|
พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์อย่างกับเราแล้ว
ตามที่เคยบรรยายไว้แล้วว่า การรบมาถึงจุดหนึ่ง ปรากฏว่าพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ ที่เราเรียกว่า “กายมนุษย์พิเศษ” นั้น คือ กายนี้เหมือนกันหมด ธาตุธรรมท่านบอกว่า เป็นกายมนุษย์ของนิพพาน เราเคยแย้งในใจว่า กายมนุษย์หากเหมือนกันหมด เราจะไม่ทราบว่าเป็นกายของใคร กายมนุษย์จะต้องมีรูปร่างเหมือนกายฝัน เพราะการเข้านิพพานนั้น เอาไปไม่ได้เพียงกายเดียวคือ กายมนุษย์ เพราะกายมนุษย์ตายแล้วกายธรรมเข้านิพพาน ส่วนกายอื่น ๆ อยู่ในกายธรรมทั้งหมด เว้นแต่กายมนุษย์เท่านั้น ใช้กายธรรมแทนกายมนุษย์ แต่กายธรรมอ่อนแอมาก ไม่แข็งแรงเหมือนพระพุทธเจ้านิพพานเป็น นิพพานเป็นท่านเป็นกายมนุษย์ คือ กายมนุษย์อย่างเรานี้ ครั้นกระนั้นเมื่อเห็นธรรมกายแล้ว ละสังโยชน์ได้เลย กายมนุษย์สะอาดเข้าและสะอาดเข้า สะอาดยิ่งขึ้น แล้วเข้านิพพานเป็นไปเลย การที่พระพุทธเจ้านิพพานเป็นมีกายมนุษย์จึงมีความแข็งแรงมากกว่ากายธรรม นี่คือ ความรู้ที่หลวงพ่อท่านสอนพวกเรา เราจำกันได้ทุกคน คราวนี้มาพูดถึงการเดินวิชา ว่าเราจะเดินวิชาต่อไปอย่างไร ในที่สุดพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมเกิดมีกายมนุษย์อย่างนิพพานเป็น นี่คือประเด็นสำคัญที่เราจะต้องเดินวิชาปราบมารชั้นสูงต่อไป ในการเดินวิชารบนั้น เราไม่ทราบล่วงหน้าว่า กายมนุษย์พิเศษของพระองค์จะกลับกายเป็นกายมนุษย์จริง ๆ อย่างกายมนุษย์ของเรานี้ เพราะขณะที่เดินวิชานั้น เราคิดอะไรได้เราทำไปเลย เราพบอะไรที่ไม่ขาวไม่ใส เราละลายทันที เมื่ออะไรขาวหมดแล้วและใสหมดแล้ว เราก็ตั้งปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา แล้วให้เกิดกายมนุษย์ขึ้น ไม่ได้ให้เกิดกายธรรม ตามวิธีการของหลวงพ่อ ตามที่กล่าวไว้ในหนังสือวิชชามรรคผลพิสดารนั้น กายมนุษย์ชุดใหม่นี้ แข็งแรงกว่าเดิม แล้วเราก็รวมกายมนุษย์ทั้งหมดนี้เดินวิชาซ้อนกายสับกายกับกายมนุษย์นิพพานเป็น เดินวิชาซ้อนกายสับกายเป็นอนุโลมปฏิโลม จากนั้นเดินวิชาซ้อนสับทับทวี ทั้งนิพพานกายธรรมทั้งหมดและนิพพานเป็นทั้งหมด นำมารวมเป็นกายเดียวให้ได้ เมื่อทำได้แล้ว ก็เดินวิชาต่อ เห็น จำ คิด รู้ นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ จากนั้นก็เดินวิชากลั่นรู้กลั่นญาณและกลั่นทั้งปวงเสร็จแล้ว คำนวณรู้คำนวณญาณทัสสนะ ต่อแว่นต่อกล้องส่องญาณทัสสนะต่อไป มาถึงประเด็นว่า จะต่อไปไหน จะตรัสรู้ไปไหน นี่คือ งานประจำวันที่เราต้องทำ คราวนี้ เราข้องใจว่า เหตุอะไรที่ทำให้พระองค์ต้องแตกดับ นั่นคือทุกข์และสมุทัย