Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 2 arrow ปราบมาร2 (8)
ปราบมาร2 (8) PDF พิมพ์ ส่งเมล

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ทั้งหมด

     งานดับอบายภูมิผ่านไปแล้ว มาถึงงานตามสมบัติ ต่อมาก็งานรวมธาตุธรรม มารเอาไปซ่อนไว้ที่ใด ต้องไปตามมา มารเอาไปดับไว้ที่ไหน ต้องไปดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์ให้ฟื้น แล้วอาราธนากลับมาได้ทั้งหมด แค่นี้เราก็หืดขึ้นคอ

     ถามว่า งานที่กล่าวนี้ ใช้เวลาเดินวิชากี่ปี จำไม่ได้ว่ากี่ปี แต่ปีนี้เข้าปีที่ ๑๐ แล้ว

     อย่าว่า ๑๐ ปีเลย ยกมาเพียงเรื่องเดียว ใช้เวลาชาติหนึ่ง เราก็ยอม ขอให้ทำให้ได้เถิด

     ถาม ว่า ตามที่บรรยายรายการต่าง ๆ มานี้ เป็นไปได้หรือ ตอบว่า ถ้าเราทำไม่ได้แล้วเอาอะไรมาเขียน อยู่ดี ๆ จะมาเขียนย่อมเขียนไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น

     ขอกล่าวอีกงานหนึ่ง งานสะสางธาตุธรรมดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว ต่อไปนี้เราจะทำอะไร ตอบไม่ได้ทั้งนั้น เรื่องข้างหน้าเรารู้ไม่ได้ ไปถามธาตุธรรมท่าน ทรงตอบไม่ได้ ข้าพเจ้าเพียรถามเช้าเย็น เพราะทรงพยากรณ์แล้วว่า รบวันนี้เสร็จแล้วถือว่าเสร็จงาน ที่ไหนได้ เดินวิชาทีไร พบมารอีกจนได้ พยากรณ์ก็คลาดเคลื่อนไป

     การรบในธาตุในธรรม ไม่มีกติกา ไม่มีวันประกาศพักรบ ไม่มีการสงบศึก

     แต่เมื่อรบไป ๆ แล้วมีอะไรเกิดขึ้น เราก็บันทึกเหตุการณ์ไว้ เรื่องก็มีเท่านี้

     แต่การรบขั้นตอนนี้ เป็นอย่างไรไม่ทราบ พอมารรุ่นนี้ดับ ได้อาราธนาพระพุทธองค์ทั้งหมดไปตรัสรู้ใหม่ ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต มีเท่าไร อาราธนาทั้งหมด เคยประสูติที่ใด เคยตรัสรู้ที่ใด เคยแสดงธรรมที่ใด เคยปรินิพพานที่ใด ทรงไปตรัสรู้ที่ตรงนั้น โกลาหลดีจริง ในวันนั้น อรูปพรหม พรหม และสวรรค์ชั้นดุสิต ต้องลงมาดูแลพระองค์ จะว่าสนุกก็สนุก เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ ทรงเสด็จมาในโลก ต้องไปนั่งทำภาวนาใหม่ เมื่อเสร็จงานตอนนี้แล้ว จึงกลับเข้านิพพาน

     กล่าวถึงนิพพานธรรมกาย ทรงมีธรรมกายโตขึ้น เดิมหน้าตัก ๒๐ วา ก็โตขึ้นกว่าเดิม มี กติกาดังนี้ เดิมตรัสรู้ได้ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์หากตรัสรู้ได้อีก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ธรรมกายของพระองค์โตขึ้นไปอีก ๒๐ วา ยิ่งตรัสรู้ได้มาก ธรรมกายก็ยิ่งโตขึ้นไปอีก อันนี้เป็นความรู้ใหม่ เราไม่ได้คิดมาก่อน เป็นเหตุบังเอิญแท้ ๆ พวกเราเข้านิพพาน ตกใจตาม ๆ กัน ทำไมพระพุทธเจ้ามีธรรมกายโตนัก

