|
โพธิสัตว์ลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม มารมาโกยบารมีไปไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว? ความรู้นี้จึงเพิ่งเปิดเผย ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ กว่าจะรู้ได้ค้นคว้ามาตลอด เป็นเวลา ๑๐ ปีขึ้นไป จำนวนปีที่กว่า ๑๐ ปั้น ไม่แน่ว่ากี่ปี ประมาณเอาว่า ๑๓-๑๔ ปี ปราบมารไปด้วยสังเกตไปด้วย รู้ว่ามารเอาบารมีละเอียดไปได้ บารมีหยาบตกแก่โพธิสัตว์ที่กำลังสร้างบารมี ถามว่า รู้แล้วจะป้องกันอย่างไร? ตอบว่า ถึงรู้ก็ยังแก้ไรไม่ได้ เกินความรู้ของเรา เหมือนกับที่เรารู้ว่าทุกข์และสมุทัย เป็นผู้ทำให้แก่ เจ็บ และตาย รู้แล้วเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่มีความรู้แก้ที่เด็ดขาด เราก็ยังแก่ เจ็บคือเป็นโรค และตายในที่สุด แม้พระพุทธองค์สอนความรู้แก้ ก็ยังแก้ไม่ได้มาจนบัดนี้ และมีพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วไม่รู้เท่าไร? ก็ยังแก้ปัญหานี้เด็ดขาดไม่ได้ ปัญหานั้นยังสืบต่อมาถึงเวลานี้ เรื่องการรักษาบารมีนั้น เป็นความรู้สำคัญสุดยอด ความรู้เด็ดขาดขณะนี้ ข้าพเจ้าทราบแต่ว่า พระพุทธเจ้าระดับผู้ปกครองใหญ่จึงจะรักษาได้ พระพุทธเจ้าธรรมดายังต้องเรียนรู้ต่อไปอีก ตรงนี้เองที่ข้าพเจ้าบอกว่า ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ถ้าข้าพเจ้าไม่ปราบมาร หากสร้างบารมีแบบผู้เป็นธรรมกายทั่ว ๆ ไปนั้น ป่านนี้คงไม่มีอะไรเหลือ? มารก็คงกวาดบารมีไปหมด และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย ยังหลงตัวเองว่า บารมีของเรายังคงอยู่ เพราะเราทำดีทุกวัน เรื่องมันยากปานนี้ ขอให้ท่านกลับไปอ่าน “ปราบมาร ภาค ๓” อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างกว่านี้ ต้องคิดไว้เสมอว่า การสร้างบารมีเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตเรา การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เพื่อมาสร้างบารมีเพิ่มเติม แต่พวกเราไม่รู้กัน เกิดมาแล้วก็หลงโลกจนลืมสร้างบารมี เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น กอบโกยเพื่อให้รวย แต่พอรวยแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนเงินให้เป็นบารมี แล้วเราก็ตายไป ทิ้งเงินไว้แก่ลูกหลาน พอเราตายแล้ว เราไปคิดได้ตอนนั้น ถึงคิดได้ก็ไม่ช่วยอะไรได้แล้ว หมดโอกาสแล้ว สาระสำคัญที่ท่านต้องเรียนรู้ก็คือการเก็บรักษาบารมี ต้องเรียนวิชาธรรมกายกันเป็นพันปี จึงจะรู้วิธีเก็บรักษา ไม่ใช่ความรู้ที่เรียนได้ง่าย หากเป็นธรรมกายอ่อน ๆ ก็เป็นโอชะของมาร เป็นหมูของมาร มารก็โกงบารมีเอาไป โดยที่เราไม่มีความรู้ช่วยตัวเอง