เป็นตัวการที่ทำให้เราแก่ เจ็บ ตาย คราวนี้มาถึง ดวงกาย ดวงใจ ดวงจิต ดวงวิญญาณ ที่เป็นธาตุเป็นธรรมเป็นของพระองค์อยู่ไหน หมายถึง กายมนุษย์ของพระองค์ เราจะต้องค้นคว้าหา ธาตุเป็นธรรมเป็นของพระองค์ไปอยู่ที่ไหน เป็นหน้าที่ของเราจะต้องค้นคว้า ในอดีตเป็นมาอย่างไร คือ น้อมไปในเหตุปุพเพนิวาสาฯ ในเหตุจุตูปปาฯ คือ เราแสวงหา เย ธมมา เหตุปปภวา เตสํ เหตุ˚ ตถาคโต เตสญจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ (ธรรมเหล่าใดมีเหตุใดเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุเกิดและเหตุดับของธรรมเหล่านั้น) พูดอย่างวิชาธรรมกายก็คือ คำนวณไปหาเหตุ จะเป็นเหตุอะไรบ้าง เราต้องคิดเอง และคิดอย่างทันด่วน บัดนี้อย่าช้า นึกแล้วเดินวิชาไปเลย ถ้าคิดไม่ได้ แปลว่า แพ้ทันที เมื่อไปถึงเหตุละเอียดใด ให้ แลบ ลั่น ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย เหตุนั้นให้ขาวให้ใส นั่นคือ นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ในเหตุมีภพ ในภพมีเหตุเรื่อยไป ทั้งภพน้อย ภพใหญ่ ภพลับ และภพลับนี้ มีทั้งภพน้อย และภพใหญ่ กายธรรมของภาคมารอยู่ในนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์นั้น พบแล้วเท่าไร ก็เอากายมนุษย์เรานี้พิสดารให้มากกายเข้า แล้วเข้าสิบเข้าศูนย์กลางของธรรมภาคมารทั้งปวง แลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ทั้งหมด เมื่ออะไรใสหมดแล้ว ก็นำมาตั้งปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา แล้วให้เกิดกายมนุษย์ขึ้น นี่คือ แนวอย่างย่อ โดยวิธีนี้เอง ทำให้พระพุทธองค์ได้กายมนุษย์ของพระองค์ขึ้นมาได้ ส่วนการเดินวิชาละเอียด จะได้แสดงในโอกาสต่อไป งานนี้ต้องใช้เวลานาน ไม่ใช่ทำวันเดียวได้ ต้องแรมปี และการคำนวณจะต้องละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ ผลงานนี้ ต้องว่าโชค เราไม่คาดคิดมาก่อน ว่าเราจะได้ผลงานอย่างนี้ วิจารณ์ งานพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์แท้ ถามว่ากายมนุษย์ที่ได้นี้ มีความแข็งแรงเท่ากายมนุษย์นิพพานเป็นหรือไม่ เพราะไม่ใช่กายธรรมชาติ แต่เป็นกายที่เกิดขึ้นจากการเดินวิชารบ นี่คือประเด็นที่ผู้คงแก่เรียนอยากทราบ ถามต่อไปอีกว่า ใครจะเป็นคนคิด ความคิดจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่ลงมือเดินวิชาด้วยตนเอง ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น หากเราไม่รู้ไม่เห็น ความคิดจะเกิดแก่เราไม่ได้เป็นอันขาด คนที่จะมีความรู้มาวิจารณ์จะต้องเป็นผู้ที่เป็นวิชา จะต้องเป็นผู้เข้าถึงวิชา จะต้องเป็นผู้รู้มาเห็นมา เหมือนการวิจารณ์มวย