Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (9)
ปราบมาร 4 (9) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

ห้ามสาวกแสดงฤทธิ์ และไปแตะต้องโครงการของเขา

     เป็นข้อตกลงที่มารให้ไว้แก่พระพุทธองค์ คือห้ามสาวกแสดงฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศทำได้บ้าง แต่การแสดงบดบังดวงอาทิตย์ มารเขาห้าม! รวมทั้งการแสดงฤทธิ์อื่น ๆ

     คราวนี้มาถึงโครงการของมาร จะได้แก่อะไร? โครงการของมาร ก็คือ ภพที่เขาทำไว้เพื่อทรมานสัตว์ ได้แก่ นรก อเวจี และโลกันต์ มารเขาห้ามไม่ให้ไปรู้เห็น ห้ามอธิบายความเป็นมา ใครเป็นผู้ทำใครเป็นผู้สร้าง ห้ามพูด! ถ้าพูด ก็จะเอาให้ตาย แล้วใครเล่าจะกล้า? เพราะกลัวฤทธิ์เดชมารด้วยกันทั้งนั้น มารมันเก่งถึงปานนี้ ใคร ๆ ก็กลัวเขา

     ทุคติภูมิคือ นรก อเวจี และโลกันต์ มารเขาทำไว้ทรมานสัตว์โลก ใครตกไปอยู่ในภูมิเหล่านั้น ย่อมเนินช้าต่อมรรคผลนิพพาน เขาจึงพูดว่า หากใครตกไปอยู่ในภูเหล่านั้น แผ่นดินพูดไม่ได้ ก็แปลว่ายังเกิดไม่ได้

     ภูมิเหล่านี้ ยังไม่มีใครไปแตะต้องเลย ได้แต่ท่องชื่อนรก ท่องชื่ออเวจี ใครท่องได้หมดดูว่ามีหน้ามีตา ข้าพเจ้าพิจารณาเรื่องนี้แล้ว เรื่องราวมีอย่างไร? โปรดอ่านหนังสือ “ปราบมารภาค ๑” เรามีความจำเป็นต้องพิจารณา เพราะเป็นเครื่องมือมาร หากเรามีความผิดเกิดขึ้น เราควรทำโทษกันเอง ไม่ใช่ให้มารมาทำโทษ มันเรื่องอะไรที่จะต้องให้มารมาเกี่ยวข้อง อยากบรรยายให้ละเอียดกว่านี้ แต่โดยเหตุที่งานนี้พิจารณาเสร็จไปแล้ว เป็นผลงานของงานปราบมารภาค ๑ ให้ท่านกลับไปอ่านดู แล้วจะทราบเรื่องราว

     มารเขามาบังคับพระพุทธองค์อีก เวลาแสดงธรรมโปรดชาวบ้าน ให้บอกว่า การที่เราตกนรกและตกโลกันต์นั้น ให้เทศน์ว่าเป็นกรรมของสัตว์ ไม่ให้เทศน์ว่า มารเขาเอาไปทรมานในนรก อเวจี และโลกันต์ เมื่อมารเขาห้ามเช่นนี้ พระพุทธองค์ก็พูดความจริงไม่ได้ พวกเราก็เลยไม่รู้ของจริงตราบเท่าทุกวันนี้ ความจริงมารเขาพูดถูก ในข้อตกลงที่ว่า ใครบำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนา เป็นสาวกของพระพุทธองค์ เมื่อเขาตายไป เขาก็ไปสู่สุคติภูมิ คือ สวรรค์ (ทิพย์) พรหม และอรูปพรหม ตามความมากน้อยแห่งผล ทาน ศีล และภาวนา แต่ถ้าใครไม่อยู่ในหลักของ ทาน ศีล ภาวนาแล้ว มารเขาปกครอง ตายไปแล้ว เขาส่งไปสู่ทุคติภูมิคือ นรก อเวจี และโลกันต์

     ความไม่ชอบธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งยังไม่มีใครแสดงความรู้ไว้ที่ไหน? ก็คือเรื่อง “สอดละเอียด” คนที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่เดิมเขาเจริญอยู่ในกรอบของ ทาน ศีล ภาวนา ต่อมาเขาไม่ทำอย่างนั้นเสียแล้ว กรณีอย่างนี้เป็นฝีมือใคร? ก็มารเป็นผู้ทำทั้งนั้น นี่คือความไม่ชอบธรรม

     ความไม่ชอบธรรมอีกประการหนึ่ง ยากที่เราจะจับได้ไล่ทันก็คือ โพธิสัตว์ท่านลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม แต่เดิมท่านก็ดำเนินชีวิตในหลักของ ทาน ศีล ภาวนา ต่อมาเกิดพลาดพลั้งทางวินัย นี่ก็ฝีมือมาร

     ความไม่ชอบธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ บารมีคาบลูกคาบดอก เราจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน โพธิสัตว์มีบารมีใกล้จะลงมาตรัสรู้อยู่แล้ว เหตุใดธาตุธรรมแปรผันไปได้ กลายเป็นธาตุธรรมของมารไปโดยที่เราไม่คาดคิด ภาษาวิชาธรรมกายเรียกว่า “พลิกธาตุธรรม” กรณีนี้เป็นฝีมือของมารระดับสูง ยากที่เราจะรู้ หมายความว่าเดิมเป็นพวกเดียวกันเอง ต่อมาเกิดเขม่นกันขึ้น จะด้วยเหตุใดไม่ทราบ ธาตุธรรมของเราถูกมารเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่เดิมเรียนวิชาภาคพระ ต่อมาเรียนวิชาของมาร อย่างนี้เข้าตำรามารพลิกธาตุธรรมเหมือนกัน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า บารมีของท่านอยู่อย่างไรและอยู่ที่ไหน? เพราะเดิมท่านเป็นพระ เกิดบารมีแก่ท่านส่วนหนึ่ง บัดนี้บารมีของท่านไม่ใช่พระแล้ว ถามว่าบารมีของท่านตั้งแต่ครั้งเป็นพระนั้นอยู่ที่ไหน? ใครเป็นผู้จัดการและเจ้าตัวรู้เรื่องหรือไม่? นี่คืออันตราย! เป็นความรู้สูง ข้าพเจ้าจะยังไม่กล่าว

     ถามว่า มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง? ตอบว่า ไม่มีใครรู้! แม้ข้าพเจ้าก็เพิ่งได้รู้ตอนทำวิชาปราบมารนี้เอง บอกท่านทั้งหลายได้คำเดียวว่า ระวังตัวกันบ้าง! มักน้อยเข้าไว้! ละอายใจเข้าไว้! เจียมตัวเข้าไว้! ก็พูดได้แค่นี้ เพราะอาณาจักรปกครองของมารกว้างใหญ่ไพศาลและละเอียด เกินความคาดหมายที่พระพุทธองค์จะบอกความรู้แก่เรา เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม เขาเป็นโลก การที่ข้าพเจ้าปราบมารนั้น ก็คือรบกับเขาเหล่านี้ กว่าจะนำหนังสือปราบมารมาเสนอแก่ท่านทั้งหลายได้ เขาก็บดขยี้ข้าพเจ้าแทบเอาชีวิตไม่รอด เพราะขัดคำสั่งเขา เขาไม่ให้นำเรื่องของเขามาเปิดเผย แต่ข้าพเจ้าจะเปิดเผย ต้องต่อสู้กัน สุดท้าย ข้าพเจ้านำเรื่องราวปราบมารเสนอได้ถึง ๔ ภาค ข้าพเจ้ายกมือไหว้ฟ้าที่ข้าพเจ้ายังไม่ตายเพราะการถล่มของมาร ข้าพเจ้าดีใจที่หนังสือชนิดนี้เกิดขึ้นในโลก ความรู้สำคัญอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วในโลก หากข้าพเจ้าตายไปเสียก่อน ท่านทั้งหลายคงไม่ได้อ่านเองลึกซึ้งอย่างนี้

     ขอกำชับท่านว่า หากท่านเป็นสมณะ เมื่อมีความบกพร่องทางวินัย อย่าดองไว้ถึง ๓ ราตรี ให้รีบปลงอาบัติอย่างเร็วพลัน หากปลงอาบัติล่าช้า ภาคมารจะไปถามพระพุทธองค์ว่า ท่านผู้นี้เป็นสาวกของเขาแล้ว เขาเป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรม บารมีของเขาอยู่ที่ไหน! จงเอามาให้เขา! โดนเข้าอย่างนี้แล้วจะว่าอย่างไร? ไม่มีใครปกป้องท่านได้ จึงขอให้จดจำเรื่องนี้ได้ อย่าให้พลาดได้ สร้างบารมีมาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าให้เกิดการพลาดพลั้งเลย

     ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการครองจีวรของพระพุทธเจ้า ที่หลวงปู่ชั้วแสวงหาความรู้อยู่ และท่านบันทึกเรื่องราวไว้ด้วย ข้าพเจ้าจะบรรยายให้ทราบ เรื่องลึก ๆ อย่างนี้ ไม่มีใครแสดงให้ฟังได้อีกแล้ว

พระพุทธเจ้าสามภาคครองจีวรไม่เหมือนกัน

     การห่มผ้ามวนขวาและมวนซ้ายนั้น มีที่มาอย่างไรนั่นเอง ภาคขาวมวนขวาเสมอ ภาคมารมวนซ้าย ภาคกลางมวนตามใจชอบ นี่คือหลักกว้าง ๆ เหมือนงานมงคลเวียนขวา งานอวมงคลเวียนซ้าย นั่นเอง

     ภาคขาวห่มผ้าคาดรัดประคด หรือบางทีห่มบังเฉวียงคือ ห่มจีบพาดบ่าเอาชายผ้าข้างหนึ่งเหน็บบนบ่าซ้าย ดูภาพถ่ายของหลวงพ่อเป็นตัวอย่าง

     การแต่งการเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นตัวบ่งชี้ เช่นโจรแต่งตัวไม่เหมือนสุภาพชนทั้งหลาย ดูละครเป็นตัวอย่าง พอเห็นการแต่งกาย เราก็ทราบว่าผู้นี้เป็นพระเอก ผู้นี้เป็นเสนา ผู้นี้เป็นโจร

     แต่การดูด้วยรู้ญาณของกายธรรม ดูแต่งตัวไม่ได้ เพราะหลอกกันได้ง่าย ต้องดูธาตุธรรม ดวงธรรมดำ ธาตุก็ต้องดำ และกายก็ดำ เสมอไป อย่างนี้ภาคมารชัดเจน นี่คือการดูอย่างหยาบ มารเขามีวิธีหลอกที่เราจับได้ยาก คือ มาซ้อนกายกับธรรมภาคขาว ภาคขาวอยู่ข้างนอกและภาคมารซ้อนกายอยู่ข้างใน อย่างนี้จับผิดถูกยาก ดูโดยไม่พิจารณาว่าขาว กรณีที่เราบูชาข้าวพระ มารเขาซ่อนกายมากิน โดยที่เราจับไม่ได้ นี่คืออันตราย! เราต้องเรียนกันอีกมากนัก ข้าพเจ้าไม่สนับสนุนให้ทำ เพราะเป็นการไปให้กำลังแก่มารแท้ ๆ ข้าพเจ้าแจ้งในเรื่องนี้ในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง มารเขามีวิธีต้มเราหลายรูปแบบ ต้องเรียนกันมาก ถึงท่านจะเรียนมานานปี แต่บาสกบั่นไม่จริง ค้นคว้าไม่จริง ยังไม่ถึงขั้นปราบมารได้ มารเขาก็หลอกรู้ลวงญาณวันยังค่ำ ควรเอาดีทางอื่น ไม่ควรเอาดีทางบูชาข้าวพระ หากเป็นคุณประโยชน์ ข้าพเจ้าจะอนุโมทนา

ขันธ์ ๕ เป็นธรรมขันธ์

     หลวงปู่บันทึกไว้อีกอย่างหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าเห็นว่าสำคัญก็คือ ขันธโลกในกายพระนิพพานนั้น เรียกว่า ธรรมขันธ์ แทนขันธ์ ๕ นี่คือเป้าหมายสำคัญของงานเดินวิชา จะต้องพากเพียรกันไปอีกกี่ชาติกี่ภพ จนกว่าเราจะดับปิฎกของมารและของภาคกลางที่ทำไว้ในเห็น จำ คิด รู้ของเรา นั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง ต้องดับทุกข์และสมุทัยที่เห็น จำ คิด รู้ ของเราให้ได้จริง

     เพราะตัวการที่ทำให้แก่ เจ็บ ตาย คือทุกข์และสมุทัย ซึ่งเรายังแก้ได้ไม่จริง หากแก้ได้จริง เราก็ไม่ตาย และเมื่อเราไม่ตาย มรรคผลนิพพานของเราก็คือนิพพานเป็น ไม่ใช่นิพพานกายธรรมอย่างเช่นทุกวันนี้ อีกประการหนึ่งคือ ปิฎกของมารและปิฎกของธรรมภาคกลางที่มารเขาทำไว้ใจของเรานั้น ส่งผลให้เรามืดบอดไม่เห็นธรรม ไม่แจ้งในธรรม เพราะปิฎกของธรรมภาคขาวถูกมารดับ มารเขาเอาปิฎกของเขาใส่ไว้ให้ เรายังแก้ไขปัญหานี้อย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้น เป้าหมายของเราก็คือ ดับปิฎกของมารให้ได้ แล้วเอาธรรมขันธ์ของเราคืนมาให้ได้

     ส่วนประเด็นที่ว่า เราจะเดินวิชากันอย่างไร? จะใช้ความเพียรกันอีกกี่ชาติ? เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

     งานที่เราจะแก้ไขมีเพียงแค่นี้เมื่อไร? ยังมีมากเรื่องนัก เพราะเห็น จำ คิด รู้ ของเรา มารเขาพิสดารกิเลสทั้งปวงไว้อย่างหนาแน่นสารพัดเรื่อง แต่ละวิชาของเขา ล้วนเป็นปฏิจจสมุปบาททั้งนั้น ในเหตุอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ อุปายาสะ ล้วนแต่มีนิพพาน ภพ โลกันต์ของมารละเอียดไปอีก ไม่แค่นั้น ผู้ส่งวิชาไปในเหตุรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ (อารมณ์ฝ่ายมาร) แล้วก็มีนิพพาน ภพ โลกันต์ ของเหตุเหล่านั้นละเอียดไปอีก

     เมื่อดับนครของมารทั้งหมดได้แล้ว ทาน-ศีล-ภาวนา-ปฐมมรรค-มรรคจิต-มรรคปัญญา ของเราอยู่ที่ไหน? มารเขาเอาไปดับไว้อย่างไร? กายธรรมของเราอยู่ที่ไหน? มารเขาดับไว้ที่ไหน? ต้องไปตามมาเดินวิชาให้เกิดกายธรรมขึ้น กายธรรมที่เกิดขึ้นนั้นใช้การได้หรือเปล่า? แพ้มารอีกก็ใช้ไม่ได้ ต้องค้นคว้ากันอีกนาน กายโลกีย์ของเราที่เป็นกายสู้มารได้อยู่ที่ใด? เพราะกายโลกีย์ปัจจุบันไม่เก่ง เนื่องจากยอมให้มารเอาทุกข์และสมุทัยมาใส่ไว้ได้ ต้องค้นคว้ากันอีก

     นี่เป็นแนวคิดเบื้องต้น ท่านคิดอย่างข้าพเจ้าหรือเปล่า?

     บางความรู้ หลวงพ่อให้แนวไว้แล้ว ในหนังสือมรรคผลพิสดารนั้น จะใช้ได้ผลหรือไม่? เราต้องค้นคว้าดู

     ธาตุธรรมท่านมีความเห็นว่า หากแก้กันแบบนี้ไม่เป็นผล ปราบมารเสียเลย เอากันให้รู้เรื่องไปเลย ดังที่ข้าพเจ้าทำอยู่แล้ว ท่านทั้งหลายคิดกันบ้างหรือเปล่า? หากไม่คิด! ก็แปลว่ามารปิด เห็น จำ คิด รู้ อย่างสนิท หากเราคิดได้บ้าง แม้จะทำไม่ได้ ยังน่าอนุโมทนา แต่มารเขาฉลาดกว่าเรา เขาจะไม่ยอมให้เราคิด เขาจะให้เราแต่เรื่องเงิน เรื่องชื่อเสียง เรื่องอำนาจราชศักดิ์ ขืนยอมให้เราคิดวิชา สักวันหนึ่งเขาหมดอำนาจปกครองแน่นอน ข้าพเจ้ารบคนเดียวยังได้งานขนาดนี้ หากเรามาร่วมมือกัน จะต้องได้งานมากกว่านี้แน่นนอน

     หมออู๊ด กฤษณานุวัตร เคยถามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อครับ! เมื่อไรงานปราบมารของหลวงพ่อจะแล้วเสร็จ?” หลวงพ่อตอบว่า “มันจะเสร็จได้ยังไง? พวกธรรมกายไม่เคยอยู่พร้อมกันเลย!” คนโน้นอยู่คนนี้ไม่อยู่ เป็นอย่างนี้มาตลอด แม้หลวงพ่อจะตั้งกฎกติกาอย่างไร! คณะทำวิชาก็ไม่อยู่พร้อมกันอยู่ดี ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมารเขาชักใยอยู่หลังฉากนั่นเอง

     กลับมาพิจารณาตัวข้าพเจ้าบ้าง ไม่มีใครช่วยเรานั้น ดีแล้ว เราจะได้ไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร ก็ต้องปลงอย่างนี้ เพราะมารเขาขัดขวางเราทุกรูปแบบ เราต้องอดทน จะไปโทษใครไม่ได้ แต่มีบางท่านให้การอุปการะ ต้องว่าเขาผู้นั้นมีบารมีสูง เพราะมารทำอะไรเขาไม่ได้ ทำอย่างไรเขาก็ไม่หนี มีแต่จะสู้! ธาตุธรรมท่านทราบเรื่อง ท่านก็ให้บารมี เป็นโชคดีของเขาเหล่านั้นไป นี่แหละคือคนสำคัญ ท่านมาช่วยให้งานของธาตุธรรมลุล่วง นาน ๆ จะพบสักรายหนึ่ง ถามธาตุธรรมท่านว่า “ทำไมท่านผู้นี้มาช่วยผมได้?” ธาตุธรรมท่านตอบว่า “ต้องเป็นผู้บารมีแก่กล้าเท่านั้น จึงจะมาประกบศึกษาฯ ได้ หากบารมีอ่อน ๆ มารเขาระเบิดแตกไปหมด”

     ข้าพเจ้าเป็นเป้าหมายสำคัญของมาร เป็นศัตรูหมายเลข ๑ ของเขา เขารวมตัวกันหมดธาตุหมดธรรมเพื่อมาถล่มเราคนเดียว เพื่อจะให้ข้าพเจ้าตายให้จงได้ หากข้าพเจ้าตายไปคนหนึ่ง มารเขาจะโห่ร้องก้องเอาชัยด้วยความดีใจ จะได้ไม่มีใครเป็นขวากหนามของเขาอีกต่อไป ข้าพเจ้าโดนมารบดขยี้มาแล้วทุกรูปแบบ หากท่านอ่านปราบมารภาค ๑ ท่านคงทราบ ดีแต่ว่าข้าพเจ้ายังไม่ตาย!

     การที่จะให้ใครทั้งหลายมาช่วยข้าพเจ้านั้น เป็นไปไม่ได้ มารเขาไม่ยอม! เขาจะต้องขัดขวาง โดยเขาจะยิงเครื่องบังคับมาที่ใจเรา ให้เกิดอุปสรรคนานา ไม่ให้ได้พบกัน เขาตัดกำลังทุกรูปแบบ ข้าพเจ้าใจดีสู้เสือมาอย่างนั้นเอง อดทนมาอย่างนั้นเอง หากเรายอมแพ้ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด ธาตุธรรมท่านจะเสียพระทัยมาก ดังนั้น เราจะต้องสู้กันให้ถึงที่สุด

     บางวันก็คิดมาเหมือนกัน เห็นพวกเรามีเงินใช้กัน เห็นพวกเราไปเที่ยวเมืองนอก เราอยากสนุกขึ้นมาบ้าง แต่ก็ทำอย่างท่านทั้งหลายไม่ได้ ต้องนั่งหลับตาเข้าธรรมกายรบกับมาร ปีแล้วปีแล้วก็ทำอยู่อย่างนี้ ไปไหนมาไหนเหมือนเขาอื่นไม่ได้ เพราะเอกราชของธาตุธรรมสำคัญกว่าอะไรทั้งปวง! แล้วอารมณ์ของกิเลสก็หายไป ตั้งหน้าตั้งตารบกับมารต่อไป

     ข้าพเจ้าได้บรรยายความรู้ของหลวงปู่ชั้วมาพอสมควรแล้ว เห็นความยุติได้แล้ว

สรุปความรู้ของหลวงปู่ชั้วเพื่อให้จำได้

     ๑. อายุของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปตามที่มารบัญญัติ

     ๒. ความรู้ที่พระพุทธเจ้าจะพึงตรัสรู้ได้มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมเป็นไปตามหลักสูตรที่มารบัญญัติ คือรู้ได้แต่ความรู้ภาคโปรดสัตว์ ส่วนความรู้ภาคปราบ อันเป็นความรู้สำคัญ มารไม่อาจอนุญาตให้รู้ได้ เสียใจด้วยที่ให้รู้เห็นความรู้อย่างนั้นไม่ได้ มารเขาว่าอย่างนี้

     ๓. พอพระพุทธเจ้าทำงานตั้งศาสนาคือสอนมนุษย์โลก มารก็เข้ามาก้าวก่าย ให้เกิดการแตกแยก เช่น สาวกของพระพุทธองค์ประพฤติมิชอบประการต่าง ๆ พระพุทธองค์ก็ต้องปัญญัติวินัยห้าม ซึ่งวินัยนั้นบัญญัติไว้มาก จนพระสงฆ์แทบกระดิกตัวไม่ได้ ไม่ว่าอะไรห้ามไปหมด นั่นคือ มารหาเหตุสกัดมรรคผลนิพพานตลอดเวลา หากพระสงฆ์พลาดพลั้งทางวินัย มารก็อ้างว่าเป็นสาวกของมาร แล้วดวงบารมีก็หลุดมือไปเป็นของมาร ส่งผลให้มรรคผลนิพพานเนิ่นช้าไปอีก ต้องไปตั้งต้นสร้างบารมีกันใหม่อีก

     ๔. พระพุทธเจ้าของเราตั้งแต่อดีต สู้มารไม่ได้ ด้วยมีบารมีน้อยกว่ามารทั้งนั้น

ข้อควรคิด

     ๑. เราต้องเรียนวิชาธรรมกายให้แก่กล้า เพื่อจะได้เป็นสื่อแห่งความรู้ รู้เห็นได้มากกว่านี้ ให้มีฝีมือกว่านี้

     ๒. เราจะต้องคิดแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง จะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร? ถ้าเราไม่คิด แล้วใครเล่าจะคิด? ถ้าเราไม่แก้ไข แล้วใครเล่าจะเป็นผู้แก้ไข?

     ๓. เราเดินวิชาไม่ได้ เพราะความรู้อ่อนไป ก็จงเป็นกำลังให้ จะเป็นกำลังในทางใด สุดแต่ท่านจะคิด ส่วนข้าพเจ้านั้นสู้มารเต็มตัวแล้ว ข้าพเจ้าเดินหน้ากล้าตายแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ

     เราจะยอมให้มารมีอำนาจต่อไปไม่ได้ เพราะเกิดการเสียหายมาก ถ้าเราไม่สู้ เรามีแต่แพ้สถานเดียว ถ้าเราสู้ เรามีทางชนะ เกิดมาพบวิชาธรรมกายแล้ว จงเรียนให้เต็มกำลัง ข้าพเจ้าเขียนตำราให้แล้วทุกหลักสูตร จงรีบศึกษาเล่าเรียนเถิด

     ที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพราะทราบว่า ท่านที่เป็นธรรมกายระดับแก่กล้า ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ธาตุธรรมส่งมาเกิดเพื่อให้ทำวิชาปราบมาร แต่แล้วก็ไม่ได้ทำกัน เป็นเพราะมารเขาขวางไว้ มารเขาขวางอย่างไร? ข้าพเจ้าก็กล่าวชัดแล้ว กล่าวไว้ในหนังสือปราบมารทุกเล่ม ไม่ขวนขวายกันเอง ไม่เอาใจใส่เอง โทษใครไม่ได้ ธาตุธรรมท่านผิดหวังมาก จะถูกลงโทษหรือเปล่าข้าพเจ้าไม่ทราบ เป็นเรื่องของธาตุธรรมที่จะพิจารณา ข้าพเจ้าไม่ทราบและไม่ขอเกี่ยวข้อง ตัวใครก็ตัวใครกันแล้ว ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพเจ้านั้น ดูว่าจะรอดตัว เพราะธาตุธรรมท่านใช้ให้ปราบมาร ข้าพเจ้าก็ทำแล้ว ทำเต็มขีดความสามารถ แถมยังทำตำราให้ด้วย เห็นว่าครบกระบวนยุทธศาสตร์แล้ว

     เหนื่อยยากเพียงไร! ลำบากแค่ไหน! ขัดสนแค่ไหน! อันเกิดจากมารระเบิดข้าพเจ้า จนถึงกับธาตุธรรมลงมาจากนิพพาน เพื่อมาหาเงินให้ข้าพเจ้าใช้ ข้าพเจ้าก็มีประวัติอย่างนี้มาแล้ว “เซฟ” ไม่ต้อนรับข้าพเจ้า แต่ “เซฟ” จะต้อนรับใคร? ข้าพเจ้าไม่สนใจเลย แต่ใครที่มีประโยชน์ ข้าพเจ้าจะปกป้องอย่างเต็มกำลัง เพราอยู่ในอำนาจปกครองของเราด้วย

     อย่าไปดูว่า คนโน้นลงเซฟ คนนี้ถูกเซฟ ต้องดูตัวเองจึงจะถูก!

     การถูกเซฟ ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าไปเชื่อญาณทัสสนะที่มารเขาจูงรู้จูงญาณ เห็นอย่างนั้น เป็นวิธีของมารที่มันจะทำให้คนของเราแตกแยกกัน อย่าเชื่อ! อย่าสนใจ! สนใจค้นคว้าของเราดีกว่า เราไม่มีหน้าที่ เราไปรู้เห็นได้อย่างไร? ไม่ใช่ของเราที่เราจะรู้เห็นได้ง่าย “เซฟ” เป็นเครื่องมือของแม่ทัพ เป็นเครื่องมือของผู้ปกครอง เราไม่มีหน้าที่ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เห็น! ขอให้เข้าใจกันใหม่

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org