Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (17)
ปราบมาร4 (17) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

งานปราบมารต้องทำต่อไปจนกว่าดวงทาน ศีล ภาวนา
กำจัดดวงทุกข์และดวงสมุทัยได้

     แล้วฟื้นสภาพของ “นิพพานเป็น” ขึ้นมาใหม่ ให้มรรคผลนิพพานเข้าสู่สอุปาทิเสส นิพพานดังเดิม นี่คือเป้าหมายของงานปราบมารของข้าพเจ้า

     แต่เดิมนั้น มรรคผลนิพพานเป็นสอุปาทิเสสนิพพาน คู่กับใจที่เป็นทาน ศีล ภาวนา และปัจจุบันนี้ มรรคผลนิพพานเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน คู่กับใจเบญจขันธ์ที่เป็นทุกข์สมุทัย

     พูดง่าย ๆ ก็คือ แต่เดิมมรรคผลนิพพานเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ โดยที่กายมนุษย์ไม่ต้องตาย และปัจจุบันนี้มรรคผลนิพพาน เข้านิพพานด้วยกายธรรม โดยที่กายมนุษย์ต้องตายเพราะโรคภัย

     แนวของการทำวิชา จะทำอย่างไรก็สุดแต่ เป้าหมายคือ ทำให้ดวงทาน ศีล ภาวนา มีอานุภาพกำจัดดวงทุกข์สมุทัยให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ กายโลกีย์ที่สำคัญอันเป็นกายรองรับกายธรรมคือกายมนุษย์ เราต้องทำให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ (คือไม่มีโรค) และไม่ตาย และต้องทำให้กายมนุษย์ใสขึ้นมาให้ได้ แล้วมรรคผลนิพพานก็จะกลับสู่สภาพเดิมเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นเดิม

     นี่คือเป้าหมาย! นี่คือแนวคิด!

     ประเด็นสำคัญที่ว่า จะทำวิชาอย่างไรนั้น เราค่อยว่ากันใหม่ ลองให้งานปราบมารของข้าพเจ้า ดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง คงได้เห็นลู่ทางในตอนนั้น

ถ้าให้มรรคผลนิพพานเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน เกิดการเสียหายอย่างไร?

     นี่คือเรื่องใหญ่ทีเราอยากทราบ!

     ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” เป็นนิพพานที่มารเขาปฏิวัติขึ้น ผู้ได้มรรคผลนิพพานเข้านิพพานโดยกายธรรม กายมนุษย์ต้องตายด้วยโรค เพราะอานุภาพของดวงทุกข์สมุทัยที่มารเขาทำปกครองสัตว์โลก กายธรรมที่ไม่มีกายมนุษย์รองรับ ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร! เปรียบเหมือนปูนิ่ม ต่อสู้กับใครไม่ได้ เพราะไม่มีกระดอง จึงขาดภูมิคุ้มกัน กายธรรมจะมีฤทธิ์ต่อเมื่อมีกายมนุษย์รองรับ กายมนุษย์ทำหน้าที่เป็นกระดองนั่นเอง

     ความเสียหายคืออย่างไร? ข้าพเจ้ากล่าวมากไป ท่านทั้งปวงก็ตกใจ จะไม่กล่าวเลยท่านก็อยากถาม เพราะต้องการจะรู้ความจริง การที่มารปฏิวัติจนเกิดอนุปาทิเสสนิพพานแทนสอุปาทิเสสนิพพาน ก็เพื่อให้บังคับง่ายขึ้น เพื่อให้ปกครองง่ายขึ้น จะเอาอะไรก็ได้ดั่งใจ ผู้อยู่ใต้ปกครองไม่มีทางสู้ด้วยประการใด ๆ แล้วมารเขาก็เอาบารมีไปได้ตามอำเภอใจของเขา หากมรรคผลนิพพานยังเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นเดิมนั้น มารบังคับได้ยากกว่า เพราะ “นิพพานเป็น” เป็นกายมนุษย์ใสเป็นแก้ว กว่าจะบังคับได้ก็ต้องสู้กันเหนื่อย

     ข้าพเจ้าตอบท่านไม่ได้อยู่ประเด็นหนึ่ง คือ เหตุใด “นิพพานเป็น” สู้มารไม่ได้? ทั้งที่มีกายมนุษย์ใสเป็นแก้ว ดูมานานแล้ว ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ข้อมูลที่สนับสนุนว่าสู้มารไม่ได้ ต้องไปดูเล่ม “ปราบมาร ภาค ๓” เราจะพบว่า มารเอาพระพุทธเจ้าของเราไปกักกันและเอาจักรพรรดิของเราไปบังคับมีจำนวนมากมาย จนข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วว่ามีจำนวนเท่าไร? เหตุการณ์ของการปราบมารสืบเนื่องมาถึงปราบมาร ภาค ๔ คิดว่าพระพุทธเจ้าของภาคขาวที่มารเอาตัวไปกักกัน น่าจะกลับมาได้หมดแล้ว ก็ยังได้พบอีก! จักรพรรดิของเราที่มารเอาไปกักกันไว้ น่าจะกลับได้หมดแล้ว ที่ไหนได้ ยังกลับไม่หมด ยังพบอีก! ข้าพเจ้าตกใจมาก! ตกใจประเด็นที่ว่าน่าจะหมดปัญหาเรื่องนี้แล้ว การที่เราได้พบอีก แปลว่า มารเอาไปทำโทษ ตั้งแต่เริ่มต้นมีมรรคผลนิพพานทีเดียว เป็นการคาดเดาของข้าพเจ้าเอง

     นี่ก็เล่าสู่กันฟัง

     คิดว่าตอบชัดเจนแล้ว ว่ามารปกครองนั้นเสียหายอย่างไร? บารมีเขาก็เอาไปได้หากเขาต้องการเวลาใด และเขาเอาตัวไปบังคับได้ เอาตัวไปกักกันได้ ขัดคำสั่งเขาไม่ได้ ต้องอยู่ในปกครองสถานเดียว เขามีโทษที่จะกระทำ ตามที่กล่าวไว้ในปราบมารเล่มก่อน ๆ แล้ว เราข้องใจว่า ทำไมพระพุทธองค์ไม่บอกความรู้แก่เรา? ทำไมพระพุทธองค์มาช่วยมนุษย์? ตอบว่าพระพุทธองค์อยากช่วย แต่ทำไม่ได้! เพราะมารเขาห้ามไปหมด หากขัดขืนเขาก็ทำโทษ

     ท่านอยากทราบต่อไปว่า คนที่มีคามรู้จะรายงานเรื่องลึกซึ้งอย่างลุงการุณย์ บุญมานุช จะมีอีกไหม? ลุงตอบไม่ได้ แต่ลุงมีหน้าที่ปราบมาร ต้องมีผลงานมารายงานได้บ้าง

พระพุทธองค์กล่าวว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่า นิพพานเป็นสุขยิ่ง

กับรายงานของข้าพเจ้าไม่ขัดกันหรือ?

     นิพพานเป็นภพหนึ่งของผู้ได้มรรคผล เป็นที่อยู่ตลอดกาลของผู้ได้มรรคผล ในเบื้องต้น ธรรมภาคขาวคือภาคพระกับภาคมารไม่มีการกระทบกระทั่งกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ก้าวก่ายกัน นิพพานเป็นบรมสุขตามที่พระพุทธองค์กล่าวไว้นั้น ถูกต้องแล้ว ต่อมาเกิดการก้าวก่ายอำนาจปกครอง มารเขาเข้ายึดอำนาจเด็ดขาดได้ อำนาจปกครองจึงเป็นของมาร ทำให้มรรคผลนิพพานระส่ำระสาย ที่ว่าสุขนั้นยังสุขไม่จริง เพราะการคุกคามของมาร เมื่อมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นต่อนิพพาน ถามว่าทางนิพพานคิดแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?

     เรื่องนี้ทางนิพพานคือธาตุธรรมระดับผู้ปกครองใหญ่ ทรงคิดแก้มาตลอด และแก้ไขมาตลอด ตั้งแต่ครั้งบรรพกาลแล้ว วิธีแก้ก็คือ ส่งผู้มีบุญมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อให้มาปราบมาร ในลำดับแรกผู้มีบุญนั้นจะค้นพบวิชาธรรมกายก่อน ลำดับต่อมาจึงค้นวิชาอาสวักขยญาณ เป็นวิชากำจัดกิเลส ต่อมาเมื่อพบวิชาปราบมาร จากนั้น จึงจะถึงขั้นตอนปราบมาร ที่เราพอจะรู้เรื่องในยุคนี้ ก็คือปราบมายุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ งานปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่ขณะนี้ เป็นการสืบงานของหลวงพ่อ โดยมี “ต้นปราบ” เป็นแม่ทัพ ท่านคงรู้จัก “ต้นปราบ” แล้ว หากยังไม่รู้จัก โปรดกลับไปอ่าน “ปราบมาร ภาค ๒”

     แต่การปราบมารในยุคของหลวงพ่อ เป็นที่น่าเสียใจ ที่ไม่ได้ทำเป็นหลักฐานทางหนังสือไว้เลย พวกเราจึงหมดหนทางค้นคว้า ไม่รู้จะไปค้นค้าที่ไหน? พองานปราบมารตกมาถึงยุคของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำบันทึกผลงานทางวิชาไว้ทุกวัน ค้นคว้าได้ อ้างอิงได้ แล้วรวบรวมเนื้อหาสาระบางส่วนมาเขียนตำรา ดังที่ท่านได้อ่านแล้ว เล่มนี้คือ “ปราบมาร ภาค ๔”

     งานปราบมารเท่าที่ข้าพเจ้าได้ทราบจากการบอกเล่าจากนิพพาน ไม่ประสบความสำเร็จ แม้แต่ยุคใด ๆ ทั้งนั้น แม้ยุคของข้าพเจ้าก็ยังไมมีข้อยุติ แต่เป็นโชคดีของชาวโลก ที่ตำราอย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก มารเขาไม่ยอมให้ทำ แต่ข้าพเจ้าไม่ฟังมาร อุปสรรคร้อยเรื่องสารพัดปัญหา ถ้าจะให้ดี โปรดถามคุณกิตติ เอี่ยมโอภาส (ทนายความ) เพราะท่านช่วยดำเนินการจัดพิมพ์ให้ (ยุคปราบมาร ภาค ๑ เป็นธรรมทาน) การส่งมอบภาพถ่ายระหว่างเรากับโรงพิมพ์กระทำอย่างดี ปรากฏว่าภาพที่เตรียมไว้หายไปหมดเลย ให้ทนายกิตติ เอี่ยมโอภาส เล่าความหลัง แล้วจะทราบว่าฤทธิ์เดชของมารนั้นเหลือร้าย

     ดังนั้น การที่หนังสืออย่างนี้ ความรู้อย่างนี้ เกิดขึ้นได้ในโลก แปลว่า โลกของเราชะตาดีแล้ว ที่ได้รู้เรืองลึกลับเช่นนี้ เป็นโชคหูเป็นโชคสายตาของชาวโลกแล้ว

     กลับมาพิจารณาผลงานปราบมารกันใหม่ ปราบมารภาค ๔ มาถึงวันนี้ เป็นการปราบมารในปกครองใหญ่ คือ ปราบมารในนิพพาน คือ มารที่ยึดอำนาจปกครองระดับนิพพาน ส่วนการปราบมารในระดับปกครองย่อย คือการปกครองภพ ๓ ได้แก่ อรูปพรหม ๔ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น สวรรค์ ๖ ชั้น และในมนุษยโลก ยังไม่ได้ปราบเลย ยังไม่ได้ลงมารบเลย ตลอดเวลา ๑๖ ปีมานี้ รบในปกครองใหญ่สถานเดียว เพราะยังไม่เสร็จภาคนิพพานจึงลงมาภาคภพ ๓ ไม่ได้ เมื่อไรจึงจะเสร็จการรบในภาคนิพพาน? ยังตอบไม่ได้! ผลการรบในภาคนิพพานเป็นอย่างไรบ้าง? ประเด็นนี้คือเรืองสำคัญที่ท่านอยากทราบ

     การรบในภาคนิพพาน เป็นเวลา ๑๖ ปีที่ผ่านมา บรรยากาศของนิพพานเข้าสู่ยุค นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ แล้ว แต่ยังสุขไม่เต็มร้อย เมื่อไรจึงจะเต็มร้อย? ยังตอบไม่ได้! ก็ตอบได้แบบภาพรวมอย่างนี้

ทำไมจึงรบแต่ภาคนิพพาน ไม่ลงมารบในภาคภพ ๓ เลย

     ถือหลักว่า ถ้าพระพุทธองค์ปลอดภัย พระองค์ก็จะมาช่วยมนุษย์ในภพ ๓ ได้ ถ้าพระพุทธองค์ยังทุกข์ร้อนอยู่อย่างนั้น การลงมาช่วยมนุษย์โลกก็เป็นเรื่องยาก เพราะมารเขาสกัดกั้นอยู่ เขาขัดขวางอยู่ เขาจ้องจะทำลายล้างพระพุทธองค์ในทุกรูปแบบ ท่านทั้งปวงไม่รู้เห็น แต่ข้าพเจ้ารู้เห็น เพราะข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร ต้องรู้เห็นทุกวัน

     การมาช่วยไม่ใช่ทำง่าย เราต้องอาราธนา ถ้าไม่อาราธนา มารเขามาตั้งข้อหาทันที “เขาไม่ได้อาราธนา ท่านไปช่วยเขาโดยไม่มีใครอาราธนา นั่นคือท่านเป็นธรรมภาคมาร เมื่อท่านเป็นธรรมภาคมาร เรานี้แหละคือผู้ปกครอง บารมีของท่านอยู่ที่ไหน? จงนำมาให้เรารักษาไว้ เพราะเราเป็นผู้ปกครอง” โดนอย่างนี้แล้วจะว่าอย่างไร? มารเขาหาเองจะเล่นงานร้อยแปด มารเขาเป็นนาย เขาข่มเหง เขาบดขยี้ตลอดมา ไม่มีใครรู้! ไม่มีใครพูดให้ฟัง! อย่าไปว่าใครเลย เพราะการที่จะเอาความรู้อย่างนี้มาพูดมาเล่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นธรรมกายกันแสนคน จะเอาเหตุผลได้สักคนหนึ่งหรือเปล่า?

     เมื่อรูปการเป็นอย่างนี้ ข้าพเจ้าต้องรบในภาคนิพพานก่อน ให้พระพุทธองค์ปลอดภัยก่อน เมื่อพระพุทธองค์ปลอดภัยแล้ว พระองค์จะได้มาช่วยมนุษย์ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมาช่วย เพราะพระพุทธองค์เป็นสรณะของสัตว์โลกคือเป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึกของมนุษยโลก แต่ว่าต้องเป็นชาวพุทธ ถ้าไม่เป็นชาวพุทธก็ยากอีก เพราะมารเขาจะกล่าวหาว่าไปก้าวก่ายศาสนาของเขา แล้วก็จะหาเรื่องมาคุกคามพระพุทธองค์อีก เว้นแต่มารดับหมดถึงขั้นสิ้นเชื้อ คราวนี้แหละพระพุทธองค์จะช่วยได้ แบบครอบจักรวาล หมดตัวผู้มาขัดขวางทั้งปวงแล้ว พระพุทธองค์ก็จะทำงานได้เต็มรูปแบบ

     ปัญหาใหม่ที่ยังแก้ไม่ได้ คือหาคนปราบมารไม่ได้ ทั้งโลกจะมีปราบมารได้สักคนไหม? ข้าพเจ้ารอคอยมาจนถึงวันนี้ คอยมาจนเกษียณราชการแล้ว รอคอยมาจนอายุปูนนี้ก็แล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะพบคนปราบมารได้ ทั้งที่ตำราของข้าพเจ้าทุกเล่มแพร่ไปมากแล้ว แพร่ไปถึงเมืองฝรั่งแล้ว ยังคอยผู้มีบุญคนนั้น คอยมาจนถึงวันนี้ ยังไม่พบ! ไม่พบแม้แต่วี่แวว!

     เคยกล่าวไว้แล้วในตำราเล่มก่อน ๆ ว่า ให้เดินทางไปในแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล จะไปไหนก็จงไปเถิด ไปติดตามหาโพธิสัตว์ผู้มีความรู้ปราบมาร ใช้เวลาค้นคว้าสัก ๑๐ ปี จะพบไหม? นี่คือความยาก! ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง ใครจะมาเป็นคนปราบมาร? เพื่อให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราช ให้พ้นจากการปกครองของมาร ท่านผู้นั้นอยู่ที่ไหน? จงค้นคว้าต่อไป

จะทราบได้อย่างไรว่า ใครปราบมารได้?

     มีข้อสังเกต ๒ ประการ คือประการแรก ในระหว่างที่เราเข้านิพพานนั้น ธาตุธรรมท่านจะบอก การบอกนั้นไม่โจ่งแจ้ง ต้องคอยสังเกตเอาเอง เพราะมารจะขัดขวางได้ ต้องระวังเรื่องนี้ให้จงหนัก ไม่ใช่จะทราบได้ง่ายอย่างที่เราพูดกัน เพราะธาตุธรรมท่านก็ต้องระวังตัว เพราะมารเขาจะต้องเคลื่อนไหว จะไม่เคลื่อนไหวไม่ได้ เขาจะต้องต่อสู้กันในวันหน้า ดังนั้น อะไรที่จะถล่มได้ในวันนี้ มารเขาต้องทำก่อน เป็นการชิงไหวชิงพริบของกันและกัน

     ดังนั้น โปรดจำไว้ว่า ธาตุธรรมจะพูดอะไรกับเรา? ทรงคิดแล้วคิดอีก! ระวังแล้วระวังอีก!

     ข้อสังเกตประการที่ ๒ ก็คือ ท่านผู้นั้นเห็นเรา จะเหมือนมีแรงแม่เหล็กดูด เขาจะพอใจเรา เขาจะเข้าใกล้เรา ถ้าเขาต่อต้าน จงจำไว้เถิด คน ๆ นั้น ไม่ใช่ธรรมภาคขาวแล้ว เขาไม่ใช่ธาตุธรรมของภาคขาว ถึงเขาจะเรียนวิชาธรรมกาย ถึงเขาจะรักษาศีล ต่อไปก็กลับกลายได้ ดังคำกล่าวที่เราได้ยินเขาพูดกันว่า ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา คือต้นไม้ไผ่นี้งามนัก แต่พอเราเอาไปใช้งาน เหตุใดกลายเป็นบ้องกัญชาไปได้ หมดงามด้วยประการทั้งปวง เป็นการเปรียบเทียบไว้ ให้เราขยายความเอาเอง เป็นคำพูดแต่โบราณมา

     แต่แรกมาบวชในศาสนา รักษาศีลเป็นอันดี ต่อมาไม่เคารพศีลไม่เคารพวินัย แต่ก็อยู่ในเพศของพระสงฆ์ การรักษาศีลการรักษาวินัยในเบื้องต้นคือลำไม้ไผ่ ต่อมาไม่รักษาศีล ไม่รักษาวินัย แต่ยังอยู่ในรูปแบบครองผ้ากาสาวพัสตร์ ตรงนี้คือบ้องกัญชาแล้ว ลักษณะนี้เป็นรูปแบบของมารแฝงกายเข้ามาทำลายศาสนา นั่นเอง

     ยิ่งในยุทธจักรวิชาธรรมกายด้วยแล้ว มารเขาจะส่งคนของเขามาทำลายวิชา เป็นยุทธศาสตร์ของมารเขา เราต้องระวัง! เพราะถ้าเขาทำให้วิชาธรรมกายดับได้แล้ว นิพพานของภาคขาวยิ่งเป็นอันตราย เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะวิชาธรรมกายเป็นสื่อให้เห็นนิพพาน ถ้าวิชาธรรมกายดับลงไป เราก็เหมือนคนตาบอด หมดโอกาสที่เราจะไปเห็นนิพพาน ดังนั้น มารเขาต้องส่งคนของเขาเข้ามาเป็นไส้ศึก แต่แรกทำเป็นว่าศรัทธาในวิชา ต่อมาก็จะเกิดปัญหา เหตุการณ์เช่นนี้มีมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าเล่าบางส่วนแล้ว ควรแก่การศึกษาไว้

     เราบวชเป็นพระสงฆ์ในศาสนา หากเราไม่รักษาศีล ไม่รักษาวินัย บารมีของเราก็หลุดมือไป ตามที่กล่าวไว้แล้ว เป็นวิธีสำคัญของมารเขา ธรรมภาคขาวต้องมาถูกดับด้วยวิธีนี้ วิธีแก้มีวิธีเดียว คือการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง หากเราเห็นว่ารักษาศีลและรักษาวินัยไม่ได้ ให้รีบลาสิกขา คือรีบสึกมาครองเพศฆราวาส เพื่อไม่ให้มารมาเองดวงบารมีไป เราเป็นฆราวาส เราก็เรียนวิชาธรรมกายได้ เรียนได้เป็นอย่างดี จะสร้างบารมีอย่างไรก็ได้ อย่างที่คณะของข้าพเจ้าทำอยู่ในทุกวันนี้ มารจะอ้างอะไรกับเราไม่ได้ เพราเราเป็นฆราวาส

ท่านลืมแล้วหรือ? โบราณสอนว่า ฤๅษีผอม แต่เราเป็นฤๅษีอ้วน นี่คือพลาดแล้ว!

     “ฤๅษีผอม” หมายความว่า นักบวชหรือนักพรตต้องผอม ไม่ใช่ร่างกายผอม ผอมในความหมายนี้คือยากจน ขัดสน ผู้ที่มีคือนักบวชร่ำรวยไม่ได้ เราบวชก็เพื่อขัดเกลากิเลส ไม่หยิบเงินไม่ไยดีเงิน แต่เราบวชเพื่อหาเงิน บวชเพื่อเอาผ้าเหลือง มาสร้างค่านิยม คนเชื่อผ้าเหลือง แล้วก็ออกอุบายหาเงินด้วย วิธีต่าง ๆ จนมีข่าวดังออกไปว่า เอาเงินไปเล่นแชร์ เอาเงินไปเล่นหุ้น เอาเงินไปซื้อที่ดิน พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เข้าหลักฤๅษีผอม สุดท้าย เงินก็ทำลายนักบวช ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน แต่เป็นมรรคผลแห่งความหายนะ!

     เมื่อเงินเข้ามือ ความหลงตัวเกิดขึ้น แต่เราไม่รู้ การละเมิดวินัยจะเกิดขึ้น เราไม่ทันสังเกต แล้วภารกิจจะหนักมือ จนเราไม่ว่างจะปลงอาบัติ สุดท้าย บารมีก็หลุดไป มารเขาฉลาด เขาเองเงินมาล่อ เอายศมาให้ เอาอำนาจมาประเคน ไม่นานเกินคอย จบเห่ด้วยประการฉะนี้ทั้งนั้น เพื่อนเอ๋ย!

     ท่านที่เป็นธรรมกายต้องระวัง! มารเขาจ้องอยู่แล้ว อย่าลืมคำโบราณที่ว่า ฤๅษีผอม ท่องไว้! จำไว้! ถ้าเห็นว่าเราจะครองสภาพความเป็นพระสงฆ์ไม่ได้ ศีลก็ไม่รักษา วินัยสงฆ์ก็ไม่ระวัง ทั้งยังยินดีในเงิน ออกอุบายหาเงินด้วยวิธีต่าง ๆ อ้างว่าเป็นบุญใหญ่ อ้างต่าง ๆ ให้คนเชื่อ ผู้คนเขาเชื่อผ้าเหลือง เขาก็เอาเงินมาเทให้ แค่นั้นยังไม่พอใจ ยังวิ่งเต้นให้ได้มาในยศศักดิ์ เอาเงินไปแลก วิ่งเต้นให้ได้ตำแหน่งให้ได้อำนาจ ไม่สนใจอบรมจิตใจให้ห่างกิเลส มีความต้องการสารพัด แล้วจะห่างกิเลสได้อย่างไร? ถ้าเข้าลักษณะนี้ แปลว่ามารได้ช่องแล้ว เขาจะประเคนให้เราทั้งนั้น เราหลงว่าเกิดจากบารมีแต่ปางหลังของเรา และหลงว่าเกิดจากวิชาธรรมกายของเรา เป็นการเข้าใจผิดของเรา ที่แท้จริงนั้น มารเขาเป็นผู้จัดให้ โดยเขาแฝงตนอยู่เบื้องหลัง โดยเราไม่รู้ไม่เห็น ส่วนที่มารได้รับคืออะไร? ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น! ข้าพเจ้าเพิ่งรู้เมื่อทำวิชาปราบมารไปแล้ว 10 กว่าปี ระหว่าง 13-14 ปีนี่เอง

     ทำไมมารเขาทำอย่างนั้น? นี่คือคำถามที่ใคร ๆ อยากรู้ ข้าพเจ้ารู้ก็เพราะธาตุธรรมท่านบอก ท่านที่ทำวิชาไม่ถึง แม้จะเรียนมา ๑๐๐ ปี ท่านก็ไม่รู้อยู่ดี ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ก็จะรู้ได้ ต้องทำวิชาปราบมาร ต้องฟันฝ่า ต้องบากบั่น ต้องมักน้อย ต้องอดทน นี่คือความประพฤติส่วนตัว เรืองสำคัญก็คือ การทำวิชาธรรมกาย หลักมีอยู่ว่า วิชาต้องไม่เพี้ยน ถ้าวิชาเพี้ยนแล้ว มารเขาได้ช่องทันที แล้วเราจะพลาด หากพลาดแล้วแก้ตัวไม่ได้ เพราะเกิดการเสียหายใหญ่หลวง

     การที่มารเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเขามีส่วนได้ ส่วนเสียไม่มี มีแต่ได้สถานเดียว ถามว่าได้อะไร? ตอบว่าได้บารมี เงินที่ได้มานั้น มารเขาถือว่าเขาเป็นผู้จัดหาให้ ดังนั้น บารมีที่เกิดนั้น ต้องเป็นของเขาส่วนหนึ่ง เหมือนกับเราเป็นผู้จัดการนักมวย นักมวยของเราเป็นแชมเปี้ยนโลก เมื่อนักมวยของเราชก เราในฐานะเป็นผู้จัดการก็รับเงินก้อนใหญ่ ดังที่เราเห็นในทุกวันนี้

     คราวนี้กลับมาพิจารณาเรื่องการสร้างบารมีของผู้เป็นธรรมกายบ้าง ตรวจสอบบ้างหรือเปลาว่าเงินที่ได้ อำนาจวาสนาที่มี ใครเป็นผู้กำกับอยู่หลังฉาก ถ้าภาคขาวท่านจัดให้ก็นาอนุโมทนา แต่ถ้ามารเขากำกับ บารมีก็ตกเป็นของเขา โดยที่พระพุทธองค์พูดไม่ออก ตัวเราเองหลงว่าได้บารมี ที่แท้บารมีหยาบเราได้ ส่วนบารมีละเอียด มารเขารับไป นี่คือความรู้ลึก! ไม่มีใครรู้เลย! ที่ข้าพเจ้ารู้ได้ก็เพราะธาตุธรรมท่านบอก หมายความว่าวิชาเราละเอียดไปถึงกรณีเช่นนั้นแล้ว ธาตุธรรมจึงบอก ถ้าไม่ถึงก็ไม่บอก มันยากอย่างนี้ ขอให้เข้าใจว่า เรืองนี้เป็นเรื่องความรู้สึก เรียนกันมา 100 ปีจะมีรู้เรืองสักคนไหม? ตำราของข้าพเจ้ามีคุณค่าสูง ท่านทั้งหลายได้อ่านครบทุกเล่มแล้วหรือยัง? ความรู้อย่างนี้เรียนรู้ที่ใดไม่ได้ในโลกนี้

     ท่านจะเห็นว่า การเดินทางสร้างบารมีของผู้เป็นธรรมกายนั้น ไม่ง่าย! ยากและมีอุปสรรค เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกท่านต้องเรียนรู้ เพราะมารเขาจ้องอยู่แล้ว ท่านต้องระวังเส้นทางของมรรคผลนิพพานไม่ง่าย มีขวากหนาม ท่านต้องระวัง ถ้ามีแต่ธรรมภาคขาวอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา แต่มีภาคมารคอยสกัดเส้นทางของเราในทุกรูปแบบ เพื่อให้มรรคผลนิพพานมีอุปสรรค เป็นเรื่องที่นักสร้างบารมีต้องเรียนรู้ เพื่อจะได้ระวังตัวไว้

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org