คนที่ไม่อยู่ในวงการมวย คนที่ไม่ดูมวย จะมีความรู้อะไรมาวิจารณ์ อุปมาไปแล้วก็เป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าจะนำความเห็นของธาตุธรรมท่านมากล่าว ว่าธาตุธรรมท่านมีความเห็นอย่างไร กลับไปอ่านหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๒” กันใหม่ ในขั้นตอนที่เกิดกายมนุษย์ของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า “กายมนุษย์ของนิพพาน” นั้น ต้นใหญ่ทรงมีความเห็นอย่างไร หากท่านกลับไปอ่าน เราจะทราบว่า ต้นใหญ่ท่านรับสั่งว่า “มีกายมนุษย์รองรับกายธรรมแล้ว จะสู้มารได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความรู้” นี่คือความเห็นของต้นใหญ่ เราก็มาคิดว่าขอบข่ายแห่งความรู้นั้น มีขอบข่ายเพียงไรและแค่ไหน กว้างขวางเพียงไร ใครเป็นผู้กำหนดหลักสูตร และหลักสูตรทีกำหนดนั้น จะเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่ ในเรื่องหลักสูตรนี้ เราควรมาคิดกันว่า หากเป็นหลักสูตรในทางโลกบ้าง สมัยก่อนเราเรียนจบชั้น ม.๖ เรามีโอกาสรับราชการเป็นขุน หลวง พระ ... ฯลฯ หรือเป็นนายอำเภอได้ เป็นปลัดจังหวัดได้ แต่ในปัจจุบันนี้ แม้เราได้ปริญญาเอก เรายังหวังไม่ได้ว่าเราจะเป็นผู้อำนวยการกองได้ เพราะใคร ๆ ก็จบปริญญาเอกกันทั้งนั้น เราจะเห็นว่า หลักสูตรวิทยาการทางโลกเปลี่ยนไปเรื่อย แม้เราเรียนตั้งแต่เกิดจนวันตาย ความรู้ของเรายังไม่ทันโลก แม้เราจะเรียนมาก เราก็ยังแก้ปัญหามลภาวะไม่ได้ แค่ปัญหาทิ้งขยะ เรายังแก้ไม่ได้ แม้เราจะเรียนมามาก เราเพียงแก้ปัญหาได้เพียงผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น ขอให้ดูปัญหาบ้านเมืองของเรา เรารู้ปัญหาแต่เราแก้ไม่ได้ เช่น ปัญหาจราจรติดขัด เป็นต้น กลับมาดูหลักสูตรในทางธรรมบ้าง แต่กาลก่อเราเคยได้ยินว่า สร้างบารมีเท่าไรจึงได้เป็นอติสาวก และจะสร้างบารมีเท่าไร เราจึงจะได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า มาบัดนี้ กฎเกณฑ์ที่ว่านั้น ยังคงเดิมอยู่หรือเปลี่ยนไปแล้ว ถามว่าใครเป็นผู้เปลี่ยน และเปลี่ยนไปอย่างไร ในทางโลก โลกเขาเป็นผู้กำหนดหลักสูตร ดังนั้น ในธาตุธรรม ธาตุธรรมเป็นผู้เปลี่ยนหลักสูตรเช่นกัน ถามว่าทำไมจึงเปลี่ยน ในทางโลกก็ตอบว่า เพื่อให้ทันโลก และในทางธรรมนั้น ท่านก็จะว่าเพื่อเป็นการพัฒนาในฝ่ายของธรรมเช่นกัน ตามที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องคุยกันเท่านั้น เท็จจริงอย่างไร เราก็ต้องเรียนวิชาธรรมกายกันให้แก่กล้า เพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหว เพราะโลกกับธรรมนั้นต้องเกี่ยวข้องต้องสัมพันธ์กัน เมื่อมีโลกก็ต้องมีธรรม