Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (8)
ปราบมาร 4 (8) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

สรุปเทศน์ 3 กัณฑ์ของหลวงพ่อ

     กัณฑ์ปัพพโตปมคาถา เราได้รู้เรื่องของมาร ว่าผู้ทำให้สัตว์โลก แก่ เจ็บ ตาย คือมาร หลวงพ่อทำวิชาปราบมารมาแล้ว แต่งานกวาดล้างมารไม่ใช่งานทำง่าย ยังไม่ได้เนื้องานเท่าที่ควร หลวงพ่อก็มรณภาพเสียก่อน

     กัณฑ์ทานานุโมทนากถา งานปราบมารของหลวงพ่อ มาถึงเหตุละเอียด แต่ยังไปเรียนรู้ไม่ทั่ว หลวงพ่อใช้คำว่า “ฉากหลัง” ตามที่เราอ่านมาแล้วนั้น ฉากหลังคือเหตุละเอียดที่ว่านี้ จะมากมายเพียงใดและแค่ไหน? ยังไม่มีใครรู้ จะใช้เวลาอีกกี่ชาติกี่ภพเพื่อค้นคว้า? ยังตอบไม่ได้

     กัณฑ์สติปัฏฐานสูตร คือการพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม เพื่อหากายของเราที่เป็นกายที่มารปกครองไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ชาติกี่ภพ?

     สรุปแล้ว เป็นเรื่องยากทั้งนั้น มีใครคิดถึงเรื่องเหล่านี้บ้าง? ถ้ามี! ก็น่าอนุโมทนา

     ความจริงหลวงพ่อกล่าวถึงเรื่องมารไว้มากกว่านี้ แต่ข้าพเจ้าคัดลอกมากล่าวเฉพาะกัณฑ์เทศน์ของท่านบางกัณฑ์เท่านั้น ส่วนแนวการเดินวิชานั้น ข้าพเจ้าจะเสนอในโอกาสต่อไป

หลวงปู่ชั้ว โอภาโส

ได้กล่าวถึงมารไว้อย่างไรบ้าง?

     ท่านคงรู้จักหลวงปู่ชั้ว โอภาโส ทั่วกันแล้ว ท่านเป็นชาวสุพรรณบุรีเช่นเดียวกับหลวงพ่อ บ้านเกิดของท่านอยู่ใกล้กัน ทั้งหลวงปู่ชั้ว หลวงพ่อ และสมเด็จป๋า คือบ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หากอยากทราบเรื่องชัดกว่านี้ โปรดอ่าน “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ”

     กล่าวถึงหลวงปู่ชั้ว ท่านมาเรียนวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ และสุดท้ายก็มรณภาพที่วัดปากน้ำ หลวงปู่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ข้าพเจ้ากับหลวงปู่รู้จักกันมาตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดแล้ว หลวงปู่บวชพระอยู่ที่วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง เรียนหนังสือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เห็นหลวงปู่ที่ใด จะเห็นท่านนั่งหลับตาในแบบการเจริญภาวนาทุกครั้งไป ต่อมาชีวิตของข้าพเจ้าเรียนจบชั้น ม.๖ แล้ว ก็มาเรียนวิชาครูในกรุงเทพฯ เรียนวิชาครูจบแล้ว ออกรับราชการเป็นครูในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไปเรียนวิชาเบื้องต้นกับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ซึ่งอยู่ในวัดปากน้ำนั้น จึงได้พบหลวงปู่ที่วัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่เรียนวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อ แต่ข้าพเจ้าเรียนกับแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น หลวงปู่ให้ข้าพเจ้าเป็นอุปัฏฐาก ข้าพเจ้าก็รับ หลวงปู่ปรารภเรื่อง “ราวตากจีวร” เพียงอย่างเดียว อย่างอื่นหลวงปู่ไม่เอาเลย หลวงปู่นั่งเจริญภาวนาทั้งวันทั้งคืน เว้นแต่หลับไปเท่านั้นที่ไม่ทำ ในมือมีหนังสือวินัยเล่มหนึ่ง ใครไปหาท่าน ต้องทำให้ถูก เคลื่อนวินัยท่านจะกางตำราให้ดู เคลื่อนวินัยหน่อยเดียว หลวงปู่ไม่เอาทั้งนั้น ท่านเล่าเรื่องของหลวงพ่อให้ข้าพเจ้าฟังบ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องปราบมาร ซึ่งข้าพเจ้ากล่าวแล้วในเล่ม “ปราบมาร ภาค ๑”