ข้าพเจ้าก็ช่วยได้แต่พรรคพวกของข้าพเจ้าเท่านั้น ท่านอื่นที่ไม่ขึ้นลงกัน ข้าพเจ้าก็ช่วยไม่ได้ ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่า เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ขอให้ท่านท่องไว้ โปรดจำไว้ว่า บารมีของพวกเรานั้น มารเอาไปแล้ว ไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร! ที่ข้าพเจ้าไปตามกลับมาได้นั้น ครอบถ้วนหรือเปล่า? ข้าพเจ้ายังไม่ทราบ ในส่วนที่เกินความรู้ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังกล่าวไม่ได้ แล้วพวกเราที่ว่ารู้ที่ว่าเก่งนั้น รู้เห็นเรื่องนี้กันบ้างไหม? อาจารย์ของท่านที่ท่านยกย่องนับถือ ถามว่ารู้เห็นความรู้ที่ว่านี้บ้างไหม? ความรู้ว่าด้วยการรักษาบารมี เป็นความรู้ลึกซึ้ง เรียนกันกี่พันปีจึงจะรู้ได้ ข้าพเจ้าเอาความรู้นี้มาบอกได้ ต้องว่าเป็นบุญอันประเสริฐของชาวโลกแล้ว ที่มีวาสนาได้รู้ได้ฟังความรู้ลึกซึ้งเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า ตำราอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก มารไม่ยอมให้เปิดเผย กว่าข้าพเจ้าจะเปิดเผยได้ ท่านทราบไหมว่าข้าพเจ้าต่อสู้มารมาขนาดไหน? ข้าพเจ้าบอกแล้วว่า ถ้าพบทนายกิตติ เอี่ยมโอภาส จงถามท่านดูเถิด ให้ท่านเล่าให้ฟัง มารเขามีวิธีทำให้ธรรมภาคขาว กลายเป็นภาคมารได้ เราบวชในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระบรมศาสดา เป็นธรรมภาคขาว ตามที่เราท่านรู้นั้นถูกต้องแล้ว เหตุใดเล่าธาตุธรรมของจึงกลางเป็นภาคมารไปได้? ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมานานปี เมื่อเดินวิชาไปแล้ว ก็บันทึกความรู้ไว้เป็นหลักฐาน ครั้นจะเขียนตำราก็นำตำรามาเปิดอ่าน แล้วก็ลำดับเรื่องราวให้สอดคล้องกัน จะเขียนสักเท่าไรก็ทำได้ เพราะมีข้อมูลอยู่แล้ว ไม่ยากอะไร! ในบันทึกเล่มที่ ๒๒ นี้ มีเรื่องสำคัญทั้งนั้น ทั้งความรู้วิชาธรรมกาย ทั้งเหตุการณ์ที่พบเห็น แล้วแต่น่ารู้ทุกเรื่องไป เหตุการณ์ทุกอย่างระทึกใจทั้งนั้น เราไม่เคยรู้เห็นมาก่อน ครั้นได้มารู้เห็น เราเกิดการตื่นเต้น ไม่ใช่ตื่นเต้นแต่เรา แม้พระพุทธองค์ก็ทรงตื่นเต้นไปกับเรา ความรู้บางอย่าง เราได้รู้เห็นไปพร้อมกับพระพุทธองค์ แต่การลำดับความรู้เราทำไม่ได้ มารเขาคอยมาแทรกทุกเรื่อง เผลอไปนิดเดียวก็ลืม การลำดับอะไรก่อนอะไรหลังทำได้ยาก จะถามพระพุทธองค์ มารเขาก็ห้าม! หากเราไม่รู้ เราถามพระพุทธองค์เพื่อการใฝ่รู้ของเรา นั่นคือการทำโทษพระพุทธเจ้าของเรา เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะว่า มารเขาจะไปทำโทษพระพุทธเจ้าของเราด้วยเหตุนี้เอง ความรู้ของข้าพเจ้าจึงขาดเกิน ต้องขออภัยต่อท่านทั้งปวงด้วย ท่านไม่ได้ปรามมาร ท่านจะไม่ทราบอะไร? ถ้าท่านได้มาเดินวิชาอย่างที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ พอเราได้รู้เรื่องราวเข้า เราเกิดความสงสารพระพุทธองค์ทันที แต่พูดกับใครไม่ได้ เพราะไม่รู้เห็นอย่างเรา มารเขาบังคับพระพุทธองค์ในนิพพาน จนกระดิกตัวไม่ได้ เราจะให้พระพุทธองค์บอกความรู้เรา จึงเป็นเรื่องยาก เราต้องใช้เวลา ต้องใช้ความสังเกต แล้วรีบจดรีบบันทึกความรู้ นี่คือวิธีที่ดีที่สุด กล่าวถึงเราบวชเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ต่อมาวินัยบกพร่อง คือเกิดอาบัติ เราดวงอาบัติไว้ 2 คืน ไม่ทันได้ปลงอาบัติตามวิธีการของสงฆ์ แค่นี้เราก็พังแล้ว เขาไปบอกแก่พระบรมศาสดาว่า “ท่านผู้นี้เป็นภาคมารแล้ว เพราะการดองอาบัติเป็นธรรมของมาร บารมีของเขาอยู่ไหน? จงยื่นแก่เรา เพราะเราเป็นผู้ปกครอง” แล้วดวงบารมีของเราก็หลุดมือไป มารเขาหากินอย่างนี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นธรรมกายมีบารมีมาก มาเขาจ้องอยู่ แล้วก็เสร็จเขาทั้งนั้น ในกรณีที่เรามีอาบัติหนัก คืออาบัติสังฆาทิเสส เราต้องไปอยู่กรรมเป็นเวลา ๗-๑๕ วัน เรียกว่า อยู่ปริวาสกรรม มีขั้นตอนและวิธีการมากมาย บางครั้งเรามีกิจธุระ จึงว่างเว้นกิจเช่นนั้นไป แปลว่าเราทำกิจไม่ครบ ขาดไปอย่างหรือสองอย่าง กรณีเช่นนี้หวานคอมารแล้ว เขาบอกว่ากิจของเราไม่ครบ ก็เรียบร้อยไปอีก ดังนั้น จึงขอกำชับเรื่องปลงอาบัติ อย่าดองไว้ให้ข้ามวัน รีบทำอย่างอย่างทันใด! มิฉะนั้น ธาตุธรรมของเราจะถูกมารเอาไปปกครอง กลายเป็นธรรมภาคมารทันที! เป้าหมายของงานปราบมาร งานปราบมารทำมาตลอด รวมพระพุทธองค์ทั้งปวง ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น ให้เป็นหนึ่ง แล้วรวมรู้รวมญาณทัสสนะ ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวี ที่หลวงพ่อ ท่านสอนไว้ สืบรู้สืบญาณทัสสนะออกไปตามหามาร พบแล้วก็กำจัด พบนิพพานของมาร พบภพอันเป็นที่อาศัยของมารแล้ว เราก็กำจัด พบเครื่องปกครองที่มารทำไว้ เราก็กำจัดให้หมด นี่คือเป้าหมายของวิชาปราบมาร มีวัตถุประสงค์ให้มารดับให้หมด ให้เหลือแต่ธรรมภาคขาวเพียงอย่างเดียว ในขั้นต้น เราพบกายมารที่เป็นกายดำ ครั้นต่อมา ไม่พบอย่างนั้น แต่พบกายมารที่ละเอียดเหมือนฝุ่น มองไม่เห็นกายเหมือนรุ่นก่อน ๆ ต่อมาไม่พบมารเลย แต่ไปพบพระพุทธเจ้า มารเขาเอาตัวไปกักกัน เอาไปทำโทษก็มี ไปพบจักรพรรดิสำคัญ มารเอาตัวไปกักกันไว้ ทั้งยังทำโทษ บางครั้งไปพบดวงใส นั่นคือดวงบารมีที่มารเอาไปซ่อนไว้ พบพระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมจำนวนมากที่มารเอาไป