และเมื่อมีธรรมก็ต้องมีโลก ถามว่า เราเรียนมาก ๆ เพื่ออะไร เราตอบว่า เราเรียนมาเพื่อแก้ปัญหา โลกก็มีปัญหาและธรรมก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ทางโลกมีปัญหาสารพัด ในทางธรรมก็มีปัญหากิเลสก่อกวน กิเลสในที่นี้ก็คือมาร เรายังกำจัดมารไม่ได้เบ็ดเสร็จ จึงค้นคว้าวิชากันหลายรูปแบบ วิชาที่ค้นคือ วิชาธรรมกาย เช่นหลักสูตรคู่มือสมภาร และหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร เป็นต้น หลักสูตเหล่านั้นเป็นทฤษฎี เรายังไม่ได้นำไปใช้ เพราะยังเดินวิชาไม่ได้ เราต้องทำทฤษฎีให้ออกเป็นแนวปฏิบัติ เพื่อเราจะได้เดินวิชาได้ เมื่อเราเดินวิชาได้ตามทฤษฎีเหล่านั้นแล้ว คราวนี้ก็จะมาถึงขั้นนำไปใช้ ที่ว่านำไปใช้ได้นั้น หมายถึงว่า สามารถทำให้ขาวทำให้ใสได้ทุกกรณีไป ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งนั้น ต้องทำให้ขาวทำให้ใสได้เสมอไป ใครมีความรู้วิชาธรรมกาที่ทำให้ขาวได้และใสได้ แปลว่า เขามีความรู้ไปประกอบอาชีพได้ หากรับราชการก็อาจได้เป็นผู้อำนวยการกอง รองอธิบดี อธิบดี นี่คือ การเปรียบเทียบเท่านั้น คำกล่าวของ “ต้นใหญ่” ที่ว่า “มีกายมนุษย์แล้ว แต่นี้ไปก็อยู่ที่ความรู้” ความรู้ที่ว่านี้คือ ความรู้ทางธรรม เป็นความรู้ที่จะนำไปใช้กำจัดมาร เพราะมีกายมนุษย์แล้วคือ มีฐานแล้ว คือมีความมั่นคงแล้ว ในเรื่องของความรู้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใครมีความรู้สูงก็เอาตัวรอดได้ ใครมีความรู้ไม่ดี ก็ไม่อาจเอาตัวรอดได้ ซึ่งพระพุทธองค์นั้น ทรงมีความรู้ไม่เท่ากัน ทรงมีความรู้ไม่เหมือนกันด้วย บัดนี้ งานปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่มาถึงจุดนี้แล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ ต่อไปนี้จะเป็นอย่างไรอีก จะได้งานอะไรอีก จะได้วิชาอะไรอีก จะทำอะไรได้อีกหรือไม่ ตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ทั้งนั้น ยังไม่ทราบทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องข้างหน้า ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะอะไรจึงตอบไม่ได้ เพราะวิชาที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ วันนี้เราคิดอย่างนี้ เราก็คาดว่าพรุ่งนี้จะอย่างนั้น เอาเข้าจริง ไม่เป็นตามที่เราคาดหมาย ทุกครั้งเราจะต้องถามธาตุธรรม ธาตุธรรมท่านก็ช่วยคิด แต่แล้วก็พลาดมาตลอด เราจะโทษพระองค์ไม่ได้ ทรงช่วยเราอย่างสุดความสามารถแล้ว และเราเองก็ทำอย่างเต็มฝีมือแล้ว เพราะขบวนการของมารนั้น ยากที่จะกล่าว ยากที่จะรู้ทันเขา เขารู้เราแต่เราไม่รู้เขา เขาเหนือเชิงกว่าเราด้วยประการทั้งปวง เหตุที่ข้าพเจ้าอดทนรบนี้ ก็ด้วยธาตุธรรมท่านขอร้อง เราไม่มีทางหนีไม่มีทางเลี่ยง เรื่องราวมีอย่างไร ท่านคงอ่านหนังสือปราบมารกันทั่วแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวย้อนอีก ขอให้ท่านไปทบทวนอ่านเอาเอง พระพุทธองค์นิพพานกายธรรม มีกายมนุษย์แล้ว มีความแข็งแรงเท่านิพพานเป็นหรือไม่ ก็ได้คุยกัน อย่าถือผิดถือถูกกันเลย เพราะเราไม่มีผู้รู้ให้ถามแล้ว ข้าพเจ้าถือว่าผิดเป็นครูและถูกก็เป็นครู เพราะไม่มีผู้รู้ที่จะให้เราถามแล้ว แต่ที่การรบยังดำเนินการอยู่ และจะต้องดำเนินการต่อไป ไม่มีการสงบศึก ไม่มีการยุติสงคราม ยังไม่ทราบว่า สุดท้ายแห่งการรบจะยุติอย่างไร แต่การเดินวิชารบต้องทำต่อไป ข้าพเจ้ารบทุกวัน ได้เห็นเหตุการณ์ทุกวัน ได้ความรู้ทุกวัน ได้รู้ได้เห็นทุกวัน คราวนี้เราจะมาคุยกันว่า กายมนุษย์ของพระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีความแข็งแรงเท่านิพพานเป็นหรือไม่ หากท่านไม่ถือผิดถือถูกก็จะพูด หากท่านไม่อนุญาตอย่างนี้ ข้าพเจ้าไม่กล้ากล่าวอะไรทั้งนั้น เพราะขณะนี้อยู่ในภาวะแห่ง “คาบลูกคาบดอก” จะชี้ขาดอย่างไร ยากที่จะทำเช่นนั้น ประการแรก คือเรื่องบารมี การที่จะมีกายมนุษย์ขึ้นได้ ดวงบารมีต้องเท่านิพพานเป็น เพราะนิพพานเป็นมีบารมีมากกว่านิพพานกายธรรม การที่นิพพานกายธรรมมีดวงบารมีโตขึ้น จนถึงขีดที่จะมีกายมนุษย์นั้น การเดินวิชารบที่ทำมาโดยตลอดนั้น ดวงบารมีเกิดเองโดยธรรมชาติ ตามวิถีทางแห่งการทำวิชา ในการเดินวิชานั้น ใช้วิชาซ้อนกายสับกาย คือ เอากาย ใจ จิต วิญญาณ มาซ้อนกันหมด ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น พูดอย่างเราก็คือรวมทั้งหมดมาเป็นกายเดียว จากนั้น ก็ต่อกล้องส่องญาณทัสสนะ แล้วก็คำนวณกันไป แลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย กัน จะคำนวณอะไรก็ทำไป สุดท้ายนำมาตั้งธาตุประกอบธรรมใหม่ ให้เกิดกายมนุษย์ขึ้น ตามที่บรรยายมาแล้ว ทำอย่างนี้เป็นแรมเดือนแรมปี ประการที่สอง เรามาดูว่า กายมนุษย์ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการทำวิชา ไม่ใช่กายธรรมชาติอย่างกายของนิพพานเป็น หากพิจารณาดูความแข็งแรง จะว่าไปแล้วก็เหมือนไม้อัดกับไม้ที่ไม่อัดถึงอย่างไรก็แข็งแรงเป็นรองนิพพานเป็น เว้นแต่ดับมารได้หมดจริง ขั้นตอนนั้นเองกายมนุษย์ของพระองค์จึงจะแข็งแรงแท้ นี่ก็เป็นความเห็น ซึ่งอาจถูกบ้างผิดบ้าง เราไม่ว่ากัน แต่ก็ดีใจที่การรบมาถึงจุดนี้ และเราก็ได้เห็นกายมนุษย์ของนิพพานกายธรรม ว่าพระองค์สามารถมีกายมนุษย์แล้ว ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นอีก เรายังไม่ทราบ ผลดีประการหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดบารมี บารมีคือประสบการณ์ แปลว่า เราได้ต่อสู้แล้ว เกิดความรู้เกิดความเข้าใจ อีกระดับหนึ่งแล้ว ได้รู้รสเปรี้ยงหวานมันเค็ม บารมีใครไม่เคยอย่างนี้ ท่านว่าอันตาย ที่ว่าบารมีไม่มีฤทธิ์ก็คือบารมีที่ไม่เคยเอามาประลองกับมาร เป็นบารมีที่ไม่ผ่านการทดลอง จะเชื่อได้อย่างไร ดังนั้น ใครที่ไม่เคยประลองกับมาร ใครจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ค้าน แต่ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว ท่านที่ไม่เคยปราบมารย่อมแปลว่า หมดแล้วซึ่งฤทธิ์เดช เพราะใคร ๆ ก็มีบารมี ใครก็บวชได้เรียนได้ ใคร ๆ ก็สร้างวัดสร้างวาได้ ใคร ๆ ก็ศึกษาเล่าเรียนได้ ใคร ๆ ก็เล่าท่องได้ ใคร ๆ ก็สอบได้ เป็นเรื่องธรรมดาเหลือกเกิน แต่การที่เราลงมือสู้รบตบมือกับมารอย่างแท้ นี่แหละคือของจริง เป็นบารมีตัวจริง อย่างน้อยมารมันยังเกรงเราบ้าง ว่าคนนี้เขามีฝีมือพอตัวเขา หากเราไม่ปราบมาร เราอุตสาห์สร้างบารมีมาแทบล้มแทบตาย จนถึงขั้นทีเราได้มาตรัสรู้ เขาก็ยังมาข่มเราได้ เขายังมาแกล้วเราได้ และเขาก็ชนะเราได้ตลอด ไม่มีใครสู้เขาได้เลย ข้าพเจ้าก็เพิ่งได้รู้ในการทำวิชาปราบมารคราวนี้ เหตุนี้เอง จึงขอพูดฝากไว้ ต้องขอประทานโทษท่านทั้งหลายด้วย หากท่านคิดอะไรในทางที่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้ ต้องขอโทษด้วยปะการทั้งปวง แต่ต้องพูดฝาก เพราะเราเพิ่งมารู้เพิ่งมาเห็น รู้เห็นอย่างไรก็นำมากล่าวกัน อย่างน้อยก็เป็นข้อคิดในการสร้างบารมีของท่าน คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่า ไม่เห็นคนอื่นเขาพูดอย่างเราเลยนี่มันอย่างไรกัน หากท่านคิดดังนี้ แปลว่า ท่านคิดถูก ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่า จะได้มารู้มาเห็นอย่างนี้เหมือนกัน เหตุที่มารู้มาเห็น ก็เพราะได้ทำวิชาปราบมารตามที่ธาตุธรรมท่านร้องขอ คนอื่นเขาไม่เห็นวิชาปราบมาร เขาก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาพูด เพราะยังไม่ไปรู้ไม่ไปเห็นขั้นตอนของการเดินวิชา ข้าพเจ้าเป็นคนทำ ข้าพเจ้าจึงรู้จึงเห็น นี่คือเหตุผล เมื่อไม่ทำวิชาก็ไม่มีความรู้มากล่าว หากทำวิชาจึงจะมีความรู้มาพูด นี่คือเหตุผล แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟัง ไม่ใช่เรืองที่ข้าพเจ้าสนใจ ข้าพเจ้ามีหน้าที่เผยแพร่ ข้าพเจ้าก็พูดไปตามที่รู้ที่เห็น เรื่องก็มีเท่านี้เอง สรุปว่า ผลงานประการแรกคือ พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรม ได้บรรยายจบไปแล้ว ต่อไปนี้ขึ้นผลงานอย่างใหม่ สารบัญ |