไม่เห็น เราต้องทำละเอียดให้หยาบ เพื่อให้ญาณทัสสนะธรรมกายมองเห็น และจึงกำจัดตามหลักของวิชาธรรมกาย ความรู้เหล่านี้อยู่ในปราบมาร ภาค๑ งานปราบมารยากตรงที่ตามหาอายตนะภายนอกไม่พบ แม้เราทำวิชาซ้อนสับทับทวี โดยการนำเอานิพพานทั้งหมด ทั้งนิพพานธรรมกายและนิพพานเป็นมารวมกัน รวมรู้รวมญาณทัสสนะ รวมวิชา รวมบารมี ต่อกล้อง ต่อญาณทัสสนะ สักเท่าไร ก็ยังไม่เห็นอายตนะละเอียด ทำให้งานปราบมารล่าช้า เพราะเหตุนี้ ขอให้ท่านศึกษาและเรียนรู้ตรงประเด็นนี้ สมัยก่อน รบง่าย แต่พอมาถึงขั้นละเอียด นับวันมีแต่ยากขึ้นและยากขึ้น ท่านอาจข้องใจ ว่าทำไมไม่ถามพระพุทธองค์ หากพระพุทธองค์ทรงบอกเราได้ ป่านนี้งานปราบมารเสร็จไปนานแล้ว เป็นเพราะเกินรู้เกินญาณทัสสนะของพระองค์นั่นเอง เพราะต่างฝ่ายต่างปิดรู้บังญาณกัน ต่างฝ่ายต่างตัดรู้ตัดญาณทัสสนะกัน ปัญหาอยู่ตรงนี้ การเดินวิชาทำของละเอียดให้หยาบนั้น มีความยากยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น การเดินวิชาซ้อนสับทับทวี นับว่าเป็นวิชาสูงสุดที่หลวงพ่อท่านค้นได้ หมายถึงว่า ยกพลเข้าสาดกันแล้ว ใครมีอะไรดี ก็จงรวมกันเข้า แล้วประดาหน้าเข้าหากันเป็นการวัดกำลังกัน เราจะรู้ทันทีว่า เราไม่อาจดับอายตนะละเอียดของมารได้หมด เขาก็จะเอาละเอียดที่ญาณทัสสนะของเราไปไม่ถึงมาปกครอง คราวนี้หมดหนทางแก้กันทีเดียว เราแก้โดยอาราธนาพระองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ ให้ได้ธรรมขันธ์มากขึ้น เพื่อรู้และญาณทัสสนะของเราจะได้กว้างไกลและละเอียดขึ้น ตามที่กล่าวมาแล้วว่า พระพุทธองค์ทรงมีธรรมกายโตขึ้น ตามผลงานที่ได้เสนอไปแล้ว หากจำไม่ได้ โปรดกลับไปอ่านทวนดูใหม่ เมื่อวิธีนั้นได้ผลน้อย ก็มาคิดดูว่า จะทำอย่างไรต่อไป เราก็ไปทูลถามต้นใหญ่และหลวงพ่อของเราว่า จะเดินวิชาอย่างไรต่อไป ไปที่ไหนก็ถูกกระหนาบกลับมา “มันเรื่องของศึกษาฯ ไปคิดเอง มาถามข้าทำไม” เราก็กลับมาคิดวิชาใหม่ เรื่องก็มีเท่านี้ พอเราเห็นนิพพานชัดเจน ต้นใหญ่ทรงทราบ เราไม่ทันทูลถาม ทรงกล่าวทันที “เห็นอะไรไม่ดี ก็แก้ไปเลย ไม่ต้องมาถาม” เกิดมาเป็นนายการุณย์ บุญมานุช ก็ถูกกระหนาบเรื่อยไป วันหนึ่ง ดวงเราเป็นอย่างไรไม่ทราบ ต้นใหญ่ทรงรับสั่งว่า “ถ้ามารดับไม่หมด ข้าจะให้มาเกิดอีก” เรา จะไปหาใคร เราก็ไปหาพระพุทธองค์ ผิดหวังและผิดหวัง พระพุทธองค์ไม่ว่านิพพานใด ทรงช่วยเราไม่ได้ ถ้าต้นใหญ่รับสั่งแล้ว ทุกอย่างสิ้นสุด เพราะทรงเป็นผู้ใหญ่ ทรงปกครองนิพพานทั้งหมด แต่หลวงพ่อของเรา ดีมากทีเดียว ไม่กระหนาบถึงเอาเป็นเอาตาย เพียงแต่เบาะ ๆ วันหนึ่งลูกสาวเข้าธรรมกายไปหา “ไปบอกศึกษาฯ ให้รู้ตัวไว้นะ ถ้ามารดับไม่หมด มีหวังได้มาเที่ยวในมนุษยโลกอีกแน่” ข้าพเจ้าเป็นอย่างนี้ มีงานอย่างนี้ ธาตุธรรมท่านใช้ ถ้าถามเรื่องวิชา ทรงโกรธมากถือว่า ไอ้นี้ไม่ค้นคว้า มักเอาแต่ถาม ความรู้มันจะแตกฉานได้อย่างไร อย่าไปบอกมัน ให้มันค้นคว้าเอาเอง ถ้ามันปาราบมารไม่หมด อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีกต่อไป ส่งมันมาเกิดก็เพื่อให้มาปราบมาร ถ้าปราบไม่เสร็จ จะถือเป็นโทษใหญ่ จะได้เห็นดีกันคราวนี้ นี่คือ ชะตาชีวิตของข้าพเจ้า หากทำอะไรพลาดพลั้ง โปรดอภัยกันบ้าง เพราะตัวคนเดียวแท้ ๆ ไม่มีใครช่วยเลย ละครเรื่องนี้ชื่อว่า “ข้ามาคนเดียว” จริง ๆ หาเพื่อนช่วยสักคนก็ทั้งยาก ไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ที่เขารวยเช้ารวยเย็น บางวันนั่งน้ำตาซึมคนเดียว ลูกเมียไม่รู้ ลูกเมียก็จะเอาแต่เงิน เราไม่มีให้เขาก็ว่า เราจะไปหากินก็ทำไม่ได้ เพราะจะต้องมานั่งหลับตาทำวิชา ไม่ทำวิชาเพียงวันเดียว ต้องไปตั้งต้น ก.ไก่ กันใหม่ กว่าอารมณ์จะทรงตัว กว่าจะเห็นวิชาต้องใช้เวลาหลายวัน เรื่องของข้าพเจ้าไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่ทราบเรื่องของศึกษาฯ เลย ตอนที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อไม่ทราบเรื่อง มารู้เรื่องก็ตอนที่หลวงพ่อมรณภาพนี่เอง ว่าต้นใหญ่ทรงสั่งให้ศึกษาฯ ลงมาเกิด มาปราบมารแทนหลวงพ่อ ทั้งหลวงพ่อและข้าพเจ้า ต้นใหญ่ทรงใช้ให้มาเกิดทั้งนั้น มิน่าเล่า ทรงคุยเขื่องกับเรา ตามที่บรรยายมานั้น บางครั้งต้นใหญ่ทรงอ่อนข้อให้เราเหมือนกัน วันหนึ่งเราไปขอเงินท่าน เพราะเราไม่มีเงินใช้ กราบทูลว่า ทีส่งหลวงพ่อมาเกิด เห็นจัดอะไรให้ครบ มีทั้งนักรบ คนทำวิชาและผู้บำรุง ครั้งมาถึงผมมาเกิดบ้าง ไม่เห็นจัดอะไรให้เลย แล้วผมจะทำงานอย่างไร เงินของผมทุกบาทธาตุธรรมได้ใช้ คือ ผมชื้ออาหารขึ้นมาถวาย เงินคนอื่นพระองค์จะใช้ของเขาได้อย่างไร เราอดทนมานานแล้ว วันนี้เปิดใจกัน ทรงตอบว่า “ข้าขอโทษด้วย ที่ส่งศึกษาฯ ลงมากะทันหัน ไม่ทันได้เตรียมอะไร หากล่าช้าเกรงว่าจะพลัดกับหลวงพ่ออีก เพราะจะต้องให้ศึกษาฯ ไปต่องานจากหลวงพ่อ ถ้าช้า จะเสียทีมารเขา รู้ไหมว่าศึกษาฯ จะมีชีวิตรอดมาได้ ข้าอาราธนาพระพุทธเจ้าลงมาดูศึกษาฯ ไม่ขาดระยะ" พอรับสั่งขาดคำ เราก็หายโกรธพระองค์ และเราก็ได้ความรู้ การที่หลวงพ่อของเรามีคนเคารพทั่วโลก เป็นเพราะอย่างนี้เอง และการที่หลวงพ่อมีศิษย์มาก เป็นเพราะอย่างนี้เอง หากไม่จวนตัวจริง ๆ ก็ไม่บอกอะไรทั้งนั้น เมื่อไม่บอกเราก็ไม่รู้ ที่แปลกมากก็คือ หากต้นใหญ่และหลวงพ่อไม่รับสั่ง เราจะเข้านิพพานใดไปถามอะไรต่อพระพุทธองค์ จะไม่ทรงตอบเราทั้งนั้น เราข้องใจมานานแล้ว ทำไมไม่บอกความรู้ผม เราอุตสาห์เข้าธรรมกายไปเฝ้า แต่ถ้าหลวงพ่อและต้นใหญ่รับสั่งแล้ว ไม่ว่านิพพานใด จะรับสั่งแก่เราตรงกันหมด แปลกแท้ ๆ การละสังโยชน์เป็นเพียงไม่ตอบอารมณ์ภายนอกเท่านั้น ท่านผู้ศึกษาทราบแล้วว่า ธรรมกายใดละสังโยชน์อะไร เมื่อละสังโยชน์ได้ ส่งผลให้กายมนุษย์หมดกิเลส เมื่อละสังโยชน์ได้ ถือว่าได้มรรคผลนิพพาน นั่นหมายความว่า อายตนะภายในไม่ตอบรับอายตนะภายนอกเท่านั้น แต่กิเลสที่อยู่ในอายตนะภายนอก ยังมีอย่างสมบูรณ์ ยังม่มีใครไปทำอะไร เพิ่งจะมาปราบกันยุคนี้ เคยกราบทูลต่อพระองค์ว่า หลักสูตรนี้ควรเปลี่ยนได้แล้ว เพราะการมาอยู่นิพพาน หากไม่มีปัญหาใด เราก็นิโรธเป็นปกติ ถือว่าไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีเหตุต้องรบกับมารดังเหตุการณ์ปัจจุบัน เราจะทำอะไรไม่ได้เลย มีเท่าไร มารเขาก็ดับได้หมด แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป ทรงหนักพระทัย ยังไม่ทรงตอบอะไร แต่กราบทูลไปว่า ต่อไปนี้ใครทำวิชาปราบมารเบื้องต้นไม่ได้ ไม่อนุญาตให้เข้านิพพาน ได้แต่ทรงพระสรวล คิดง่าย ๆ เราทำอะไรไม่ได้ ไปเข้านิพพานกับเขาทำไม เขารบกันเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่มีความรู้ ง่ายต่อการแตกดับถ้ามารเขามากระทบ หากท่านทำวิชาปราบมารอย่างข้าพเจ้า ท่านจะรู้เห็น การที่ถวายความเห็น มีความจำเป็นเพราะเรารับผิดชอบอยู่ คือ เราต้องทำวิชา เป็นภาระหน้าที่ของเราโดยภาวะจำยอม พูดง่าย ๆ หน้าที่ปราบมารคือ เรา เราต้องแสดงบทบาท แสดงความรู้ ต้องรับผิดชอบ หากงานปราบมารยังค้างอยู่ ธาตุธรรมท่านก็ส่งเรามาอีกอย่างแน่นอน ไม่มีใครอยากเกิดกันทั้งนั้น แต่เราต้องเกิดโดยความจำเป็น ฉะนั้น เราต้องแสดงความเห็นบ้าง เพราะอยู่ในหน้าที่ อย่างขณะนี้หลวงพ่อเราสบายพระทัยแล้ว เพราะทรงมอบงานปราบมารแก่ “ต้นปราบใหญ่” ตามที่กล่าวแล้ว “ศึกษาฯ กับต้นปราบ ทำวิชากันไปก็แล้วกัน หมดหน้าที่ของหลวงพ่อแล้ว” หลวง พ่อพูดคำนี้ เราน้ำตาซึมทันที หลวงพ่ออ้างว่าหมดหน้าที่ของท่านแล้ว เป็นหน้าที่ของศึกษาฯ ที่จะต้องปราบมารต่อไป เราต้องหลั่งน้ำตา มาบังคับให้เราปราบ พอมาถึงครึ่งทางก็มาถอนตัว ปล่อยให้เราบรรเลงอยู่คนเดียว นี่แหละคือ ชะตาชีวิตของข้าพเจ้า เรื่องบารมีคาบลูกคาบดอก ได้ทูลถามพระพุทธองค์ไปว่า เกจิอาจารย์ที่ท่านเรียนกัมมัฏฐานคาบลูกคาบดอก พูดอย่างเราก็คือ บารมีคาบลูกคาบดอก จะทำอย่างไร หากไม่แก้ตอนนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหน้า เพราะตัวอย่างมีอยู่แล้ว เรื่องนี้ยังไม่ตัดสิน หากเราไม่กราบทูล ปัญหาจะมาหนักที่เรา เพราะเราเป็นคนปราบ ถึงอย่างไรก็ไม่พ้นเรา ฉะนั้น มีอะไรที่ควรแก้ก็แก้ไปเลย ปัญหาอื่นที่ยังไม่ได้พิจารณายังมีอีกมาก ใคร ๆ ไม่เดือดร้อน แต่ข้าพเจ้าเดือดร้อน เพราะจะต้องพิจารณาไปทุกเรื่อง พวกเรากันเองก็โปรดระวัง เพราะธาตุธรรมมันกลายได้ เหมือนมะม่วงก่อนนี้หวานมัน ต่อมาเปรี้ยว ต้องโค่นทิ้ง เคยปรารภกับพวกเรา อยากสร้างบารมี ก็ต้องดูนโยบายของธาตุธรรม เราทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ เราก็ได้บารมีงาม สร้างกุฏิยาวเป็นกิโลเมตร หาพระอยู่ไม่ได้ มีเงินร้อยล้าน แต่ไม่มีกิจการจรรโลงพระศาสนา อย่างนี้จะไปเอาบารมีจากใคร ข้าพเจ้าคนหนึ่งไม่ให้แน่ ๆ ทุ่มไปเป็นล้าน ๆ แต่ไม่ใช้ปัญญาใคร่ครวญ แถมยังบอกอีกว่า อาจารย์ของเขาแน่มาก กระดูกเป็นแก้ว มารมันทำได้ทั้งนั้น เพียงแต่เขาไม่ขวาง กระดูกก็จะขาว เพื่อให้เราหลง เขาไม่แน่จริง เขาทำให้เราแก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้ จะดูอะไร ขี้ควายกองเดียวในบึงยาว คนยังฮือกันไปตักกินจนแห้ง ฮือฮาว่ากินแล้วหายโรค เราก็ไปตักกินกัน บางโรคหาย เราก็ศึกษาว่า ทำไมโรคหายได้ ยาเขียวคือพืช ๕ ชนิด นำมาตำแล้วทำเป็นก้อน กินแล้วโรคหายได้หลายอย่าง ขี้ควายนั้นมีแต่หญ้า คงจะมีพืชหลายอย่าง เทียบเท่ายาเขียวเหมือนกัน เรื่องก็เท่านี้เอง ฮือฮากันจากจังหวัดนี้ไปจังหวัดนั้น บึงน้อยนั้น ไม่กี่วันก็แห้งขอด เพราะพวกเราขนกันมาเป็นคันรถ ฉะนั้น ขอกำชับว่า ใครจะดัง ใครจะรวย อย่าเพิ่งฮือฮา ให้ตรวจความรู้ทางปฏิบัติการทันที ว่าความรู้นั้นมีแนวปฏิบัติอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำสอนหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าเสียเวลาไปสนใจเลย หากเป็นแนวของหลวงพ่อ ก็ต้องดูต่อไปว่า ฝึกอะไรได้แค่ไหน ไม่ใช่ข้างนอกบอกแนของวหลวงพ่อ เอาเข้าจริงเป็นอย่างอื่น เคยพบศิษย์ของหลวงพ่อที่เลื่อนเป็นใหญ่เป็นโตแล้ว แต่ก่อนเรียนสัมมาอะระหัง ต่อมาเรียน “หนอ” อย่างนี้ก็เรียบร้อย ธาตุธรรมเปลี่ยนจากสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างอื่นไปแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ปรากฏว่ามีศิษย์ขึ้น ทำอะไร ขลังไปหมด ศักดิ์สิทธิ์ไปหมด มารมันให้ผล ต้องการให้เราหลงวิชา เขาทำได้ทั้งนั้น ดีแต่ว่าเราเป็นวิชาชั้นสูง พอเห็นเข้าเราก็ทราบ ข้างนอกเป็นพระข้างในเป็นมาร พวกเราก็ไปทำบุญกัน ด้วยไม่ทราบ นี่คือวิธีหากินของมารเขา โดยเอาเราเป็นหุ่นให้เขาเชิด โดยที่เราไม่รู้ เราต้องการเงิน ต้องการดัง ต้องการศิษย์ เขาก็ให้ตามที่เราต้องการ พอเราตาย เราจึงทราบว่าพระพุทธองค์ไม่ได้ให้บารมี มีแต่จะทำโทษฐานที่เป็นหุ่นให้มารเชิด เป็นอย่างนี้กันมากแล้ว สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |