Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 3 arrow ปราบมาร3 (7)
ปราบมาร 3 (7) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Wednesday, 16 August 2006

การเขียนหนังสือ “ ปราบมารภาค ๓ ” เขียนอย่างไร

     ๑. ไม่มีหนังสือค้นคว้า ไม่มีหนังสืออุเทศ

     ๒. เขียนจากผลการเดินวิชาแต่ละวัน เพราะได้บันทึกไว้เพียงแต่เลือกว่า เรื่องใดควรนำมากล่าว ก็นำเรื่องนั้นมากล่าวให้ฟัง เรื่องใดลึกซึ้งเกินไป ไม่สวมควรเปิดเผย ก็ต้องเงียบไว้ก่อน

     ๓. เขียนวิธีเดินวิชา ว่าเดินวิชาอย่างไร

     ๔. วิธีเขียน เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น จะเล่าเหตุการณ์ของเรื่องราวประกอบตามความเป็นจริง หากกล่าวแต่เนื้อวิชาอย่างเดียว เกรงว่าจะไม่ชวนอ่าน เพราะอ่านปราบมารภาค ๑ บ่งบอกว่า เปิดไปหน้าไหนก็มีแต่วิชาการทั้งนั้น ไม่ชวนอ่านเลย

ผลงานปราบมารภาค ๑ และปราบมารภาค ๒ มีอย่างไร

     ท่านต้องไปอ่านจากหนังสือปราบมารทั้ง ๒ เล่ม แล้วจะทราบเรื่องราว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอ่าน

     หากไม่อ่าน การประสานเรื่องจะขาดตอน เราจะทราบเรื่องไม่ติดต่อกัน แล้วจะทำให้เราเกิดข้อสงสัยด้วยประการต่างๆ ได้

ผลงานปราบมารภาค

นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์

     นิพพานกายธรรมหรือนิพพานธรรมกาย หรือที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า นิพพานตายนั้น การรบมาถึงขั้นตอนนี้ ปรากฏว่านิพพานถอดกายมี “กายมนุษย์” ดังที่กล่าวแล้วในหนังสือ “ปราบมารภาค ๒”

     แต่กายมนุษย์ที่กล่าวถึงในที่นี้ ก็คือกายมนุษย์ที่หลวงพ่อท่านเรียก “กายมนุษย์พิเศษ” แต่เรียกได้ไม่สนิทใจ เพราะกายมนุษย์พิเศษ จะต้องมีหน้าตาเหมือนกายมนุษย์ ของใครก็ของใคร แต่กายมนุษย์ของนิพพานถอดกายที่เกิดมีขึ้นในคราวนั้น มีพระพักตร์เหมือนกันหมด เราเลยไม่ทราบว่าเป็นของใคร

     ได้ทูลถาม “ต้นใหญ่” ว่าเหตุใดกายมนุษย์ของพระองค์จึงเหมือนกันหมด ทรงตอบว่า “เป็นกายมนุษย์ของนิพพาน ไม่ใช่กายมนุษย์อย่างของศึกษา ฯ” จำได้แม่นว่า พระองค์ทรงตอบอย่างนี้

     เราก็ค้านขึ้นในใจ ว่าเหตุใดกายมนุษย์ของพระองค์จึงไม่เหมือนกับพระพักตร์กายฝันของพระองค์ เพราะกายมนุษย์กับกายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) ต้องเหมือนกัน

     อีกประการหนึ่ง เราทูลถามพระองค์ต่อไปว่า กายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมนั้น มีความแข็งแรงเท่ากายมนุษย์นิพพานเป็นหรือไม่ (นิพพานไม่ถอดกาย มีรูปร่างเหมือนพระสงฆ์ แต่ใสเป็นแก้ว) ทรงตอบว่า “ก็ละม้ายกัน” หมายความว่า กายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมนั้น มีความแข็งแรงเกือบเท่ากายมนุษย์นิพพานเป็นแล้ว สรุปแล้วก็จะเป็นอย่างนี้

     เราฟังแล้ว ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คือ ฟังแบบไว้หูหนึ่ง นั่นคือ ฟังหูไว้หู

     หากกายมนุษย์ของนิพพานกายธรรม มีความแข็งแรงเท่ากับกายมนุษย์ของนิพพานเป็นจริงแล้ว การรบของเรานับว่าได้ผลมาก เรากระหยิ่มใจ การพิสูจน์ของเราก็คือ ต้องเอากายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมทั้งหมดมารบดู หากชนะมารก็แปลว่า ใช้ได้ หากมารระเบิดแตกก็แปลว่าใช้ไม่ได้ นี่คือความคิดของเราในครั้งนั้น

     แน่นอน การรบเราต้องรบทุกวันอยู่แล้ว หน้าที่ประจำวันของข้าพเจ้าคือ รบ รบอย่างเดียว

     ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ต้องรบ และรบเรื่อยไป ไม่ว่าผลการเดินวิชาจะลงเอยประการใด เราไม่มีหน้าที่ไปคิด เราคิดแต่ว่ารบสถานเดียว เพราะธาตุธรรมท่านมอบหน้าที่ให้เรารบ ให้เราปราบมาร เราก็เดินวิชาเรื่อยไป ผลของการเดินวิชาจะออกมาอย่างไร เราหมดสิทธิ์คิด

     เหตุการณ์ที่ว่า นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์นั้น “ต้นปราบ” ท่านมาอยู่ด้วยแล้ว

     ยังจำได้ว่า พระพุทธองค์ “พระสมณโคดม” เสด็จมาที่บ้าน เราเข้านิโรธทูลถามต้นปราบว่า พระสมณโคดมเสด็จมาที่บ้านเราด้วยธุระอะไร ต้นปราบทรงตอบว่า “พระสมณโคดมท่านมาอวดว่าท่านมีกายมนุษย์แล้ว”

     เราก็คิดต่อไปว่า ก็เมื่อนิพพานล่างสุดมีกายมนุษย์แล้ว ย่อมแปลว่า นิพพานกายธรรมอื่นทำกายมนุษย์ของพระองค์ได้หมดแล้ว

     นี่คือ บรรยากาศของการเดินวิชาในตอนนั้น เป็นอย่างนี้ เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง หากไม่นำมาเขียน อีกไม่นานก็ลืม

ต้นปราบเสด็จมาแล้ว

ต่อมาก็เกิดผลงานนิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์

     เรามาลำดับเหตุการณ์กันก่อน ว่าตอนใดมีเหตุการณ์อะไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสับสน จึงมาลำดับเหตุการณ์กันก่อน

     เมื่อต้นปราบเสด็จมาแล้ว หลวงพ่อมอบงานปราบมารถวายแก่ต้นปราบ ให้ต้นปราบทำวิชาปราบมารต่อ

     นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ เป็นขั้นตอนระหว่างการรบระหว่างที่หลวงพ่อทำวิชากับข้าพเจ้า การรบระหว่างนั้น จำได้ว่า นิพพานกายธรรมกำลังจะมีกายมนุษย์ หลวงพ่อวางมือ ต้นปราบท่านก็เดินวิชารบต่อ ในขั้นตอนนี้เอง เป็นขั้นตอนที่นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ และต่อจากนั้นไป เป็นการรบที่ต้นปราบรับผิดชอบ เหตุการณ์ที่หลวงพ่อวางมือ มอบหน้าที่ปราบมารให้แก่ต้นปราบนั้น ดูว่าหลวงพ่อพูดน้อยลง ไม่ค่อยวิจารณ์อะไร ถามอะไรก็ไม่ค่อยตอบอย่างแข็งขัน พูดกับเราก็พูดแต่น้อย ไม่คึกคักเหมือนยุคก่อนที่ต้นปราบท่านเสด็จมา นี่คือการสังเกตที่เราดูอยู่

     ก็งานปราบมารเกิดจากหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบังคับข้าพเจ้า แล้วหลวงพ่อมาวางมือ ข้าพเจ้าก็เสียใจอยู่แล้ว เรื่องราวมีอย่างไร ให้ท่านอ่านหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” ท่านจะทราบเรื่องละเอียดกว่าที่กล่าวนี้

ทำไมหลวงพ่อให้ผมปราบมาร หลวงพ่อเปิดใจคราวนี้

     ข้าพเจ้าไม่เข้าใจความเห็นของหลวงพ่อ ว่าเหตุผลใดจึงให้ข้าพเจ้าปราบมาร พยายามถามานานแล้ว บัดนี้ การรบเป็นเวลาเกิน ๑๐ ปี ข้าพเจ้าก็เพียรถามหลวงพ่ออีก “หลวงพ่อครับ ทำไมจึงใช้ให้ผมปราบมาร” นี่คือคำถาม ถามมาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน

     เหตุที่ข้าพเจ้าข้องใจ ก็เพราะเราไม่มีความรู้ถึงขีดที่จะที่จะทำวิชาปราบมาร คนเก่งมีมากมาย ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้ มาใช้คนไม่เก่งอย่างเราทำไม นี่คือความในใจของข้าพเจ้า

     วันนี้ถือว่าเป็นวันดีคืนดีแล้ว หลวงพ่อบันเทิงนิโรธ ถามหลวงพ่อว่า ทำไมให้ผมปราบมาร หลวงพ่อตอบว่า “ทราบว่าจะมีคนมาช่วย” ตอบแค่นั้น แล้วไม่พูดอะไรอีก พอฟังคำตอบจากหลวงพ่อแล้ว เราก็กลับมาคิด หลวงพ่อบอกว่า ให้เราทำวิชาปราบมารไปก่อน แล้วจะมีคนมาช่วย นี่ก็ปราบมา ๑๐ ปีแล้ว ไม่เห็นว่ามีใครมาช่วย แม้แต่ถาม ยังไม่มีใคร แม้เขียนตำราออกเผยแพร่ เขายังไม่สนใจ เขาไม่อ่าน ไม่ว่าคนเก่งท่านใดทั้งนั้น ไม่มีใครทราบด้วยว่าเราปราบมาร ไม่ว่าธรรมกายใดไม่มีใครสนใจทั้งนั้น แล้วเหตุใดหลวงพ่อบอกเราว่า “จะมีคนมาช่วย” เราไม่เห็นใครช่วยสักคน ใครหนอที่จะมาช่วยเราปราบมาร นี่คือการรำพึงในใจ ข้าพเจ้ารำพึงทุกวัน คนเก่งคนไหนหนอที่จะมาช่วยเราปราบมาร แล้วเราก็มองหาคนที่เราเชื่อว่าเขาเป็นธรรมกายแก่กล้า มีคนนับถือเขาทั้งนั้น บางท่านมีความดังขนาด มีเงินเป็นเล่มเกวียน เราก็มองไปที่ผู้นั้น บางท่านเก่งขนาดพูดน้ำไหลไฟสว่าง ไม่ว่าหลวงพ่อจะบันทึกวิชาธรรมกายไว้ที่ไหน เขาผู้นั้นจำมาพูดได้หมด เป็นพหูสูตอย่างแท้ ไม่ว่าเราจะมองไปหาคนเก่งระดับใด ไม่ปรากฏว่าเขาเหล่านั้นได้มาช่วยทำวิชาปราบมาร มองไปที่รุ่นธรรมกายรุ่นเก่าก็แล้ว มองมาที่ธรรมกายรุ่นใหม่ก็แล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าใครผู้ใดมาช่วย ไม่มีใครช่วยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทางใด ไม่มีทั้งนั้น

     หลวงพ่อท่านว่า “จะมีคนมาช่วย” เรามองไม่เห็นใครเลย

     ตรวจสอบมาหลายวันแล้ว ไม่มีใครเลย ไม่มีจริง ๆ

     คราวนี้มาลำดับเรื่องราวกันใหม่ ว่างานปราบมารตามที่หลวงพ่อท่านมาบังคับให้เราทำนั้น เราทำมาอย่างไร มีใครบ้างมาทำวิชากับเรา ก็ได้ความว่า เริ่มทำวิชาวันแรกคือวันเข้าพรรษา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา ท่านที่ร่วมทำวิชากับเรามีใครบ้าง ได้ความว่ามีเราคนเดียว แล้วมีใครอีกไหม มีก็คือ ดวงแก้วกายสิทธิ์ซึ่งจักรพรรดิตรีภพอาศัยอยู่ในนั้น รวมทั้งดวงแก้วกายสิทธิ์น้อยใหญ่ คือ ชุดที่อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น เคยขอยืมทำวิชา จักรพรรดิและกายสิทธิ์ชุดนี้ร่วมเดินวิชากับเรามาตั้งแต่ต้น

     แล้วกาลต่อมา มีใครที่ไหนมาร่วมกิจกรรมของเราบ้างไหม ได้คำตอบว่า มีจักรพรรดิตรีจักร เราเรียกท่านว่า “หยกชมพู” เพราะท่านทิ้งเรือนของท่าน เรือนของท่านเป็นก้อนหยกชมพูมาแต่กาย มาอยู่เรือนของจักรพรรดิตรีภพ

     ต่อมาอีกระยะหนึ่ง มีใครมาบ้าง จึงได้ความว่า จักรพรรดิภาคปราบทรงนามว่า “ต้นปราบ” มาจากนิพพานมาอยู่ในเรือนของจักรพรรดิตรีภพ เป็นเหตุการณ์แตกตื่น ถึงขนาดธาตุธรรมต้องลงมาจากนิพพาน มาที่บ้านส่วนตัวของเรา เพื่อมารู้และมารับทราบเหตุการณ์งานปราบมาร ตามที่กล่าวแล้วโดยละเอียดในหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” ขณะนี้คณะปราบมารของต้นปราบมีจำนวนนับอสงไขยเท่าไรแล้ว

     ที่หลวงพ่อบอกว่า “จะมีคนมาช่วย” นั้น คงหมายถึง จักรพรรดิ “ต้นปราบ” นั่นเอง

     สรุปว่า ความข้องใจของเราที่เราอยากทราบเหตุผล ว่าทำไมจึงให้เราปราบมาร เราก็ทราบแล้ว ตามเรื่องราวที่กล่าวมานี้

เหตุใดจึงเขียนตำราปราบมารแจกฟรี

     ตลอดเวลาที่ทำวิชาปราบมาร ตั้งแต่ต้นจวบจนปัจจุบัน ไม่มีใครช่วยไม่มีใครอุปถัมภ์ ทำมาคนเดียว อดทนทำมาด้วยความจำใจ แต่มีความเพียรไปไถเงินเขามาพิมพ์ตำราแจก แจกฟรีตลอดงาน แจกฟรีทุกเรื่อง ไม่เคยได้เงินตอบแทน ด้วยประการใด ๆ ทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะมารเขาขัดขวางทุกรูปแบบ เพราะเขากับเราต้องรบกัน เราระเบิดเขา เขาก็ตัดสมบัติเรา เมื่อเราสู้กับเขาแล้ว เราจะอ้างปัญหาใด ๆ ไม่ได้ ต้องสู้สถานเดียว สู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้

     การค้นวิชานั้น ทำได้ยาก มารเขามาปิดรู้บังญาณทัสสนะตลอดเวลา จะรู้เห็นอะไรได้แต่ละอย่าง ต้องเอาชีวิตชีวิตเข้าแลกทั้งนั้น ต้องชนะจึงจะรู้จึงจะเห็นได้ ไปได้คติมาจากอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอหนุ่ม ๆ ตอนนั้นเรายังไม่เป็นวิชา ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ฉันทำวิชา หลวงพ่อท่านตั้งเวร เวรละ ๓ ชั่วโมง คืนนั้นเป็นเวรของฉัน ฉันออกเวรเมื่อเวลาตี ๓ บอกวิชาเวรต่อไปแล้ว ฉันก็กลับไปนอน พอจะล้มตัวนอน หลวงพ่อใช้ให้คนตามมา ฉันก็รีบไปหาหลวงพ่อในยามดึกนั้น หลวงพ่อถามว่า “ก่อนที่เอ็งจะไปนอน เอ็งบอกวิชาแก่หัวหน้าเวรใหม่หรือเปล่า”

     แม่ชีตอบว่า บอกเจ้าข้า

     เอ็งบอกเขาไปอย่างไร เอ็งลองว่าให้หลวงพ่อฟังเดี๋ยวนี้

     ฉันก็เล่าเรื่องของวิชา ว่าไปเห็นอะไร อย่างไร พอกล่าวจบ หลวงพ่อท่านกล่าวดังนี้

     “หนอมมันก็บอกถูก รู้ไหมวิชานี้ค้นถึง ๒,๐๐๐ ปีทีเดียว กว่าจะพบได้ จำวิชาเอาไปทำกัน เสร็จแล้วหัวหน้าเวรใหม่ ก็จำวิชาไปทำ ตามที่หลวงพ่อสั่ง

     ตามที่กล่าวมานี้ เราจะทราบว่า ความรู้บางความรู้กว่าจะพบได้ ใช้เวลาค้นคว้านานเพียงใด เมื่อได้มาแล้วทำไมไม่นำความรู้มาเรียนกัน มันค้นคว้าง่ายอยู่หรือ มันเห็นง่ายอยู่หรือ

     ข้าพเจ้าได้คติมาจากอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ จึงนำความรู้วิชาปราบมารออกเผยแพร่ แม้จะไม่มีอะไรตอบแทน แต่ก็ทำตามอุดมคติ ทำตามอุดมการณ์ ทำตามเหตุผล เพราะวิชาปราบมาร มีความยากเหลือหลาย ยากที่จะเป็น ยากที่จะรู้ ยากที่จะทำ ยากที่จะอธิบาย ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา

     ข้าพเจ้าพิมพ์ตำราออกมาได้ แปลว่า ข้าพเจ้าชนะไปขั้นตอนหนึ่ง กว่าจะพิมพ์เสร็จแต่ละเล่ม มีปัญหาร้อยแปดสารพัดที่จะกล่าว มารเขาไม่ยอมท่าเดียว แต่เราฝืนไว้ เราอดทนไว้ ท่านผู้รู้จะคิดอย่างไร จะวิจารณ์อย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่ข้าพเจ้าจะสนใจ หมดหน้าที่ของข้าพเจ้าแล้ว บัดนี้ตำราอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในโลก ท่านที่มีบารมีธรรมพบเข้า ย่อมเกิดการสนใจใฝ่รู้ เพราะเป็นบารมีของท่านที่จะเรียนรู้ ส่วนท่านที่วิจารณ์ ก็ต้องมาดูว่า ความรู้ที่นำมากล่าวนั้น เป็นความรู้ระดับใด อยู่ในหลักของนักปราชญ์หรือเปล่า เราทำได้หรือไม่ เราเคยทำหรือเปล่า ความคิดของเราเป็นสัมมาทิฏฐิหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องความรู้ชั้นสูง

     โปรดเข้าใจว่า เราปราบมาร ไม่ควรไปเถียงแทนมาร อย่าให้ความเห็นของเราเป็นมาร

     โดยที่เกิดความเป็นห่วง จึงขอพูดไว้ หากท่านต้องการรู้ ต้องการเข้าใจ ข้าพเจ้ายินดีต้อนรับ จะอธิบายความรู้ให้ฟังตลอดปลอดโปร่ง ขอให้ท่านต้องการเรียนอย่างจริงจังก็แล้วกัน เรื่องก็ง่าย เพราะบันทึกไว้ทั้งหมด ใครจะให้อธิบายอะไร เพียงแต่เปิดอ่านบันทึก เราจะลำดับความได้ทันที

     โปรดเข้าใจว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ เลย มีแต่เสียประโยชน์ คือ ไปไถเงินเพื่อนฝูงมาพิมพ์ เมื่อพิมพ์แล้วก็แจกฟรี ไม่ต้องการชื่อเสียง จะหวังเอาชื่อเอาเสียงไปทำอะไร เพราะเป็นฆราวาส ใครเขาจะให้ค่านิยม ค่านิยมไปอยู่กับพระสงฆ์ พระสงฆ์ต่างหากที่สังคมให้ค่านิยม ฆราวาสอย่างข้าพเจ้า ใครเขาจะเชื่อ ข้าพเจ้าไมได้อาศัยศาสนา แต่ข้าพเจ้าศึกษาเล่าเรียนวิชาในศาสนา ว่าวิชาในศาสนายังมีอีกมากที่เรายังเข้าไม่ถึง อะไรที่เราพบจะเข้าถึงก็ควรนำมาเรียนรู้กัน เรื่องก็มีเท่านี้

     มีหลายท่าน เดินทางไปพบข้าพเจ้า บอกว่าอ่านตำราที่ข้าพเจ้าเขียนแล้วเกิดศรัทธา อยากมาพบตัวจริง ครั้นพบกันแล้ว ท่านก็ศึกษาเรียนรู้ชีวิตของข้าพเจ้า มีบ้านช่องอย่างไร มีหน้าที่ราชการอะไร ทำไมจึงมีเงินมาพิมพ์ตำราแจกฟรี ๆ ขอทราบเบื้องหน้าเบื้องหลัง มีประวัติศึกษาธรรมกายมาอย่างไร ทำไมจึงนำมาเขียนตำราอย่างนี้ มีประโยชน์รายได้อะไรหรือ มีผลงานในการเขียนวิชาธรรมกายอะไรบ้าง ขอพิสูจน์ทั้งหมด เอาหนังสือไปวิเคราะห์เจาะลึกทุกเล่ม จะถามอะไรก็ถามได้สารพัด สุดท้าย ท่านให้ความนับถือข้าพเจ้า ท่านจะนับถือหรือไม่นับถือ ไม่ใช่หน้าที่ที่ข้าพเจ้าสนใจเลย เพราะข้าพเจ้าไม่ได้หวังอะไรจากท่าน ไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าท่านเห็นว่า คนที่มีแนวคิดและมีความรู้อย่างนายการุณย์ บุญมานุช ควรจะนำผลงานมาตีพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก หากท่านคิดอย่างนั้น เรามาเป็นเพื่อในธรรมกันได้

     หากท่านศึกษาข้าพเจ้าตามที่กล่าวนี้ ข้าพเจ้าพอใจมาก

     หากจะถามท่านว่า ท่านเรียนรู้วิชาธรรมกายได้แค่ไหนแล้ว หลักสูตคู่มือสมภาร ท่านเรียนแล้วหรือยัง หลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร ท่านเรียนแล้วหรือยัง วิชาปราบมารท่านได้อ่านแล้วหรือยัง

     ท่านจะตอบอย่างไร

     ยังไม่รู้เรื่องเลย ยังไม่ได้ความอะไรทั้งนั้น

     ลืมไปว่า เราใกล้ตายแล้ว ยังไม่ได้งานอะไรเลย เคยมาเป็นเจ้าภาพพิมพ์หนังสือเผยแพร่วิชาธรรมกายบ้างหรือเปล่า เปล่าทั้งนั้น ลืมคำพูดของหลวงพ่อเราแล้วหรือ หลวงพ่อพูดว่า “ไอ้ทางโลกก็เหลว ไอ้ทางธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย”

สารบัญ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 16 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org