แต่ไม่มีตัวเลขแสดง มารเอาพระพุทธเจ้าของไปกักกัน เหมือนกักบริเวณ เอาไปแยกพวกแยกหมู่ ไม่ให้รวมพวกรวมหมู่ ที่ตรงนั้นไม่ใช่นิพพาน ที่ตรงนั้นจะเรียกอะไรก็สุดแต่จะเรียก จะเรียกแดนกักกันหรือแดนกักบริเวณ ก็สุดแต่ใครจะเรียก จำนวนธรรมกายจำนวนมาก แต่ไม่มีตัวเลขแสดง เพราะไม่ได้จดไว้ ระยะหลัง ๆ นี้ไม่พบ คงพบแต่ในปีต้น ๆ ที่ทำวิชาปราบมาร พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็น ที่มารเอาตัวไปกักกันจำนวน ๔ อสงไขย พระพุทธเจ้านิพพานเป็น หมายความว่า เป็นนิพพานที่ไม่มีเกตุบัวตูม พระวรกายเหมือนพระสงฆ์ เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ต้นนิพพานเป็นบอกจำนวนเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๓๙ (สมุดบันทึกเล่ม ๑๗ หน้า ๘๘) เมื่อมาถึงปีนี้ ตัวเลขคลาดเคลื่อนเล็กน้อย พบจักรพรรดิจำนวนมหาศาลที่มารเอาตัวไปกักกัน รวมทั้งเอาไปทำโทษด้วย เคยบอกไว้ว่า จักรพรรดิมีคุณอนันต์ ท่านทำให้เราทุกอย่าง ภพนิพพานนั้น พระองค์ทำไว้ให้แก่ผู้ได้มรรคผลนิพพานได้อยู่กัน อีกทั้งภพทิพย์ ภพพรหม และภพอรูปพรหม ท่านก็ทำไว้ให้ ในระหว่างที่พวกเรายังไม่ได้มรรคผลนิพพาน เรายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั้น เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็ไปพักอยู่ในภพทิพย์บ้าง ภพของพรหมบ้าง และภพของอรูปพรหมบ้าง ที่อยู่ทั้งปวงนั้น จักรพรรดิเป็นผู้ทำไว้ให้ทั้งนั้น นอกจากจะสร้างที่อยู่อาศัยให้แล้ว ยังให้บริการอาหารการกิน ให้ความสะดวกต่าง ๆ ให้การดูแลและป้องกันมารให้ด้วย ในระหว่างที่เราเวียนเกิดเวียนตายเพื่อมาสร้างบารมีในโลกนั้น ท่านมาเป็นคู่บารมีให้อีกด้วย หมายความว่า ท่านทำให้เราทุกอย่าง กลับมาดูนิพพานบ้าง พระพุทธองค์ทรงอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนของจักรพรรดิ ให้การดูแล ให้การปกป้องและป้องกันมาร เมื่อพระพุทธเจ้าเข้านิพพานไปแล้ว การดูแลกิจการของศาสนา จักรพรรดิและกายสิทธิ์เป็นผู้ดูแลทั้งนั้น พูดถึงในนิพพานนั้น กล่าวโดยภาพรวมแล้ว จักรพรรดิเป็นด่านหน้าและเป็นธุระให้ทุกอย่าง เป็นหนังหน้าไฟในทุกเรื่องทีเดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้เห็นในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง เวลานอน ต้องไหว้ท่านก่อน ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด? ข้าพเจ้าไหว้ทั้งหมดแต่ก่อนนี้ไม่รู้เรื่อง ต้องขออภัยท่าน แม้ปราบมารในทุกวันนี้กลับตกเป็นหน้าที่ของจักรพรรดิ แปลว่า จักรพรรดิรับเละทุกเรื่อง ท่านคงทราบเรื่องราวของ “ต้นปราบ” แล้ว ถ้าไม่ทราบ ต้องกลับไปอ่านใหม่ จะเล่าอีกก็เกรงว่าจะยาวความ สมุดบันทึกเล่มที่ ๒๒ เป็นข้อมูลชัดเจนว่า มารเอาจักรพรรดิไปกักกันจำนวนมหาศาล เมื่อเดินวิชาไป ความมุ่งหมายของเราก็คือไปให้พบมาร เพื่อจะได้กำจัด พบเหตุเราก็ดับเหตุ พบภพ ๓ และนิพพานของมาร เรากำจัดทั้งนั้น พบเครื่องปกครอง เราดับเครื่องปกครอง นี่คือเป้าหมาย แต่พลาดไปหมด ยิ่งเดินวิชาละเอียดเข้าไป กลายเป็นว่า พบจักรพรรดิจำนวนมากหลาย ถูกมารเอาตัวไปกักกัน บ้างก็ถูกทำโทษ เราเดินวิชาเข้าช่วยเอาจักรพรรดิของเรากลับมา มีจำนวนดังนี้ วันที่ ๓ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๔๘ อสงไขย วันที่ ๖ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๔๘ อสงไขย วันที่ ๑๑ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๔๘ อสงไขย วันที่ ๑๒ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๔๘ อสงไขย วันที่ ๑๖ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๔๘ อสงไขย วันที่ ๒๖ มี.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๑,๒๐๐ อสงไขย (หน้า ๙๘-๑๐๓) วันที่ ๑๗ เม.ย. ๒๕๔๑ จำนวน ๑,๒๐ อสงไขย วันที่ ๒๑ เม.ย. ๒๕๔๑ จำนวน ๑,๒๐ อสงไขย (หน้า ๑๑๗-๑๑๙) วันที่ ๑๐ พ.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๘๔,๐๐๐ อสงไขย วันที่ ๒๓ พ.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๘๔,๐๐๐ อสงไขย วันที่ ๒๕ พ.ค. ๒๕๔๑ จำนวน ๘๔,๐๐๐ อสงไขย (หน้า ๑๒๗-๑๓๐)
ให้สังเกตว่า แต่แรกเราพบจำนวนไม่มาก ต่อมาพบจำนวนมาก น่าใจหาย! ตกเวลาเย็น ได้เวลาบูชารับขวัญด้วยดอกไม้ เดินวิชาบูชาดอกไม้แก่นิพพานเสร็จแล้ว ก็บูชาจักรพรรดิชุดใหม่ที่พบวันนี้ ธาตุธรรมท่านตรวจบารมีและให้นามรุ่นเป็นรุ่น ๆ ไป ล้วนแต่มีบารมีมากกว่ามารทั้งนั้น มากกว่า ๒๐๐-๔๐๐ เท่าก็มี ผมตกใจมาก ตกใจในประเด็นที่ว่า มีบารมีมากกว่ามารแต่แพ้มาร ธาตุธรรมท่านตรวจให้ แล้วเราก็รีบจดบันทึก ข้อที่แปลกมากก็คือ เสร็จงานตรวจบารมีแล้ว พระองค์ไม่อยู่ในนิพพานเลย เสด็จมาอยู่กับ “ตรีภพ” ทั้งหมด หมายความว่า เข้ามาอยู่ในกองทัพของ “ต้นปราบ” ทั้งหมด เพราะ “ต้นปราบ” เป็นแม่ทัพ บางรุ่นเป็นเพียงกักบริเวณ บางรุ่นถูกทำโทษ เอาของหนักทับร่างกาย บางองค์ไม่มีเครื่องทรง มารเขาเอาเครื่องทรงไปหมด เราต้องจัดทำให้พระองค์มีเครื่องทรงในภายหลัง เคยถามท่าน มารเขาเอาของหนักทับร่างกาย ทำไมเราไม่ตาย? ท่านตอบว่า เป็นเพราะไม่มีดวงทุกข์และดวงสมุทัยที่ดวงธรรมในกาย ตอบอย่างบัณฑิตทีเดียว ถามว่ามารเขาเอามาทำโทษเป็นเวลานานแค่ไหนแล้ว? ตอบไม่ได้ รู้แต่ว่านานแสนนานแล้ว ไม่คิดว่าจะได้เป็นอิสระ เมื่อพ้นโทษออกมา ท่านก็ดีใจ เมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้ จึงทูลถามพระพุทธองค์ว่า ทรงทราบหรือไม่ที่จักรพรรดิของเราหายไป? พระพุทธองค์ตอบว่า ไม่ทราบ ก็เลยถามธาตุธรรมท่านดู (หมายถึงผู้ใหญ่ในธาตุในธรรม เป็นผู้ปกครองใหญ่) เหตุใดพระพุทธองค์ไม่ทรงทราบว่า จักรพรรดิของเราหายไป? ถามธาตุธรรมท่านไปเช่นนั้น ธาตุธรรมท่านตอบอย่างไร? นี่คือเรื่องราวที่เราอยากทราบ ธาตุธรรมท่านตอบว่า “ตอนนั้นวิชายังไม่เปิด” ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ผมคิดอยู่หลายวัน คำว่า “วิชายังไม่เปิด” คืออะไร? ในที่สุดก็คิดได้ ขอให้เราทบทวนดูการศึกษาของบ้านเมืองเรา แต่ก่อนเรามีเพียง ๒ มหาวิทยาลัยเท่านั้น คือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เดี๋ยวนี้เรามีมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนไม่ต่ำกว่า ๕๐ มหาวิทยาลัย การที่วิชาเราเปิดเราจึงมีมหาวิทยาลัยมาก วิชาปิดหมายถึง มีมหาวิทยาลัยน้อย คือมีความรู้น้อยจึงมีหมาวิทยาลัยน้อยนั่นเอง (บันทึกเล่ม ๑๗ หน้า ๕๗) ปัญหาของนิพพานพอกพูนไว้มาก จนยากแก่การแก้ไข ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนอยู่นี้ เป็นการรบของต้นปีที่ ๑๖ เกิดความคิดว่า นิพพานมีปัญหามากมาย ยิ่งทำวิชาก็ยิ่งได้พบเห็น พบเห็นแล้วก็นึกถึงความรู้ที่เราได้เรียนรู้จากพระไตรปิฎก คำที่ว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งนั้น เรามารู้เห็นแล้ว เราคิดอย่างไร? นี่คือความคิดของข้าพเจ้า ถ้ามารไม่มาก้าวก่าย นิพพานเป็นสุขจริง ข้าพเจ้าไม่เถียงเลย แต่การที่นิพพานมีปัญหา เป็นเพราะมารเขามาปกครอง มารเข้าที่ไหนเดือดร้อนที่นั่น วุ่นวายไปหมด สับสนไปหมด งานปกครองดำเนินไปไม่ได้ งานนิโรธจำต้องหยุดลง การไปมาหาสู่กันกระทำไม่ได้ มารเขาห้ามไปหมดทุกเรื่อง ใครขัดคำสั่งเขา เขาทำโทษ การที่เราเดินวิชาไปพบพระพุทธเจ้าในที่ต่าง ๆ ก็ดี และการที่เราได้พบจักรพรรดิของเราในที่ต่าง ๆ นั้น ที่ตรงนั้นไม่ใช่นิพพาน เราไปอยู่ได้อย่างไร? นั่นคือแดนกักกัน นั่นคือแดนทำโทษที่มารเขาทำขึ้นนั้น เขาลงโทษทั้งนั้น เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าของเราจึงมีความรู้จำกัด อย่างที่ธาตุธรรมท่านว่าวิชาไม่เปิด บางวันข้าพเจ้าไม่อยากทำวิชา เพราะเกิดความเบื่อหน่าย แต่เมื่อเรารู้เห็นอยู่ว่าพระพุทธเจ้าของเราถูกมารรังแก เรารู้เห็นแล้วว่าจักรพรรดิของเราถูกมารข่มเหง กำลังใจเกิดขึ้นแก่เราอีก เราก็รบต่อไปอีก ซึ่งไม่ทราบว่า การรบระหว่างข้าพเจ้ากับมารจะสิ้นสุดเมื่อไร? กลับมาดูปัญหาของนิพพานกันใหม่ เหตุใดปัญหาจึงหมักหมม? นี่คือข้อสังเกต เมื่อมีพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาเกิด เหตุใดจึงไม่แก้ไข? นี่คือความเข้าใจของเรา ครั้นเราดูไปนาน ๆ เราจึงทราบความจริงว่า พระพุทธเจ้ารุ่นน้องเข้านิโรธไปหาพระพุทธเจ้ารุ่นพี่ ทำได้ไม่ง่าย พูดอย่างวิชาธรรมกาย ก็ว่าพระพุทธเจ้าในอดีตก็น่าจะบอกปัญหาแก่พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน เมื่อพระพุทธเจ้าในปัจจุบันจะต้องทำวิชาปราบมาร เป็นการแก้ปัญหา นี่คือความคิดของเรา แต่ความจริงนั้น ไม่เป็นอย่างที่เราเข้าใจ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันเข้านิโรธไปในนิพพาน มารเขาก็มีชั้นเชิง เขาก็หลบกายออกไป พระพุทธเจ้าในอดีตก็พูดแต่ที่ดี ๆ ที่มารเขาอนุญาต จะพูดความจริงกันจนหมดไส้หมดพุงนั้น กระทำมิได้ ตรงนี้เองคือความคลาดเคลื่อนของความจริง เป็นเรื่องน่าเห็นใจ ต่อมาขอกล่าวถึงพระไตรปิฎก คือความรู้เกิดจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว ว่าการตรัสรู้ของพระพุทธองค์นั้น ย่อมเป็นไปตามหลักสูตรที่มารเขากำหนด เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราต้องยอมรับสภาพ! ข้าพเจ้าบอกความแล้วว่า มารเข้ามาที่ไหนยุ่งที่นั่น ความจริงกลายเป็นไม่จริง ความถูกกลายเป็นผิด ความวุ่นวายสารพัดที่เกิดขึ้นไม่ว่าทีไหน! มารเขาเป็นผู้กำกับทั้งสิ้น ต่อมาก็มาถึงประเด็นที่ว่า เมื่อนิพพานมีปัญหาเช่นนี้ ธาตุธรรมท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร? ข้าพเจ้าเคยตอบไปแล้ว ท่านอ่านปราบมารมา ๓ ภาคแล้ว ท่านคงตอบได้ วิธีแก้ของธาตุธรรมก็คือ ให้คนของท่านมาเกิดเพื่อให้มาทำวิชาปราบมาร ยุคของเราที่เราทราบตรงกันก็คือ ยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อมาเกิดก็เพื่อมาทำวิชาปราบมาร ตามที่ข้าพเจ้าเคยเล่ามาแล้ว จะได้ผลอย่างไรหรือไม่? ต้องใช้เวลา ข้าพเจ้าบอกตรง ๆ เลย ไม่ง่าย! ถ้าง่าย งานปราบมารจบไปแล้ว นี่ข้าพเจ้าก็ปราบมาเป็นเวลา ๑๖ ปี (๑๖ ปีย่าง ยังไม่เต็ม ๑๖ ปี ปีนี้ ๒๕๔๓) โปรดเข้าใจให้ตรงว่า มารเขาเห็นว่านิพพานของภาคขาวคืออู่ข้าวอู่น้ำของเขา เคยกล่าวไว้ในปราบมารเล่มก่อน ๆ แล้ว ปัญหาทั้งปวงจะสิ้นสุด แก้ได้อย่างเดียวคือปราบมารเท่านั้น ปัญหาจึงมีอยู่ที่ว่า ใครเล่าจะเป็นผู้ปราบ ถ้าท่านถามความเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบอย่างไร? เพราะมีคนมาถามข้าพเจ้าบ่อย ๆและข้าพเจ้าก็ตอบคำถามไม่ได้ ถ้าอนุญาตให้ออกความเห็นอย่างนั้นพอพูดได้บ้าง เอาอย่างนี้ คนในโลกของเรามีหกพันล้านคน ถ้ามีเพียงคนเดียวที่มีความรู้ปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่น่าอาศัยแล้ว สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |