Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 2 arrow ปราบมาร2 (9)
ปราบมาร2 (9) PDF พิมพ์ ส่งเมล

พระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์

     เป็นผลพวงมาจากพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ แล้วทรงมีธรรมกายโตขึ้น ตามที่กล่าวแล้ว

     ต่อมางานเดินวิชาปราบมารทำติดต่อกันมาไม่ขาดระยะ คือ วิชาซ้อนสับทับทวีของหลวงพ่อ และวิชาต่อแว่น ต่อกล้อง ส่องญาณทัสสนะ ทำไปรบไป ตามเนื้อของวิชา นิพพานเป็นมีเท่าไร นิพพานธรรมกายมีเท่าไร นำมารวมกันหมด แล้วเดินวิชาซ้อนสับทับทวี นี่คือ วิชาอย่างย่อ ทำอยู่เป็นปี

     ผลที่ได้ คือ นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ แต่นิพพานเป็นมีพระวรกายใสยิ่งขึ้น

     เราทราบแล้วว่า นิพพานเป็นอยู่สูงกว่านิพพานธรรมกาย นิพพานเป็นมีพระวรกายเหมือนพระสงฆ์ คือ ไม่มีเกศบัวตูม ส่วนนิพพานธรรมกายนั้น เป็นธรรมกายทั้งหมด

     หลวงพ่อท่านอธิบายไว้ ว่านิพพานเป็นแข็งแรงประดุจปูมีกระดอง แต่นิพพานธรรมกายไม่แข็งแรงเหมือนปูนิ่ม คือ ไม่มีกระดอง สรุปแล้วว่านิพพานเป็นแข็งแรง แต่นิพพานธรรมกายไม่แข็งแรง เพราะนิพพานธรรมกายไม่มีกายมนุษย์ นั่นเอง

     การเข้านิพพานของเราแต่เดิมนั้น เข้าโดยกายมนุษย์ คือ กายที่เรากำลังอ่านอยู่ขณะนี้ ครั้งนั้นพอเราเป็นธรรมกายแล้ว เราก็ฝึกละสังโยชน์ พอละได้ กายมนุษย์ก็เบาและใสยิ่งขึ้น กระดูกใสเป็นแก้วทีเดียว แล้วก็หายแว๊บเข้านิพพานไปเลย นิพพานที่ไปนี้ หลวงพ่อท่านเรียกว่า นิพพานเป็น คือ ไม่ต้องตาย เข้านิพพานกันอย่างเป็น ๆ นี้ แต่ว่าต้องสร้างดวงบารมีกันมากมายนัก

     ต่อมา มารเขาไม่ยอม เขาบอกว่าพระพุทธเจ้านิพพานเป็นมีฤทธิ์เดชมาก ให้เข้านิพพานด้วยธรรมกายเท่านั้น จากนั้นมา เราก็เข้านิพพานโดยธรรมกาย คือ กายมนุษย์ตายเสียก่อนแล้วเอาธรรมกายเข้านิพพาน หลวงพ่อท่านเรียกนิพพานธรรมกายว่า นิพพานตาย

     นิพพานธรรมกายเอากายไปไม่ได้กายเดียวคือ กายมนุษย์ เพราะตาย ต้องเอาไปเผา กระดูกของกายมนุษย์ เราเรียกว่าพระธาตุบ้าง พระบรมสารีริกธาตุบ้าง กระดูกของพระพุทธเจ้า เราเรียก พระบรมสารีริกธาตุ ส่วนกระดูกของพระสาวกเรียก พระธาตุ กระดูกก็คือ ธาตุ ๖ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุเหล่านี้ หากนำมารวมกันเข้า แล้วเอาใจใส่ลงไป ก็จะเป็นกายขึ้น นี่คือ วิชาการ หากธาตุเป็นกาย ก็ต้องเป็นกายเป็น คือ มีความรู้สึก แต่ถ้ากายตาย ใจไม่อยู่ทันที ไม่อยู่ปกครองกาย เพราะกายมันตาย ถามว่าใจไปไหน ใจไปอาศัยอยู่กับกายมนุษย์ละเอียด คือ กายฝันนั่นเอง กายฝันจะไปไหนก็ไป เพราะกายมนุษย์ตายแล้ว หากเป็นธรรมกายใจก็ไปอยู่กับธรรมกาย กายฝันก็ไปอยู่กับธรรมกาย ธรรมกายจะไปไหน ธรรมกายก็ไปอยู่บ้านของพระองค์ บ้านของพระองค์ก็คือ นิพพาน เป็นธรรมกายระดับไหน ก็ต้องไปอยู่บ้านระดับนั้น เช่น เป็นธรรมกายพระโสดา ก็ต้องไปอยู่นิพพานของพระโสดา หากเป็นธรรมกายพระอรหัตต์ก็เข้าอายตนะนิพพานไปเลย

