|
ตำรามีความสำคัญมาก อย่าเรียนแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน
คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” เป็นคำที่ใช้ในยุคนี้ หมายถึง งานหัตถกรรม เป็นความสามารถพิเศษ เราทำงานนี้ขึ้นก็เลี้ยงตนเองได้ เช่น งานช่างฝีมือ งานทำอาหาร งานประดิษฐ์ต่าง ๆ เป็นต้น ข้าพเจ้าเสนอแนะว่า เรียนวิชาธรรมกายให้ยึดมั่นตำรา หมั่นเปิดตำราทบทวนความรู้ว่าความรู้ยังม่นตำราอยู่หรือไม่? หรือว่าผิดเพี้ยนไปอย่างไร? เหมือนวัฒนธรรมของพระสงฆ์ จะต้องลงฟังปาฏิโมกข์ในอุโบสถทุก ๑๕ วัน เป็นการทบทวนวินัยของพระสงฆ์ว่ายังครบถ้วนดีอยู่หรือ? ตามหลักการที่ว่า “เจ็ดวันเว้นดีดซ้อมดนตรี อักขระห้าวันหนี” หมายความว่า การดนตรีของเรานั้น ไม่ซ้อมเพียง ๗ วัน ความชำนาญจะเฝือไปหมด ความรู้ทางหนังสือก็เช่นกัน ไม่ได้ทบทวนเพียง๕ วันเท่านั้น เหมือนกับว่าตัวหนังสือหนีไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว ความรู้ทางหนังสือไม่เป็นเองแล้ว เนื่องจากเราไม่หมั่นทบทวน นั่นเอง กล่าวถึงวิชาธรรมกาย อันเป็นศาสตร์ว่าด้วยการทำใจให้สว่างใส ตามความรู้ต่าง ๆ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรวมไว้ให้นั้น มีทั้งหลักสูตรเบื้องต้น หลักสูตรระดับกลาง และหลักสูตรระดับยาก นั่นคือ เบื้องต้นก็ได้แก่ หลักสูตร ๑๘ กาย ระดับกลางได้แก่หลักสูตรคู่มือสมภารแหละหลักสูตรมรรคผลพิสดาร หลักสูตรระดับยากได้แก่วิชาปราบมาร มีตำราให้ศึกษาเรียนรู้แล้ว เราเคยเปิดตำราอ่านทบทวนบ้างหรือไม่? ถ้าเรียนอย่างภูมิปัญญาชาวบ้าน เคยทำอยู่อย่างไรก็ทำอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่าไม่เป็นผลดี ให้เปลี่ยนวิธีใหม่ วิธีใหม่ก็คือ หมั่นเปิดตำราอ่านทวน เราทำเพี้ยนอยู่หรือเปล่า? หรือว่ายังแม่นตำราอยู่ เพื่อเราจะได้ปรับตัวให้ความรู้ถูกต้องเข้าไว้ เหมือนกับที่พระสงฆ์ ท่านลงฟังปาฏิโมกข์นั้น ไม่มีการผ่อนผัน ต้องบังคับตัวเอง เหตุใดที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนั้น ? ก็เพราะข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมาถึงขั้นนี้แล้ว ได้รู้ได้เห็น ไม่เดินวิชาเพียงวันเดียว ความรู้ของเราเพี้ยนทันที เฝือไปหมด ไม่ได้เรื่องไปหมด ใช้การไม่ได้ ต้องมาเรียนตั้งต้นกันใหม่ กว่าความรู้จะเข้าที่ดังเดิม ต้องใช้เวลาขัดเกลานาน ท่านต้องเข้าใจว่า วิชาธรรมกายเป็นวิชาสำคัญที่มารเข้าพยายามล้มล้าง ถ้าวิชาธรรมกายดับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ มารเขาจะทำงานเต็มมือ อธรรมก็จะชนะธรรม ความชั่วจะชนะความดี อกุศลชนะกุศล บาปชนะบุญ มรรคผลนิพพานจะล่มสลาย เพราะเราขาดสื่อแห่งการรู้เห็น การธรรมคือสื่อแห่งการรู้เห็น ก็เมื่อมารดับวิชาเสียแล้ว เราจึงขาดสื่อแห่งการรู้เห็น วิธีที่มารจะทำลายวิชาได้ ก็คือ เขาสอดละเอียดมาที่ใจของเรา เอาดวงดำเข้าหุ้มเคลือบ เอาความมืดมัวมาเอิบอาบ เพื่อให้ใจของสัตว์โลกมืดบอด หากเราไม่หมั่นเดินวิชาให้ดวงธรรมใส แปลว่า มารจะเข้ายึดปกครองใจเรา หากใจเราขุ่นมัว หมายถึงว่าดวงธรรมขุ่นมัวแล้ว เราจะคิดทำชั่วทันที ย่อมหมายถึงว่า มารยึดธาตุธรรมเสียแล้ว โลกจะมืด โลกจะวุ่นวาย โลกจะเดือดร้อนด้วยประการต่าง ๆ ข้าพเจ้าจึงแนะนำให้หมั่นเปิดตำราทบทวนความรู้ ก็เพื่อไม่ให้มารยึดอำนาจปกครองใจเรานั่นเอง ไม่ว่าใคร ! ถ้าไม่มีความอายเสียอย่างเดียว ย่อมทำกรรมชั่วได้ทั้งนั้น ไม่เกรงกลัวต่อการทำบาป ไม่นึกละอายต่อการทำบาป นั่นคือ มารปกครองเต็มรูปแบบแล้ว วิชาธรรมกาย คือวิชาที่พระพุทธองค์บรรลุในวันวิสาขบูชา วิชาธรรมกายมีอยู่แล้ว คนที่จะมาค้นคว้า จะต้องเป็นพระพุทธเจ้า คนอื่นค้นคว้าไม่ได้ เพราะอะไรจึงค้นคว้าไม่ได้ เพราะบารมีไม่พอกัน จึงค้นไม่ได้ เมื่อพระพุทธเจ้ามาเกิด จะต้องทำความเพียรเพื่อค้นคว้าวิชา วิชาที่ค้นคว้าพบคือวิชาธรรมกาย จึงจะมีฐานะเป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า และจะต้องค้นคว้าในวันวิสาขบูชา เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าเช่นนั้น เมื่อพบวิชาธรรมกายแล้ว จึงจะบอกปิฎกทั้งปวงได้ ถ้ายังไม่เป็นธรรมกาย ย่อมหมายความว่าล้มเหลวด้วยประการทั้งปวง จะไม่พบวิชาอะไรเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านค้นพบวิชาธรรมกาย รวบรวมเป็นตำราแล้วหลายหลักสูตร ข้าพเจ้าพิมพ์ออกเผยแพร่แล้วทุกหลักสูตร โปรดติดต่อได้ที่ “สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง” เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร คราวนี้ขอกล่าวถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงพบวิชาธรรมกายได้ เรื่องนี้เราต้องยอมรับในวาสนาบารมีของหลวงพ่อ ในประเทศไทยของเรานั้น ยังไม่มีใครเข้าถึงวิชาได้อย่างนี้ อยากทราบว่าวิชาธรรมกายลึกซึ้งแค่ไหน? เพียงทดลองอ่านบทบัญญัติ ก็จะทราบความลึกซึ้งแล้ว วิธีทดลองก็ทำไม่ยาก ไม่ว่าใครทั้งนั้น ให้วางใจเป็นกลาง แล้วเปิดตำราว่าด้วยวิชาธรรมกาย ตั้งแต่เล่มเบื้องต้น เล่มหลักสูตรระดับกลาง และเล่มหลักสูตรชั้นสูง ให้อ่านตัวบทบัญญัติ ยังไม่ต้องอ่านบทขยายความที่ข้าพเจ้าทำ เจาะจงเอาเฉพาะบทบัญญัติก่อน แล้วก็ถามตัวเองว่า เราจะเข้าถึงไหม? เราจะทำได้ไหม? เอาแค่นี้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันใหม่ เมื่ออ่านแล้ว ให้นึกนาน ๆ ว่าเราจะทำได้สักบทไหม? เอาแค่บทเดียว ไม่ต้องมาก เอาแค่บทเดียวเท่านั้น แล้วท่านจะทราบว่า นี่คือความลึกซึ้ง นี่คือความยาก ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้แล้ว ต่อมา ให้ท่านนึกถึงคุณค่าของวิชา ให้นึกถึงคุณค่าของความรู้ ท่านจะคิดอย่างไร? คิดนาน ๆ อย่าด่วนตัดสินใจ ใครจะรักษาวิชาธรรมกายนี้ไว้ได้บ้าง? ถ้ารักษาไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น? ขอให้ท่านคิด ขอให้ท่านตั้งคำถามว่า ถ้ารักษาวิชาธรรมกายไว้ไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้น นั่นหมายความว่า มนุษย์ไม่มีสภาพใจใส ไม่มีการพัฒนาสภาพใจให้เกิดพระรัตนตรัยทางใจ ใจมนุษย์มีสภาพขุ่นมัว ส่งผลให้ไม่เกิดหิริโอตตัปปะ มารก็ปกครองเต็มรูปแบบ โลกมีแต่ความเดือดร้อน เกิดภัยธรรมชาติ เกิดสงคราม ข้าวยากหมากแพง ลูกไม่เห็นคุณค่าของพ่อแม่ ไม่ว่าจะมองไปทางใด พบแต่ความทุกข์ร้อนของมนุษย์ ถ้าดูเรื่องมรรคผลนิพพาน เมื่อมารปกครองโลกเต็มรูปแบบ แปลว่า พระพุทธองค์อยู่ใต้ปกครองของมารด้วย เมื่อมนุษย์เดือดร้อน เป็นหน้าที่ของพระพุทธองค์จะต้องมาช่วยสัตว์โลก ก็เมื่อพระพุทธองค์ยังไม่ปลอดภัย พระองค์จะมาช่วยเราได้อย่างไร? เพราะมารเขาต้องขัดขวางทุกรูปแบบ ถ้ามารปกคอรงแล้วเป็นทุกข์และเดือดร้อนทั้งนั้น ไม่เป็นสุขเลย เพราะเหตุนี้เอง เราต้องรักษาวิชาธรรมกายไว้ให้ได้ ให้อยู่คู่ฟ้าคู่ดิน เพราะวิชาธรรมกายเป็นวิชาที่สอนให้ทำใจให้สว่างใส เมื่อใจคนสว่างใส ก็เกิดหิริโอตตัปปะเป็นเบื้องต้น ไม่ว่าโลกไหน ! ถ้ามนุษย์มีใจเป็นหิริโอตตัปปะแล้ว โลกนั้นก็เป็นสุข ส่วนคุณอย่างอื่นมีมากมาย เชิญท่านศึกษาเล่าเรียนเองเอง กลับมาดูประเด็นที่ว่า ใครจะเป็นผู้รักษาวิชาธรรมกาย? ก็ตอบว่า บริษัท ๔ เป็นผู้รักษา บัดนี้ คนที่มีความรู้วิชาธรรมกายมีน้อยแล้ว คนที่จะอธิบายความรู้หลักสูตรทั้งปวงได้ ไม่มีแล้ว หมดผู้รู้แล้ว มีแต่รู้ประเภทครึ่ง ๆ กลาง ๆ ทั้งนั้น ดังนั้น การที่ข้าพเจ้าเขียนวิชาธรรมกายได้ครบทุกหลักสูตร จึงเป็นเรื่องของโชคของชาวโลก ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเขียนออกมาได้อย่างไร? ขอเชิญท่านทั้งปวงติดตามเอาเถิด เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้านิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี วิชาธรรมกายเสื่อมสูญ วิชาธรรมกายคือวิชาที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา คือวิชาที่ว่าด้วยการทำใจให้สวางใส ตามคำสอนข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตํ ปริโยทปนํ นั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ทรงสอนประชาชนสืบมา ใครปฏิบัติได้ถึงละสังโยชน์ได้ ถือว่าได้มรรคผลนิพพาน วิชานี้เสื่อมสูญไปเมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปี ต่อเมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเกิด ได้ค้นพบวิชาธรรมกายอีกครั้งหนึ่ง วิชาธรรมกายกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง บัดนี้ วิชาธรรมกายเกิดขึ้นแล้วในบ้านเรา ควรที่เราท่านต้องช่วยกันรักษาไว้ อย่าให้เสื่อมสูญไป หากเสื่อมหรือสลายไป หมายถึงว่า มรรคผลนิพพานล่มสลายไปด้วย หมายความว่า มรรคผลนิพพานหยุดชะงักลงชั่วคราว ต้องคอยให้เกิดพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาค้นวิชาธรรมกายกันใหม่ ผู้ที่จะมาค้นวิชาต้องเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนอื่นค้นไม่ได้เลย คนอย่างเราท่าน หมดสิทธิ์ ! เพราะบารมีไม่ถึง จึงเอื้อมไม่ถึง ความยากอยู่ตงนี้ การหาพะพุทธเจ้ามาเกิดนั้น ทำง่ายอยู่หรือ? เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำค้นวิชาธรรมกายใหม่ ๆ ทางคณะสงฆ์ตั้งข้อสังเกต สุดท้ายก็ยอมรับ ตามประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราจะพบว่า พอคำว่า “ธรรมกาย” เกิดขึ้น ทางการสงฆ์ไทยก็เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกอยู่ ต่างก็ค้นหาที่มาที่ไป มีการวิจารณ์กันบ้าง สุดท้ายก็พบที่มาที่ไปของคำว่า “ธรรมกาย” วันเวลาผ่านมาระยะหนึ่ง การยอมรับของสังคม เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้แสวงหาโมกขธรรมเดินทางไปวัดปากน้ำ เพื่อดูข้อเท็จจริง เห็นหลวงพ่อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ฟังหลวงพ่อเทศน์ ข้อข้องใจก็หายไป สุดท้ายก็ศึกษาเล่าเรียน ข้อวิจารณ์ก็เบาลง นี่คือประวัติย่อ โดยเหตุที่หลวงพ่อเคร่งวินัยและปฏิบัติกิจของสงฆ์ขาวสะอาดโปร่งโล่งเตียน ใครได้พบได้เห็นก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส ทำให้วิชาธรรกมายเผยแพร่ไปเองโดยไม่ต้องโฆษณา เป็นเรื่องที่แปลกมากทีเดียว การขยายวงของวิชาธรรมกายเป็นไปโดยธรรมชาติ พระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่ติดตามการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อมาตลอด ก็คือ สมเด็จพระวันรัติ (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.ธ.๙) แห่งวัดเบญจมบพิตร (ต่อมาเลื่อนเป็นสมเด็จพระสังฆราช) สุดท้าย พอใจในความรู้วิชาธรรมกายของหลวงพ่อ แล้วเกิดการชอบพอกัน หลวงพ่อก็เลยฝากพระมาเรียนเปรียญธรรมที่วัดเบญจมบพิตร เพื่อจะได้แบบอย่างไปจัดที่วัดปากน้ำ ซึ่งได้แก่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ. ๙) นั่นเอง ต่อมาสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร (สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์) ทรงสนพระทัยในความรู้วิชาธรรมกายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำค้นคว้ามาได้ ทรงรับสั่งให้อุบาสิกานวรัตน์ หิรัญรักษ์ (ศิษย์ของหลวงพ่อ) เขียนเนื้อหาถวาย แล้ววิชาธรรมกายหลักสูตรคู่มือสมภารก็เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ จำนวน ๒๕,๐๐๐ เล่ม โดยคณะศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ จัดพิมพ์ถวาย นี่คือประวัติแต่เดิม หลักฐานที่เป็นหนังสือ มีให้ค้นคว้าได้ที่วัดปากน้ำ ส่วนประวัติที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระวันรัต วัดเบญจมบพิตร มีเทปคำเทศน์ที่วัดปากน้ำ โปรดติดตามค้นคว้ามาหาศึกษาได้ สรุปแล้ว ไม่มีใครแสดงความเห็นก้ำเกินวิชาธรรมกาย ความยากอยู่ที่เราเพียรน้อยไป