     เรา จึงได้ความรู้ว่า การที่ตรัสรู้ได้เพียง ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์นั้น เป็นเพราะมารเขาสกัดกั้น จึงตรัสรู้ได้แค่นั้น ตรัสรู้เพียงแค่นี้ ยังสู้มารเขาไม่ได้ ต้องตรัสรู้ไปให้มากกว่านั้น อย่างพระสมณโคดม ทรงเห็นวิชาอิทธิบาทภาวนา ส่งผลให้กายมนุษย์มีอายุยืนเป็นกัปกัลป์ ได้ไปแสดงอุบายให้พระอานนท์อาราธนาในที่ต่าง ๆ ๑๖ ตำบล พระอานนท์ก็ไม่อาราธนา พบครบกิจโสฬสสิบหก พระอานนท์นึกได้ กล่าวอาราธนา พระพุทธเจ้าจึงทรงรับอาราธนาไม่ได้ เพราะผิดพุทธประเพณี พอพระพุทธองค์ทรงเห็นวิชาดี มารไม่ยอมแล้ว จะให้นิพพานอย่างเดียว เอาโรคมาใส่ให้ เพื่อให้ตายเร็ว ๆ มีเหตุผลว่า เมื่อเห็นวิชาละเอียดขึ้น จะเป็นสื่อให้ไปเห็นวิชาที่เขาทรมานสัตว์โลก ไปเห็นวิชาปกครองของเขาเข้า แล้วจะมาคิดสู้กับเขาหนหลัง คือ คิดรบกับเขาอย่างที่ข้าพเจ้ารบกับเขาในทุกวันนี้ ในที่สุดพระพุทธองค์ก็อาพาธ และเข้านิพพานในที่สุด เรื่องมันอย่างนี้

     กลับมาเรื่องตรัสรู้กันต่อไป ท่านอยากถามว่า ต้องตรัสรู้แค่ไหนจึงจะชนะมาร ข้อนี้ตอบไม่ได้ ต้องให้งานปราบมารของข้าพเจ้ายุติเสียก่อน จึงจะตอบได้ในตอนนั้น ท่านอย่าเพิ่งเชื่อข้าพเจ้า ควรเข้าธรรมกายไปทูลถามพระพุทธเจ้าในนิพพานดูก็ได้ เพราะท่านก็เป็นธรรมกายเหมือนข้าพเจ้า ท่านมีสิทธิตรวจสอบความถูกต้องทุกเรื่องที่ข้าพเจ้านำมากล่าวทั้งหมด

     ผล พลอยได้จากการทำวิชาจนเป็นเหตุให้พระพุทธองค์เสด็จไปตรัสรู้ใหม่ในโลก ส่งผลให้ตัวข้าพเจ้ามีธรรมกายโตขึ้นด้วย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน การที่ธรรมกายของข้าพเจ้าโตขึ้นนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าสามารถนำอาหารทิพย์ขึ้นไปบูชาพระองค์ได้ถึงนิพพาน หากธรรมกายของเราเล็กเพียง ๒๐ วา แม้สอนภาวนา ก็ไม่อาจให้เขาเห็นธรรมได้ อยากบูชาข้าวทิพย์ก็ยากที่จะทำ เพราะมารเขาขวางได้ เขาสกัดได้นั่นเอง

     ท่านสอนให้เขาเห็นธรรมกาย ท่านทำได้ แต่มีผู้เห็นกันน้อย

     ท่านอยากบูชาพระพุทธองค์ ชอบแล้ว อยากให้ทำ แต่ว่าจะถึงพระองค์หรือ นี่คือปัญหา พระองค์ทรงอยากให้ไปถึงท่าน ไม่มีใครไม่อยาก อยากให้ถึงกันทั้งนั้น เพราะเป็นบุญใหญ่เป็นกุศลใหญ่ พระพุทธองค์จะได้มีกำลัง

     เรื่องการสอนภาวนาก็ดี เรื่องการบูชาข้าวพระก็ดี ข้าพเจ้าทำมาแต่ไหนแต่ไร

     แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง สอนเขา เขาก็ทำไม่เป็น เราเพียงได้ชื่อว่าเผยแพร่ บุญทานนั้นได้แน่ พอมาถึงเรื่องบูชาข้าวพระ ทำมาแล้วก็จริง ไม่ถึงพระองค์ ความ รู้มาแจ่มแจ้งเอาเมื่อปี ๒๕๒๗ คือปีที่เริ่มทำวิชาปราบมาร ที่เราทำมาก่อน ๆ นั้น ไม่ถึงเลย มารมันหลอกเรา เราเห็นธรรมกายฉันอาหาร เราว่าถึงพระองค์ ครั้นมาถึงยุคที่เรามีความรู้ตรวจสอบ ที่ไหนได้ ทำให้มารมันกินแท้ ๆ ข้างนอกขาว แต่ข้างในไม่ขาว วิธีของมารก็คือ เขาไปหยุดนิ่งที่ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ของพระพุทธองค์ เพราะเขาชะ เขาจึงทำได้ หลักวิชาก็มีอยู่ว่า เห็น จำ คิด รู้ ๔ อย่างนี้ รวมกันเป็น ๑ ใจ และ ๑ ใจนี้เป็น ๑ กาย ฉะนั้น หากเขาจะให้เป็นรูปร่างของใคร เขาก็ไปเอาเห็น จำ คิด รู้ ของผู้นั้นมาทำ เราศรัทธาใคร เรานับถือใคร เขาก็จะไปทำแก่คนที่เราศรัทธานั้น เช่น เราเคารพหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราระลึกถึงพระพุทธองค์ เขาก็จำแลงเป็นหลวงพ่อ เป็นพระพุทธองค์ มาให้เราเห็น ท่านอย่าได้เชื่อ เขาต้มเราโดยวิธีนี้มานานแล้ว ไม่รู้กี่ชาติกี่ภพมาแล้ว ข้าพเจ้าเพิ่งมาทราบตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง ก่อนนี้ไม่รู้เรื่อง เห็นหลวงพ่อก็ดีใจ เห็นพระพุทธเจ้าก็ชื่นใจ ที่ไหนได้ เรามากราบมารเข้าให้แล้ว มารเขาเป็นเจ้าโลกเจ้าธรรม เขาเป็นผู้ปกครอง เขาทำได้ ตามวิธีที่กล่าวนั้น เขาหากินโดยวิธีนี้ เขาจึงยืนยงมาได้ ฉะนั้น จึงขอให้ทราบไว้

     อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเวลาพวกเราตาย เขามาหุ้มเคลือบใจของผู้ตาย เราจะเห็นผู้ตายที่ศพของเขา เราก็เชื่อว่านี่คือ ญาติของเรา เวลาเราเอาข้าวและน้ำไปไหว้ศพ เขาก็กินเรียบร้อย เรื่องการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เราทำกันทุกวันนี้ บรรพบุรุษไม่ได้กินเลย เขากินเรียบ โดยที่เราไม่รู้ ตามที่กล่าวมาแล้ว เป็นการไปให้กำลังมาร อยากให้เลิกเหลือเกิน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเป็นประเพณีขึ้นแล้ว เป็นความเชื่อเกิดขึ้นแล้ว หากเราคิดถึงบรรพบุรุษ ควรนำอาหารนั้นไปถวายพระสงฆ์ พระสงฆ์รับแล้ว เรากรวดน้ำ นี่แหละถึงบรรพบุรุษของท่านแน่

     เรื่องตายแล้วไม่เผา ควรได้แก่พระอริยเจ้าเท่านั้น ส่วนพวกเราตายแล้ว นำศพไปเก็บไว้ที่ฮวงซุ้ย ก่อนที่เราตาย เราก็เชื่ออย่างนั้น เพราะเชื่อสืบกันต่อมา ครั้นตายไปจริง ความเชื่อของผู้ตาย เปลี่ยนไปทันที เขาเป็นห่วงร่างของเขา เขาอยากให้เผา แต่เขามาแจ้งแก่เราไม่ได้ มารเขาสกัดกั้น เพราะวิธีนั้นช่วยให้เขามีลาภอันโอชะ เขาอยู่ได้โดยวิธีนี้ เป็นการช่วยให้มารเขามีกำลังแท้ ๆ

     ทำไมข้าพเจ้าจึงรู้ การทำวิชาปราบมารนั้น คือ การทำวิชากำจัดกิเลสนั่นเอง กิเลสเขาก็มีที่อยู่อาศัย มี กาย ใจ จิต วิญญาณ เหมือนเรานี้แหละ มีสมบัติ มีอาหารหล่อเลี้ยง มีนิพพาน มีภพ มีพระพุทธเจ้า การทำลายล้าง คือ การกำจัดซึ่งกันและกัน เรากำจัดเขา เขาก็กำจัดเรา เรากวาดล้างสมบัติเขา เขาก็เล่นงานเรา ใครมีกำลังดีกว่าคนนั้นเป็นผู้ชนะ เขารู้เรา เราก็รู้เขา เหตุนี้เอง ความรู้จึงแจ้งออกมา ตามที่บรรยายนี้

     บางครั้งข้าพเจ้าท้อแท้ใจ อาหารที่เตรียมบูชาพระศาสดากับอาหารที่เขาเตรียมไปเซ่นไหว้ เทียบกันไม่ได้เลย อาหารเซ่นไหว้มีแต่อย่างดีอย่างแพงทั้งนั้น ทำไมพระศาสดาจึงฉันของดี ๆ ไม่ได้หรือ เราคิด ถ้าบรรพบุรุษได้กิน ข้าพเจ้าไม่ว่าเลย ข้าพเจ้าอนุโมทนา ที่แท้ญาติของเราไม่ได้กินเลย มารมันกินทั้งนั้น เราจะพูดก็ไม่กล้า ใครเขาจะเชื่อ แต่วันนี้ขอพูดหน่อยเถิดครับ ท่านให้ข้าพเจ้าปราบมาร แต่มีหลายท่านไปให้กำลังมาร มันน่าเจ็บใจ ถึงจะเจ็บใจก็ไม่ได้อะไร เพราะเขาไม่รู้ เราต้องให้อภัยคนที่เขาไม่รู้

     ท่านอยากพิสูจน์ความรู้ตามที่ข้าพเจ้าบรรยาย เรื่องนี้ไม่ยาก อยู่เฉย ๆ แล้วจะให้มีความรู้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากรู้ต้องเรียน ต้องฝึกให้เป็นธรรมกาย เป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ยังรู้ไม่ได้ ต้องให้ถึงขั้นแก่กล้าจึงจะรู้จึงจะเห็น เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปหาข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะให้บริการ ขอร้องว่าต้องเรียนจริง ต้องใช้เวลาบ้าง เพื่อให้โอกาสแก่ตนเอง แต่ถ้าจะเรียนเล่น ๆ ข้าพเจ้าไม่พิจารณา โปรดไปหาอาจารย์อื่นเถิด ก็เพราะเรียนเล่น ๆ กันอย่างนี้ หลอกให้ข้าพเจ้าไปสอนเกือบทั่วประเทศ ใช้ข้าพเจ้าตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ยังไม่มีใครเก่งเป็นที่พอใจของข้าพเจ้าเลย ในที่สุดท่านก็มาใช้นายการุณย์ บุญมานุช คนนี้ทุกเรื่อง สอนก็นายการุณย์ บุญมานุช ปราบมารก็นายการุณย์ บุญมานุช แต่งตำราก็นายการุณย์ บุญมานุช จนบัดนี้ นายการุณย์ บุญมานุช อายุมากแล้ว

     ขอจบผลงานปราบมาร ภาค ๑ แค่นี้

 

ผลงานภาค ๒

 

     เมื่อได้ผลงานภาค ๑ แล้ว ผลงานภาค ๒ ติดตามมาทันที ผลงานภาค ๒ นี้ เข้มข้นมาก เราไม่คิดว่า เราจะทำได้ แต่ก็ทำได้ อย่างที่เราไม่คาดคิด ไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะการเดินวิชาแต่ละวัน ไม่ทราบว่าเราจะพบอะไรบ้าง และจะได้อะไรบ้าง จ้องอยู่แต่ว่า ต้องค้นคว้าหามารให้พบ ถ้าไม่พบก็แปลว่า คว้าน้ำเหลว ถือคติว่าทำวิชาวันนี้ หากพบมาร ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ วันใดไม่พบมาร ถือว่างานล้มเหลว

     บรรยากาศการรบต่างกับการรบภาค ๑ อย่างฟ้ากับดินทีเดียว ภาค ๑ เป็นภาคเป็นตายเท่ากัน มารระเบิดเสียงดังกว่าปืนใหญ่ กว่าจะชนะแต่ละครั้ง เกือบเป็นเกือบตาย จวนอยู่จวนตาย แต่ก็ไม่ตายจริง เพียงแต่ทำท่าจะตาย วิชาที่ใช้รบภาค ๑ หยาบกว่าภาค ๒ วิชาภาค ๒ ละเอียดกว่า ใช้วิชาสูง มีผลงานควรกล่าวดังนี้

๑. ดับตัวละครสำคัญที่หลวงพ่อต้องการ

๒. นิพพานธรรมกายมีกายมนุษย์

๓. การเปลี่ยนแปลงในธาตุในธรรม

๔. ธาตุธรรมประกาศวันเอกราช

๕. การสร้างภพนิพพาน สร้างภพทิพย์ สร้างภพพรหม สร้างภพอรูปพรหม

ดับตัวละครที่หลวงพ่อต้องการ

     การกล่าวถึงเรื่องนี้ จะพูดละเอียดไม่ได้ เพราะไม่กล้า คงพูดได้อย่างพอเข้าใจโดยสังเขปเท่านั้น เรื่องก็มีอยู่ว่า แม่ชีถนอม อาสไวย์ พูดให้ฟัง แต่ครั้งข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๒๓ ระหว่างนั้นเรียนวิชาธรรมกายกับท่าน เพราะบ้านของท่านเป็นสำนักวิปัสสนา อยู่ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอเมืองอ่างทอง การไปราชการในจังหวัด รถประจำทางจะต้องผ่านหน้าบ้านแม่ชี ดังนั้น แม่ชีกับข้าพเจ้าอยู่ไม่ไกลกัน รถยนต์วิ่งเพียง ๕ นาทีก็ถึง

     แม่ชีเล่าว่า หลวงพ่อลงมาเกิดคราวนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญอย่างเดียว คือมาจับตัวละครที่ว่านี้ ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญของธรรมภาคมาร ทำวิชาเท่าไรก็ยังไม่พบตัวละครที่ว่านี้สักที บัดนี้ หลวงพ่อของเราก็มรณภาพไปแล้ว นักรบชั้นหัวกะทิ คือ ศิษย์เอกของหลวงพ่อ ก็แยกกันไป ต่างคนต่างไป ที่อยู่วัดปากน้ำจนวาระสุดท้ายก็คือ แม่ชีญาณี ศิริโวหาร และแม่ชีปุก แม่ชีถนอมเล่าว่า ตัวละครสำคัญที่หลวงพ่อต้องการ ยังค้นไม่พบตราบเท่าทุกวันนี้

     ข้าพเจ้าได้แต่ฟัง ฟังแล้วก็ไม่เชื่อ เมื่อไม่เชื่อแล้วก็ไม่สนใจ ลืมเรื่องราวไปเลยเรื่องนี้รู้กันในหมู่ศิษย์ธรรมกายระดับแก่กล้าของหลวงพ่อ เพราะท่านทำวิชาด้วยกัน ทางต้องทราบตรงกัน แต่คนภายนอกไม่ทราบ ยิ่งหางแถวอย่างข้าพเจ้า ยิ่งไม่รู้เอาทีเดียว ถึงแม่ชีถนอมพูด เรายังไม่เชื่อ

     มันจะเป็นเพราะอะไรข้าพเจ้าไม่ทราบ การทำวิชาของข้าพเจ้าเกิดมาพบตัวละครสำคัญเข้าให้ เป็นเหตุการณ์จำได้ติดตา (ไม่ทราบว่าไปบันทึกเหตุการณ์ไว้ในเล่มใด) อยู่บนนิพพานนั่นเอง ไม่ได้อยู่ที่ไหน อยู่ในว่างนั้น คำนวณให้ละเอียดเข้าไป พอว่างหยาบขึ้นมาพบทันที เมื่อพบ ข้าพเจ้าไม่รีรอให้เสียเวลา ทำวิชาดับทันที เขาไม่สู้ข้าพเจ้า และดับลงอย่างง่ายดาย ไปถามหลวงพ่อว่า “ทำไมเขาไม่สู้ผม” หลวงพ่อตอบว่า “สู้ศึกษาฯ ได้อย่างไร เพราะศึกษาฯ มีบารมีมากกว่าเขา”

     ข้าพเจ้าดีใจ ว่าต่อไปนี้เราหมดหน้าที่แล้ว ขอเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูงบ้างเถิด

     ที่ว่าดีใจ ไม่ได้หมายความว่า ข้าพเจ้าเก่ง ที่สามารถดับตัวละครสำคัญได้ ดีใจเพราะเราจะเลิกทำวิชาปราบมาร เพราะตรากตรำมานานแล้ว ไม่ได้หลับนอน มัวแต่เข้านิโรธค้นหามาร ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เอาแต่นั่งหลับตาสถานเดียว งานการไม่ได้ทำกับเขา ภรรยาเขาทำคนเดียว เราเอาแต่นั่งหลับตา ต่อไปนี้เราหมดหน้าที่แล้ว เราจะสบายแล้ว คิดอย่างนี้

     ที่ไหนได้ ดีใจชั่วไก่กระพือปีก ยังไม่ทันได้เที่ยว เพียงแต่นอนพักผ่อนเท่านั้น พอตื่นขึ้นมาพบมารรุ่นใหม่อีกแล้ว ก็ต้องทำวิชารบต่อไปอีก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ยังไม่ได้หยุดเลยแม้แต่วันเดียว

     การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมาเกิดคราวนี้ ต้องการมาพบตัวละครท่านนี้ ถือว่าเป็นงานใหญ่ของธาตุธรรม เป็นหัวใจของงาน แต่หลวงพ่อมาองค์เดียวหรือ ต้องพูดว่ามากันหมดนครทีเดียว เรียกว่าเป็นทัพสหชาติโยธา ทุกคนมีหน้าที่ ทุกคนมีบทบาท ทุกคนมีงานทำ แต่เป็นงานทางวิชาธรรมกาย หลวงพ่อมีลูกศิษย์ทั่วโลก ก็แปลว่า คนทั้งโลกต้องมายุ่งกับงานของหลวงพ่อทั้งหมด นี่คือ ข้อมูลที่เราท่านปฏิเสธไม่ได้

     บัดนี้ หลวงพ่อกลับไปแล้ว นักปราชญ์สำคัญกลับเกือบหมดแล้ว ทิ้งไว้แต่ศิษย์ปลายแถวคือ ข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้ารบคนเดียว ให้ข้าพเจ้ารับผิดชอบคนเดียว ให้ข้าพเจ้าทำงานยาก ๆ ตลอดเวลา ที่รบอยู่ ไม่เคยมีใครให้กำลังใจ ไม่คิดก็ดีไปอย่าง ถ้าคิดขึ้นมา มันน่าช้ำใจ นี่คือ ชะตาชีวิตของ นายการุณย์ บุญมานุช ขนานแท้ดั้งเดิม

     ความ น้อยเนื้อต่ำใจอย่างนี้ เกิดมีแก่ข้าพเจ้าหลายครั้ง งานปราบมารเป็นงานใหญ่ เป็นงานส่วนรวม เป็นภาระแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดไม่ออก บอกไม่ได้ จำต้องก้มหน้าสู้ต่อไป บางครั้งเกิดความท้อแท้เอามาก ๆ รู้กันหมดทั่วธาตุทั่วธรรม ทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์ รู้กันหมด แต่ในโลกนี้ไม่มีใครรู้เลย ไม่มีใครเห็นความสำคัญ ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครอุปถัมภ์ แต่มาคิดว่า ความเป็นเอกราชของธาตุธรรมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ใครไม่รู้แต่พระศาสดารู้ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เขารู้ ความน้อยเนื้อต่ำใจก็หมดไป ดูแต่ท่าน เจ้าคุณพระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ท่านเป็นธรรมกาย ซึ่งเป็นพวกของเราแท้ ๆ บอกว่าไม่รู้เรื่องของศึกษาฯ มารู้เอาตอนตายนี้เอง หากเพื่อคนอื่นพูดอย่างนี้บ้าง มารู้เอาตอนตาย ขอโทษต่อศึกษาฯ ด้วย ที่ไม่ได้ช่วยงานอะไรของศึกษาฯ เลย ไม่รู้เรื่องของศึกษาฯ เลยจริง ๆ แล้วเราจะว่าอย่างไร ตามสะดวกเถิดท่านเอ๋ย ไม่ได้ว่าอะไร แต่วันนั้นจะต้องได้อายกันบ้าง วันนั้นคงมีการเสียใจกันบ้าง

     กลับมาพูดถึงเรื่องสำคัญสุดยอดกันดีกว่า ตัวละครที่ถูกดับไปนั้น ถือว่าหมดภารกิจของหลวงพ่อแล้ว ถือว่าเสร็จงานปราบมารของหลวงพ่อแล้ว เมื่อดับต้นภาคมารกายมนุษย์ได้แล้ว ต้องถือว่าจบเรื่อง

     เอาเข้าจริง เรื่องยุติเพียงนั้นไม่ได้ เกินรู้เกินญาณทัสสนะของหลวงพ่อ เกินความรู้ของธาตุธรรมท่านแล้ว อย่าไปโกรธท่านเลย มารยังมีอีกมากนัก แต่มันละเอียดเกินความรู้ที่พระศาสดาจะบอกเราแล้ว หากเราเลิกทำวิชา มันจะเอาธาตุธรรมที่เราไม่รู้ไม่เห็นมาปกครอง เราจะหมดหนทางแก้ด้วยประการทั้งปวง นี่คือเรื่องหนักใจ ได้ถามหลวงพ่อว่า “หลวง พ่อครับ เท่าที่รบมา เครื่องมือมารคือ ทุคติภูมิ เราก็จัดการไปแล้ว ดวงบุญที่มารมาระเบิดเอาไป เราก็ตามมาแล้ว ตัวละครสำคัญคือ ต้นบาปกายมนุษย์ เราก็ดับไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ งานปราบมารน่าจะยุติ” หลวงพ่อท่านตอบอย่างนี้ครับ “ศึกษาฯ พูดมานี้ถูกต้องแล้ว แต่เรายังไม่รู้ว่าไอ้ที่ละเอียด ๆ นั้น มันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ขอบข่ายมีเพียงไรเรายังไม่รู้” หลวงพ่อท่านว่ามาอย่างนี้ เราก็รู้ทันทีว่า เราต้องรบต่อ ยังหยุดไม่ได้ แต่หลวงพ่อท่านยืนยันว่า “ทุกเรื่องต้องเสร็จในยุคของศึกษา ฯ” หากเป็นจริงอย่างหลวงพ่อว่า เราก็โชคดีร้อยชั่งทีเดียว ท่านอย่าเพิ่งดีใจ นั้นเป็นความเห็นของหลวงพ่อ ที่ท่านมีความเชื่ออย่างนั้น “เออ ! ศึกษาฯ ต้องแก้ศพของหลวงพ่อให้ฟื้นด้วย” เรา ได้ยินคำนี้เราก็หน้ามืดแล้ว คือ หลวงพ่อท่านเหมาให้เราหมดทุกเรื่อง แต่หลวงพ่อท่านมีวิธีใช้คน คือ ให้ยาหอมเราอยู่เรื่อย การรบคราวหนึ่ง ต้องเปิดดูบันทึกว่าอยู่เล่มใด พอรบชนะ ธรรมกายหลวงพ่อยืนขึ้นประกาศก้องทีเดียว “เราเป็นหนี้ศึกษาฯ กันทั้งหมด” อีกคราวหนึ่ง “ที่รบชนะงวดนี้ได้ จะให้รางวัลเป็นเงินกี่ฟ้าครอบก็ไม่คุ้ม” หากท่านสนใจ โปรดไปดูบันทึก ข้าพเจ้าจดไว้เป็นสมุดเบอร์ ๒ ถึงเล่มที่ ๑๓ แล้ว

     ยาหอมทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่สนใจ ทราบว่าหลวงพ่อท่านหลอกใช้ ท่านให้กำลังใจ เราก็รบต่อไป แต่มาคิดถึงคราวนั้น ที่ว่า “เป็นหนี้ศึกษาฯ กันทั้งหมด” ข้าพเจ้าไม่สบายใจเลย จึงเข้าธรรมกายไปถามแม่ชีถนอม อาสไวย์ (แม่ชีตายไปแล้ว ขณะนี้อยู่ชั้นดุสิต) ถามแม่ชีว่า ทำไมธาตุธรรมท่านว่าอย่างนั้น แม่ชีตอบว่า “ก็ถูกละซี เป็นหนี้บุญคุณแก่ศึกษาฯ กันทั้งนั้น รวมถึงฉันด้วย ถ้าศึกษาฯ ดับมารรุ่นนี้ไม่ลง ไม่รู้มันจะอาละวาดไปแค่ไหน ธาตุธรรมท่านทราบดีกว่าเรา” แม่ชีพูดอย่างนั้น หนี้ที่ว่านี้ได้แก่อะไร คนอื่นเราจะไม่ว่าอะไร แต่เกจิอาจารย์ไม่รู้จักข้าพเจ้า ว่าข้าพเจ้าทำงานอะไร หากท่านถามข้าพเจ้าว่ามีความคิดอย่างไร ข้าพเจ้าขอตอบว่า เราทำวิชาถวายพระพุทธองค์อยู่แล้ว เราช่วยทิพย์ พรหม อรูปพรหม อยู่แล้ว จักรพรรดิ และกายสิทธิ์ เราช่วยอยู่แล้ว มนุษยโลกเท่านั้นที่เขาไม่รู้ เราไปว่าเขาก็ไม่ถูก เพราะวิชาของเราไปถึงหมดทุกภพ ทุกจักรวาล ไม่เว้นเลย วิชาปกครองไปทั่ว ไม่เว้นใคร ถือว่าอยู่ในปกครองของเราทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านตัดสิน ข้าพเจ้าไม่ได้ตัดสิน อีกใจหนึ่งก็อยากให้เกจิอาจารย์พูดเหตุขัดข้องให้ฟัง

     งานดับตัวละครสำคัญผ่านไปแล้ว แต่การบ้านที่ข้าพเจ้าคิดไม่เลิกคืออะไร

     ตัวละครท่านนี้ ข้าพเจ้าออกชื่อไม่ได้ ข้าพเจ้าไม่เชื่อ แต่มันเป็นไปแล้ว ดังนั้น ใครที่มีลักษณะเดียวกันนี้ จำทำอย่างไรต่อไป นี่คือการบ้านที่เราคิดไม่ตก ใครที่สร้างบารมีคาบลูกคาบดอก อันตายมาก เพราะจะต้องถูกมารพลิกธาตุธรรม กลับไปเป็นธรรมภาคมารแน่ ๆ แล้วเราจะต้องมาปราบกันอยู่อย่างนี้ จะมีวันจบสิ้นหรือ อาจารย์ดัง ๆ ในประเทศของเรานี้ ทำไมเรียนวิชาอย่างนั้น ทำไมสอนกันอย่างนั้น ทำไมได้เงินมาอย่างนั้น ถ้ามารหนุนใคร เขาผู้นั้นรวยทันที รวยอย่าบอกใคร ดังเดี๋ยวนี้ โด่งเดี๋ยวนี้ มีศิษย์มาสู่ไม่ขาดระยะ ทำอะไรขลังทั้งนั้น แต่ก่อนเราไม่ทราบ มาทราบเอาในตอนที่เราทำวิชาปราบมารนี่เอง มารมันทำได้สารพัด มันเก่งถึงขนาดนั้นทีเดียว

     ระยะนี้ อาจารย์ดัง ๆ ตายกันมาก พอตายไปแล้ว จะทราบเรื่องทั้งหมด เรื่องต่าง ๆ จะเปิดเผยกันหมด ท่านที่คาบลูกคาบดอกจะหนาว ๆ ร้อน ๆ ท่านที่เป็นสัมมาทิฏฐิสบายใจทุกสถาน

     กล่าวถึงเกจิอาจารย์ที่วิชาไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ อย่างนี้ไม่มีปัญหา ตัดสินง่าย ประเภทคาบลูกคาบดอกนั้นยากมาก พระพุทธองค์จะให้ดวงบารมีหรือไม่ ถ้าให้ไป เดี๋ยวมารก็กลืนธาตุธรรม แล้วเราก็ต้องมาปราบกันอยู่อย่างนี้

     ยังจำได้ไม่ลืม วันที่ดับตัวละครสำคัญ แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านพูดว่า “ศึกษาฯ เราปราบพวกเดียวกันเสียแล้ว” ข้าพเจ้าจำไม่ลืม

     นี่แหละ ท่านทั้งหลาย จะเรียนวิชาก็ต้องพิจารณา จะสร้างบารมีก็ต้องเรียนรู้ มีเงินแล้วก็ทุ่มเข้าไป ท่านก็คิดว่าท่านได้บุญ แต่แล้วเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ทีเราขอแค่หมื่นบาท เพื่อนขัดข้อง แต่อาจารย์อย่างนั้นปรารภ เพื่อนทุ่มให้เป็นล้าน

     เรื่องดับตัวละครสำคัญ ขอจบแค่นี้ก่อน

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org