|
มาทำความเข้าใจกันใหม่เพื่อให้เกิดความถูกต้อง
ประเด็นแรก ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้ การปราบมารนั้น เป็นงานสำคัญสุดยอดของธรรมภาคขาว ธาตุธรรมท่านพิจารณาเอาคนของท่านมาเกิด คัดเอาแต่หัวกะทิ เพื่อสืบสานวิชาธรรมกาย ไม่ให้มารดับวิชาของเราได้ ใครอยู่ในหน้าที่นี้ก็ดำเนินไป สอนกันไป ขยายผลกันไป อนุรักษ์กันไป เพื่อให้วิชาธรรมกายอยู่คู่ฟ้า ประเด็นที่สองคือประเด็นสำคัญ คืองานปราบมาร อันเป็นงานสำคัญสุดยอด ใครจะเป็นคนทำนั้น ธาตุธรรมท่านรู้ แต่เราไม่รู้ ไม่ใช่ทำได้ทุกคน ทำได้เฉพาะบางคนเท่านั้น ถึงเวลาที่จะทำ ธาตุธรรมท่านประชุมนิพพานทั้งหมด แล้วมอบหมาย กระทำในวันที่เดินวิชาไปสุดนิพพาน สุดวันไหนธาตุธรรมประชุมวันนั้น แล้วเป็นมติออกมา แล้วเราก็ต้องรับผิดชอบตั้งแต่วันนั้น ท่านใดเป็นวิชายังไม่ถึงขั้น แม้จะเรียนมาร้อยชาติแสนปี ก็ต้องร่วมสังฆกรรมกับเขาไปเหมือนการร่วมวงดนตรี แต่จะเป็นผู้นำวิชาไม่ได้ เพราะความรู้ยังติดขัด เป็นหัวหน้าวงไม่ได้ ธาตุธรรมท่านรู้ ท่านอยากให้เราทำใจจะขาด แต่พระองค์ตัดสินใจอย่างที่เราต้องการไม่ได้ หากตัดสินใจอย่างที่เราต้องการ แพ้มารสถานเดียว ขอให้เข้าใจความถูกต้องแต่วันนี้ ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า พวกเราเป็นวิชาอ่อนก็ควรช่วยอย่างอื่น วิชาเราไม่เก่ง เราก็มีทางช่วยอย่างอื่น ให้กำลังเขา เพื่อให้งานของเขาดำเนินไป งานช้างงานใหญ่คน ๆ เดียวจะทำได้หมดทุกเรื่อง ย่อมเป็นไปไม่ได้ หากเราช่วยเขาในทางใด เมื่อเวลาที่เขาได้บารมี เราก็ได้กับเขาด้วย เราทำงานอะไรกันต้องพิจารณาความสำคัญ งานสร้างบารมี เป็นวิถีของโพธิสัตว์ ต้องลำดับความสำคัญว่าอะไรควรอะไรไม่ควร เพราะชีวิตของเราจะต้องจบลงในอีกไม่กี่วัน ขนาดรัฐบาลท่านจะทำอะไร? ท่านจะต้องจัดความสำคัญอะไรก่อนอะไรหลังเลย ก็ชาตินี้เป็นชาติที่เรามาพบวิชาธรรมกาย เหตุใดไม่ตักตวงวิชา งานวัตถุเมื่อไรก็ทำได้ มีเงินแล้วทำได้ทั้งนั้น ไม่ยากอะไรเลย แต่ความรู้ทางวิชาธรรมกายนั้น หากไม่มีพระพุทธเจ้ามาเกิด เราไม่รู้จะไปหาความรู้ที่ไหน? เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน การตักตวงความรู้วิชาธรรมกายนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะความรู้ต่างกัน วิชาธรรมกายนั้นมีเนื้อหาความรู้หลายหลักสูตร เหมือนปริญญาบัตรในทางโลก แต่ใครจะมีความรู้ระดับใด? เรื่องนี้ไม่ยากเลย ถ้าแก้โรคไม่ได้ แก้ทุกข์ร้อนปวงชนไม่ได้ ไม่เคยมีประวัติว่าทำไดเลย กรณีนี้ ไม่มีประกาศนียบัตรให้ แต่ก็เป็นธรรมกายเหมือนกัน หากเราศึกษาให้ดี เราจะทราบว่า ในสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่นั้น ใครแก้โรคได้ หลวงพ่อจะเรียกใช้ทุกวัน ห่างหลวงพ่อไม่ได้เลย วันหนึ่งหลวงพ่อจะไปสุพรรณบุรี คือบ้านสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง อันเป็นบ้านเกิดของท่าน ปรากฏว่ามีพระเณรอยากไปกับหลวงพ่อ เพราะอยากไปเที่ยวบ้านหลวงพ่อ แต่ว่าจำนวนผู้ติดตามมีจำนวนมาก หลวงพ่อก็บอกว่า “จะไปด้วยก็ได้ แต่ต้องแก้โรคได้” เพียงเท่านี้เองจำนวนผู้ติดตามก็ลดลงฮวบ ความรู้แก้โรคและความรู้ดับทุกข์บำรุงสุข เป็นความรู้สำคัญ เป็นความรู้ที่บ่งบอกอานุภาพธรรมกาย เราต้องเรียนรู้ให้ได้ ถึงเราจะไม่เก่งอย่างหลวงพ่อ ถึงเราจะไม่เก่งอย่างแม่ชีถนอม อาสไวย์ แต่เราก็ต้องทำได้บ้าง ทุกวันนี้มีใครแก้โรคได้บ้าง ไม่ได้ยินข่าวเลย เป็นเรื่องน่าเสียใจ ควรเรียนกันใหม่ ทบทวนความรู้กันใหม่ วางพื้นฐานความรู้กันใหม่ ตัดความฟุ้งซ่านทางปัญญาออกไป อย่าเดินวิชาแบบที่มารจูงรู้จูงญาณ ท่านต้องทำได้ หลวงพ่อของเราทำได้ เราก็ต้องทำได้ เพราะเราเรียนความรู้มาจากหลวงพ่อด้วยกันทั้งนั้น ใคร ๆ ก็อยากเรียนรู้ แต่การเรียนรู้นั้นไม่เหมือนวิทยาการในทางโลก ความรู้ในทางโลกนั้น เดี๋ยวนี้ใครมีเงินก็ไปเรียนต่างประเทศได้ทุกคน จะเอาปริญญาอะไรก็ได้ แต่ความรู้ทางวิชาธรรมกาย มารเขาขัดขวางตลอดเวลา ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้ในตอนที่อายุมากนี้เอง การที่จะได้พบคนมีความรู้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับบารมีส่วนตัวของเราด้วย ถ้าดวงบารมีของเรามารยังระเบิดได้ โอกาสที่เราจะพบคนเก่งก็คลาดกันไปคลาดกันมา มารมันไม่ยอมให้คนเก่งกับคนเก่งมาพบกันอย่างเด็ดขาด เหมือนกับเราจะไปพบพระพุทธเจ้า เหมือนกับเราจะไปพบช้างเผือกในป่า เป็นความยากด้วยประการทั้งปวง เพราะเหตุใดจึงยากปานนั้น? คนเก่งไปเรียนกับคนเก่งเมื่อไร มารจะถูกดับอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วเรื่องอะไรที่มารมันจะยอมให้ผู้มีบารมีมาพบกัน นี่คือเหตุผล บอกแล้วว่า การเรียนวิชาธรรมกายไม่ง่ายเหมือนเรียนวิทยาการในทางโลก การที่ข้าพเจ้าพิมพ์ตำราวิชาธรรกมายออกเผยแพร่เป็นการขัดคำสั่งของมาร และการที่ข้าพเจ้าเอาเรื่องราวงานปราบมารออกมาเผยแพร่ เป็นการขัดคำสั่งของมารอย่างร้ายแรง หากข้าพเจ้าตายไป ถือว่ายตายคาสังเวียน! ถือว่าตายในสนามรบ! ท่านทั้งหลายอย่าได้เก่งกับข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้ายอมแพ้ทุกคนไม่ว่าใคร! อย่าได้วิจารณ์ข้าพเจ้าให้เสียเวลาของท่านเลย ข้าพเจ้ายอมแพ้ท่านในทุกรูปแบบ ท่านจะว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ตอบโต้ เพราะยอมแพ้ท่านแล้ว ท่านไม่ควรเสียเวลากับคนที่ยอมแพ้ท่าน เขายอมแพ้ท่านทุกรูปแบบแล้ว ท่านไปข่มเขาทำไม? เป็นการไม่สมควรเลย ท่านที่เก่งแล้ว ตำราของข้าพเจ้าไม่มีประโยชน์ต่อท่าน ท่านไม่ต้องอ่านให้เสียเวลา ข้าพเจ้าบอกท่านแล้วว่า ข้าพเจ้าไปเก่งกับมารเท่านั้น ท่านที่ไม่ใช่มาร ข้าพเจ้าจะไม่แตะต้อง แต่ถ้าเป็นมารแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด? จะต้องได้พบกับข้าพเจ้า จะได้ประลองวิชากับข้าพเจ้าแน่นอน แต่ใครที่มีธาตุธรรมเป็นมาร หรือครึ่งพระครึ่งมาร หรือข้างนอกบอกว่าเป็นพระแต่ข้างในไม่ใช่พระก็อยู่ในขอบข่ายถูกปราบด้วย ทำไมจึงให้ลุงการุณย์ บุญมานุช ปราบมาร? เหตุใดพระพุทธองค์ไม่ปราบเสียเอง? นี่คือคำถามที่ท่านทั้งหลายโทรศัพท์ไปถาม ถามแล้ว ถามอีก ข้าพเจ้าก็ชี้แจงไปแล้ว และมีปรากฏในหนังสือปราบมารเกือบทุกภาค หากท่านอ่านให้ทั่ว ท่านจะพบ แต่ว่ายังไม่เกิดความชัดเจน กล่าวไว้จริง แต่ยังไม่ชัดเจน แม้ตัวข้าพเจ้าเองก็ยังไม่ชัดเจน เหตุใดข้าพเจ้าจะต้องมาปราบมาร? ถึงแม้วันนี้ข้าพเจ้าก็ยังหาคำตอบที่แท้ไม่ได้ งานปราบมารมาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าคุยกับท่านได้ว่าเพิ่งได้รู้เรื่องราว แต่ก็ยังไม่ชัดเจนอยู่ดี พอเล่าให้ท่านฟังได้ดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น พอถึงเวลา ธาตุธรรมท่านก็มอบหมายให้ปราบมาร ความข้องใจยังคาใจอยู่จนบัดนี้ ต่อเมื่อทำวิชามานานปี พอจะทราบเรื่องระแคะระคายบ้างแล้ว การทราบนั้น มีวิธีอยู่! วิธีนั้นก็คือ การปราบมารขั้นตอนใด หากเรารบได้ดีมาก ถึงขั้นธาตุธรรมทรงบันเทิงนิโรธ แล้วพระองค์จะกล่าวอุทานออกมา เราต้องรีบจดจำทันที จะไม่กล่าวแจ่มแจ้ง เป็นแบบทีละเล็กทีละน้อย เราก็ต้องสะสมคำกล่าวทั้งปวงนั้น แล้วเราก็มาลำดับเรื่องราวเอาเอง ปีนี้รบมาเป็นปีที่ ๑๖ แล้ว พอจะประมวลเรื่องได้ดังนี้ ธาตุธรรมท่านส่งคนของท่านมาเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อให้มีกายมนุษย์อย่างเราท่านนี้ เพื่อจะเอากายนี้รองรับกายธรรมทั้งปวง ใครจะเป็นคนปราบ ธาตุธรรมรู้แจ้งทั่วกันทุกนิพพาน เว้นแต่เราเท่านั้นที่ไม่รู้! และพระองค์ก็จะไม่บอกเราด้วย อย่าไปถามเลย ไม่มีใครบอกท่านทั้งนั้น ปิดเป็นเรื่องลับ ต่อเมื่อกายมนุษย์ของผู้นั้นมีความรู้ถึงขั้นปราบมารได้ วันนั้นเป็นวันที่ธาตุธรรมท่านประชุมใหญ่ และจะบอกแก่เราวันนั้น ดังที่ข้าพเจ้าประสบมาแล้ว จะให้ดีต้องกลับไปอ่านปราบมารภาค ๑ แล้วจะทราบเรื่อง ตัวเราไม่ทราบเรื่อง เกิดความน้อยใจ ไปโวยวายกับธาตุธรรม เพื่อจะไม่ทำวิชา และโยนเรื่องไปให้คนอื่นทำ พระองค์ไม่เอาไม้ตะพดฟาดศีรษะก็บุญนักหนาแล้ว ข้าพเจ้าทำความลำบากใจแก่ธาตุธรรมอยู่มาก ซัดทอดไปให้นิพพานเป็นทรงเป็นผู้ปราบ ไม่ถูกธาตุธรรมเอาดาบตัดคอก็บุญอักโข เพราะอะไรหรือ? ก็เพราะชอบไปพูดในสิ่งที่ไม่ถูกพระทัยนั่นเอง ดวงดีที่ไม่ถูกทำโทษ ชอบไปพูดเรื่องต้องห้ามอยู่เรื่อย เรื่องที่จะไม่ปราบมาร ยังไม่ยุติแค่นี้ เพราะความข้องใจมีอยู่ จะเป็นปีใดก็จำไม่ได้แล้ว เข้านิโรธไปหา “ต้นนิพพานเป็น” สมเหตุสมผลที่เราต้องไปเฝ้า เพราะเป็นวันที่ปราบมารได้ดีมาก พอเราไปถึง ทรงดีพระทัยที่งานปราบมารลุล่วงไปถึงอีกจุดหนึ่ง พอได้จังหวะ เราก็กราบทูลกระซิบ หากไม่กระซิบ เรื่องจะได้ยินกันทั่ว “ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเถิด เหตุใดพระองค์ไม่ทรงปราบมารเสียเอง?” พระองค์ไม่ทรงถือสา ทรงตอบคำถามเป็นอันดี ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าทำบุญไว้แต่ชาติไหน? ไม่เป็นที่กระทบกระเทือนยุคลบาท ไม่ทรงถือสาอะไร! ทรงตอบว่า “ปราบมารเป็นเรื่องศึกษาฯ” ข้าพเจ้าจำติดหู นับแต่นั้น จวบจนวันนี้ ไม่ได้เซ้าซี้เรื่องนี้อีกเลย ข้าพเจ้าถือว่า ได้ตอบคำถามเรื่องสำคัญชัดเจนแล้ว ขอร้องท่านทั้งปวง อย่าได้ถามเรื่องนี้อีกเลย! ท่านจะเข้าใจหรือเปล่า? ข้าพเจ้าไม่ทราบ และตัวข้าพเจ้าเองจะเข้าใจหรือเปล่า? ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ ถือว่าเปิดใจกันแล้ว ก็ตอบบอกแก่ท่านทั้งหลายได้แค่นี้ หากท่านอยากทราบละเอียดกว่านี้ โปรดเข้ากายธรรมไปทูลถามพระพุทธองค์เอาเองเถิด ไม่ว่าท่านจะทำอย่างไร? ไม่ว่าท่านจะคิดอย่างไร? ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่? สุดท้ายคนปราบมารก็ชื่อ การุณย์ บุญมานุช อยู่ดี เราเป็นผู้ไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่เราเป็นผู้ทำงานตามที่ธาตุธรรมท่านสั่ง ธาตุธรรมคือผู้ปกครองใหญ่ ทรงเป็นผู้รู้ ผู้แจ้ง เรามีหน้าที่ทำงานตามที่พระองค์มอบหมาย ใครเล่าจะอยากทำ? ข้าพเจ้าผู้หนึ่งคือผู้ไม่อยากทำ ที่โวยวายมาแต่ต้นก็เพราะไม่อยากทำ เนื่องจากความรู้ของเราไม่เข้าท่า คือความคิดในปีนั้น อีกประการหนึ่ง มันคิดขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ ไม่เคยมีใครชนะมารได้เลย แล้วฝีมืออย่างเราจะไปมีน้ำยาอะไร? นี่คือความคิดในปีนั้น หากท่านอ่าน “ปราบมารภาค ๑” คงจะทราบเรื่องละเอียดกว่าที่บรรยายนี้ บัดนี้ งานปราบมารดำเนินมาถึงปีที่ ๑๖ กลับไประลึกถึงความหลังในเหตุการณ์วันที่ถูกบังคับให้ทำปราบมาร การที่เราเสนอให้คนเก่งทั้งหลายในวันนั้นเป็นผู้ปราบ เหตุใดธาตุธรรมไม่เอา? เหตุผลอะไรที่เอาคนไม่เก่งทั้งปวงนั้น มาถึงวันนี้ เราพอทราบเหตุผลแล้ว แต่เล่าให้ฟังไม่ได้ จนใจจริง ๆ นี่คือตัวอย่างสำคัญที่เราต้องจดจำ เป็นธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน! ธาตุธรรมกลายได้ แต่แรกขาวต่อมาไม่ขาวก็ได้! มารมันจูงรู้จูงญาณไปได้ มารมันพารู้พาญาณไปได้ มารมันหลอกรู้ลวงญาณได้ วันนั้นในปีนั้น เรานึกเคืองธาตุธรรมที่เคี่ยวเข็ญบังคับเอาแก่เรา ให้เราปราบมาร พอมาถึงวันนี้เราไม่เคืองพระองค์แล้ว พระองค์ทรงมีเหตุผล และเหตุผลของพระองค์ถูกต้อง วันนี้คนที่เราว่าเขาเก่งนั้น ผิดตาของเราเสียแล้ว เรามองคนพลาดไปแล้ว กว่าจะทราบได้ ต้องใช้เวลาดูเป็น ๑๐ ปีทีเดียว เป็นธรรมกายจำนวนล้าน หากปราบมารได้เพียงหนึ่ง ก็เป็นบุญของโลกแล้ว เป็นธรรมกายจำนวนแสน หากสอนหลักสูตรเบื้องต้นได้เพียงหนึ่ง ก็เป็นบุญของโลกเช่นเดียวกัน เหตุนี้เอง เราจะพบว่า เห็นเรียนกันแสนคน จะมี ๑๐คนไหมที่ทำวิชา ๑๘ กายได้? นี่คือเกณฑ์วัดวิปัสสนาจารย์ อีกเกณฑ์หนึ่งก็คือแก้โรคไม่ได้ และวจะเอาอะไรเป็นเครื่องมือวัดความดังของเขา ดังนั้น การสอนเบื้องต้นไม่เฉียบคม และแก้โรคให้แก่ผู้อุปถัมภ์ไม่ได้ ต้องปรับปรุงความรู้ใหม่ทั้งหมด จะเอาความดังเป็นเครื่องมือวัดไม่ได้ จะเอาความรวยเป็นเครื่องวัดไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นมารเขาบันดาลให้ได้ทั้งนั้น เขากำกับการอยู่เบื้องหลัง เราไม่รู้ เราเป็นหุ่นให้มารเชิด โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่ทราบ คิดว่าเป็นบารมีของเขา เขาเก่งน่าอนุโมทนา แต่พอทำวิชาปราบมารนานปีเข้า ไปรู้เห็นเข้า จึงได้รู้ว่ามารเขากำกับ มารเขาเป็นเจ้า เขากำกับใคร? คนนั้นก็รวย คนนั้นก็ดัง เขาทำได้ทั้งนั้น จะให้แก่ เจ็บ ตาย เขาเป็นผู้ทำจะให้อะไรเป็นอย่างไร? มารทำได้ทั้งนั้น มารหลอกได้ทั้งนั้น กว่าจะนำความรู้นี้มาบรรยายได้ ทำวิชาปราบมารมา ๑๐ ปีเศษ กว่าจะรู้เห็นได้แต่ละอย่าง ยากแสนยาก เอาชีวิตเข้าเป็นเดิมพันทั้งนั้น ความรู้ที่นำมากล่าวในหนังสือปราบมาร เป็นความรู้สำคัญ ขอทำความเข้าใจว่า ความรู้อย่างนี้ ไปเรียนรู้ที่ใดไม่ได้ ไม่มีกล่าวในพระไตรปิฎก จะไปถามคนเก่งที่ใดในโลก ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครแสดงได้ ไม่มีใครรู้ทั้งสิ้น หาผู้รู้แม้แต่หนึ่งก็ไม่มีในโลกนี้ ความรู้อย่างนี้ ตำราอย่างนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อข้าพเจ้าปราบมาร ข้าพเจ้าต้องมีหลักฐาน ต้องมีข้อมูลมานำเสนอ ต้องนำเรื่องราวมาบอกกล่าวกันได้บ้าง เล่มนี้เป็นเรื่องปราบมารภาค ๔ ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ในนิพพานของเรานั้นใครเป็นผู้ปกครอง ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน คำถามมีอยู่ว่า ในอายตนะนิพพานของเรานั้น ตั้งแต่อดีตตราบเท่าปัจจุบันนี้ ถามว่าใครเป็นผู้ปกครอง? คือถามว่า ใครเป็นใหญ่มีอำนาจบังคับได้หมด? ตอบผิดหรือตอบถูก ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น ขอร้องให้ตอบทันที ทั้งนี้ก็เพื่อวัดความรู้ เราเรียนวิชาธรรมกายมาถึงวันนี้แล้ว ต้องมีความรู้ตอบได้ ตอบเถิด ผิดถูกไม่ว่าอะไรทั้งนั้น เมื่อตอบแล้ว จงจำคำตอบนั้นไว้ แล้วมาดูเฉลยที่ข้าพเจ้าจะชี้แจงดังต่อไปนี้ ตั้งแต่อดีตตราบปัจจุบัน คือนับแต่มีนิพพานมานั้น คือแต่เดิมมีแต่นิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) เข้านิพพานโดยกายมนุษย์ คือไม่ต้องตาย เมื่อเห็นธรรมกายแล้ว ส่งผลให้กายมนุษย์เกิดความใส แล้วสุดท้ายกายมนุษย์ก็ใสเป็นแก้ว แล้วก็เข้านิพพานไปเลย เรียกว่าเข้านิพพานเป็น ต่อมามรรคผลนิพพานเปลี่ยนแปลงใหม่ กลายเป็นว่าเห็นธรรมกายแล้วต้องละสังโยชน์ สรุปแล้วต้องเห็นกายธรรมในอิริยาบถ ๕ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน และเมื่อเจ็บไข้ กายมนุษย์ก็ไม่เล็กลงเลย คงหน้าตัก ๒๐ วาตลอดไป ต่อมากายมนุษย์เจ็บไข้แล้วก็ตายไป แล้วกายธรรมก็เข้านิพพานถอดกายหรือเรียกนิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) นับตั้งแต่มีนิพพานกายธรรมแล้ว แต่วันนั้นจวบจนวันนี้ ไม่มีการเข้านิพพานเป็นอีกเลย คงเข้าแต่นิพพานกายธรรมเท่านั้น นี่คือความรู้หลัก! เหตุใดจึงมีนิพพานกายธรรม? เราเรียนวิชาธรรมกายกันมากี่ยุคกี่สมัยแล้ว เคยคิดบ้างไหมว่า ทำไมจึงมีนิพพานกายธรรม? การมีนิพพานกายธรรมนั้น มีข้อดีอะไรและมีข้อเสียอะไร? และมีความต่างกันกับนิพพานเป็นอย่างไร? มีความจำเป็นอะไรที่ต้องมีนิพพานกายธรรม? แต่ก่อนนี้มีแต่นิพพานเป็น ทำไมต่อมาจึงปฏิวัติให้มีนิพพานกายธรรม? มีใครคิดเรื่องนี้บ้าง? มีใครอยากเรียนรู้เรื่องนี้บ้าง? มีใครใฝ่รู้เรื่องนี้บ้าง? ถ้ามี! ต้องนับว่าเป็นโชค ถ้าไม่มี! ก็แปลว่าโลกนี้ไม่มีบัณฑิตเลย ความรู้เรื่องนี้ ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ไม่ใช่อยากรู้ก็รู้ได้ ไม่ใช่อยากเห็นก็เห็นได้ ข้าพเจ้าเองกว่าจะรู้ได้ ก็ต้องทำวิชาปราบมาร ๑๐ ปีเศษ จึงจะพอรู้บ้าง แต่ก็ยังไม่ละเอียดเท่าไร พอจะเล่าสู่กันฟังได้บ้าง ดังนี้ ทันใดที่ธาตุ ๖ เกิดขึ้น เกิดธรรมภาคมารทันที ธรรมภาคขาวเกิดทีหลัง ย่นย่อเรื่องเอาความกันตรงนี้ คือแรกเริ่มทีเดียว มีธาตุ ๖ เกิดขึ้นก่อน ตอนนี้เองเกิดธรรมภาคมารแล้ว ไม่ทราบว่าธรรมภาคมารเกิดมาอย่างไร? ส่วนธรรมภาคขาว คือธรรมภาคพระเกิดทีหลัง ยังจับความไม่ชัดเหมือนกันว่าเกิดอย่างไร? ธาตุ ๖ คือ ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม-อากาศธาตุ-วิญญาณธาตุ มารเขายึดครองทันที การยึดครองนั้น เหมือนกับที่เราเรียนภูมิศาสตร์ในโรงเรียนเรื่องการค้นพบโลกใหม่นั่นเอง ใครไปพบก่อน เราก็ยึดครองบริเวณที่เขาพบนั้น เข้าก็สร้างบ้านสร้างเมือง เราเข้าไปในบริเวณของเขาไม่ได้ เพราะเป็นบ้านเมืองของเขา เขาห้าม! หากเราเข้าไป เขาก็ออกมาจัดการกับเรา คือเขาออกมาทุบตีเรา ออกมาไล่เรา ออกมาเข่นฆ่าเรา เพราะเราไปล่วงอธิปไตยของเขา บ้านเมืองก็คือ ภพ นิพพาน โลกันต์ ของเขา การแสวงหาอาณานิคมของเขานั้น เขาทำไม่หยุดยั้ง ทางวิชาธรรมกายท่านพูดว่า “ทำวิชาปกครอง” ต่อมามีธรรมภาคพระเกิดขึ้น พระก็ทำธาตุ ๖ ที่ท่านแสวงวหาได้ ทำให้ขาวให้ใส ก็ทำบ้านเมืองของท่าน บ้านเมืองของพระก็คือ ภพ และนิพพาน ธรรมภาคมารเขาเป็นนักเลงเก่า เขาไม่ว่าอะไร เขาจ้องมองอยู่ เขาก็รู้ว่า โชคได้มาถึงเขาแล้ว มีพระอยู่ที่ไหน เราไม่อดตาย เราจะอาศัยพระหากิน เพราะพระไม่รังแกใคร พระมีศีล ทาน ภาวนา สารบัญ
|