     ในส่วนตัวของหลวงปู่ ท่านพูดผิดหูข้าพเจ้าอยู่เรื่องหนึ่ง “ไอ้ครู! ถ้าหลวงปู่ตายไป หลวงปู่จะรีบมาเกิด เพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม ยังมีศาสนาอยู่ เรายังสร้างบารมีได้ ไอ้ครูคอยดูแลหลวงปู่ด้วยนะ!”

     ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่อง เพราะตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่เป็นวิชาอะไร ก็ได้แต่ฟังไปอย่างนั้นเอง

     ต่อมาวิถีชีวิตของข้าพเจ้าถูกธาตุธรรมบังคับให้ทำวิชาปราบมาร จึงระลึกถึงคำกล่าวของหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง แต่หลวงปู่มรณภาพไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่ได้เผาหลวงปู่ด้วย เพราะทำราชการอยู่บ้านนอก ไม่รู้ข่าวคราวอะไรกันเลย หน้าที่ราชการของข้าพเจ้าก็ย้ายไปย้ายมา เดี๋ยวอยู่จังหวัดโน้นเดี๋ยวมาอยู่จังหวัดนี้ ระวังอยู่แต่เรื่องราชการ เพราะหม้อข้าวของเราอยู่กับราชการ หากเกิดความพลาดพลั้งในหน้าที่ราชการ จะเกิดการเสียหายแก่เรา คิดถึงหลวงปู่ คิดถึงถ้อยคำของท่าน ท่านฝากธาตุธรรมแก่เราไว้ อาจารย์ท่านอื่นไม่มีใครกล่าวอย่างหลวงปู่ แม้แม่ชีถนอม อาสไวย์ ซึ่งเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ท่านก็ไม่พูดอะไร! เหตุใดหลวงปู่จึงกล่าวอย่างนั้น? เป็นการรู้กาลข้างหน้าของหลวงปู่ว่าข้าพเจ้าต้องมาปราบมาร และหลวงปู่ก็กล่าวฝากธาตุธรรมของท่านแก่เรา ตามที่กล่าวนั้น

     ส่วนสมเด็จป๋า ไม่ได้กล่าวอะไรทั้งนั้น พบกันที่ไหนก็ฝากเด็กเข้าเรียนที่โงเรียนวัดบวรนิเวศ ทรงฝากเด็กเข้าเรียนทุกปี ป๋ามีเมตตาสูง ไปพบเด็กชายลักษณะอ้วนที่ใด ก็ขอเอามาเลี้ยงไว้ที่กุฏิ ทรงดูแลให้การศึกษาทุกคนมีอนาคตดีทุกคน เด็กน้อยเอาแต่เล่น กลับมากุฏิไม่เข้าไปกราบพระพุทธรูป ป๋าทรงเรียกมาทำโทษทั้งนั้น วันหนึ่งข้าพเจ้ามีโอกาสไปกราบป๋าที่กุฏิ ป๋ายังสวดมนต์อยู่ พบเด็กน้อยหน้าตาน่ารัก ก็ถามว่า “คุณหนูน้อยคนนี้ถูกป๋าเฆี่ยนแล้วหรือยัง?” คุณหนูตอบว่า “ถูกแล้ว” เราถามต่อไปว่า “คุณหนูทำผิดอะไรหรือ?” คุณหนูตอบว่า “ลืมไว้พระ” ขอดูกระเป๋าหนังสือ ปรากฏว่ามีแต่ของเล่นทั้งนั้น หนังสือเรียนขาดหมด

     สมเด็จป๋าทรงกล่าวถึงหลวงพ่อหลายเรื่อง เพื่อให้คลายเครียดโปรดอ่าน “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” จะเกิดความบันเทิงหลายรสทีเดียว หากบรรยายอีก เกรงจะซ้ำกัน

หลวงปู่บันทึกเรื่องของมารไว้ ควรนำมาพิจารณาตามสมควร

     ๑. พระพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว เหมือนอย่างพระสมณโคดม สักกี่โกฏิกี่ล้านหรือสักกี่อสงไขยก็สู้มารไม่ได้สักองค์เดียว เพราพระพุทธเจ้าภาคขาวที่ดับขันธ์ถอดเอาธรรมกายเข้านิพพานไปนั้น เหมือนอย่างกุ้งหรือปูที่ลอกคราบ ก้ามหรือกระดองอ่อน ๆ อย่างนั้น จะไปทำไรใครได้ ไม่เหมือนพระพุทธเจ้าชั้นก่อน ๆ ที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ แม้อย่างนั้นก็ยังเต็มรับเต็มสู้

     ๒. พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านคิดจะเข้านิพพานทั้งเป็น ๆ เหมือนกัน แต่สู้เขาไม่ได้ ก็ต้องดับขันธปรินิพพาน

     ๓. กล่าวถึงพระสมณโคดม เมื่อพระองค์สำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ได้เสด็จไปประทับที่ใต้ควงไม้อชปาลนิโครธ พระยามารนิมนต์ให้เข้านิพพานเสียทีเดียว พระองค์ได้ตรัสแก่มารว่า ถ้าบริษัท 4 เหล่าคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไม่บริสุทธิ์แพร่หลายดีแล้ว จะยังไม่เข้านิพพาน มารได้ฟังดังนั้นก็หลีกไป

     เมื่อพระยามารหลีกไปแล้ว พระพุทธเจ้าภาคมารก็มาเอง ตอนนี้ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะบาลีไม่กล่าวไว้ เป็นแต่ผู้มีธรรมกายไปพบเข้า พระพุทธเจ้าภาคมารนั้น พระกายดำเป็นนิล ใสเป็นแก้ว โผล่ขึ้นมาตรงหน้าพระพุทธองค์ แล้วถามพระองค์ว่า “เมื่อท่านยังไม่เข้านิพพาน แล้วท่านจะรบกับเราหรือโปรดสัตว์?”

     พระพุทธเจ้าเพิ่งสำเร็จโพธิญาณใหม่ ๆ ไม่ทันจะทราบเรื่องราวอะไรนัก ต้องเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ขึ้นไปทูลถามพระพุทธเจ้านิพพานเก่า ๆ ขึ้นไป จนถึงพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานทั้งกายมนุษย์ (นิพพานเป็น) ว่าจะรบดีหรือจะโปรดสัตว์ดี พระพุทธเจ้านิพพานแก่ ๆ บอกว่า “โปรดสัตว์เถิด จะรบนั้นสู้เขาไม่ได้ เพราะบารมีท่านน้อยกว่าเขา” แล้วก็ให้นัยมาว่า ให้ตั้งกติกากับเขาข้อเดียว เมื่อพระพุทธองค์ออกจากนิโรธแล้วก็บอกแก่มารว่า “เราจะโปรดสัตว์” แล้วมารก็ตั้งกติกา 4 ข้อ คือ

๑. ท่านอย่าไปแตะต้องโครงการของเขา (ของมาร) ที่เขาทำให้ทุกข์แก่สัตว์ไว้ แล้วอย่าไปพูด

๒. ท่านต้องห้ามสาวก อย่าให้แผงฤทธิ์เดช จนไปแตะต้องโครงการของเขา

๓. ท่านจะเทศนาโปรดสัตว์ ท่านต้องเทศนาโทษว่า “เป็นกรรมของสัตว์” อย่าโทษว่าเขาทำ (มาร)

๔. เมื่อท่านอายุครอบ ๘๐ ปี ท่านต้องเข้านิพพาน

     นี่คือ กติกาที่มารเขาให้ไว้แก่พระพุทธองค์ รวม ๔ ข้อ

     ส่วนพระพุทธองค์ก็ตั้งกติกาข้องเดียว คือ “ศาสนาของเราไม่มีกำหนด มรรคผลยังมีอยู่ตราบใด ศาสนาก็ตั้งอยู่ตราบนั้น”

     เมื่อรับกติกาต่อกันอย่างนี้ ก็จะไม่มีการรุกรานกัน

     แล้วพระพุทธองค์ก็โปรดสัตว์ต่อไป ครั้นศาสนาแพร่หลายมีสาวกมากเข้า ภาคดำก็เล่นลูกไม้ โดยสอดละเอียดเข้าไปใน เห็น จำ คิด รู้ ของพระสาวกให้ทำชั่วขึ้น อย่างพระสุทินเสพเมถุน พระธนิยะทำอทินนาทาน พระที่แม่น้ำวัคคุมุทาทำมนุสสวิคคหะบ้าง อวดอุตริมนุสธรรมบ้าง ให้ทำปาราชิก 4 แล้วก็สอดละเอียดให้พระทำสังฆาทิเสส ๑๓, อนิยต ๒, นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐, ปาจิตตีย์ ๙๒, ปาฏิเทสนียะ ๔, เสขิยวัตร ๗๕,อธิกรณสมถะ ๗, จดหมด ๒๒๗ สิกขาบท พระพุทธเจ้าก็ต้องตามบัญญัติสิกขาบทจนหมดสิ้น

     ๑. มารเขาตั้งกติกาบ้าง เพื่อยึดอำนาจปกครอง

     ผู้ที่ประพฤติไม่เป็นอาบัติ เป็นสาวกของพระสมณโคดม ส่วนท่านที่ประพฤติชั่วเป็นอาบัติ เป็นสาวกของเขาทั้งหมด (เป็นสาวกของมาร)

     เมื่อมารเขาตั้งกติกามาอย่างนี้ พระพุทธองค์ไม่รู้จะเอาอย่างไรเหมือนกัน ครั้นจะพูดเรื่องของเขาเข้า ก็จะเสียสัตย์ที่ตั้งกติกาไว้ต่อกัน ว่าจะไม่พูดเรื่องของเขา เพราะพระพุทธเจ้าภาคขาวตรัสสิ่งใดแล้ว ก็จะไม่คืนคายสัจวาจา ครั้นจะต่อว่าเขาก็ไม่อาจทำได้ภาคมารเขาถือว่า ความซื่อสัตย์และการคดโกงเป็นธรรมของเขา ซึ่งมารก็ต้องปฏิบัติตามธรรมดำของเขา

     ครั้นจะปะทะกัน (รบกัน) ก็จะไม่มีเวลาโปรดสัตว์ เพราะจะต้องนิ่งอยู่ในนิโรธสมาบัติ ไม่มีเวลาออกจากนิโรธ แล้วกำปั้นของเราเล็กกว่าเขา (บารมีน้อยกว่าเขา) เพราะบารมีของพระองค์เพียงสี่อสงไขยแสนมหากัปเท่านั้น ของเขา (ของมาร) ตั้งร้อยอสงไขย พันอสงไขย หรือกว่าพันอสงไขยก็มี ถึงปะทะกันขึ้น (รบกับเขา) ก็สู้เขาไม่ได้ เพราะกำลังบารมีของเขามากว่า นั่นเอง

     เหมือนกับประเทศไทยกับประเทศนอกสมัยราชาธิปไตย เขตแดนของเรามาก แต่กำปั้นเล็กกว่าเขา ก็ต้องปล่อยให้เป็นเขตแดนของผู้อื่น จะสร้างปืนสักกระบอก เขาก็ถามว่า “จะรบกับฉันหรือ?” แม้จะสร้างเรือสักลำ เขาก็ถามว่า “จะสร้างไว้รบกับฉันหรือ?” ไทยก็ต้องอดทน เพราะกำปั้นเล็กกว่าเขา น่าเจ็บใจไม่น้อย

     พระพุทธเจ้าของเรา (พระสมณโคดม) กับภาคดำ (มาร) ก็แบบเดียวกัน

     ๕. มารเป็นผู้กำหนดอายุพระพุทธเจ้า

     กล่าวถึงพระพุทธองค์ เมื่อพระชนมายุย่างเข้า ๘๐ ปี ก็เริ่มให้โอกาสแก่พระอานนท์ (เพราะคิดว่าจะเข้านิพพานทั้งเป็นเหมือนกัน) ตถาคตอาศัยอิทธิบาททั้ง ๔ แล้วจะให้อายุยืนถึงกัปหรือกว่ากัปก็ได้ เพียรให้นิมิตโอกาสแก่พระอานนท์อยู่ถึง ๑๖ ตำบล ตำบลละ ๓ ครั้ง จะให้พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ดำรงชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่ภาคดำ (มาร) คอยดลใจให้พระอานนท์ไม่ให้นึกขึ้นมาได้ พอครบ ๑๖ ครั้งเท่าโสฬสกิจ ก็เป็นอันหมดโอกาส พระยามารก็มาเตือนให้นิพพานตามสัญญา ถ้าพระอานนท์ทูลอาราธนาไว้ได้ มารก็หมดโอกาส ทีนี้พระองค์จะได้เดินสมาบัติเชื่อมกายหมดทุกกาย จนนับอสงไขยกายไม่ถ้วนให้ติดเป็นกายเดียว ใสเป็นแก้ว เข้านิพพานทั้งเป็นได้แล้ว จะไปกลัวอะไร! แต่ก็ต้องดับขันธนิพพานอย่างนั้น .... ถ้าเข้านิพพานได้ทั้งเป็นก็เลิศเท่านั้น

     (ข้าพเจ้าคัดลอกมา เพียงแต่ใส่เลขกำกับและทำย่อหน้า เพื่อให้อ่านสะดวกขึ้น)

สรุปเรื่องราวของมารตามที่หลวงปู่บันทึก

พระพุทธเจ้าภาคมาร มีบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้าภาคขาว

     (ตามข้อ ๑) เป็นความรู้ที่ถูกต้องแล้ว มารเขามีบารมีมากกว่าธรรมภาคขาวด้วยประการทั้งปวง เราจึงเป็นรองมารเขามาทุกสมัย พูดกันให้ชัด ก็ต้องว่ามารเขามาบดขยี้เรามาทุกสมัย พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมทั้งหมด หรือที่เรียกว่า นิพพานถอดกายนั้น สู้มารไม่ได้ แพ้เขาหมด แม้นิพพานเป็น คือนิพพานไม่ถอดกาย ก็ยังสู้เขาไม่ได้

     แต่ภาคขาวคิดสู้ และสู้มาตลอด ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่ก็ต้องสู้ การสู้ฉากสุดท้ายที่เราทราบทั่วกันก็คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำมาเกิดคราวนี้เพื่อมาทำวิชาปราบมาร หลวงพ่อสู้มาถึงที่สุดแล้ว ตามที่บรรยายมาแล้วนั้น บัดนี้งานปราบมารตกอยู่แก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็เผยแพร่เรื่องปราบมารไปแล้วหลายภาค เล่มนี้คือ “ปราบมาร ภาร 4”

     เรื่องที่เราต้องคิดกันก็คือ ทุกคนต้องสู้! ทุกท่านต้องคิด! หากเอาแต่สร้างวัด สร้างศาลา สร้างเจดีย์ หล่อพระพุทธรูป อย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ ก็แพ้เขาก่อนที่จะรบแล้ว ไปต้องรอไปถึงสมัยที่ท่านจะลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ถึงท่านจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็หวานหมูเขาอย่างที่หลวงปู่ท่านกล่าว

     หากเราไม่สนใจอะไร ไม่สนใจเงิน ไม่สนใจลาภยศ ไม่สนใจความเป็นใหญ่ ไม่สนใจคำยกย่อง สนใจแต่เดินวิชาปราบมาสถานเดียว อย่างนี้พอสู้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นบารมีติดตัวท่านไป เมื่อไปพบศึกในคราวที่เรามีหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า ก็จะมีวิชาสู้กัน ถึงจะสู้ไม่ได้ แต่มารเขาก็จะเห็นว่าเราไม่หมูจนเกินไป

     แต่ใครเล่าที่จะมีความสนใจตามที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้ ไม่มี! ไม่มีเลย! หากมี แน่นอนที่สุด ธาตุธรรมท่าต้องบอกให้ข้าพเจ้ารู้ และแน่นอนที่สุด เขาผู้นั้นจะเห็นว่าข้าพเจ้าคือเพื่อนร่วมเดินทางของเขา เขาจะห่างข้าพเจ้าไม่ได้ เพราะธาตุธรรมอย่างเดียวกัน จะต้องชอบพอกันเป็นธรรมดา ข้าพเจ้าปราบมารมานานแล้ว ถึงขนาดแต่งตำราได้ ผู้มีบารมีธรรมตามที่เราต้องการนั้น ยังตามไม่พบ พบแต่จอมปลอม อย่างนั้นเชื่อไม่ได้ หมั่นไส้แม้กระทั่งเรา แล้วจะเชื่อได้อย่างไร!

พระพุทธองค์ทรงอยากเข้านิพพานเป็นทั้งนั้น เว้นแต่ไม่อาจ

     (ตามข้อ ๒) หลวงปู่เล่าว่า พระพุทธองค์ทรงอยากเข้านิพพานเป็น โดยไม่ต้องถอดพระวรกาย ได้ทรงพบวิชาอิทธิบาทภาวนา หากมั่นเจริญแล้ว จะทำให้มีพระชนมายุยืนนาน แต่การจะอยู่ได้นั้น ตามธรรมเนียมแล้วต้องอาราธนาเหมือนอย่างเราจะให้พระสงฆ์ทำอะไร? ก็ต้องไปนิมนต์ พระสงฆ์จึงจะมาทำธุระให้ได้

     กรณีของพระพุทธเจ้านั้น มารเขาขีดเส้นตายไว้แล้ว ว่ามีพระชนมายุอยู่ได้แค่ ๘๐ ปี แต่จะเอาชนะมารโดยให้พระอานนท์อาราธนาไว้ เรื่องนี้เราจะพิจารณากันอย่างไร?

     การตรัสรู้ธรรมของพระบรมศาสนา การกำหนดพระวินัยและอายุขัยของพระบรมศาสดานั้น ย่อมเป็นไปตามที่มารบัญญัติ รวมทั้งการได้มรรคผลนิพพานด้วย มารเขาเป็นผู้กำหนดหลักสูตรทั้งนั้น

     อะไรเป็นหลักฐานสนับสนุนคำตอบนี้ ดูมรรคผลนิพพานก่อน นิพพานธรรมกายมีไม่รู้เท่าไร ไม่มีใครอยากเข้านิพพานกายธรรมกันทั้งนั้น แต่จำเป็นต้องเข้านิพพานกายธรรม เป็นเพราะแก้วิชาทุกข์และสมุทัยไม่ตก นั่นเอง หากรับวิชาทุกข์และสมุทัยได้จริง กายมนุษย์ก็ไม่ตาย ที่เราแก้กันนั้น เป็นเพียงผ่อนหนักเป็นเบาเท่านั้น

     กลับมาดูเรื่องวินัยบ้าง เหตุใดพระพุทธองค์บัญญัติมากมายนัก? จะไม่บัญญัติได้อย่างไร? ก็พระสงฆ์สาวกของพระองค์ประพฤติผิด ทั้งผิดอย่างร้าย ผิดย่างธรรมดา และผิดอื่น ๆ เมื่อพระสงฆ์ประพฤติไม่เรียบร้อย ประชาชนไม่ศรัทธา ศาสนาก็ตั้งไม่ได้

     เหตุใดพระสงฆ์สาวกของพระองค์ต้องประพฤติผิด? สงฆ์เหล่านั้นล้วนแต่มีใจเบิกบานมาแล้ว เนื่องจากสร้างบารมีมาแล้วมากชาติ จนถึงขั้นได้มรรคผลนิพพาน จึงได้มาเกิดพบพระพุทธเจ้าในชาตินี้ ฟังธรรมแล้วก็บรรลุธรรมกาย แล้วเพียรละสังโยชน์ครู่เดียวก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แต่ที่ต้องมาประพฤติผิดจนพระพุทธองค์บัญญัติวินัยห้าม เป็นเพราะมารเขาสอดละเอียดมาบังคับพระสงฆ์ให้ประพฤติไม่ดีประการต่าง ๆ สุดท้าย พระพุทธองค์ก็บัญญัติวินัยห้าม ตามปัญญัติวินัยต่าง ๆ ที่เห็นพระท่องกันในทุกวันนี้

     คำว่า “สอดละเอียด” เป็นคำทางวิชาธรรมกาย คือ มารเขาส่งเครื่องมาบังคับที่ใจ แล้วใจเราก็แปรปรวนไปตามอำนาจของเครื่องที่มารเขาทำ

