|
การเปลี่ยนแปลงในธาตุในธรรมต่อมา ก่อนนี้มีแต่นิพพานเป็น ผู้คนสมัยนั้นเป็นสุข เพราะพระปกครอง แม้การคลอดลูกก็เหมือนอย่างเราถ่ายอุจจาระ ต่อมามารเข้ายึดอำนาจปกครอง เข้านิพพานได้เพียงธรรมกาย ผู้คนเดือดร้อน อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ แม้คลอดบุตรถึงกับต้องผ่าท้อง เหตุเพราะมารปกครองนั่นเอง หลวงพ่อท่านเล่าว่า นิพพานเป็นท่านมีกายมนุษย์ มีความแข็งแรงประดุจปูมีกระดอง ส่วนนิพพานธรรมกาย ไม่แข็งแรงประดุจปูนิ่ม ธรรมภาคมารแข็งกว่าธรรมภาคพระ พูดให้ง่ายก็คือ พระแพ้มาร นิพพานเป็นของเรามีจำนวนน้อย นิพพานธรรมกายของเรามีมาก เหตุที่เรามีนิพพานเป็นน้อยนี่เอง จึงสู้เขาไม่ได้ นิพพานมีจำนวนเท่าไร มีมากกว่าเมล็ดทรายในท้อมหาสมุทรทั้ง ๔ คำว่า มหาสมุทร ไม่ได้หมายความว่า มหาสมุทรในภูมิศาสตร์ที่เราเรียน แต่เป็นมหาสมุทรอยู่รอบเขาพระสุเมรุ ชื่อ ปิตสาคร ขีรสาคร ผลีกสาคร และนิลสาคร ธาตุธรรม ๓ ฝ่าย ธรรมภาคพระมีธรรมกายสีขาว ธรรมภาคมารมีธรรมกายสีดำ ธรรมภาคกลางคือบุญก็ไม่ใช่มารก็ไม่เชิง มีธรรมกายสีตะกั่วและมีสีนานา ธรรม ๓ ฝ่าย มีความเห็นไม่ตรงกัน พระบอกว่าทำบุญไม่ทำบาป ทำใจให้ใส จึงจะเป็นสุข มารเขาว่าต้องทำบาป ทำใจให้ขุ่น จึงเป็นสุข ส่วนธรรมภาคกลางบอกว่า ทำทั้งบุญทั้งบาปจึงจะดี พระปกครองส่งผลให้เป็นสุข มารปกครองส่งผลให้เดือดร้อน ภาคกลางปกครองมีสุขระคนทุกข์ปนกันไป ต่างฝ่ายต่างมีพระพุทธเจ้า ต่างฝ่ายต่างมีอำนาจปกครองในสัตว์โลก ธรรมภาคพระเห็นธรรมภาคมารปกครองสัตว์โลก สัตว์โลกมีแต่เดือดร้อน รบราฆ่าแกง ของแพง ฝนไม่ตก เกิดสงคราม ฯลฯ พระก็ลงมาช่วย แต่ถูกภาคมารเขาขัดขวาง พระไม่ยอมเพราะมนุษย์เดือดร้อนเหลือเกิน การยึดอำนาจปกครองจึงมีมาแต่บัดนั้น กี่ปุเรภพชาติแล้วก็ไม่รู้ การยึดอำนาจปกครองในธาตุในธรรม ธรรมภาคมารยึดหมด เวลาเราฝึกเจริญภาวนา อาราธนาให้พระองค์มาบังเกิดในกาย วาจา ใจ ของเรานั้น พระองค์ลงมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เหตุที่มาไม่ได้ เพราะมารเขาขัดขวาง เมื่อเราฝึกธรรมกายเป็นแล้ว เราฝึกเข้านิพพาน เห็นธรรมกายของพระองค์ขาว เรากราบ ที่ไหนได้ กายละเอียดของพระองค์ถูกมารซ้อนกายอยู่ ข้างนอกเราเห็นขาว แต่ข้างในไม่ขาว หลวงพ่อท่านพูด เป็นคำทางวิชาธรรมกายว่า มารเขาเอิบ อาบ ปนเป็น สวมซ้อน ร้อยไส้ ทำให้พระองค์หมดกำลัง ไปไหนมาไหนไม่ได้ จากนิพพานหยาบจะไปเรียนความรู้นิพพานละเอียดไม่ได้ ไปมาหาสู่กันไม่ได้ อ่านปราบมาร ภาค๑ จะทราบละเอียด การรบนั้นเรารบเพื่ออะไร เพื่อเอาเอกราชของเราคืนมา การอยู่ใต้ปกครองของเขาก็เหมือนประเทศราชที่เราเห็นในโลก มีอะไรเขาก็เอาไปหมด เป็นเมืองขึ้นของเขาแล้ว ไม่มีอะไรเหลือทั้งนั้น ประเทศราชสูญเสียหมดทั้งสิ้น แต่เอกราชในทางธรรมยิ่งกว่านั้น พระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน กว่าจะได้ดวงบารมีเป็นพระพุทธเจ้า แปลว่า เหน็ดเหนื่อยปานใด เมื่อถูกภาคมารปกครอง มารเขาก็มาแย่งเอาไปหมด ดวงบุญ ดวงบารมี ดวงรัศมี ดวงกำลัง ดวงฤทธิ์ ดวงอำนาจ ดวงสิทธิ ดวงสิทธิเฉียบขาด ดวงสมบัติ ดวงคุณสมบัติ ดวงความสำเร็จ มารเขามาเอาไปเกือบหมด เหมือนหนึ่งเราแพ้สงคราม ผู้แพ้คือเชลย ต้องถูกเขาบังคับ สมบัติของผู้แพ้ ผู้ชนะกวาดเอาไป เหมือนกรุงศรีอยุธยาแพ้พม่า พม่าเขาก็กวาดเอาทรัพย์สินของเราไป เมื่อพระพุทธองค์เป็นอย่างนี้ กลับมาดูพวกเราบ้าง ทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์ มนุษยโลก แทบไม่มีอะไรเหลือ ที่มีค้างอยู่บ้างก็เป็นกากเป็นเดน เป็นอย่างนี้ทั้งหมดทุกโลกและทุกภพ แต่เราไม่รู้ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ รบไป ๆ และไปเห็นเข้า อะไรหนอดวงขาว ๆ ทำไมมารเขามีได้ ธาตุธรรมท่านบอกเราจึงรู้ เราใจหายเลย “ศึกษาฯ จะต้องไปติดตามเอาคืนมาให้ได้ทั้งหมด” ธาตุธรรมท่านสั่ง เราก็มานั่งคิด นึก ตรอง ว่าเราจะรบโดยใช้วิชาอะไร ใครจะบอกวิชาเรา เมื่อไรเราจึงจะชนะ ถ้าไม่ชนะ เราก็ตกเป็นเมืองขึ้นของมาร นี่คือภารกิจของข้าพเจ้า นี่คือหน้าที่ของข้าพเจ้า “ศึกษาฯ ระวังอย่าให้แพ้ ถ้าศึกษาฯ ชนะ ก็ชนะกันหมด ถ้าศึกษาฯ แพ้ ก็แพ้กันหมด” หลวงพ่อท่านกำชับอย่างนี้ “ความหวังของหลวงพ่ออยู่ที่ศึกษาฯ คนเดียว” หลวงพ่อรับสั่งอย่างนี้ ข้าพเจ้าน้ำตาไหล มันไหลของมันเอง ข้าพเจ้าเป็นชาย ไม่ใช่คนขี้แย ทำไมหลวงพ่อตั้งความหวังแก่เรา เราเป็นคนมีกิเลส เราไม่มีความรู้อะไร เสียงของหลวงพ่อก้องอยู่ในหู ตั้งใจทำวิชาถวาย ไม่ทิ้งธุระ ราชการก็ตัด ส่วนตัวก็ตัด งานสังคมตัดหมด รายได้อันจะพึงมี เนื่องจากเราไม่มีฐานะตัดออกด้วย สู้กันให้สุด ๆ ไปเลย เอาชีวิตเป็นเดิมพันกันแล้ว กลัวหลวงพ่อจะเสียพระทัย กลัวหลวงพ่อจะผิดหวัง ตั้งใจทำวิชาถวายแก่พระองค์ จะเอาชีวิตบูชาพระองค์ เกิด มาชาตินี้ไม่มีอะไรกับเขา จะเอาเงินก็ไม่พอ จะเอาสมบัติก็ไม่มี มีแต่เงินเดือนที่เลี้ยงชีพ ตราบเท่าทุกวันนี้ อย่ากระนั้นเลย จะขอเอาชีวิตบูชาพระองค์ ผมคนเดียวนี้แหละสู้มารทั้งปวงได้ ถ้าผมตายก็แปลว่า ผมแพ้เขา ถ้าผมไม่ตาย ก็แปลว่า ผมชนะ กำลังใจมาจากไหนไม่ทราบ มันคิดอย่างนี้ แต่ไม่บอกลูกเมีย กลัวเขาเป็นห่วง ที่เคยต่อล้อต่อเถียงกับพระองค์นั้น วันหลังเราจะกล่าวอุจจโยโทษต่อพระองค์ เพื่อให้พระองค์ดีพระทัย การรบดำเนินมาด้วยดี ถ้าจะให้ดี ต้องเปิดอ่านบันทึก สาระที่จะกล่าวต่อไปนี้ เลือกเอาแต่ที่ควรเปิดเผยเท่านั้น งานแรกคือ ตามสมบัติของธาตุธรรมกลับได้หมด การเดินวิชา เดินอย่างไร ใช้วิชาอะไร ท่านต้องอ่านปราบมาร ภาค ๑ มายุติว่า กว่าจะไปสุดนิพพาน เราก็เกือบตาย ร้ายที่สุดคือ ไปสุดนิพพาน จำได้ว่า จะตายก็ไม่ตาย มันกระสับกระส่าย จะอ้วกก็ไม่อ้วก หัวใจเต้นช้าลง ๆ หรี่ลง ๆ เรื่อย ๆ จึงทราบว่าคนใกล้ตายมีใจลักษณะนี้ สติมันดีตรงที่ท่องวิชาเรื่อย ได้หน้าลืมหลัง จำได้อย่างแต่ลืมไป ๕ อย่าง ใจที่หรี่นั้นก็หรี่ลงเรื่อยไป อ๋อ ! เรานี่ตายแล้ว เพราะใจไม่เต้นไปครู่หนึ่ง สักพักความทรงจำแม่นขึ้น ลำดับวิชาดีขึ้น จนที่สุดวิชาเราเร็วเป็นจักรผันโดยอัตโนมัติ ธาตุธรรมเฮโลเหมือนที่เห็นวันขึ้นปีใหม่ จึงหยุดเดินวิชา ทูลถามพระองค์ว่า ทรงดีพระทัยอะไรหรือครับ เราพูดอย่างนั้น ทรงตอบว่า ก็ดีใจกันหมดนิพพาน ที่ศึกษาฯ ชนะ ไม่ว่านิพพานไหนทรงดีพระทัยกันทั้งนั้น เหตุการณ์รบแรก ๆ เป็นอย่างนี้ ต่อมาชนะติดต่อกันมา ชักไม่ดีใจแล้ว เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เวลามารระเบิด เสียงปืนใหญ่นั้นเบาไป ไม่ว่าอะไรแตกสลายทั้งนั้น ดีแต่ว่าเรามีกายมนุษย์รองรับ หากมีแต่กายธรรม มีเท่าไรก็ไม่เหลือ เราจึงได้ความรู้ทุกวัน ความรู้บางอย่างเราไม่เคยทราบ ก็ได้รู้ได้ทราบวันนี้ ดังนั้น ความรู้ที่นำมาเขียนไว้ในปราบมาร ภาค ๑ นั้นสำคัญมาก กว่าจะรวมได้แค่นั้น รบกันไม่รู้กี่ปี รู้แล้ว เห็นแล้ว ต้องรีบบันทึก เราก็ถือว่าเราทรงจำดี เดี๋ยวมาเขียนก็ได้ ที่ไหนได้ เราคาดว่าจำได้นั้น ลืมเกือบหมด มารมันเก่งจริง ๆ มันมาลบเลือนความรู้เราเกือบหมด จำมาได้เพียงอย่างสองอย่างเท่านั้น เหตุนี้เอง เราจึงทราบว่า ความรู้ดี ๆ ของพระศาสดาสูญหายไปโดยวิธีนี้ โดยเฉพาะวิชาอาสวักขยญาณค่อย ๆ กร่อนไป ในที่สุดสูญไปเลย ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ เรื่องธรรมกายนี้ อันเป็นวิชาที่พระองค์ทรงบรรลุในวันวิสาขบูชา ปฏิบัติการและวิธีการก็คือ อานาปานัสสติ ได้แก่การกำหนดลมหายใจ คือ กำหนดว่าลมหายใจไปหยุดอยู่ตรงไหน แล้วเอาใจไปนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องมาพุทลมเข้า โธลมออก เหตุที่เรามาทำแบบพุทลมเข้า โธลมออก ก็เป็นเพราความรู้ของเรากร่อนไป อย่างที่เล่ามานั้น นี่คือมารเขามาบ่ายเบนวิชาของพระองค์ แต่นั้นมาพวกเราไม่เห็นธรรมกายกันอีกเลย กล่าวถึงหลวงพ่อของเราบ้าง หลวงพ่อก็เรียนพุทโธมาแล้ว เพราะสมัยที่หลวงพ่อเรียน ยังไม่มีอาจารย์ใดตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเลย วันที่หลวงพ่อตัดสินใจยอมตาย ไม่เห็นธรรมของพระศาสดาแล้ว ขอให้ตายไปเถิด อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกชาวบ้าน หลวงพ่อท่านปฏิบัติลมนี้แหละ แต่หลวงพ่อท่านโชคดี โชคดีตรงไหน ระหว่างกำหนดนั้น ถ้าลมหายใจเข้ากับลมหายใจออกเท่ากันเมื่อไร จะเห็นดวงปฐมมรรคแว๊บหนึ่ง พอเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว หลวงพ่อนิ่งอยู่กับดวงธรรมนั้น ไม่ส่งใจมารับลมออกโธที่ปลายจมูกอีกต่อไป จึงจับหลักได้ว่า ที่สุดแห่งลมหายใจเข้าก็คือ ศูนย์กลางกายนั้นเอง ต้องว่าหลวงพ่อท่านโชคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องของวาสนาบารมี หลวงพ่อเข้าถึงธรรมกาย ในที่สุดก็เข้าถึงกรุวิชา พวกเราเลยโชคดีตามหลวงพ่อไปด้วย ถ้าไม่มีหลวงพ่อ เราก็พิจารณาลมตามที่เกจิอาจารย์เขาสอนอยู่อย่างนั้น ตามที่บรรยายนี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า มารเขาขบเหลี่ยมกับเรานิดเดียวเท่านั้น แล้ววิชาของเราจึงพลาดตลอดชีวิต ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้แล้วในหนังสือ “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” โปรดติดตามหาอ่านต่อไป ขอเข้าเรื่องสำคัญเสียที เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อไปตามดวงบารมีทั้งปวงมาได้แล้ว ข้าพเจ้าทำอย่างไรต่อไป เมื่อได้มาแล้ว ต้องนำดวงทั้งปวงนั้น มาดับอธิษฐานถอนปาฏิหาริย์เสียก่อน ทำให้สะอาดก่อน ดวงบุญทั้งปวงนั้นเป็นของพระศาสดา จักรพรรดิ กายสิทธิ์ อรูปพรหม พรหม ทิพย์ และของพวกเราหมดทั้งโลกนี้ เราไม่รู้เรื่อง แต่ธาตุธรรม ท่านทราบเป็นอันดี ถวายให้แก่หลวงพ่อวัดปากน้ำนี้แหละ แล้วหลวงพ่อก็ถวายไปตามนิพพานต่างๆ คืนแก่ผู้เป็นเจ้าของที่มารเขามาระเบิด ย่อย แยก ไปนั้น ไปตามมาได้แล้ว ทรงดีพระทัยมาก ข้าพเจ้าได้บารมีงามสามตำลึงตรงนี้เอง ธาตุธรรมทรงยกย่องชมเชยสารพัด เราก็รับยาหอมนั้นไว้เป็นกำลังใจทำวิชาต่อไป ส่วนดวงบุญของจักรพรรดิ กายสิทธิ์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และของมนุษยโลก ไม่ทราบว่าทรงทำอย่างไรต่อไป หากอยากทราบ โปรดเข้าธรรมกายไปถามหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาเอง แม้ของข้าพเจ้าเอง ก็ไม่ทราบว่าหลวงพ่อทำอย่างไรต่อไป เราจะนำมาเก็บไว้ที่ศูนย์กลางกายไม่ได้ เพราะมารยังดับไม่หมด เดี๋ยวมันมาแย่งเอาไปอีก เราต้องฝากธนาคารไว้ก่อน มี ๒ ธนาคาร คือ ธนาคารหลวงพ่อและธนาคารต้นใหญ่ แม้พระพุทธองค์คือ พระสมณโคดม ยังไม่ยอมรักษาบารมีให้เรา เรื่องยากนัก ใช้วิชาละเอียดนัก ต่อไปนี้ เหตุการณ์จะอย่างไรต่อไปอีก ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ทั้งนั้น เห็นหรือยัง ว่ามารมันร้ายขนาดไหน พอเราไปรู้ไปเห็นเข้า จึงเพิ่งถึง “บางอ้อ” อุทานออกมาว่า อ้อมันอย่างนี้เองหรือ กว่าจะรู้เห็นได้ก็สายเกินแก้แล้ว เป็นเพราะหลวงพ่อลงมาเกิดช้าไปนั่นเอง เกิดความเสียหายมาก บางเรื่องเราไปเห็นเข้า ขึ้นไปกราบทูลต่อต้นใหญ่ (ผู้ใช้ให้หลวงพ่อมาเกิด) หลวงพ่อวัดปากน้ำ นั้นเราไม่กวนแล้ว เพราะหลวงพ่อโดนใช้งาน รับเละอยู่แล้ว น่าสงสารมาก ถ้าท่านทำวิชาและไปรู้เห็นอย่างข้าพเจ้า ท่านก็ต้องมีความคิดอย่างข้าพเจ้าเหมือนกัน ทูลต่อต้นใหญ่ว่า “ทำไม เรื่องนี้จึงไม่แก้กัน ปล่อยไว้ทำไม” ทรงตอบว่า “ศึกษาฯ มาพูดทำไม มันเป็นหน้าที่ของศึกษาฯ เห็นอะไรไม่ดีก็แก้ไป จะมาถามทำไม” โดนกระหนาบมาอย่างนี้ทุกทีไป เวลาติดขัดทางวิชา ไปทูลถามว่าจะทำอย่างไร “ไปคิดเอง” เราก็ถอยออกมา ไปถามแม่ชีถนอม อาสไวย์ (อยู่ชั้นดุสิต) “ความรู้อย่างนี้ใครไปรู้กับศึกษาฯ ไม่ได้ ศึกษาฯ ต้องคิดเอง” เกิดมาเป็นนายการุณย์ บุญมานุช ก็อย่างนี้เอง ดวงชะตาของเราตกที่นั่งอย่างนี้มาตลอด ที่พึ่งสุดท้าย เราก็ไปหาหลวงพ่อของเรา หยุดให้ดี นิ่งให้ดี ทูลถามหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่ตะเพิดเรา “ไม่ว่ามารระดับไหน สู้ศึกษาฯ ไม่ได้ทั้งนั้น ค่อย ๆ คิดวิชาไป บางรุ่นไม่ต้องวิชาสูง แต่บางรุ่นต้องให้ละเอียด ข้อสำคัญ เห็น จำ คิด รู้ อย่าให้พรากจากกัน จังหวะที่เราปะทะกัน เห็น จำ คิด รู้ ของเรามักจะพราก แปลว่า มารเขาสอดละเอียดเข้ามาแล้ว ระวังให้ดี” หลวงพ่อบอกมาอย่างนี้ ก็ยังดี เราต้องจำความรู้ไว้ เวลานี้การรบ ใช้วิชาเก่าไม่ได้เลย เราต้องเอาวิชาใหม่ไปสู้ แม้ถึงกระนั้น ก็ยังดับมารไม่หมด การ ปราบมาร ยากอยู่อย่างเดียว คือ ไปตามไม่พบ คำนวณเท่าไร ไม่พบตัวตน ถ้าพบ มีเท่าไรไม่เหลือ ขอให้พบอย่างเดียว ที่สุดแห่งมารอยู่ตรงไหน ปัญหาอยู่ตรงนี้
ขอเล่าอีกนิดเถิด คือ เรื่องปรับทุกข์กัน กล่าวถึงต้นใหญ่ ทรงเป็นผู้ปกครองใหญ่ รับผิดชอบในนิพพานทั้งหมด ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีนิพพานอีกเท่าไร ก็ทรงปกครองทั้งหมด มีความรับผิดชอบมาก พูดอย่างเราก็คือ เป็นสมภารใหญ่นั่นเอง กุฏิรั่ว พระเณรเจ็บป่วย อาหารการฉัน การศึกษาเล่าเรียน อุปมาแล้วก็คืออย่างนี้ กุฎิก็คือนิพพาน เจ็บป่วยก็คือมารรบกวน อาหารการฉัน ถ้าเราไม่ส่งเสบียง พระองค์ก็อาศัยบารมีของพระองค์เอง การศึกษาเล่าเรียนก็คือ คิดวิชามาสู้กับมาร วันหนึ่งทรงถามข้าพเจ้าว่า ผลไม้นี้ไม่เคยรู้จัก เขาเรียกอะไร เราก็ตอบ น้ำผึ้งขวดนี้ตรีภพไปหามาหรือ ตรีภพหมายถึง จักรพรรดิของข้าพเจ้า มีคนเขาเอาน้ำผึ้งมาให้ เราก็เลยนำมาบูชาพระองค์ เมื่อสองสามวันมานี้ เสด็จมาที่บ้านโดยกายมนุษย์ เราดีใจจนเนื้อเต้น ต้นใหญ่ทรงมาให้กำลังใจ เรานิโรธฟังดูเหตุการณ์ ทรงเสด็จมาที่ต้นปราบ (ต้นปราบเป็นพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิ ลงมาจากนิพพาน ประทับอยู่ในดวงจักรพรรดิตรีภพ) มาดูบ้านของข้าพเจ้า “ตรีภพ เมื่อไรนายเขาจะสร้างบ้านจะได้ให้คนเขามาฝึกที่นี่ ที่อื่นฝึกไม่เป็น” ฟังได้แค่นี้ ไม่ทราบตรีภพตอบอย่างไร จากนั้น ก็ทรงคุยกับต้นปราบ ซึ่งเราไม่รู้เรื่อง รุ่งขึ้นลูกกล้วยกลับมา ให้ลูกไปทูลถามว่า เสด็จมาบ้านเราหรือ ทรงมีธุระอะไร ลูกเขาก็ไปตามที่สั่ง “พอหนูไปถึง ก็ทูลถามว่า พระองค์เสด็จไปบ้านหนูหรือ ไปธุระอะไร เห็นพ่อบ่นให้ฟัง” ทรงตอบว่า “ก็ใช่นะซี ไปไม่ได้หรือไง มีใครห้ามข้าหรืออย่างไร” พ่อบอกว่าดีใจที่พระองค์เสด็จโดยกายมนุษย์ด้วย “ก็ใช่นะซี พระพุทธเจ้าของเรามีกายมนุษย์แล้ว รู้ไหม มัวแต่ดูทีวีอยู่นั่นแหละ ไปดูบ้านของพ่อเขา ไปคุยกับต้นปราบท่านด้วย ไม่ไปไม่ได้ ต้องไป ต้นปราบมีคุณต่อธาตุธรรม” ถ้ารับสั่งอย่างนี้ แปลว่า อารมณ์ดี หากรับสั่งเป็นการเป็นงาน แปลว่า ไม่สนุกแล้ว จะต้องทำวิชากวดขันกันเป็นการใหญ่ ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จ เราต้องได้เงินใช้ทุกครั้ง ไม่ใครก็ใครจากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปเยี่ยม แล้วเขาก็จะให้สตางค์ไว้ใช้โดยเสน่หา ทรงทราบเป็นอย่างดีว่า มารมันขัดขวางข้าพเจ้าทุกวิถีทาง ถึงกับพระองค์ต้องลงไปหาเงินให้เราใช้โดยพระองค์เอง พิจารณาดูเถิดท่านทั้งหลาย ชีวิตของคนทำวิชาปราบมารเป็นอย่างนี้ มีความอัตคัดเป็นเจ้าเรือน เราต้องอดทน หากเราไม่อดทน อะไรจะเกิดขึ้นแก่ธาตุธรรมของเรา ท่านคงทราบอย่างกระจ่างชัดแล้ว งานติดตามสมบัติของธาตุธรรม ตามที่กล่าวนั้น ต้องใช้เวลาเป็นปี ต้องรบให้ชนะ ชนะแล้วจึงพบว่า อะไรของเราไปอยู่ที่ไหนบ้าง กว่าจะชนะมารมาได้แต่ละขั้นตอน กว่าจะดับเขาได้แต่ละรุ่น ต้องเอาชีวิตของเราเข้าแลกทั้งนั้น บางครั้งเราไม่อยากทำ เพราะกลัวตาย แต่ธาตุธรรมท่านไม่ยอม เราก็ต้องทำตามที่บรรยายมานี้ พระพุทธเจ้าของเรา มารเขาเอาไปซ่อนไว้ ขอเล่าอีกหน่อยหนึ่ง รบไป ๆ เป็นว่างไปหมด ไปพบพระพุทธองค์อยู่นิพพานละเอียด ถามพระองค์ว่า “รู้จักหลวงพ่อวัดปากน้ำไหม” ทรงตอบว่าไม่รู้ ถามว่าหลวงพ่อลงไปปราบมาร พระองค์ทราบไหม ทรงตอบว่าไม่ทราบ ถามว่าพระองค์มาอยู่ที่นี่ทำไม ทรงตอบว่า มารเอามาซ่อนไว้ มีใครมาถึงพระองค์บ้าง ทรงตอบว่า ไม่มี มีข้าพเจ้าเท่านั้นที่มาถึงพระองค์ได้ ทรงตอบขอบคุณ และถามว่าเรียนมาอย่างไร เรียนกับใคร ก็ทูลท่านไป ทรงกล่าวซึ่งจำได้ว่า ทำไมอาจารย์มาไม่ถึงท่าน เป็นอาจารย์ได้อย่างไร ทำไมให้ลูกศิษย์มาถึงก่อน เธอนี้ปราบมารได้ ทรงพยากรณ์ทันที เมื่อทำวิชาปกป้องพระองค์แล้ว เรารีบมารายงานหลวงพ่อ หลวงพ่อตกใจ เหตุการณ์อย่างนี้ พบบ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ตามได้ครบถ้วนแล้ว ยังอยู่แต่ว่าเราจะดับมารได้หมดจริงหรือไม่เท่านั้น เรื่องนี้หลวงพ่อเคยรับสั่ง “ต้องปราบให้หมด อย่าให้เหลือ ถ้าหลงเหลืออยู่ มันจะเอาไอ้ที่หลงเหลือนั้นมาปกครอง แล้วจะให้ใครปราบ” คำนี้เองเราจำไม่ลืม ฝีมือปราบมารหาไม่ได้อีกแล้ว จะไปหาที่ไหน มันจนใจตรงนี้ คุยกันเรื่องอื่นต่อไปดีกว่า เรื่องเดิมคุยกันไม่สนุกแล้ว สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |