Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (11)
ปราบมาร 4 (11) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

อำนาจการปกครองในเบื้องต้น ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน

     กล่าวถึงการปกครองในเบื้องต้น ภาคพระกับภาคมาร ไม่มีการกระทบกระทั่งกัน มารก็อยู่ส่วนมาร พระก็อยู่ส่วนพระ ไม่มีการก้าวก่ายกัน

     มนุษย์โลกตั้งแต่ครั้งนั้น มีเห็นจำคิดรู้เป็นธรรมขันธ์ คือเกิดมาแล้วสร้างแต่กรรมดีสถานเดียว เมื่อดวงบารมีเข้าเกณฑ์แล้ว ก็สร้างธรรมกาย ละสังโยชน์ได้ และได้มรรคผลนิพพาน แล้วก็เข้านิพพานเป็นไปเลย (สอุปาทิเสสนิพพาน) ยังไม่มีนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน)

     สรุปแล้ว ในเบื้องต้นมีแต่นิพพานเป็น ไม่มีนิพพานถอดกาย ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เป็นสุข มนุษย์เป็นสุข มนุษย์มีศีลมีธรรม อบายภูมิคือ นรก อเวจี และโลกันต์ ยังไม่มี

ต่อมาเกิดการก้าวก่ายการปกครองในนิพพานขึ้นก่อน

     ย่อเรื่องมาถึงขั้นตอนนี้ คือเกิดการก้าวก่ายอำนาจปกครองขึ้นในนิพพานเป็น โดยมารเข้ามาก้าวก่ายทุกเรื่อง มารเขาก็มีพระพุทธเจ้า ธรรมภาคมารก็มีพระพุทธเจ้า ต่างฝ่ายต่างมีพระพุทธเจ้า สุดท้ายก็ถึงขั้นยึดอำนาจปกครอง มารเขาได้อำนาจปกครอง เขาปกครองทั้งหมด เราอยู่ใต้ปกครองของเขาตั้งแต่วันนั้น เป็นเบี้ยล่างเขามาตั้งแต่วันนั้น

มารปฏิวัติมรรคผลนิพพานใหม่ และเกิดทุคติภูมิในตอนนี้

     เมื่อมารยึดอำนาจปกครองได้ เขาปฏิวัติใหม่ทั้งหมดคือ ไม่ให้เข้านิพพานเป็น หากได้มรรคผลนิพพานก็ให้เข้านิพพานกายธรรม และเกิดทุคติภูมิขึ้น คือ นรก อเวจี โลกันต์ ใครปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ไปสู่ทุคติภูมิ คือ ทิพย์ พรหม และอรูปพรหม ใครไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ต้องไปสู่ทุคติภูมิที่มารเขาทำไว้รับรอง คือ นรก อเวจี และโลกันต์

     ยุคนี้มนุษย์มีเห็นจำคิดรู้เป็นเบญจขันธ์ คือ กาย ใจ จิต วิญญาณ เป็นทุกข์และสมุทัย นั่นเอง ยุคนี้คือยุคที่มนุษย์แก่ เจ็บ ตาย หากได้มรรคผลนิพพาน ก็เข้านิพพานถอดกายคือนิพพานกายธรรมนั่นเอง

     มรรคผลนิพพานของเรา ก็คือนิพพานกายธรรม นับตังแต่บัดนั้นตราบเท่ทุกวันนี้

เฉลยคำตอบแล้วว่าใครปกครองนิพพาน

     โปรดพิจารณาคำตอบของท่าน ว่าท่านตอบผิดหรือถูก หากตอบถูก ควรดีใจ ว่าเรามีความรู้ถูกต้องแล้ว ควรดีใจ ว่าเรามีความรู้ถูกต้องแล้ว หากตอบไม่ถูก ข้าพเจ้าไม่ว่าอะไร เพราะเป็นเรื่องยากที่จะรู้เห็น ความรู้เพียงแค่นี้ข้าพเจ้าใช้เวลารบ ๑๐ กว่าปี ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แล้วเราจะให้ใครอาความรู้ลึกอย่างนี้มาบอกเราได้ นี่คือเรื่องที่ผู้คงแก่เรียนต้องคิดตั้งแต่วันนี้

บนนิพพานของเราแยกไม่ออกว่าองค์ไหนเป็นภาคพระ! องค์ไหนเป็นภาคมาร!

     เป็นความหนักใจของข้าพเจ้าตลอดเวลาที่ทำวิชารบ เราแยกไม่ออกว่าองค์ไหนเป็นพระพุทธเจ้าภาคมารและองค์ไหนเป็นภาคพระ แต่แรกเรารู้ หากกายดำถือว่าเป็นมาร หากสีตะกั่วเป็นภาคกลาง องค์นี้เป็นภาคพระ แต่พอการรบนานปีไป มารเขาฉลาดขึ้น เขาแปลงกายได้ ให้เราเข้าใจผิดได้ เหมือนกับการปลอมพระของขวัญ องค์ไหนเป็นองค์ที่หลวงพ่อซ้อนวิชา และองค์ไหนเป็นองค์ที่เซียนพระทำมาขาย มองดูแล้วเหมือนของจริงทุกอย่าง แต่การแปลงกายที่มาเขาหลอกข้าพเจ้านั้น เขาทำแนบเนียนกว่านั้นมากมาย เขาไม่เก่งจริงเขาจะมาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรมได้อย่างไร!

     เวลาเราเข้ากายธรรมไปนิพพาน ไปถามความรู้พระพุทธองค์ เราจะพิสูจน์ว่าอย่างไรว่า ที่เราได้ยินนั้น มารเขาพูดหรือพระพุทธองค์พูด เรื่องนี้ต้องตรวจสอบ โปรดอ่านหนังสือ “ปราบมารภาค ๓” เพราะได้แสดงวิธีตรวจไว้แล้ว การนำเรื่องนี้มากล่าว ก็เพื่อบอกให้ทราบว่า บนนิพพานของเรานั้นมีมารเต็มอัตรา จนเราแยกไม่ถูก บัดนี้ลดน้อยลงเพราะปราบกันมานานปีแล้ว เนื้อหาสาระของการปราบมีอย่างไรนั้น ขอให้ท่านอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑-๒-๓ เพราะพิมพ์ออกสู่ตลาดแล้ว คราวนี้เราจะกล่าวเข้าประเด็นของเรื่องปราบมารภาค ๔

วิธีปลอมหรือแปลงเขาทำอย่างไร?

     การจะรู้ว่ามารเขาปลอมหรือแปลงอย่างไรนั้น เป็นความรู้ที่ต้องเรียนกันนาน ต้องมีประสบการณ์ในการปราบมารมาพอสมควร แม้ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่วายที่ถูกมารต้ม เพราะถ้าเราจับประเด็นนี้ได้ เขาก็ไปคิดประเด็นใหม่ เราตามไม่ทัน

     โปรดดูเรื่องในโลกเราเป็นตัวอย่าง นางช้างเมื่อรู้ว่า ลูกของนางเป็นช้างเผือก นางช้างมีวิธีพรางตามนุษย์ โดยนางช้างเข้าป่า ไปหาพืชอะไรไม่ทราบ นำพืชนั้นมาเคี้ยวแล้วก็พ่นพืชนั้นไปทั่วตัวลูกช้าง ความเผือกนั้นก็กลายเป็นไม่เผือก หากเราดูแบบไม่พิจารณา เราก็ว่าเป็นช้างธรรมดา ไม่ใช่ช้างเผือก แต่มนุษย์ฉลาดนัก ทราบว่านางช้างพรางตาเรา ก็ต้องเอาตำราคชลักษณ์มาเรียนกัน ช้างเผือกจะมีลักษณะไม่เหมือนช้างธรรมดา แม้นางช้างจะพรางตามนุษย์ด้วยวิธีใด สุดท้ายมนุษย์ก็จับเอาลูกเผือกไปจนได้

     กลับมาดูการปลอมพระเครื่องในบ้านเรา สายตาอย่างเราดูไม่ออกว่า เป็นพระปลอมหรือพระไม่ปลอม แต่เซียนพระเขาจะรู้ทันที

     สรุปแล้ว เรื่องการปลอมตัวแปลงกายของมาร เขามีวิธีแยบยลเป็นไหน ๆ ยากที่จะจับได้ไล่ทัน

     ขออนุญาตกล่าวถึงความรู้บางอย่างที่เพิ่งแจ้งชัด หากกล่าวไว้ก็จะเป็นข้อคิดของบัณฑิต เพื่อให้เกิดความถูกต้องในความรู้ ไม่มีเจตนาในแง่ร้าย ใคร ๆ ก็ทราบว่า ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น ข้าพเจ้าได้เรียนวิชาธรรมกายกับท่านเป็นเวลายาวนาน ความรู้ที่ท่านสอนมี ๒ ความรู้คือ ความรู้เรื่องเดินฌานสมาบัติ ท่านอัดเทปไว้ ใครมาเรียนก็เปิดเทปฟังและ ความรู้บูชาข้าวพระ การบูชาข้าวพระนี้ ทำกับท่านมานาน ท่านสอนอย่างไรก็ทำตามทั้งนั้น เหตุการณ์ผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้าย้ายตำแหน่งราชการไปเป็นศึกษาธิการอำเภอในต่างจังหวัด และชีวิตในทางวิชาธรรมกายของข้าพเจ้าถูกธาตุธรรมท่านคาดคั้นให้ทำวิชาปราบมารในปี ๒๕๒๗ งานทำวิชาปราบมารดำเนินมาระยะหนึ่ง จึงแจ้งเรื่องความรู้บูชาข้าวพระ ที่เราเชื่อว่าถึงพระพุทธองค์นั้น เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน แท้ที่จริงแล้วไม่ถึงพระพุทธองค์ ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือปราบมารภาค ๑ นั้น เนื้อหาสาระมีอย่างไรนั้น ขอให้ท่านอ่าน “ปราบมารภาค ๑” จะทราบเรื่องละเอียด

     ที่นำเรื่องมากล่าวย้ำ ก็เพื่อให้เกิดข้อคิดว่า อะไรที่จะแก้ให้ถูกได้ เป็นสิ่งที่ควรทำ อย่าให้ความไม่ถูกนั้นสืบต่อไปถึงคนอื่นอีกเลย เพราะความไม่ถูก มารเขาเป็นเจ้าของ และความถูก พระท่านเป็นเจ้าของ ความถูกนั้นจะสืบทอดกันยาวนานแค่ไหน เป็นเรื่องอันตรายมาก หากไม่รู้ไม่เห็น ไม่เป็นไร แต่เมื่อรู้เห็นแล้ว เหตุใดไม่ช่วยกันแก้ไขให้เกิดความถูกต้อง นี่คือเหตุผล ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาร้ายต่ออาจารย์เลย สมาชิกที่ปฏิบัติธรรมต่างยอมรับว่า ข้าพเจ้าเคารพอาจารย์ของข้าพเจ้าเพียงไร ภาพพจน์แห่งชีวิตระหว่างข้าพเจ้ากับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ไม่ต้องนำมากล่าวกันอีกแล้ว

     เพราะการทำวิชาปราบมารนั้น มีการพิสูจน์นั้นหลายขั้นตอนตามกระบวนการแห่งการทำวิชา แล้วเรื่องราวจึงแจ้งขึ้น แต่กาลก่อนข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิด พอได้เห็นของจริง ความคิดหนึ่งเกิดขึ้นทันใด ที่เราบูชาข้าวพระที่แล้วมานั้น เราบำรุงใครกันแน่ เราว่าเราบำรุงพระพุทธองค์ เอาเข้าจริงพระพุทธองค์ไม่ได้ฉัน แต่ใครเล่ามากินเครื่องบูชาของเรา ดีแต่ว่าเรื่องมาแจ้งขึ้น มิฉะนั้นเราจะโง่อีกแค่ไหน ยังไม่รู้ เป็นอานิสงส์ของปราบมารแท้ ๆ ที่ได้มารู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก จึงได้นำเรื่องราวมากล่าวไว้ในหนังสือปราบมารภาค ๑

     การหลอกอย่างนี้ เราถูกหลอกมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน แต่เราไม่รู้ว่าถูกหลอก เพิ่งได้รู้ในชาตินี้โดยวิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อสอน เมื่อเดินวิชาละเอียดจึงจะรู้ การหลอกระดับละเอียดจะมีอย่างไร? ยังไม่ทราบ ข้าพเจ้ายังเดินวิชาไปไม่ถึง จึงนำความรู้นั้นมากล่าวไม่ได้

     กล่าวถึงอะไรที่พอจะนำมาเรียนรู้กันได้บ้าง ก็ควรนำมากล่าว อย่างน้อยก็เกิดปัญญา และเกิดความคิดเพื่อขจัดอวิชชา ไม่ใช่เรียนโดยไม่พิจารณา ต้องพิจารณาใคร่ครวญในทุกความรู้ เพื่อให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าอะไรก็ว่าตามกัน อย่างเช่นความรู้วิชาธรรมกายที่หลักสูตรคู่มือสมภารและหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร แต่ละบทใช้เวลาเดินวิชาแรมปีกว่าจะหาข้อยุติได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะหลักสูตรปราบมารด้วยแล้ว ยากขึ้นไปอีกเป็นร้อยเท่าแสนเท่าทีเดียว ท่านทั้งหลายไม่ลองก็ไม่รู้ ข้าพเจ้ามีประสบการณ์มานานปี ต้องว่าเข้าสูตรเลือดโชกแล้ว ได้รู้อะไรได้เห็นอะไรก็นำมาเขียนตำรา ถือว่าเป็นความรู้สำคัญ มีความจำเป็นที่เราต้องเรียนรู้ หนังสืออย่างนี้ ตำราอย่างนี้ ยังไม่เคยปรากฏแก่โลกมาก่อน เล่มนี้เป็นการปราบมารภาค ๔ เรื่องราวของปราบมารภาค ๔ มีอย่างไร? ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป

ทันใดที่เกิดมีมรรคผลนิพพาน มารเขาก็ปกครองตั้งแต่วันนั้นแล้ว

     มรรคผลนิพพานเดิมคือนิพพานเป็น เข้านิพพานโดยกายมนุษย์ คือไม่ต้องตาย เมื่อเป็นธรรมกายแล้ว ส่งผลให้กายมนุษย์ใสขึ้นด้วย เมื่อกายมนุษย์ใสพอสมควรแล้ว ก็เข้านิพพานไปเลย เพราะอายตนะนิพพานดึงดูด เรื่องจะไปแจ้งในตอนที่เราเข้านิพพานนั้น แจ้งเรื่องอะไร? แจ้งเรื่องของมาร? ว่ามารยังปกครองเราอยู่ รู้อยู่แต่แก้ไขไม่ได้

     นี่คือตัวปัญหา! รู้แต่ปัญหาแต่แก้ปัญหาไม่ได้

     กล่าวถึงผู้กำลังสร้างบารมี ท่านทราบหรือไม่ว่า นิพพานเป็นของเรานั้นมารเขาปกครอง? ท่านเป็นโพธิสัตว์ ท่านมีหน้าที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสร้างบารมี และท่านต้องเป็นธรรมกาย เมื่อท่านเป็นธรรมกายแล้ว ท่านต้องไปนิพพานได้ และเมื่อท่านไปนิพพานได้ ท่านต้องเรียนรู้อะไรบ้าง? เพราะท่านมีบารมีเป็นโพธิสัตว์ ท่านต้องรู้เห็น จะไม่รู้ไม่เห็นย่อมเป็นไปไม่ได้

     ตอบว่า รู้แต่รู้ไม่ชัด เหตุใดจึงรู้ไม่ชัด การที่รู้ไม่ชัดนั้น ยากต่อการอธิบาย ทราบแต่ว่าในตอนนั้น มารเขาไม่แสดงเดชานุภาพมาก ต่างคนต่างอยู่ ไม่รุกรานกัน เมื่อไม่รุกรานกัน ย่อมไม่เกิดปัญหา พออยู่กันได้

     ต่อมามารเขาเห็นว่า ธรรมภาคพระคือธรรมภาคขาวมีฤทธิ์เดชยิ่งขึ้นทุกวัน เพราะมีกายมนุษย์ หากไม่คิดกำจัด สักวันหนึ่งเขาต้องคิดสู้ ธรรมภาคมารอาจเพลี่ยงพล้ำหมดอำนาจปกครองก็ได้ หากเขาหมดอำนาจปกครอง เขาจะหากินอย่างไร? เพราะทุกวันนี้เขาอยู่ได้ด้วยการมาระเบิดดวงบารมีไปจากธรรมภาคพระ มารก็เหมือนโจร โจรหากินอย่างไร มารก็หากินอย่างนั้น

     มารเขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่ ทำอย่างไรมรรคผลนิพพานไม่ให้เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์?

     มารเขาคิดวิชาในที่ลับ ธรรมภาคพระไม่รู้ความเพราะธรรมภาคพระไม่รุกรานใคร ไม่คิดแกล้งใคร ไม่คิดทำอะไรให้ใครเดือดร้อน วิสัยของพระก็คือ ทาน ศีล ภาวนา จึงคิดร้ายไม่เป็น เมื่อเข้านิพพานแล้วก็แสวงหาความวิเวกทางอารมณ์สถานเดียว ที่เราเรียกว่า นิโรธ ไม่คิดว่ามารจะรุกราน

     วิชาปกครองที่มารเขาคิดได้ คือ วิชาทุกข์และสมุทัยและวิชาปิฎก คือ อภิชฌา-พยาบาท-มิจฉาทิฏฐิ-โลภะ-โทสะ-โมหะ-ราคะ-โทสะ-โมหะ-กามราคานุสัย-ปฏิฆานุสัย-อวิชชานุสัย-สักกายทิฏฐิ-สีลัพพตปรามาส-วิจิกิจฉา-กามราคะ-พยาบาท-รูปราคะ-อรูปราคะ-มานะ-อุทธัจจะ-อวิชชา

     แล้วมารก็เดินเครื่องสวมวิชาทั้ง ๒ นี้เข้าที่กำเนิดเดิมของสัตว์โลก สัตว์โลกจึง แก่ เจ็บ ตาย ด้วยอำนาจของทุกข์และสมุทัย ใจของสัตว์โลกมืดบอดไม่เห็นธรรมด้วยอำนาจของวิชาปิฎก ตามที่กล่าวนั้น

     เพียงเท่านี้ มรรคผลนิพพานเป็นก็สิ้นสุดลงเพียงนั้น ผู้ได้มรรคผลนิพพานแล้ว “นิพพานเป็น” ไม่ได้อีกต่อไป เพราะกายมนุษย์ต้องตาย แล้วก็เข้านิพพานกายธรรมมาตั้งแต่วันนั้น กายธรรมเมื่ออยู่ในนิพพานไม่มีฤทธิ์ เพราะไม่มีกายมนุษย์รองรับ

     นับแต่วันนั้นตราบเท่าวันนี้ คงมีแต่นิพพานกายธรรมเท่านั้น นิพพานเป็นไม่มีกำลังหนุนเพราะนิพพานกายธรรมไม่มีกำลัง มารจึงข่มเราด้วยประการทั้งปวง เป็นรองมารด้วยประการทั้งปวง มารข่มเหงเราด้วยประการต่าง ๆ เพราะเขาเป็นผู้ปกครอง มารเขาเป็นใหญ่ ขอให้เราทราบตั้งแต่วันนี้

     การที่เราทำวิชาปราบมาร ก็คือปราบมารพวกนี้

     แต่การปราบนั้น ทำยาก! ไม่ง่าย! ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากธาตุธรรมให้ปราบมาร ปราบมารมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ตราบเท่าทุกวันนี้ (พ.ศ.๒๕๔๓)

มารปกครองนิพพาน เกิดความเสียหายอย่างไร?

     การที่มารปกครองพระ คือปกครองนิพพาน ถามว่าเกิดการเสียหายอย่างไร? เราเคยคิดถึงเรื่องนี้บ้างหรือไม่? ท่านที่เป็นธรรมกายอ่อน ๆ เราไม่ว่า แต่ท่านที่เป็นธรรมกาย ระดับเกจิอาจารย์จะต้องมีความคิดไม่อย่างไรก็อย่างไร เมื่อคิดแล้วจะต้องแสดงความเห็น หากท่านใดไม่คิดเลย แม้จะเรียนวิชาธรรมกายมาร้อยปี เราไม่มีคะแนนให้ แม้จะมีความรู้เลิศ แต่เป็นความรู้ที่ใช้การไม่ได้

     แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคิด คิดอยู่ทุกลมหายใจ ถามว่าคิดอะไร? ตอบว่า คิดที่จะให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราช

     หลวงพ่อคิดจะให้ธรรมภาคขาวเป็นเอกราช คิดแล้วแต่ไม่ทำอะไร ก็เหมือนสร้างวิมานในอากาศ การกอบกู้เอกราชของธาตุธรรมไม่ใช่เรื่องทำง่าย ทราบจากหลวงปู่ชั้ว โอภาโส ว่าหลวงพ่อคิดอยู่ ๘ ปี คิดว่าจะทำอย่างไร? หลวงปู่เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พอหลวงพ่อตัดสินใจทำวิชาปราบมาร มารเขาก็มาหาหลวงพ่อทันที

     หลวงปู่ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก หลวงพ่อท่านเล่าให้หลวงปู่ฟังเอง

     หลวงปู่ถามหลวงพ่อท่านว่า “มารเขาว่าอย่างไรบ้าง?” หลวงพ่อบอกว่า “มารเขามายับยั้งไม่ให้ทำวิชาปราบมาร หากหลวงพ่อไม่ทำวิชาปราบมาร มารเขารับคำว่า จะให้คนสำคัญมาปฏิบัติหลวงพ่อ ๗ วัน”

     “แล้วหลวงพ่อตอบมารไปอย่างไร?” หลวงพ่อไม่ได้ว่าอะไร เพียงแต่หลวงพ่อพูดกับหลวงปู่ว่า “เรายินยอมตามคำขอของมาร เราเหมือนหนูเห็นข้าวสาร”

     สุดท้าย หลวงพ่อทำวิชาปราบมาร โดยตั้งเวรทำวิชาคัดศิษย์ที่เก่งวิชาธรรมกาย รับหน้าที่เป็นเวร ๆ ไป รวม ๖ เวร ทำวิชารบติดต่อกันมาไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ซึ่งกล่าวละเอียดแล้วในหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” เหตุผลที่ต้องทำวิชาปราบมารก็คือเป็นการกอบกู้เอกราช เราถูกเขาปกครองก็เสมือนเราเป็นเชลย เขาสั่งให้ทำอะไร? เราต้องทำตาม! เขาบังคับเราสารพัด แต่การบังคับเขาใช้วิชา จะให้แก่ก็ได้ ให้เจ็บก็ได้ ให้ตายได้ อย่างเช่น เขาเอาดวงทุกข์และดวงสมุทัยมาใส่ไว้ เราแก้ไม่ตก แม้ทุกวันนี้เราก็ยังแก้ไม่ได้ เท่าที่เราทำวิชาตามที่หลวงพ่อสอนนั้น เช่น “วิธีถอดอนุสัย” ในหนังสือวิชชามรรคผลพิสดารนั้น เรายังแก้ได้ไม่เด็ดขาด เพียงแต่ผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น

     สรุปแล้วเรายังแก้วิชาของมารไม่ได้ เราต้องค้นคว้ากันต่อไป ปัญหาอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้ค้นคว้า? เพราะไม่ใช่เรื่องทำง่าย มารเขาปกครองเรามายาวนานแค่ไหนแล้ว? เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสงานปราบมาแล้ว ๑๐ กว่าปี ได้รู้ได้เห็น อะไรพอสมควร มีความเห็นว่ายาก คนที่เราเห็นว่าเข้าท่า ดูไป ๆ ท่านก็จะเป็นมารเอาต่อหน้าต่อตาเรา เพราะมารเขาพลิกธาตุธรรมได้ พูดถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์วันที่ดับตัวละครสำคัญ ตามที่ปรากฏในหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” นั้น ตอนนั้นแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านตายไปแล้ว ข้าพเจ้าไปพบท่าน ดีใจว่าหมดงานปราบมารแล้ว เราจะได้ว่างเสียที แม่ชีท่านพูดว่า “ศึกษาฯ เราปราบพวกเดียวกันเสียแล้ว” ขอให้ท่านอ่านปราบมาร ภาค ๒ ดูใหม่ ตัวละครสำคัญที่กล่าวนี้ แม่ชีเล่าว่า เป็นเป้าหมายสำคัญที่หลวงพ่อท่านลงมาเกิด ก็เพื่อจะมากำจัดตัวละครท่านนี้ ข้าพเจ้าทราบมาจากการบอกเล่าของท่าน ข้าพเจ้าไม่เชื่อในขณะนั้นแต่ข้าพเจ้าต้องมาพบเอง

     ตามที่กล่าวมานี้ บ่งบอกว่าประวัติมีมาแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ามองหาคนที่พบจะทำงานปราบมารได้ แต่เมื่อดูไป ๆ เราผิดหวัง ผิดหวังอย่างเดียวไม่ว่า รูปการณ์จะกลายเป็นว่า มาเพิ่มงานให้แก่เราอีก เพราะมารเขาพลิกธาตุธรรมได้ ตามที่กล่าวนั้น จึงเป็นเรื่องหนักใจมาก หากไม่นำเรื่องราวมาศึกษาเล่าเรียนกัน งานปราบมารก็หยุดลงเพียงนั้น แต่ความรู้ทางฝ่ายมารไม่หยุดเพียงนี้ เรื่องความรู้วิชาธรรมกายไม่มีการศึกษาต่อ แต่ความรู้ก็จบลงเพียงนั้น เขากลับคิดวิชาปกครองต่อไปอีก ไม่รู้ว่าเขาจะคิดวิชาอะไร เพราะวิชาปกครองขนานเก่าที่เขาทำแก่สัตว์โลกนั้น เรายังแก้วิชาของเขาไม่ได้ เช่น วิชาทุกข์และสมุทัย และวิชาปิฎก ตามที่กล่าวแล้ว

     หากขาดนักปราชญ์ศึกษาค้นคว้าต่อ ก็เหมือนโครงการอวกาศของฝรั่งนั้น เมื่อเราไม่เดินงานอวกาศต่อ คนทั้งปวงที่เคยทำงานอยู่เดิม เขาก็ไปหาอาชีพใหม่ เพราโครงการอวกาศเขาเลิกล้ม บางท่านไปเป็นนักร้อง บางท่านไปเป็นนักมวย บางท่านไปถ่ายรูป หากโครงการอวกาศจะมาเริ่มขึ้นใหม่อีก เขาเหล่านั้นมาทำไม่ได้ เขาบอกว่าฝีมือของเขาลดน้อยถอยลงแล้ว คามชำนาญไม่เหลืออยู่แล้ว เปรียบได้กับวิชาธรรมกายของเรา เมื่อรู้และญาณทัสสนะเลือนลง ความใสแห่งดวงธรรมลงลงแล้ว ก็ยากจะฟื้นคืนวิชา เพราะมารเขากลืนรู้กลืนญาณของเราแล้ว แม้นเราจะฟื้นวิชาใหม่ ก็ยากที่จะทำ ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทำวิชาปราบมาร ข้าพเจ้ารู้และทราบเป็นอันดี หากเราเลิกค้นวิชาก็แปลว่า เราถอยหลังเข้าคลองแล้ว

     ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูวิชาธรรมกายหลักสูตรคู่มือสมภารและหลักสูตรวิชามรรคผลพิสดารตามที่หลวงพ่อท่านเขียนตำราไว้ ปรากฏว่าเวลานี้หาคนรู้เรื่องไม่ได้ หาคนอธิบายไม่ได้ สุดท้ายอนุโลมปฏิโลมวิชา ๑๘ กาย จะทำไม่ได้เอาเสียอีก ไม่ต้องพูดถึงหลักสูตรปราบมารให้เสียเวลา นี่คือข้อมูลบ่งชัดว่า วิชาธรรมกายหาคนรู้เองยากแล้ว ไม่มีคนกระหายวิชา มีแต่กระหายเงิน วิชาธรรมกายที่ข้าพเจ้าเขียน ท่านเจ้าสำนักบางสำนักบอกว่าวิชาสูงไป ไม่ควรที่จะอ่าน อย่างนี้ก็มีด้วยหรือ? ธรรมภาคขาวเขาจะไม่พูดอย่างนี้ เพราะวิชาธรรมกายชั้นสูง จะไม่เจริญในหมู่ธรรมภาคมาร เรามีแต่จะช่วยกันเผยแพร่วิชาธรรมกายคนละไม้คนละมือ ไปสกัดปัญญาเขาทำไม? คนชั้นนำของเรามีความคิดอย่างนี้ มารจะดับหมดได้อย่างไร? แม้คนระดับเจ้าสำนักยังมีความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ

     การนำความรู้วิชาปราบมารออกเผยแพร่นั้น ทำได้ยาก! หากท่านได้อ่านหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” และหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๒” ท่านก็พอทราบแล้ว ว่าข้าพเจ้าถูกมารถล่มทลายแค่ไหน! อาศัยที่ว่าข้าพเจ้ามีความอดทน ทั้งอดทนและทนอดคู่กัน ลองอ่านดูเถิด แล้วท่านจะทราบ สุดท้ายขอให้มองอย่างชาวโลก คือดูว่าข้าพเจ้ามีผลประโยชน์อะไร? มีบัณฑิตหลายท่านเดินทางไปพบข้าพเจ้า เพื่อสอบสวนเรื่องราว ถึงไม่ถามอย่างตรงเป้าด้วยเกรงใจ ท่านก็ไล่เบี้ยจนละเอียดลออ มีตำแหน่งหน้าที่ราชการอย่างไร? ได้เงินเดือนเท่าไร? มีรายได้ส่วนตนหรือไม่? มีบ้านช่องอย่างไร? มีลูกเมียอย่างไร? มีประวัติการเรียนวิชาธรรมกายมาอย่างไร? มีการเผยแพร่วิชาธรรมกายมาอย่างไร? ขอดูหลักฐานที่เป็นภาพถ่าย ได้เงินมาจากไหนจึงได้พิมพ์ตำราแจกเขาอ่านได้? หรือว่ามีใครหนุนหลังอย่างไรหรือไม่? ท่านถามเอาตรง ๆ อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็บรรยายตอบเท่าที่จำได้ พอถามถึงหลักสูตรปราบมาร มีหลักฐานการทำวิชามาอย่างไร? เอาความรู้ที่ไหนมาเขียนเรื่องราว? พอชี้ไปที่กองบันทึกกองโตเกือบ ๒๐ เล่ม เพียงเปิดบันทึกดู เล่มไหนตั้งแต่ปีไหน พอเหตุการณ์มาถึงจุดนี้ ทุกท่านเปลี่ยนคำพูด เปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนน้ำเสียง กลับแสดงความเคารพนับถือข้าพเจ้าอย่างทันใด

     เมื่อจริงต่อจริงมาพบกัน ก็ต้องพบความจริง!

     นี่คือ เหตุการณ์บ่งบอกว่า งานเผยแพร่วิชาปราบมารทำได้ยาก ยากแค่ไหน! ข้าพเจ้าก็ทำมาแล้ว

     ปัญหามาอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นผู้มีบุญวาสนาได้เรียน ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้

     เรื่องสำคัญอย่างนี้ เกิดขึ้นแล้วในโลกเรา ความรู้สำคัญอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในบ้านเรา ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน! เพราะที่ไหน ๆ ก็ไม่มีใครสอน เพราะไม่มีความรู้อย่างนี้ ความรู้อย่างนี้ไม่มีในต่างประเทศ อย่าได้เสียเวลาท่องไปเลย

     ผู้รู้อยู่ในบ้านเรา ความรู้นี้อยู่ในบ้านเรา แต่เราไม่รู้ เขาเรียกว่าใกล้เกลือกินด่าง อับโชคเหลือเกิน มารเขาสามารถสกัดกั้นไม่ให้มาพบเห็น หากมาพบเห็นเข้า รู้จักกันเข้า ก็จะมาถ่ายทอดวิชากัน สุดท้ายก็ต้องทำวิชาปราบมาร เรื่องอะไรที่มารจะยอมให้คนเก่งมาพบกัน เรื่องอะไรจะให้ใครมาปราบเขา ดังนั้น เขาต้องหาวิธีทุกอย่างไม่ให้ใครมาพบวิชา เราเองก็ไม่รู้ตัว เพราะมารเขาประกบตัวอยู่ เขาคอยดลใจเหมือนที่พระอานนท์ทรงประสบพบมาแล้วนั่นเอง (เรื่องโสฬสกิจ)

     พูดถึงเรื่องนี้ ระลึกถึงแม่ชีถนอม อาสไวย์ แต่ครั้งที่ท่านยังไม่ตาย วันหนึ่งข้าพเจ้าไปพบท่าน ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนฝันเห็นหลวงพ่อ ในความฝันนั้น หลวงพ่อพูดว่า “อยากให้แม่หนอมรวมพวกเราขึ้นมาใหม่ จะได้รวมตัวกันทำวิชาสู้มาร หากได้ฉลวยมาคนหนึ่ง คงจะได้สนุกกันอีก” แม่ชีเล่าว่า “พอตื่นขึ้น ฉันก็นึกถึงคุณฉลวยเขา ตั้งแต่หลวงพ่อของเราตายไปแล้ว ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างอยู่ ไม่พบคุณฉลวยเลย อยากพบเขาเหลือเกิน”

     เมื่อข้าพเจ้าได้ยินดังนั้น ข้าพเจ้าขานรับทันที “หากคุณฉลวยมาอยู่กับแม่ครู ผมจะเป็นผู้สร้างกุฏิให้ ขอให้มาอย่างเดียว ค่าใช้จ่ายทั้งปวงผมจะเป็นผู้รับผิดชอบ” เหตุการณ์ผ่านไป ทำอย่างไรก็ไม่ได้ข่าวคราวจากคุณฉลวย ไม่ทราบว่าคุณฉลวยอยู่ที่ใด? สืบถามเท่าไรก็ไม่มีใครรู้

     มันเรื่องอะไรที่มารมันจะยอมให้คนเก่งกับคนเก่งมาเจอกัน! ถึงเราจะพบกัน ก็เป็นแบบเยี่ยมเยียนกันเท่านั้น ประเด็นที่จะอยู่ร่วมกันทำวิชานั้น เลิกคิดได้ ถึงอย่างไรมารมันก็ไม่ยอม วิธีที่เขาทำก็คือ สอดละเอียด สักวันหนึ่งเราอาจขัดใจด้วยเรื่องไม้จิ้มฟันอันเดียวก็ได้ ซึ่งมารเขาทำได้ทั้งนั้น หากท่านได้ทราบเรื่องราวการปราบมารในยุคของหลวงพ่อ ท่านจะสงสารหลวงพ่อเป็นที่สุด ในระหว่างที่ทำวิชานั้น ความไม่ราบรื่นเกิดขึ้นเสมอ อุปสรรคสิ่งขัดขวางเกิดขึ้นเสมอ ปัญหาทั้งปวงเข้ามาจนเราไม่มีเวลาคิดวิชา ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะมารเขาชักใยอยู่เบื้องหลัง

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org