     เมื่อบัญญัติวินัยมาเท่าไร ก็เปิดโอกาสให้มารเขามามีอำนาจมากขึ้น แต่แรกเราบวชพระ บ่งบอกว่าเป็นสาวกของพระพุทธองค์ แต่พอเราบกพร่องทางวินัย มารเขาอ้างว่าเป็นสาวกของเขา เพราะไม่ปฏิบัติตามวินัยที่พระพุทธองค์บัญญัติ เรื่องมันชิงไหวชิงพริบกัน

     มาบวชอยู่ในศาสนาของพระพุทธองค์ แต่แรกปฏิบัติวินัยเป็นอันดี ต่อมาย่อหย่อยต่อวินัย กรณีนี้มารเขาบอกว่าเป็นสาวกของเขา ดังนั้น หากผิดวินัยต้องรีบปลงอาบัติ หากดองอาบัติไว้จะมีรัศมีไม่สวย เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น เพราะมารเขาปกครอง มารเขากายดำ ส่งผลให้เรามีรัศมีมัวหมอง แล้วมารก็จัดการบารมีของเราทันที โดยทีเราไม่รู้หลังฉากเขาเลย เรื่องนี้ต้องสังเกตพระที่ดัง ๆ เอาเงินประชาชนไปทำบุญก่อสร้าง เมื่อมากเข้าแล้ว ต่อมาก็เผลอตัวบกพร่องทางวินัย จนถึงขั้นทางบ้านเมืองจับให้สึก เรารู้แต่ฉากหน้าคือ รู้แต่ทางโลกเขาให้สึกเท่านั้น แต่บารมีของเขา มารเขามาจัดการอย่างไร เราไม่ทราบ สุดท้ายธาตุธรรมก็กลาย มารเขาทำให้ดูต่อหน้าต่อตาเรา เรื่องนี้ของให้ท่านลองนึกเหตุการณ์ในบ้านเรา ท่านก็จะนึกได้

     นี่คือ ทำบุญให้มารกิน ทำเงินเดือนให้โจรใช้ ธาตุธรรมของเรากลายได้ มารเขาไม่โง่ เขาหลอกให้เราทำบุญ พอได้โอกาส มารก็ตะครุบ ดังการเปรียบเทียบที่บรรยายมานี้ ที่ไหนเงินดกมักไม่พลาด จะเสียทีมารจนได้ มารเขามีลูกไม้ แต่พวกเราแทนที่จะระวัง กลับอวดว่าข้านี้เก่ง พอข้าอ้าปากเงินก็มา สุดท้าย พ้นมือมารหรือเปล่า! ไม่พลาดเลยแม้แต่รายเดียว

     “บารมีของท่านผู้นี้อยู่ที่ไหน? โปรดหยิบยื่นมาให้เรา เพราะเขาเป็นสาวกของเรา เราจะปกครองเอง”

     “เขาเป็นสาวกของเรา ก่อนนี้เป็นสาวกของท่านจริง เราไม่เถียง แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ประพฤติวินัย เขาเป็นสาวกของเรา เราเป็นผู้ปกครอง จงหยิบยื่นบารมีของภิกษุรูปนี้แก่เรา” แล้วบารมีของเราก็หลุดมือไป เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารไปรู้เห็นเข้า จึงนำมาเล่า กว่าจะได้ความรู้เรื่องนี้ รบมา ๑๐ ปีกว่า

     กล่าวถึงพระพุทธองค์ เมื่อทรงพบวิชาอิทธิบาทภาวนาแล้ว จะสามารถมีอายุได้อย่างยืนยาวถึงกัปกัลป์ได้ จึงหาวิธีให้พระอานนท์ทูลอาราธนาให้ทรงมีพระชนมายุยืน เพื่อประกาศศาสนาต่อไป ตัดหน้ามารไม่ให้มารมาทวงสัญญาก่อนที่พระชนมายุจะถึง ๘๐ ปี หากมารเขามาทวงสัญญาก่อน ว่าให้พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่ออายุ ๘๐ ปี จะทำให้ทางฝ่ายของพระพุทธองค์หมดข้อแก้ตัว และหมดเหตุผลที่จะอ้างต่อฝ่ายมาร

     นี่คือ วิธีการแก้ไขตามแนวคิดของพระพุทธองค์

     ครั้นแล้วพระพุทธองค์เสด็จไปกับพระอานนท์จาริกไปในท้องที่ ๑๖ ตำบล ทรงกล่าวถึงอานุภาพแห่งอิทธิบาทภาวนา หากเจริญให้ยิ่งขึ้นแล้ว จะมีอานิสงส์ให้เรามีอายุยืนยาวเป็นกัปเป็นกัลป์ที่เดียว “เวลานี้ตถาคตบำเพ็ญวิชานี้ได้แล้ว” ถึงตำบลใดก็กล่าวแก่พระอานนท์เช่นนี้ตำบลละ ๓ ครั้ง แต่พระอานนท์ก็ไม่เฉลียวใจอะไร? ไม่ทูลอาราธนาให้พระองค์มีพระชนมายุสืบต่อไป ครั้นเสร็จโสฬสกิจ ๑๖ แล้ว เราก็หมดโอกาสทั้งปวง พระอานนท์มาทูลอาราธนาหลังจากกิจโสฬส ๑๖ ผ่านไปแล้ว จึงไม่มีผล! การที่พระอานนท์ไม่อาราธนานั้น เป็นเพราะภาคมารเขามาดลใจไม่ให้คิดได้ ต่อเมื่อมารออกไปจากใจแล้วจึงคิดได้ และก็ได้อาราธนาในตอนนั้น พระพุทธองค์ทรงกล่าวแก่พระอานนท์ว่า “ทำไมมาอาราธนาตอนนี้เล่า? เราให้สัญญาณแก่พระอานนท์ให้อาราธนาถึง ๑๖ ตำบลตามสูตรกิจ ๑๖ ทำไมไม่อาราธนาในตอนนั้น? มาอาราธนากันตอนนี้ไม่เกิดประโยชน์แล้ว เราต้องนิพพานเมื่ออายุ ๘๐ ตาสัญญาที่ให้ไว้แก่มาร”

     คำวิจารณ์ที่เราทราบก็คือ พระอานนท์ยังไม่เป็นพระอรหันต์ จึงไม่ทันเหลี่ยมมาร

     ฟังดูผิวเผิน ก็เป็นเหตุผลที่น่าฟัง!

     หากพระอานนท์เป็นพระอรหันต์ มารเขาก็เอามารฝีมือเหนือกว่าขึ้นไปมาดลใจ เราก็ไม่ทันมารเขาอยู่ดี และอีกข้อมูลหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าก่อน ๆ พระสมณโคดมนั้น มีบ้างไหมที่เข้านิพพานไม่ถอดกาย (นิพพานเป็น?) ปรากฏว่าไม่มีองค์ใดเข้านิพพานเป็นได้เลย และไม่มีองค์ใดอยากเข้านิพพานถอดกาย ทุกพระองค์ประสงค์เข้านิพพานไม่ถอยกายทั้งสิ้น แต่แล้วเราก็เข้านิพพานเป็นไม่ได้ นับแต่วันนั้นตราบเท่าทุกวันนี้

     สรุปแล้ว ธรรมภาคมารเขาชนะเหนือกว่าธรรมภาคขาวด้วยประการทั้งปวง เป็นต้องเอาชนะเราได้ไม่เหลี่ยมใดก็เหลี่ยมใด เรื่องนี้เทราบกันทั่วแล้ว แต่ทราบแล้วยังไม่ทำอะไร ก็ไม่มีประโยชน์อะไร! เราต้องคิดแก้ไขไว้แต่วันนี้ หากเราเป็นธรรมกายแล้ว เราไม่คิดทำอะไรเลย เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง

     สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าสู้เต็มที่ บัดนี้ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมาถึงวันนี้ เป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว ถ้าเราไม่ค้นวิชา แปลว่าถอยหลังเข้าคลองแล้ว ความรู้หยาบ ใช้การไม่ได้แล้ว เพียงแต่จะทำให้ใสก็ยากแล้ว เราเรียนวิชาธรรมกาย เหมือนขี่หลังเสือ ลงจากหลังเสือเมื่อไร มันกัดเราทันที!

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org