     กล่าวถึงกระดูกหรือ พระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดา แยกออกเป็นเม็ด ๆ อยู่ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง เมื่อถึงโอกาสอันควร จะมารวมกันเป็นธรรมกายองค์หนึ่ง แล้วก็เข้านิพพาน เรียกว่า ธาตุนิพพาน คือ กระดูกเข้านิพพานนั่นเอง ตามความคิดของข้าพเจ้า ต้องเอากระดูกทั้งหมดนี้ ซ้อนเข้าไปที่ศูนย์กลางกายฝันของพระองค์ และนำเอากายฝันของพระองค์ไปไว้ที่ศูนย์กลางกายพระธาตุ เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม เพื่อให้กายพระธาตุ นั้นมีเนื้อมีหนังขึ้นมาให้ได้ หากมีเนื้อมีหนังขึ้นมาได้ ก็แปลว่า พระองค์มีกายมนุษย์แล้ว การปล่อยให้กายพระธาตุเป็นธรรมกายอยู่อย่างนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะไม่มีฤทธิ์ พอมารคือ ธรรมกายดำมากระทบ สู้เขาไม่ได้ มีเท่าไรเขาก็มาดับได้หมด แม้ธรรมกายตัวจริงยังแพ้เขา เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ที่เราเพียรปราบทุกวันนี้ ก็คือ พวกธรรมกายดำและพวกกายดำทั้งหลาย

ใครเป็นผู้ทำให้ตาย

     พระพุทธองค์นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์

     ใครเป็นผู้ทำให้ตาย

     กายมนุษย์นิพพานธรรมกาย ไม่เหมือนกายมนุษย์นิพพานเป็น

     งานสร้างอายตนะนิพพาน ภพอรูปพรหม ภพพรหม ภพทิพย์ตามที่กล่าวแล้วว่า กายประกอบด้วยธาตุ ๖ หากเอาใจใส่เข้าไปด้วย ก็เป็นกายที่มีใจครอง แต่การที่ธาตุ ๖ ตาย ก็แปลว่า กายเป็นศพ คือ ตาย มาพูดกันว่า ใครทำให้ตาย ตอบว่า ทุกข์กับสมุทัยเป็นผู้ทำให้ตาย

     ถาม ว่าทุกข์กับสมุทัยนั้นอยู่ที่ไหน ตอบว่า อยู่ที่ใจของสัตว์โลก ทุกข์และสมุทัยเกิดจากอะไร เกิดจากกรรมของเราอย่างหนึ่ง เกิดจากธรรมภาคมารส่งมาอีกอย่างหนึ่ง

     หากเล่นฟุตบอล ทุกข์คือ คนยิงเข้าประตู (ผู้กระทำการ) สมุทัยคือ เพื่อนร่วมทีมที่ส่งลูกมาให้ (ผู้ส่งวิชา) ถามว่าส่งอะไร ส่งแก่ เจ็บ ตาย นั่นเอง ระดับไหน ระดับกิเลสมาร ขันธมาร มัจจุราชมาร จนในที่สุด กายถึงแก่ความตาย ที่ว่าเราปราบมาร ก็คือ จับตัวทุกข์ สมุทัย กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุราชมาร มาดับ แต่ยังทำไม่หมดนั่นเอง

     เมื่อเราทำบาป มารเขาสร้างดวงทุกข์และดวงสมุทัยที่ใจของเราทันที โดยนำดวงทุกข์และสมุทัยนั้นมาสร้างนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ทันที เราทำอีก เขาก็ทำอีก เป็นดวงดำ เรียกว่าทำในอายตนะภายใน ส่วนในอายตนะภายนอก เขามีทุกข์และสมุทัยระดับผู้ปกครองไว้อีก มีกิเลสมาร ขันธมาร มัจจุราชมารเป็นผู้ปกครอง ถึงเวลาเขาก็ส่งวิชามาทันที คือ ส่ง แก่ เจ็บ ตาย อายตนะภายในก็รับงานมาทำอีก ทำงานรับส่งกันอย่างนี้ งานของเขามีประสิทธิภาพมาก คือไม่ว่าใครต้องตายทั้งนั้น ไม่รอดเลยแม้แต่รายเดียว เกิดเท่าไร ตายเท่านั้น มีเท่าไรก็ไม่เหลือ

กายมนุษย์นิพพานธรรมกาย

ไม่เหมือนกายมนุษย์นิพพานเป็น

     กายมนุษย์นิพพานเป็นเหมือนกายมนุษย์อย่างเรานี้ ต่างจากเราก็คือ เป็นพระสงฆ์และใสเป็นแก้ว

     ส่วนกายมนุษย์ของนิพพานธรรมกาย ไม่เป็นอย่างนั้น ได้ไปทูลถามต้นใหญ่ว่า กายนี้แข็งแรงเท่ากับกายมนุษย์ของนิพพานเป็นหรือไม่ ทรงตอบว่า เป็นกายมนุษย์ของนิพพาน ไม่ใช่กายมนุษย์อย่างเรา เพราะเหมือนกันหมด เราเลยเรียกพระนามไม่ถูก เท่าที่เห็นไม่มีลงพุงเลย แปลกแท้ ๆ วันที่ทราบก็คือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตอนกลางคืน นอนพักผ่อน ว่าจะทำวิชาตอนดึก จึงตรึกนึกวิชาดู เห็นพระสมณโคดม เสด็จมาที่บ้าน ทรงมาเยี่ยม “ต้นปราบ” มาโดยกายมนุษย์ เราเห็นผิดปกติ จึงรีบออกจากที่นอน ให้ลูกกล้วยเข้าธรรมกายไปทูลถามต้นใหญ่ทันที ว่า เรื่องราวอย่างไรกันแน่ ลูกกลับมารายงานว่า “พอหนูไปถึง ต้นใหญ่รับสั่งว่า ข้าว่าแล้ว เดี๋ยวศึกษาฯ จะต้องให้ลูกมาสอบสวน ไปบอกแก่พ่อเขา พระสมณโคดมไปบ้านของหนูนั้นถูกต้องแล้ว ไปโดยกายมนุษย์ เพราะพระสมณโคดมเพิ่งทำได้ เมื่อนิพพานพระสมณโคดมทำได้แล้ว แปลว่า นิพพานอื่นทำได้หมดแล้ว เพราะนิพพานพระสมณโคดมเป็นนิพพานล่างสุด แต่กายมนุษย์ที่ว่านี้เป็นกายมนุษย์ของนิพพาน ไม่ใช่กายมนุษย์อย่างคุณหนู พูดถึงความแข็งแรงก็ว่าดี แต่ว่าจะชนะมารหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความรู้” รับสั่งมาอย่างนี้ ก็ว่าจะถามหลวงพ่อดูอีกครั้ง

     สำหรับข้าพเจ้าดีใจจริง ๆ ที่งานปราบมารก้าวหน้า ถึงขนาดพระพุทธองค์ทรงทำกายได้ คราวนี้จะรู้ดีรู้ชั่วกัน ขอเวลาพิสูจน์กายมนุษย์อีกระยะหนึ่ง ไม่ว่าเราจะไปนิพพานไหน ทรงขอบคุณทั้งนั้น แต่ผู้ปกครองใหญ่คือ ต้นใหญ่ ทรงกล่าวว่า จะชนะมารหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความรู้ แปลว่า กายใช้ได้แล้ว อยู่ที่ว่าความรู้เท่านั้น ก็หมายความว่า จะเอาวิชาอะไรไปสู้เขานั่นเอง

     ลูกสาวได้ไปถามต้นปราบ “เห็นพ่อบอกว่า พระสมณโคดม ทรงมาเยี่ยมโดยกายมนุษย์นั้น จริงไหม” ทรงตอบว่า “จริง มาเมื่อคืนนี้ มาอวดว่ามีกายมนุษย์แล้ว” ต้นปราบคือพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิ เสด็จมาจากนิพพาน มาทำวิชาปราบมารับช่วงต่อจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วจะนำเสนอให้ทราบต่อไป

     การที่นิพพานธรรมกายมีกายมนุษย์ และใช้กายมนุษย์แทนธรรมกาย เอาธรรมกายไว้ในศูนย์กลางกายมนุษย์ นับว่าเป็นก้าวใหม่ของงานปราบมาร พวกเราเข้านิพพานคงจะแปลกใจ ทำไมนิพพานของเราเป็นนิพพานเป็นหมดเลยหรือ แล้วนิพพานธรรมกายหายไปไหน ไม่ตรงตำราอย่างที่หลวงพ่อว่าเสียแล้ว อย่าได้ตกใจเรื่องนั้น เมื่อท่านเข้านิพพานไปศึกษาหาความรู้ พระองค์ก็จะเอาธรรมกายออก และนำกายมนุษย์ไว้ที่ศูนย์กลางกายของธรรมกาย

     ดังนั้น จึงขอร้องให้ท่านช่วยตรวจสอบความรู้ตามที่บรรยายมานี้ คือ อ่านหนังสือแล้ว ก็เข้าธรรมกายไปถามเรื่องราว พระองค์จะตอบทั้งหมด เว้นแต่ความหยุดนิ่งทางใจไม่พอ อย่างนี้ข้าพเจ้าจนใจจริง ๆ แม้ข้าพเจ้าเองก็ยอมรับว่ายากแท้ ที่กล้าทำวิชาอยู่ทุกวันนี้เพราะถูกบังคับ ไม่ใช่ข้าพเจ้าเก่งไปกว่าท่าน โปรดเข้าใจว่า ข้าพเจ้าไม่เก่งไปกว่าท่าน เพียงแต่ท่านยังไม่เอาจริงเท่านั้น ข้าพเจ้าเก่งอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เอาจริง ท่านอาจเป็นรองข้าพเจ้าในเรื่องไม่เอาจริงเท่านั้น เมื่อเอาจริงแล้ว ต้องถึงกับสละชีวิตกัน มารดับไม่หมด เราจะไม่ยอมกันทีเดียว หากท่านเอาจริงอย่างข้าพเจ้า ป่านนี้ท่านคงได้บารมีมากแล้ว อาจมากกว่าข้าพเจ้าก็ได้

     เรื่องกายมนุษย์ของพระพุทธองค์ ก็คือกายมนุษย์ที่หลวงพ่อเรียกว่า “กายมนุษย์พิเศษ” นั่นเอง เมื่องานปราบมารมาถึงขั้นตอนนี้ ต่อไปจะมีเหตุการณ์อย่างไรอีก รอไว้พบกันใหม่ในหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๓ ” เพราะงานปราบมารยังไม่เสร็จวันนี้ เรายังคาดการณ์ไม่ได้ว่า ต่อไปจะมีเหตุการณ์อะไรอีก

งานสร้างอายตนะนิพพาน

ภพรูปพรหม ภพพรหม ภพทิพย์

     ในวิถีทางแห่งการรบตามหลักของวิชาธรรมกาย ในที่สุดเราก็ต้องมาเผชิญหน้ากับเรื่องนิพพาน เรื่องภพของอรูปพรหม ภพของพรหม ภพของทิพย์ อย่างหลีกไม่พ้น เหมือนกับการชกมวยเหมือนกัน ในที่สุดเราก็ต้องมาชกชิงแชมเปี้ยนกับเขา ซึ่งแต่เดิมเราไม่เคยคิด เมื่อเดินวิชายิ่งขึ้นไป พบว่านิพพาน ภพอรูปพรหม ภพพรหม และภพทิพย์ ต้องทำกันใหม่ เพราะของเดิมมีอะไรที่ต้องแก้ไข

     เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินวิชารบเรื่อยไป เผลอตัวพูดกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ นิพพานของเราไม่คุ้มฟ้าไม่คุ้มฝน ผมจะทำให้ใหม่” หลวงพ่อฟังแล้วก็ไม่ว่าอะไร เหตุการณ์ผ่านมาเป็นปี ลืมเรื่องที่พูดกับหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อท่านก็ไม่เตือน ไม่ท้วง

     เหตุการณ์ผ่านมา อยู่มาวันหนึ่ง ต้นใหญ่รับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า “ศึกษาฯ เห็นอะไรไม่ดีก็ให้แก้ไขไปเลย” เราก็ไม่รู้ว่าอะไรไม่ดี เพราะเราก็เห็นว่าดีทั้งนั้น

     อยู่มาวันหนึ่ง การรบได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มันเห็นลู่ทางว่า นิพพานของเราต้องทำใหม่ ลองเดินวิชาดู ปรากฏว่าทำได้ เมื่อทำนิพพานได้ ภพอรูปพรหม ภพพรหม ภพทิพย์ เราก็น่าทำได้ จึงลองทำดู ปรากฏว่าทำได้ ลองทำมาแล้ว ๓ ครั้ง (อยู่ในบันทึกเล่ม ๑๒)

     เหตุผลที่ทำได้ เพราะระลึกรู้ขึ้นมาเอง ต้องรบไปจนว่าจะชนะในระดับใด ถึงระดับนั้น เราจะทำได้เอง และเมื่อทำได้แล้ว ธาตุธรรมท่านก็ให้บารมี ไม่เคยใช้ฟรี รบชนะเป็นต้องได้บารมี ทำได้ดีเป็นต้องได้บารมี ไม่เคยใช้เราฟรีเลย พระพุทธองค์ทรงดีอย่างใจหาย อะไรที่เราลืม จะทรงมาเป็นพยานให้ จำได้ว่า คราวที่ไปสอนพระในต่างจังหวัด ตอนนั้นแม่ชีถนอม อาสไวย์ ยังไม่ตาย แม่ชีถามว่า มีใครได้ดวงปฐมมรรคเท่าไร มีได้ถึง ๑๘ กายเท่าไร เราก็บอกแม่ชีไป เพราะเราจดไว้ เราก็บอกไปตามข้อมูลที่เราบันทึก พอแม่ชีเข้าธรรมกายไปนิพพาน ก็ไปรายงานต่อพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงรับสั่งกับแม่ชีว่า ข้อมูลนี้ไม่ถูก ศึกษาฯ เขาสอนได้มากกว่านั้น ทรงแจกแจงว่า มีปฐมมรรคเท่าไร ๑๘ กายมีเท่าไร แล้วที่ให้เข้านิพพานก็มี เราเลยได้บารมีเพิ่ม เพราะทรงมาเป็นพยานให้ ไม่เคยให้บารมีเราน้อย ทรงให้ตรงตามความเป็นจริงเสมอ ในโลกนี้ไม่มีใคร รักเราจริง มีพระพุทธองค์เท่านั้นที่ทรงเมตตาเราจริง เราอุทิศชีวิตให้แก่พระองค์นั้นถูกแล้ว เพราะพระองค์ทรงจริงใจกับเรา

     ความจริงเรื่องนิพพานนี้ พวกเราค้นบาลีกันมาก อยากทราบว่านิพพานคืออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร มีเหตุผลอะไรที่ทำเช่นนั้น และได้อะไรจากการค้นคว้าเช่นนั้น อ้างว่าเพื่อความรู้ ถูกต้องแล้ว แล้วได้อะไรดีขึ้นมาบ้าง รู้แล้วก็แค่นั้น ค้นคว้ากับไม่ค้นคว้ามีค่าเท่ากัน เพราะเราก็ทราบตรงกันว่า นิพพานคือ ที่อยู่ของพระอริยเจ้า นิพพานคือ ที่อยู่อาศัยของผู้ได้มรรคผลนิพพาน วัดเป็นที่อยู่ของพระ วิมานเป็นที่อยู่ของเทวดา บ้านเป็นที่อยู่ของชาวโลก ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เขาก็มีที่อยู่ของเขา จะเรียกอะไรก็เรียกไปเถิด เป็นที่อยู่ของเขาก็แล้วกัน

     ขอกล่าวถึงเรื่องภพและนิพพานอีกนิด คำถามมีอยู่ว่า ต่อไปจะทำนิพพานได้อีกหรือไม่ จะทำภพของทิพย์ ภพของพรหม ภพของอรูปพรหม ได้อีกหรือไม่ ตอบว่ายังไม่ทราบ หากทำได้ก็ทำไปเลย หากทำไม่ได้ ก็เพราะยังรบไปไม่ถึงละเอียดของขั้นตอนนั้น เมื่อไรจะทำอะไรอย่างไร ทราบไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเป็นเหตุการณ์ข้างหน้า ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับผลการรบเป็นสำคัญ

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org