|
การแก้เรื่องวินัยสงฆ์จะแก้อย่างไร? ตามที่กล่าวนั้น เป็นความเห็นคือแนวคิด แต่ว่าทำยากคือพูดง่ายทำยาก หนทางแก้จะต้องไปแก้ในศาสนาหน้า กล่าวคือ ผู้มาแก้จะต้องเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบ คือ เป็นพุทธภูมิภาคปราบ ไม่ใช่ภาคโปรดดังที่แล้ว ๆ มา เพราะถ้าเป็นพุทธภูมิภาคโปรด ก็คือได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้าภาคโปรด ก็ต้องมาแพ้มารเขาอยู่ดี ดังเหตุการณ์ในศาสนาที่แล้ว ๆ มานั้น ตามที่หลวงปู่ชั้ว โอภาโส ได้กล่าวไว้นั้น เพราะภาคโปรดไม่มีความรู้สู้มาร มีแต่ความรู้สอนศาสนาเท่านั้น เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าภาคขาวมี ๒ ภาค คือ ภาคโปรดกับภาคปราบ ภาคปราบหาไม่ได้เลย ที่แล้ว ๆ มามีแต่ภาคโปรดเท่านั้น แนวคิดที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้น กล่าวว่าเราจะต้องแก้วินัยในประเด็นราคาพระสงฆ์ ๕ มาสก คือวินัยข้อนี้ไม่ให้มีอยู่ในวินัยสงฆ์ ขืนให้มีวินัยข้อนี้ไว้อีก โพธิสัตว์ภาคขาวจะถูกลดจำนวนตามที่แสดงความเห็นไว้นั้น แนวทางแก้ต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ แผนการที่กล่าวนี้ก็คือ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ต้องคัดเลือกเอาภาคปราบมาเกิด และสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ ท่านของพระองค์ตามประเพณีนั้น ต้องเอาฝีมือภาคปราบมาเกิด ท่านก็ต้องตรัสรู้ และเมื่อตรัสรู้แล้วสาวกสำคัญ ๘๐ ท่าน (อสีติสาวก) ก็จะเข้ามาฟังธรรมต่อพระพุทธเจ้า อสีติสาวก ๘๐ ท่าน ก็จะเห็นธรรม แล้วก็เรียนวิชาอาสวักขยญาณ เข้าสู้หลักสูตรปราบมารทันที จ่ายงานปราบมารทันที งานปราบมารก็เริ่มขึ้น เป็นผลให้มารสอดละเอียดไม่ได้ หมายความว่า มารจะสอดละเอียดทำให้สาวกของพระพุทธองค์วุ่นวายไม่ได้ เมื่อมารหมดโอกาสสอดละเอียด ศาสนาของพระองค์ก็เรียบร้อยราบรื่น โอกาสที่มารจะมาบังคับให้พระพุทธองค์รจนาวินัย กระทำมิได้ เมื่อมารเข้ามายุ่งไม่ได้ วินัยเรื่อง ๕ มาสกก็ตกไป และวินัยมากมายก่ายกอง ก็จะเหลือไม่กี่ข้อ นี่คือแนวทาง! การที่มารจะกำหนดหลักสูตรให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรและอย่างไรนั้น มารหมดโอกาส และมารที่มารจะมากำหนดอายุของพระพุทธเจ้า ว่าต้องมีอายุเท่านั้นเท่านี้ มารกระทำไม่ได้อีกต่อไป นี่คือแนวคิด ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมาถึงจุดนี้ เห็นลู่ทางแก้ จึงนำแนวคิดมาเสนอไว้ แต่ความเป็นไปได้มีแค่ไหนและเพียงไร? เรื่องนี้ธาตุธรรมท่านคิดอยู่แล้ว คราวนี้เรามาดูว่า ใครควรลงมาเกิดบ้าง? เพื่อแก้ไขเหตุการณ์เช่นว่านั้น นี่คือทางตัน มองทางไหนพบแต่บารมีสร้างวัด บารมีสร้างศาลา บารมีสร้างพระพุทธรูป ยังไม่เห็นใครเขาตากรรมการเลย ทำหน้าที่กอบโกยเงินให้ นี่คือทางตัน เรามีแต่คนที่สามารถไม่ถูกทาง เรามีแต่คนเก่งไม่เข้าเรื่อง คนทีเราเห็นว่าใช้ได้ มารเขาก็เข้ามากำกับ โดยเขาแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ทำหน้าที่จูงรู้จูงญาณ ทำหน้าที่บังคับคนให้เฮเข้ามา ทำหน้าที่กอบโกยเงินให้ เพื่อให้เราหลงวิชา สุดท้ายเราไม่เข้าถึงวิชา บารมีที่แท้เราไม่ได้ มารเขากำกับและควบคุมอย่างนี้ บารมีสำคัญเราจะไม่ได้ เพราะอะไรจึงไม่ได้? เป็นความรู้สำคัญที่ยังหาผู้รู้ไม่ได้ ท่านต้องทราบก่อนว่า การให้บารมีนั้น พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ประทานให้ ทำยากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ทรงให้แล้วเรารักษาไม่ได้ เพราะมารมาระเบิดไปจากศูนย์กลางกายของเรา เพราะเราไม่มีความรู้รักษา นี่คือความรู้สำคัญ มีคนรู้เรื่องสักคนไหม? อีกประการหนึ่ง บารมีสำคัญ พระพุทธองค์ต้องรวมรู้รวมญาณทัสสนะกันทำ มารเขาจะยอมหรือ? แน่นอนที่สุด เขาต้องเข้าขัดขวาง เพราะเราจะต้องต่อสู้กับเขาในวันหน้า นี่คือตัวปัญหา ท่านทั้งหลายไม่ปราบมาร ท่านก็ไม่รู้เห็น ข้าพเจ้าทำหน้าที่ปราบมาร ได้รู้เห็น จึงนำเรื่องมาบอกไว้ เรื่องไม่ง่ายดังที่ท่านคิด พระพุทธองค์ไม่ทรงขัดข้องอะไร? แต่ปัญหาไปอยู่ที่การรักษา ใครจะรักษาได้ให้มาแล้วรักษาไม่ได้ เรายังต้องเรียนรู้อีกมากนัก ความรู้ว่าด้วยการรักษาบารมีนี้ ยากแสนยากยิ่งนัก เมื่อเหตุการณ์พาดพิงถึง ข้าพเจ้าจะนำความรู้นี้กล่าวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้เองที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ภาคขาวเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของมารเขา ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะรู้เห็นมาในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง เรารักษาบารมีตัวเองไม่ได้ นี่คืออันตราย มีคนทราบสักคนไหมในโลกนี้? หากเราเปรียบเทียบกับทางโลก ก็คือ เราหาเงินได้แต่รักษาไม่ได้ หมายความว่า หาเงินได้แล้ว ปล่อยให้โจรมาปล้นเอาไปนั่นเอง โจรก็ยังลอยนวลอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครไปทำอะไรเขา ความเป็นมาของจักรพรรดิและกายสิทธิ์ มีอย่างไร? ท่านทราบเรื่องความเป็นมาของจักรพรรดิและกายสิทธิ์จาก “ปราบมาร ภาค ๓” แล้ว จักรพรรดิไม่ใช่เรื่องที่เราจะให้ผ่านหูผ่านตาไปเพียงนั้น งานปราบมารดำเนินต่อมา ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้เรื่องจักรพรรดิเพิ่มขึ้น ดังนี้ จักรพรรดิและกายสิทธิ์มีคุณอย่างไร? ท่านที่อ่านหนังสือธรรมกายชั้นสูง หลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านจะทราบว่า วิชาธรรมกายหลักสูตรนี้ หลวงพ่อกล่าวถึงคุณของจักรพรรดิไว้แล้ว ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวถึงอีก แต่ความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากการปราบมาร ทำให้รู้เห็นเรื่องราวของจักรพรรดิและกายสิทธิ์มากขึ้น นิพพานของธรรมภาคขาว ทั้งนิพพานเป็น (นิพพานกายมนุษย์) และนิพพานกายธรรม (นิพพานถอดกาย) นั้น ถามว่าใครเป็นผู้จัดทำขึ้น? ตอบว่า จักรพรรดิท่านจัดทำทั้งสิ้น ความเป็นอยู่ของพระพุทธเจ้าในนิพพาน จักรพรรดิท่านดูแลให้ความสมบูรณ์บริบูรณ์ ปกป้องและป้องกันมารให้ ความรู้นี้กว่าจะทราบได้ ใช้เวลาปราบมารถึง ๑๔-๑๕ ปีทีเดียว กลับมาดูสุคติภูมิ คือ ภพอันแสนสบาย เป็นที่พักชั่วคราว ในระหว่างทีมนุษย์ยังเวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วตาย และตายแล้วก็มาพักที่สุคติภูมินี้ คือ ทิพย์ได้แก่ สวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น และอรูปพรหม ๔ ชั้น ถามว่าสุคติภูมินี้ ใครเป็นผู้ทำไว้? ตอบว่า จักรพรรดิท่านจัดทำให้ คราวนี้มาดูทุคติภูมิบ้าง คือ ภพทรมานมนุษย์ คือ นรก อเวจี และโลกันต์ มีไว้เป็นที่พักชั่วคราวของมนุษย์ในระหว่างที่มนุษย์ยังเวียนว่ายตายเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วมาสู่ทุคติภูมิ สำหรับมนุษย์ที่ประพฤติชั่ว ผิดศีลผิดธรรม ถามว่าทุคติภูมินี้ใครเป็นผู้จัดทำ? ตอบว่า มารเป็นผู้จัดทำขึ้น ใครปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ คือผู้เจริญในทาน ศีล ภาวนา หากยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน ตายไปแล้วก็สู่สุคติภูมิ ส่วนมนุษย์ที่ผิดศีลผิดธรรม ตายไปแล้วก็สู่ทุคติภูมิ มารเขาเป็นผู้ปกครองทุคติภูมิ มารเขาเป็นผู้ลงโทษทั้งหมด ทุคติภูมิคือเครื่องมือมาร มีไว้ทรมานสัตว์โลก เหตุใดภาคขาวจึงไม่ทำโทษ? ปล่อยให้มารเขามาเกี่ยวข้องในคดีโทษ ทำไม? นี่คือความเห็นของข้าพเจ้า คนของพระคือคนของภาคขาวประพฤติผิด ภาคขาวควรทำโทษกันเอง จะทำอย่างไรก็เป็นเรื่องของภาคขาว! มารไม่เกี่ยว! ปล่อยให้มารมาก้าวก่ายทำไม? เป็นการไม่ชอบด้วยประการใด ๆ ใครตกไปอยู่ในทุคติภูมิ โบราณท่านพูดว่า แผ่นดินพูดไม่ได้เราก็ไม่ได้เกิด ทำให้มรรคผลนิพพานล่าช้าเข้าไปอีก การพิจารณาทุคติภูมินี้ เป็นผลงานในเล่ม”ปราบมาร ภาค ๑” โปรดกลับไปอ่านทบทวน ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะทำได้ แต่เกิดทำได้ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง ข้าพเจ้าดีใจจนเนื้อเต้น ตอนนี้ทุคติภูมิไม่มีแล้ว ใครผิดศีลผิดธรรม ภาคขาวทำโทษกันเอง หากท่านอยากทราบว่า ตายไปแล้วไปอยู่ที่ไหน? ก็จงเรียนวิชาธรรมให้แตกฉาน เวลาใครตาย ท่านก็เข้ากายธรรมไปดูเอง จะให้ลุงการุณย์ บุญมานุช เล่าทุกเรื่องได้อย่างไร? ลุงเองก็ตกใจ ที่เวลานี้ตกต่ำมาก หาคนมีความรู้ตรวจว่าตายแล้วไปไหน? หาไม่ได้! หมดผู้รู้แล้ว! ลุงเสียใจมาก เรื่องแก้โรค ไม่ต้องพูดกันแล้ว ไม่มีใครทำได้เลย เอาแค่สอนเบื้องต้น จะให้เห็นธรรมอย่างที่ลุงสอนและคณะของลุงทำ ไม่มีที่ไหนทำได้? ไม่รู้ว่าเรียนกันมาอย่างไร? ลงเสียใจมาก! งานทุกอย่างก็ไปตกอยู่ที่ลุงคนเดียว เป็นภาระหนักของลุง ลุงพูดไม่ออก ทุกข์ร้อนของท่าน ลุงจะดูดายได้อย่างไร? คุณของจักรพรรดิและกายสิทธิ์ ไม่เพียงแค่นั้น มีคุณครอบจักรวาล กล่าวแล้วว่า จักรพรรดิสร้างนิพพานให้พระพุทธองค์ สร้างสุคติภูมิคือ ภพอันแสนสุขให้แก่ชาวสวรรค์ ให้แก่ พรหม ๑๖ ชั้น และให้อรูปพรหม ๔ ชั้น พวกเราก็ไปอยู่กันอย่างสบายใจ แต่ไม่ทราบว่าใครทำให้? ต่อเมื่อได้ไปอยู่แล้วจึงรู้ แต่ไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไร? ความเป็นอยู่ประจำวัน จักรพรรดิท่านจัดทำให้ทั้งนั้น กล่าวถึงในนิพพาน จักพรรดิอุปการะทุกสถาน ทั้งยังปกป้องคือป้องกันมาร ไม่ให้มารมากล้ำกลายพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์อยู่ คือยังทำหน้าที่พระพุทธเจ้าอยู่ในโลก จักรพรรดิท่านก็ช่วยทุกอย่าง และเมื่อพระพุทธองค์เข้านิพานไปแล้ว อีกทั้งพระอรหันต์ของพระองค์ได้ก็เข้านิพพานหมดแล้ว แต่ศาสนาของพระองค์ยังอยู่ในโลก ถามว่าใครดูแลศาสนาให้? ไม่มีใครบอกความรู้แก่ท่านได้ ข้าพเจ้าไปรู้เรื่องเมื่อตอนไปปราบมารในอินเดียเมื่อปี ๒๕๓๐ นั้น ถามจักรพรรดิที่อยู่ในองค์พุทธไสยาสน์เมืองกุสินารา ถามหน้าที่ของท่าน ท่านอยู่อย่างไร? ฟังท่านอธิบาย ยังเป็นภาพติดตาจนบัดนี้ แม้เราขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับ ท่านยังตามมาส่งอีกด้วย ขอให้ท่านอ่านปราบมาร ภาค ๑ ดูอีกครั้ง ศาสนาของพระพุทธองค์อยู่ได้ด้วยจักรพรรดิและกายสิทธิ์ทั้งนั้น แต่เราไม่รู้ ความเป็นอยู่ประจำวันของทิพย์ พรหม และอรูปพรหม จักรพรรดิท่านดูแลเช่นเดียวกัน อย่าว่าแต่ทิพย์ พรหม และอรูปพรหมเลย แม้มนุษย์อย่างพวกเรา จักรพรรดิท่านก็ดูแล หากท่านไม่ดูแล เราจะอยู่ได้อย่างไร? แต่พวกเราไม่รู้ นี่คือคุณของจักรพรรดิและกายสิทธิ์เพียงย่อ ๆ แปลกแต่จริง คือ ไม่มีใครรู้คุณ! ไม่มีใครระลึกถึง! ไม่มีใครกราบไหว้! โปรดจำไว้ว่า ในพระประธาน ในพระพุทธรูป ในพระเครื่อง เป็นกายสิทธิ์ทั้งนั้น ความเป็นมาของจักรพรรดิและกายสิทธิ์และความเป็นมาแต่เดิม บารมียังอ่อนก็เป็นกายสิทธิ์ แต่พอบารมีแก่กล้าเข้าจึงเลื่อนฐานะเป็นจักรพรรดิ หลวงพ่อสอนแล้วอยู่ในหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร โปรดอ่านปราบมาร ภาค ๓ จักรพรรดิคือมนุษย์อย่างเรานี้ มีกำเนิดเมื่อครั้งมนุษย์มีใจเป็น ทาน ศีล ภาวนา ยุคนั้นการปกครองกันโดยธรรม ไม่มีกฎหมาย ไม่มีโจร มนุษย์ที่เกิดมาแต่แรกยังไม่งาม อายุยืน แบ่งวัยเป็น ๓ ระยะ คือวัยเด็ก วัยกลาง และวัยสูงอายุ วัยเด็กยังไม่งาม พอถึงวัยกลางเริ่มงามแล้ว พอถึงวัยสูงอายุคือ วัยแก่ เป็นวัยสวยงาม คือ แก่อย่างเพชรพลอย ไม่ใช่แก่อย่างพืชผักหญ้า กายใสขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบารมีภาวนานั่นเอง เราจะเอาดีทางไหน? ถ้าถนัดทางธรรมก็เป็นพระพุทธเจ้าไป ถ้าถนัดทางโลกก็ไปเป็นจักรพรรดิ แยกกันตรงนี้ ได้มรรคผลกันต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ทีเดียว ท่านใดที่บารมีเข้าเกณฑ์มรรคผลนิพพาน ก็เข้านิพพานไป ไปมีหน้าที่ในนิพพาน ยุคนั้นเป็น สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานเป็น สำเร็จด้วยกายมนุษย์ใสเป็นแก้ว หมายความว่า กายมนุษย์ไม่ต้องตาย ส่วนจักรพรรดิและกายสิทธิ์ที่เราเห็นในดวงแก้ว ในเพชรพลอยทุกวันนี้ เป็นจักรพรรดิตกรุ่น ยังไม่ทันได้มรรคผลนิพพาน ยังต้องสร้างบารมีต่อไป เพราะเป็นยุคที่มารเขาปฏิวัติใจมนุษย์ จากเดิมใจมนุษย์เป็นทาน ศีล ภาวนา เปลี่ยนมาเป็นเบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นคือ รูปได้แก่กาย เวทนาคือเห็น สัญญาคือจำ สังขารคือคิด วิญญาณคือรู้ ไม่ใช่ทาน ศีล ภาวนา แต่เปลี่ยนเป็นทุกข์และสมุทัย เป็นผลให้สัตว์โลก แก่ เจ็บ (เป็นโรค) ตาย และมรรคผลนิพพานเปลี่ยนจากสอุปาทิเสสนิพพานมาเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน คือเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ไม่ได้ ให้เข้านิพพานด้วยกายธรรม คำว่า อนุปาทิเสสนิพพานนั้น หลวงพ่อเรียกว่านิพพานตาย หมายความว่า กายมนุษย์ตายแล้วจึงเอากายธรรมเข้านิพพาน โปรดจับใจความตรงนี้ จักรพรรดิและกายสิทธิ์รุ่นที่มนุษย์มีใจเป็น ทาน ศีล ภาวนานั้น ในกลุ่มพวกทียังเข้านิพพานไม่ได้ คือยังไม่ได้มรรคผลนิพพาน ยังต้องสร้างบารมีสืบต่อมาจนถึงยุคเบญจขันธ์คือ ยุคของทุกข์สมุทัย มารปฏิวัติมรรคผลนิพพานเสียใหม่ เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ของมาร ภาคขาวแพ้มารชนิดราบคาบ เรื่องมรรคผลนิพพานนี้ ข้าพเจ้าดูมาตลอด ว่าเรื่องจริงคืออย่างไรกันแน่ ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนกันมานาน ตลอดเวลาที่ทำวิชาปราบมาร ตั้งใจเรียนรู้มาตลอด แต่ไม่ใช่จะรู้ได้ง่าย แม้ถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้แจ้งชัด แต่พอพูดได้บ้างเท่านั้น จะเอาอะไรชัดเจนนัก ยังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งเกินกว่าที่คนอย่างเราจะเรียนรู้ได้ แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปราบมาร จะไม่รู้เห็นเรื่องราวของนิพพานเลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะทำหน้าที่ปราบมาร ต้องรู้เห็นเรื่องของนิพพานทุกวัน แม้จะรู้เห็นไม่ละเอียดนัก แต่ก็พอจะพูดได้บ้าง แต่เดิมนั้น ธรรมภาคขาวกับธรรมภาคมารไม่กระทบกระทั่งกัน บ้านใคร ๆ อยู่ อู่ใคร ๆ นอน ต่อมาเกิดการกระทบกระทั่งกัน ด้วยเรื่องอะไรไม่ทราบ แต่เดิมมรรคผลนิพพานเป็นนิพพานเป็น หรือเรียกว่า นิพพานไม่ถอดกาย คำพระใช้ว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ คือกายมนุษย์ใสเป็นแก้ว แล้วก็เข้านิพพานไป พระพุทธเจ้านิพพานเป็นหรือเรียกว่า นิพพานไม่ถอดกายนี้ มีฤทธิ์เดชมาก เป็นเพราะอะไรไม่ทราบ มารเขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่ คือวิชาเบญจขันธ์ นั่นคือ วิชาทุกข์และสมุทัย ทำให้เราต้องตาย คือกายมนุษย์ตายและเอากายธรรมเข้านิพพาน นิพพานที่กายธรรมไปอยู่นั้นเรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” กายธรรมไม่มีกายมนุษย์รองรับ มีความเปราะบาง ไม่แข็งแรง ตรงนี้เองที่มารเข้าข่มเหงอย่างไม่เกรงใจ แม้แต่ดวงบารมีของเรา มารเขายังเอาไปได้ เขาโกงไปต่อหน้าต่อตา เขาข่มเหงสารพัด ตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในตำราปราบมาร คงจะมีข้าพเจ้าคนเดียวที่กล้าขัดคำสั่งมาร เพราะเขาห้ามใครขัดคำสั่งเขา ใครขัดคำสั่ง เขาจัดการทั้งนั้น เขาห้ามพูดเรื่องของเขา! ข้าพเจ้าก็พูด เขาห้ามแตะต้องเรื่องของเขา! ข้าพเจ้าก็เล่า ตำราปราบมารไม่เคยปรากฏแก่สายตาชาวโลก แต่ข้าพเจ้าก็พิมพ์ออกมาแล้วหลายเล่ม เขาห้ามพูดเรื่องของเขา ไม่ว่าอะไรเขาห้ามทั้งนั้น เราเชื่อเขา เราก็ตาย เราไม่เชื่อฟังเขา เราก็ตาย แล้วเรื่องอะไรที่เราจะต้องมางอมืองอเท้า โปรดทราบไว้ตั้งแต่วันนี้ว่า ตำราปราบมารที่ข้าพเจ้าทำขึ้นนี้ เป็นครั้งแรกของโลก ถ้าข้าพเจ้าไม่พิมพ์ออกมา ท่านทั้งหลายจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย เหมือนหนึ่งถูกปิดตาปิดหู ความรู้อย่างนี้ไม่มีการเปิดเผย กลัวฤทธิ์เดชของมารด้วยกันทั้งนั้น แต่ข้าพเจ้ามีหน้าที่ปราบมาร จะไม่ให้ข้าพเจ้าพูดอะไรเลยนั้น ก็แปลว่าเราอยู่ในกำกับการแสดงของมาร เรื่องอะไรที่เราจะต้องไปฟังการบงการของเขา แต่แรกที่ภาคขาวเกิดมรรคผลนิพพาน ที่เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานนั้น เป็นการเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์ ตามที่กล่าวมานั้น มารเขาเขมือบไม่ถนัด เพราะพระพุทธเจ้านิพพานกายมนุษย์มีฤทธิ์เดชมาก เขาก็คิดวิชาขึ้นใหม่ เพื่อปฏิวัติมรรคผลนิพพาน หากปฏิวัติสำเร็จ เขาก็ไม่ต้องทำกินอะไร ได้เวลาเขาก็มาระเบิดเอาดวงบารมีไป เพราะนิพพานคืออู่ข้าวอู่น้ำของเขา แล้วเขาก็คิดวิชาได้สำเร็จสมใจหมาย เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่ง นั่นคือ วิชาทุกข์และสมุทัย ใครโดนวิชานี้เป็นต้องแก่ เจ็บ ตาย ทั้งนั้น ไม่อยู่ค่ำฟ้าไปได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาย ตายทั้งนั้น นั่นคือยุคเบญจขันธ์ คือยุคกายกับใจเป็นทุกข์ แต่บัดนั้นสืบต่อมาถึงทุกวันนี้ เรื่องมรรค-ผล-นิพพาน ใครที่ได้มรรคผลนิพพาน จะเข้านิพพานด้วยกายมนุษย์เหมือนยุคสอุปาทิเสสนิพพานไม่ได้ ต้องเข้านิพพานด้วยกายธรรม เพราะกายมนุษย์ตายไปด้วยวิชาทุกข์และสมุทัยของมาร เรียกนิพพานกายธรรมว่า อนุปาทิเสสนิพพาน บ้างก็เรียกนิพพานตาย หมายความว่า กายมนุษย์ตายแล้วเอากายธรรมเข้านิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานหรือนิพพานกายธรรมนี้ เป็นอาหารอันโอชะของมาร เพราะเปราะบาง ง่ายต่อการแตกสลาย หลวงพ่อท่านเปรียบให้ฟัง เหมือนปูนิ่มคือกระดองไม่แข็ง เมื่อกระดองไม่แข็ง ก็ป้องกันศัตรูไม่ได้ เหมือนเต่าไม่มีประดอง เหมือนผลไม้ไม่มีเปลือกนั่นเอง มารเขาไม่ต้องทำกินอะไร เมื่อต้องประสงค์สิ่งใด ก็มาระเบิดไปจากดวงบารมีของธรรมภาคขาว เพราะนิพพานกายธรรมเปราะบางสู้มารไม่ได้ ขนาดระดับนิพพานของเรา มารเขายังระเบิดได้ แล้วอรูปพรหม 4 ชั้น พรหม 16 ชั้น สวรรค์ 6 ชั้น และมนุษย์จะมีอะไรเหลือ? มารเอาไปได้ทั้งนั้น นี่คือวิชาสำคัญของมาร เป็นวิชาปกครองสำคัญ เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่มาก ตั้งแต่วันนั้นจนมาถึงวันนี้ ธรรมภาคขาวยังแก้วิชาของเขาไม่ตก แพ้มารมาตลอด มรรคผลนิพพานก็ยังเป็นอนุปาทิเสสนิพพานอยู่เช่นนั้น ยังไม่กลับไปเป็นสอุปาทิเสสนิพพานเช่นแต่เดิม มรรคผลนิพพานของเราสืบทอดต่อกันมา ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว มีแต่นิพพานกายธรรมทั้งนั้น ข้าพเจ้าเสียใจมาก ยิ่งรู้เห็นก็ยิ่งเสียใจ เหตุที่รู้เห็นก็เพราะทำวิชาปราบมาร ต้องสัมผัสทุกวัน วิชาปกครองที่สำคัญอีกวิชาหนึ่งที่มารเขาทำสำเร็จ เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของเขา คือ วิชาปิฎก คือวิชาที่ขึ้นต้นว่า อภิชฌา-พยาบาท-มิจฉาทิฏฐิ-โลภะ-โทสะ .......ฯ เป็นวิชาปิดตาปิดหู เพราะวิชานี้เอง ทำให้เราตาหูมืดมัว ถ้าเปรียบเป็นนักมวย เราก็ถูกเขาชกข้างเดียว เราชกคู่ต่อสู้ไม่ถูก เพราะเราหูตามัว มองคู่ต่อสู้ไม่เห็น แต่คู่ปรับเห็นเรา ภาคขาวโดนวิชานี้เข้าไปอีก จึงแพ้อย่างหมดทางสู้ ก็เราแพ้มารราบคาบอย่างนี้ บารมีของเราจะไปเหลืออะไร! ผู้ชนะก็เอาไปอย่างสบายมือ ข้าพเจ้าบรรยายมาถึงตรงนี้ ท่านข้องใจว่า กรณีที่มารเขามาปฏิวัตินิพพานของธรรมภาคขาว เหตุใดนิพพานเป็นที่มีอยู่จึงไม่ต่อต้าน? ตอบว่า ต่อต้านแล้วต่อสู้แล้ว แต่สู้ไม่ได้ มารจึงกระทำการได้สำเร็จ นี่คือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของภาคขาว มรรคผลนิพพานของเราล่มสลาย เราอยู่ใต้ปกครองของมารทุกรูปแบบ ท่านอยากทราบต่อไปว่า ภาคขาวคิดวิชาแก้ไขอย่างไรหรือไม่? ตอบว่า ภาคขาวคิดแก้ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่แก้ไม่สำเร็จ จึงแพ้มารมาทุกสมัย การแก้ไขที่เรารู้เห็นก็คือการแก้ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ นั่นคือหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเกิด เพื่อมาปราบมาร ตาที่กล่าวแล้วในหนังสือปราบมารภาคต้น ๆ นั้น บัดนี้ งานปราบมารอยู่ในหน้าที่ของข้าพเจ้า และข้าพเจ้านำผลงานเสนอมาตลอดแล้ว สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |