Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 2 arrow ปราบมาร2 (12)
ปราบมาร2 (12) PDF พิมพ์ ส่งเมล

เหตุใดเราจึงแพ้มารมาตลอด

     คำว่า แพ้มารมาตลอดนั้น จับความตั้งแต่เราเริ่มเข้านิพพานธรรมกายเป็นต้นมา การที่เราเข้านิพพานธรรมกาย ก็แปลว่า เราแพ้มารมาตั้งแต่บัดนั้น

     ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารอยู่นี้ คิดอยู่เรื่อยว่า มันแพ้กันมาตั้งแต่ครั้งใด เหตุใดจึงแพ้

     จะชนะเขา จะทำได้หรือไม่

     หลวงพ่อของเราตอบว่า ต้องปราบมารให้ดับทั้งหมด เราจึงจะเป็นผู้ชนะ

     ถามว่า มีใครชนะมารเขาบ้าง รบกันมาไม่รู้กี่ยุค ไม่รู้กี่สมัย ผลสุดท้ายก็ยังไม่ชนะ

     บัดนี้ มาถึงยุคที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร ตอบได้ไหมว่า ทำวิชาคราวนี้ จะแพ้หรือชนะ นี่คือ สาระที่ท่านอยากให้ข้าพเจ้าชี้แจง

     ตามผลงานที่กล่าว ทั้งผลงานภาค ๑ และผลงานภาค ๒ ยังบอกไม่ได้ว่า แพ้หรือชนะ ให้ท่านอ่านผลงานภาค ๑ และผลงานภาค ๒ ดูใหม่ อ่านแล้ว โปรดสรุปออกมา ต่อมาเราก็คาดการณ์ว่า ต่อไปนี้งานปราบมารของข้าพเจ้าจะออกมาในรูปใด ความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้า พูดอย่างไม่เข้าข้างตัว ก็อยากจะพูดว่า ธรรมฝ่ายสัมมาทิฏฐิได้เปรียบมาก เหตุผลก็คือ ผลงานตามที่กล่าวนั้นเป็นตัวบ่งชี้ให้ท่านวิจารณ์เอง ให้ท่านคาดการณ์เอาเอง

     อีกประการหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ตัวข้าพเจ้าเองซึ่งเป็นผู้ทำวิชาปราบมาร เป็นผู้มีกายมนุษย์ เป็นผู้มีกายรองรับธาตุธรรม เป็นผู้มีกายมนุษย์รองรับกายจักรพรรดิ ถ้ากายมนุษย์ของข้าพเจ้ายังไม่เสื่อมสลายในเวลาปีสองปีนี้ ก็จะต้องมีผลงานมาเขียนเสนอท่าน เป็นผลงานภาค ๓ ต่อไป สมมุติว่ากายมนุษย์ของข้าพเจ้ายังไม่ตาย ธาตุธรรมท่านก็ดีพระทัย เรื่องก็มีอยู่เท่านี้ ความหวังของธาตุธรรมมีอยู่ที่ข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว แต่ชาวโลกไม่รู้ ชาวโลกไม่ทราบ

     คำถามที่ท่านอยากทราบว่า ใครจะมีส่วนให้ข้าพเจ้าไม่เจ็บ ไม่ตาย ข้าพเจ้ายังไม่เห็น ข้าพเจ้ายังไม่ทราบ หน้าที่ของข้าพเจ้าคือ ต้องช่วยตัวเอง คือ รักษาอนามัยให้กายมนุษย์มีความแข็งแรงเข้าไว้ ตอนเย็นต้องออกไปวิ่ง ต้องไปบริหารร่างกาย นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ดี เพื่อกลางคืนจะได้มีกำลังทำวิชาได้คืนละ ๓ เวลา ปฏิบัติตัวมาอย่างนี้เกือบ ๑๐ ปีแล้ว ต่อไปจะอย่างไร ยังตอบท่านไม่ได้

     หากเป็นบุญของข้าพเจ้า มีใครคนหนึ่งเรืองวิชาธรรมกาย ถึงกับทำวิชาปราบมารได้ ถึงกับธาตุธรรมเอ่ยนามของท่านให้ข้าพเจ้าทราบ ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ข้าพเจ้าจะเคารพและนับถือท่าน ไม่ว่าท่านจะรบแพ้หรือชนะ ข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านทั้งนั้น ถือว่าท่านคือเพื่อนเป็นเพื่อนตาย

     พูดกันมาถึงตรงนี้ ท่านอยากทราบว่า ท่านควรจะมีส่วนร่วมแก่ข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง

     ข้าพเจ้าขอตอบว่า เพียงแต่ท่านรับทราบ และส่งใจไปช่วย ขอให้ข้าพเจ้าชนะมาร แค่นี้ก็พอแล้ว

     กรณีที่ท่านเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ ในงานที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบอยู่ มีความคิดจะช่วยไม่อย่างใดก็อย่างใด นั่นเป็นเรื่องของผู้มีบารมี ข้าพเจ้าห้ามปรามท่านไม่ได้ ดวงบารมีของท่านบังคับให้ท่านมีความคิดอย่างนั้น

     หากท่านมีบารมีอ่อน มารเขาปิดเห็น จำ คิด รู้ ของท่าน ท่านก็ไม่คิดอะไร นั่นเป็นเรื่องของนายการุณย์ บุญมานุช เราไม่เกี่ยว เราไม่รับรู้ คุณการุณย์ บุญมานุช บรรเลงเพลงรบของคุณไปคนเดียวเถิด

     แปลกแต่จริงก็คือ เกจิอาจารย์จำนวนมาก เมื่อตายไปแล้ว ท่านได้รู้เรื่องของข้าพเจ้า ล้วนแต่เสียใจกันทั้งนั้น เสียใจในข้อที่ว่า งาน ปราบมารเป็นงานใหญ่ เป็นงานของธาตุธรรม เป็นงานของพระพุทธองค์ เราไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับเขาเลย มันเสียหน้า มันเสียชื่อ มันเสียเกียรติภูมิ เกิดความน้อยใจ เพราะมันเป็นหนี้บุญคุณกัน ตามที่ธาตุธรรมท่านว่า ดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อตายไปแล้วก็หมดโอกาสทั่งปวง เอาแต่หลบหน้าหนีหน้า เข้าหน้ากันไม่ติด มีแต่เสียใจและเสียใจ

     พูดถึงเรื่องช่วยคนอื่น ข้าพเจ้ามีประวัติอยู่มาก สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นครูหนุ่ม ๆ ข้าพเจ้าช่วยทั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่มีก็ไปขอความกรุณาจากเพื่อน ๆ ไม่มีอะไรโปรดบอกข้าน้อย เคย มีประวัติว่า ปราบผีมาช่วยพวกเรา เคยทำสะเดาะเคราะห์มาเงินมาช่วยพวกเรา เคยแก้โรคหาเงินสร้างกุฏิถวายครูอาจารย์ เคยใช้วิชาธรรมกายแก้เคราะห์หาเงินเดือนส่งอาจารย์ บัดนี้ ข้าพเจ้าแก่ตัวลงเนื่องจากอายุมาก คิดถึงความหลัง ว่าเราช่วยใครต่อใครนั้น ข้าพเจ้าปลื้มใจที่ทำเช่นนั้น แม้ใครเขาลืมเรา เราก็ไม่ถือสา หากเราไม่ช่วยใคร เราจะเสียใจมาก เพราะธาตุธรรมของข้าพเจ้า ในบัดนี้หลายเป็นธาตุธรรมระดับผู้ใหญ่เสียแล้ว หากเราไม่ช่วยใคร ก็แปลว่าเสียหน้า น่าละอายใจแก่ตนเอง เรามีดวงบารมีถึงขนาดปราบมารได้ การไม่ช่วยใครเป็นเรื่องน่าอับอายมาก ไม่เหมาะสมแก่การเป็นผู้ใหญ่ ดวงบารมีของเรามันฟ้องตัวเองว่า เป็นผู้ใหญ่ไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว การเอาแต่ตัวรอดคนเดียว หากินเพื่อตัวเองคนเดียว เราคิดอย่างนั้นไม่เป็นเสียแล้ว แต่มันร้อนใจที่ใครขัดสน เราร้อนใจที่ใครตั้งหลักไม่ได้ เราร้อนใจที่ใครไม่เป็นวิชา เราร้อนใจที่ใครตั้งสำนักไม่ได้ จะให้เราช่วยอะไร ขอให้บอก ตั้งแต่เกิดมาจวบจนวันนี้ ไม่เคยปฏิเสธใคร ไม่เคยคิดเอาประโยชน์ต่อใคร มีแต่ให้สถานเดียว ชื่อเสียงเราไม่เอา เกียรติยศเราไม่เอา เงินทองเราไม่เอา ขอยกให้เพื่อน ยกให้แก่คนที่เขาเหนื่อย เขาไม่ดัง เราต้องทำให้ดัง เอาตัวเองเข้าประกัน เพื่อให้พวกเราดัง มีใครบ้างที่ไม่ดัง ถ้าข้าพเจ้าจะให้ดังแล้วต้องดังทั้งนั้น เมื่อเพื่อน ๆ ดังกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยรบกวนแม้บุหรี่สักมวน บางรายดังได้ทันที บางรายต้องใช้เวลา บางรายให้ดังไม่ยอมดัง เราต้องดังแทนไปก่อน ตามที่บรรยายมานี้ คือ นิสัยใจคอของนายการุณย์ บุญมานุช ดังนั้น ควรศึกษาประวัติของข้าพเจ้าให้ชัด อ่านปราบมาร ภาค ๑ ก็พอทราบ

     คุยอะไรมาเพลิน ยังไม่เข้าประเด็นสำคัญเลย ประเด็นสำคัญที่ท่านอยากทราบก็คือว่า ทำไมพระจึงแพ้มาร อีกนัยหนึ่งก็คือ ทำไมสัมมาทิฏฐิจึงแพ้มิจฉาทิฏฐิ หรือว่า ทำไมภาคขาวจึงแพ้ภาคดำ นั่นเอง

     ในยุคที่เราได้มรรคผลนิพพานแล้วเข้านิพพานเป็นนั้น ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร มารเขาเข้าขัดขวาง ไม่ให้เข้านิพพานโดยกายมนุษย์ แต่ให้เข้านิพพานโดยธรรมกาย คือให้กายมนุษย์ตายเสียก่อน แล้วเอากายธรรมเข้านิพพาน

     ถามว่า มารเขาว่ามาอย่างนั้น พระยอมหรือไม่ คำตอบก็คือ พระไม่ยอม แต่เหตุที่ต้องจำยอมก็คือ ความรู้สู้เขาไม่ได้ ตรัสรู้สู้เขาไม่ได้ เมื่อสู้เขาไม่ได้ เขาก็ทำวิชาปกครองทันที วิชาที่เขานำมาปกครองก็คือ วิชาแก่ วิชาเจ็บ วิชาตาย พูดอีกอย่างก็คือ เขาเอาวิชาทุกข์และวิชาสมุทัยมาปกครอง เราแก้วิชาของเขาไม่ตก จึงตกเป็นฝ่ายถูกปกครองมาตั้งแต่ครั้งนั้น คือ ตกเป็นเมืองขึ้นของเขามาตั้งแต่ครั้งกระนั้น

     ทางฝ่ายเราคือ ฝ่ายพระ ไม่นิ่งนอนใจ คิดทำวิชาสู้มาตลอด แต่สู้เขาไม่ได้ ตั้งแต่ครั้งปุเรภพใดก็สู้เขาไม่ได้ การต่อสู้ที่พวกเราทราบก็คือ ยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ขณะนี้เป็นยุคของข้าพเจ้า

     ยุคของข้าพเจ้า เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ตราบเท่าทุกวันนี้ ผลงานการรบของข้าพเจ้ามีอย่างไรนั้น ข้าพเจ้าได้พิมพ์หนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” ราคาเล่มละ ๒๒๕ บาท แจกฟรีแก่ผู้คงแก่เรียนไปแล้ว เล่มที่ท่านกำลังอ่านขณะนี้คือ “ปราบมาร ภาค ๒” ขอเชิญท่านติดตามอ่านให้จบเล่มต่อไป

     เราแพ้เขามาตลอด เหตุที่แพ้ตลอดกาลก็คือ เวลาที่โพธิสัตว์ลงมาสร้างบารมี มารเขาก็มีผู้กำกับติดตามดูการสร้างบารมีของเรามาตลอดเช่นกัน เขาคอยคำนวณบารมีของเขา ให้มากกว่าบารมีของเราเสมอไป ครั้งโพธิสัตว์ผู้นั้นได้มาตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าในโลก มารผู้ติดตามผู้นั้นยังมาตามควบคุมอยู่อีก และตรัสรู้ได้เพียง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ตรัสรู้มากกว่านี้เขาไม่ยอม หากเขายอม มารผู้นั้นเขาก็ยังมีบารมีเหนือเราอยู่อีก แม้จะรบกับเขาก็แพ้เขาอยู่ดี เพราะเรามีบารมีน้อยกว่าเขานั่นเอง เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินมาตลอด โดยที่เราไม่รู้ แม้ข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบ

     เมื่อรูปการณ์เป็นอย่างนี้ เราจึงแพ้เขามาตลอด

     แม้ธรรมภาคพระจะสู้เขามาตลอด แต่ก็สู้เขาไม่ได้สักครั้ง สุดท้ายก็มาถึงยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

     หลวงพ่อท่านพูดว่า “ศึกษาฯ สู้มารได้ เพราะมีบารมีสูสีกันพอฟัดพอเหวี่ยงกัน” ท่าน ว่าของท่านอย่างนั้น ไม่ทราบว่าอยู่บันทึกเล่มใด ต้องค้นดู แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าตัวเองมีบารมีเท่าใด ได้ยินหลวงพ่อท่านพูด เราจึงรู้ แม้ขณะนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเรามีบารมีเท่าไร ก็ว่าจะถามหลวงพ่อ แต่ก็ลืมทุกทีไป อีกครั้งหนึ่งท่านก็ว่า “ศึกษาฯ มีบารมีมากกว่ามาร สู้เขาได้สบายมาก” ท่านให้ยาหอมเราหรือเปล่าไม่ทราบ ปกติหลวงพ่อท่านให้ยาหอมเราอยู่แล้ว ต้องการให้เราทำวิชานั่นเอง

     มีอยู่วันหนึ่ง เข้าธรรมกายไปขอเงินหลวงพ่อ เพราะเราไม่มีสตางค์ใช้ พอเรากราบทูลจบลง หลวงพ่อรับสั่ง “ใครมาอุปถัมภ์ศึกษาฯ ได้บารมียิ่งกว่าถวายหลวงพ่อ รู้ไหม” เราได้ยินรู้สึกแปร่งหู ไม่เชื่อกลัวมารมันหลอก จึงให้ลูกสาวเข้าธรรมกายไปถามหลวงพ่อดูใหม่เพื่อทบทวนความถูกต้อง จะเชื่อรู้เชื่อญาณทัสสนะของเราคนเดียวไม่ได้ เพราะมารมันหลอกได้เสมอ

     มาปรารภกับลูกว่า พ่อเข้าธรรมกายไปขอเงินหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกว่า ใครอุปถัมภ์ศึกษาฯ ได้บารมียิ่งกว่าถวายหลวงพ่อ ผิดถูกอย่างไร ลูกกล้วยลองเข้าธรรมกายไปถามหลวงพ่อดูใหม่ ลูกกลับมาเล่าว่า พอหนูไปถึงหลวงพ่อ หนูก็ว่าหลวงพ่อพูดผิดแล้ว ทำไมหลวงพ่อบอกว่าใครให้เงินพ่อใช้ จะได้บารมียิ่งกว่าถวายหลวงพ่อนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะพ่อไม่ได้เป็นพระ พ่อมีลูกมีเมีย พ่อมีกิเลส หลวงพ่อพูดไม่ถูก หนูไม่เชื่อ หลวงพ่อตอบว่า “ดูมันพูดซี นึกจะพูดก็พูด ไม่ใคร่ครวญ ก็ใครมันปราบมารให้ธาตุธรรมได้ ทีอย่างนี้ทำไมเอ็งไม่พูด ไม่ว่าใครทั้งนั้น ถ้าปราบมารให้ได้ ธาตุธรรมเขาให้บารมีทั้งนั้น อำนาจการให้บารมีเป็นเรื่องของธาตุธรรม ก็พ่อเขาปราบมารให้ได้ ทำไมธาตุธรรมจะให้บารมีไม่ได้ มันขัดข้องตรงไหน บอกให้หลวงพ่อรู้หน่อยได้ไหม” หนูเห็นหลวงพ่อพูดเอาจริง หนูเลยเงียบ “แล้วเอ็ง เมื่อไรจะเรียนวิชา มันเอาแต่ดูโทรทัศน์ ทำอย่างพ่อเขาซี แล้วหลวงพ่อจะให้บารมี” หลวงพ่อเห็นหนูเงียบก็เลยถามว่า “แล้วเอ็งจะไปเรียนหนังสือเมื่อไร ถึงหนูไปอยู่ไหนธาตุธรรมก็ดูแล” ถ้า หลวงพ่อไม่ดูแลหนู หนูจะไม่ให้พ่อบูชาข้าวพระ หลวงพ่อจะได้อดฉันทุเรียน หลวงพ่อหัวเราะ ดูมันพูดซี ไอ้พ่อกับไอ้ลูกมันพอกัน ลูกมารายงานอย่างนี้

     จะเห็นว่าหลวงพ่อท่านครองใจเรา ต้องการให้ทำวิชา เรื่องให้ยาหอมแล้วรับรองได้ ข้าพเจ้าทำวิชามาได้รอดสันดอน ก็เพราะยาหอมของหลวงพ่อนี่เอง ท่านหลอกใช้เราได้ตลอดไป คนตายใช้คนเป็นได้ ก็หลวงพ่อของเรานี้เอง ไม่ใช่ใครที่ไหน

     ลูกสาวของข้าพเจ้า น.ส. วิลาวัณย์ บุญมานุช ใกล้จะจบการศึกษา สาขาพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๗ เธอก็จบการศึกษาและเข้ารับราชการทันที เธอเกิดมาไม่พบหลวงพ่อ แต่เวลาจะสอบ จะต้องบอกให้เราบอกหลวงพ่อทุกครั้ง ญาณทัสสนะอย่างเธอก็เพิ่งพบเธอเป็นคนแรก เราฝึกคนมาตลอดชีวิต ไม่พบใครที่ไหน เรียกว่า จำลองแม่ชีถนอม อาสไวย์ ทีเดียว แต่อย่างอื่นเธอไม่เอาถ่านเลย ไปฟ้องหลวงพ่อหลายครั้งแล้ว หลวงพ่อได้แต่หัวเราะ ลูกกล้วยเป็นลูกหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านฝากเราเลี้ยง หลวงพ่อท่านเป็นพ่อธาตุพ่อธรรม ส่วนเราเป็นพ่อเลี้ยง บางครั้งมีปากเสียงกัน เราต้องอ้างหลวงพ่อ เมื่ออ้างถึงหลวงพ่อแล้วเธอหยุดและยอมเรา เธอเห็นธรรมกายตั้งแต่เรียนชั้น ป .๔ เราต้องเลี้ยงต้อยมาจนกว่าจะสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ในช่วงโตเป็นสาว หากธรรมไม่เลือน แปลว่า ธรรมทรงตัว ธรรมมักจะเลือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว หากพ้นช่วงนี้ไปได้ แปลว่า ปลอดภัย ครูบางท่านไปสอนวิชาสูง ๆ แก่เด็ก นั่นเป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เด็ก ๆ แค่อนุโลมปฏิโลม ๑๘ กาย แค่นั้นพอแล้ว เมื่อโตขึ้นจะสอนให้สูงขนาดไหนไม่ว่า รู้และญาณทัสสนะของเด็กเชื่อไม่ได้ เราต้องคุมเสมอไป

     เรามายุติเรื่องกันว่า เราจะชนะมารได้อย่างไร

     หลวงพ่อท่านพูดว่า เงิน ยศ อำนาจ บริวาร ไม่ทำให้มารดับได้ มารจะดับก็เพราะวิชาธรรมกายอย่างเดียว

     นั่นคือ การรบ การปราบ ข้าพเจ้าทำอยู่แล้ว

     มีแนวโน้มว่า ทุกเรื่องอาจเสร็จในยุคของข้าพเจ้า เพราะผลงานตามที่บรรยายมา ดูว่ามันเข้าที

     อีกไม่นาน คงได้อ่านผลงานภาค ๓ กันต่อไป

     หากท่านอยากมีส่วนร่วมในงานปราบมาร ก็ต้องช่วยกันเรียนวิชาธรรมกาย ช่วยกันเผยแพร่วิชาธรรมกาย

     ที่ใดยังไม่มีกำลัง ท่านต้องไปช่วย ที่ใดขัดสน ท่านต้องไปช่วย ขึ้นชื่อว่าวิชาธรรมกาย ไม่ว่าใครสอน ขอให้ท่านไปช่วย บางวัดเขารวยอยู่แล้ว ท่านยังไปอุดหนุน ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร ทำให้วัดนั้นโตอยู่วัดเดียว วัดเล็ก ๆ สำนักเล็ก ๆ ที่สอนวิชาธรรมกาย เราต้องไปช่วยทั้งนั้น เราต้องทำให้ทุกวัดโตขึ้นมา ต้องทำให้ทุกสำนักโตขึ้นมา หากท่านคิดอย่างนี้ แปลว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ในทางความคิด ท่านเจาะจงอยู่วัดเดียว บารมีของท่านก็อยู่แค่จุดนั้น ไม่ไพศาลไปถึงที่อื่น ท่านตำหนิอาจารย์เจ้าสำนักว่าไม่น่านับถือ ไปพูดกับท่านบ้างหรือเปล่า ไปแนะนำอะไรแก่ท่านบ้างหรือเปล่า เปล่าทั้งนั้น ก็แปลว่า เราใช้ปัญญาน้อยไป บารมีของท่านอยู่ในวงแคบ เพราะท่านทำอยู่วัดเดียว

     สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอ ข้าพเจ้าไปสอนทุกจังหวัด ขอให้เชิญมา ไปให้ทั้งนั้น ไม่เลือกว่าจังหวัดเล็กจังหวัดใหญ่ จังหวัดจนจังหวัดรวย ไปให้ทั้งนั้น ขึ้นชื่อว่า สัมมาอะระหัง แล้ว ข้าพเจ้าหนุนทั้งนั้น ถือว่าเป็นธาตุธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต้องวางใจเป็นผู้ใหญ่ งานเผยแพร่จึงจะก้าวหน้า ท่านวางใจให้เป็นกลาง แล้วจะได้บารมีงาม

     หากข้าพเจ้าเป็นพระพุทธองค์จะไม่อนุโมทนาเด็ดขาด ศิษย์หลวงพ่อบางท่านไปหาข้าพเจ้า ตายจริงหลวงพี่ยังไม่มีอะไรกับเขาเลย รถยนต์สักคันก็ไม่มี ไม่มีกุฏิ ไม่มีตำรา ทั้งที่ท่านเผยแพร่วิชาธรรมกาย ไม่มีใครเหลียวแลท่าน กลับปรากฏว่า ไปอุดหนุนวัดเดียวจนเกิดปัญหาทางการเงินฐานรวยเกินไป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจในความคิดว่า เหตุใดจึงทำบุญแต่วัดนั้น วัดอื่นทำวิชาธรรมกายไม่เป็น เราจะไม่ว่าอะไร แต่ท่านก็สอนคนเห็นธรรมกายมาแล้วไม่รู้เท่าไร ควรที่เราจะต้องไปหนุนกิจการ หากวางใจอย่างที่ว่านี้ วิชาธรรมกายจึงจะไปเร็ว

     คนที่ขัดสน เพียงกุฏิหลังเดียวท่านก็ดีใจ วัดที่รวย ต้องรถเบนซ์ท่านยังไม่ดีใจ แล้วเราจะว่าได้บุญที่วัดไหน การทำสังฆทาน วินัยยังบัญญัติว่า ไม่ต้องเจาะจงพระจึงจะมีอานิสงส์ แต่เราก็รู้อยู่ว่าวัดนั้นรวย ท่านยังไปอุดหนุนอยู่อีก ทำไมไม่เจือจานไปที่วัดขัดสน หากนำหลักสังฆทานมากล่าวแล้ว ท่านจะได้บุญหรือ

     หากได้ความชัดว่า ศิษย์หลวงพ่อรูปนี้สอนภาวนาไม่เป็น เราจะฟัง อย่างนี้ไม่ต้องไปหนุน

     ข้าพเจ้าบรรยายมายาวนี้ ก็เพื่อให้งานเผยแพร่ขยายตัวเร็ว มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อคนเป็นธรรมกายกันหมด มารก็หมดที่อาศัย หมดฐานทัพ โอกาสที่เราจะชนะมารขั้นเด็ดขาด มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว

     การทำบุญอย่างมีเหตุผล คือ ความคิดถูกต้อง ควรพิจารณากันให้มาก

     สำหรับข้าพเจ้า ท่านไม่ต้องเสียเวลามาคิด เพราะตัวคนเดียว เงินบำนาญที่หลวงให้ก็พอแล้ว เว้นแต่ท่านจะสร้างวิปัสสนาจารย์เพิ่ม อย่างนี้ต้องลงทุน เพราะการปั้นดารากว่าจะดังขึ้นได้ ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่ละอย่างต้องลงทุนทั้งนั้น

     ถ้าเราโชคดี ลงทุนไปร้อยล้าน ได้ฝีมือปราบมารเพียงคนเดียว ร้อยล้านนั้นไม่แพงเลย เพราะได้ผลคุ้มค่า

     ท่านคิดอย่างข้าพเจ้าหรือเปล่า

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org