จึงยังไม่เห็นวิชา เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติทางใจ เป็นเรื่องของการพัฒนาใจ ไม่ใช่เป็นเปรียญธรรมแล้วจะเข้าถึงได้ โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า การเรียนบาลีคือ หลักสูตรเปรียญธรรมของพระสงฆ์ เป็นการเรียนภาษาบาลี เพราะคำสอนของพระพุทธองค์เป็นคำบาลี เราเรียนบาลีก็เพื่อจะแปลคำสอนออกเป็นภาษาไทย เป็นการรู้ธรรม แต่ยังไม่ถึงธรรม ยังไม่เห็นธรรม จะให้ถึง จะให้เห็น ก็ต้องพัฒนาใจให้สว่างใสตามคำสอนข้อ ๓ ตามที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายนั้น ความรู้วิชาธรรมกายเป็นหลักสูตรกว้าง มีหลายหลักสูตร เท่าที่หลวงพ่อเขียนเป็นตำราไว้ ข้าพเจ้านำมาขยายความแล้ว ขอเชิญท่านค้นหาได้ หลวงพ่อพูดถึงมารไว้อย่างไร? วิธีค้นคว้า จะค้นคว้าอย่างไร? ก็ให้ค้นจากคำเทศน์ของหลวงพ่อ ซึ่งทางวัดปากน้ำได้พิมพ์คำเทศน์ของหลวงพ่ออกจำหน่าย เช่น เล่ม “มรดกธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” พิมพ์ในนามของวัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ในโอกาสฉลองสุพรรณบัฏสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ. ๙) มี ๖๒ กัณฑ์ และหนังสืออื่น ๆ ที่วัดปากน้ำพิมพ์จำหน่าย เป็นต้น การค้นทำโดยย่อท้อ เพื่อเอาเนื้อใหญ่ใจความเท่านั้น กัณฑ์ปัพพโตปมคมถา (๒๘ มี.ค. ๒๔๙๗) ๑. สภาพความเป็นเองปรุงแต่ง หรือว่าใครปรุงแต่ง? อยู่ที่ไหน? เรื่องนี้หมดทั้งประเทศ หมดทั้งชมพูทวีป หมดทั้งแสนโกฏิจักรวาล หมดทั้งอนันตจักรวาล ตลอดนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ มากน้อยเท่าใดนั้น ไม่รู้กันทั้งนั้น ว่าเป็นเพราะอะไร? แต่วัดปากน้ำมีคนรู้ขึ้นแล้ว ที่ตั้งวัยให้แก่ยับเยินไปเช่นนั้น เป็นเองหรือใครทำ อยู่ที่ไหน? รู้ทีเดียวว่าใครทำอยู่ที่ไหน? รู้ว่าไม่ใช่ใคร จับตัวได้คือ “พญามาร” นั่นเอง เป็นผู้ทำให้แก่ ให้เจ็บ ให้ตาย เกิด- แก่ – เจ็บ – ตายอย่างยับเยิน เกิดก็อย่างยับเยินเดือดร้อน พ่อไม่ตาย บางทีแม่ตาย บางทีลูกตายแม่ก็ตาย พ่อก็ยังจะตายตามอีก โดดน้ำตายเสียอกเสียใจ เป็นดังนี้ เพราะพญามารทำทั้งนั้น ทำเพื่อประหัตประหารฝ่ายพระ ถ้ามนุษย์ผู้ใดเป็นพระ มารก็ห่มเหงอยู่อย่างนี้ ไม่ขาดสาย ไม่ทำอย่างนี้ก็จะทำด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง บางทีหมั่นไส้นัก ทำเก่งกาจอวดดี ก็ให้ฆ่ากันตาย ให้กินยาตาย ให้โดดน้ำตาย ให้ผูกคอตาย เหล่านี้ใครเป็นผู้ทำ? พญามารเป็นผู้ทำทั้งนั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่ไม่มีใครรู้ แม้แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายมีเท่าไร? ไม่มีใครรู้ ไม่รู้เรื่องทีเดียว ปกติแล้ว การเกิดของเราเป็นอย่างนั้น เกิดก็ไม่เดือดร้อน จะคลอดบุตรเหมือนถ่ายอุจจาระ เหมือนถ่ายปัสสาวะ เหตุที่เราเดือดร้อนยับเยินกันนั้น เป็นเพราะพญามารเขาส่งฤทธิ์ ส่งเดช ส่งอำนาจ ส่งวิชชาที่ศักดิ์สิทธิ์มาบังคับบัญชา บังคับให้เป็นไป ๒. เราต้องทำวิชาสู้เพื่อรบกับพญามาร หากรบชนะ ท่านทั้งหลายที่ไม่ได้รบก็ชนะด้วย เมื่อสู้รบเช่นนี้ ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง? ไม่มีเลย ! หมดทั้งชมพูทวีป แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล นิพพานถอดกายที่ไหน ๆ ไม่มีเลย แล้วไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำ มารู้จักขึ้นแล้วที่วัดปากน้ำ ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา อยู่วัดปากน้ำก็จริง แต่ไม่รู้ว่าสมภารวัดปากน้ำทำอะไร? นี่อัศจรรย์นัก อยู่ด้วยกันตั้งหลายสิบปี อยู่วัดปากน้ำทำวิชานี้ ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าทำอะไร? รู้แต่นิด ๆ หน่อย ๆ รู้จริงจังลงไปไม่มี มีก็ผู้ทำวิชาด้วยกัน รู้จริงเห็นจริงกันลงไปทีเดียว ทำอยู่ทุก ๆ วัน นั่นแหละก็รู้จริง เห็นจริง นี่เป็นวิชาลึกอย่างนี้ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จงอุตส่าห์ว่าตั้งแต่บัดนี้ไป เราจะช่วยเหลือแก้ไขด้วยประการใดประการหนึ่ง ท่านรบศึกสำคัญอย่างนี้ ถ้าชนะละก็เราชนะด้วย ถึงเราไม่ได้ทำเลยเราก็ชนะด้วย ถ้าทำได้สำเร็จ เราก็สำเร็จด้วย เราไม่ได้ทำเลยก็สำเร็จด้วย เราต้องสนับสนุนด้วยทางใดทางหนึ่ง ให้สมควรทีเดียว พวกที่เป็นแล้ว ตั้งใจแน่วแน่ว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ถอย เกิดมาเราพบวิชานี้ เราจะต้องสู้ อย่างอื่นสู้ไม่ได้ทั้งนั้น เราจะหันสู้ด้วยวิชานี้กันสุดฤทธิ์สุดเดช เอาให้ถึงหมดเจ็บ หมดแก่ หมดตาย ของพญามารให้ได้ ให้พญามารแพ้ให้ได้ พญามารแพ้เด็ดขาดเมื่อไร? เวลานั้นหมดทุกข์ในโลก เท่าปลายผมปลายขนก็ไม่มี หมดแก่ หมดเจ็บ หมดตายในโลก เท่าปลายขนปลายขนก็ไม่มี มีความสุขเหมือนยังกับท้าวสวรรค์ หรือเหมือนกับท้าวพรหม หรือเหมือนกับพระนิพพาน สุขขนาดนั้น เป็นสุขสำราญปานนั้น สรุปสาระสำคัญของเนื้อความ หลวงพ่อเทศน์เมื่อ ๒๘ มีนาคม ๒๔๙๗ ปีนี้เป็นปี ๒๕๔๓ แปลว่าเป็นเวลา ๔๖ ปีโดยประมาณ ข้าพเจ้าเพิ่งได้อ่านเทศน์กัณฑ์นี้ แต่ข้าพเจ้าถูกธาตุธรรมบังคับให้ทำวิชาปราบมารมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ นับถึงปี ๒๕๔๓ แปลว่าข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมาแล้ว ๑๖ปีโดยประมาณ เนื้อหาของงานปราบมารมีอย่างไร? โปรดติดตามหนังสือ “ปราบมารภาค ๑” (พิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๓) หนังสือ “ปราบมารภาค ๒” (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๖) หนังสือ “ปราบมารภาค ๓” (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๙) หนังสือ “ปราบมารภาค ๔” คือเล่มที่ท่านกำลังถืออยู่ในขณะนี้ พิมพ์เมื่อปี ๒๕๔๓ หลวงพ่อทำวิชาปราบมารมากี่ปี? เมื่อปี ๒๔๙๗ หลวงพ่อบอกว่าทำวิชาปราบมารมาแล้ว ๒๒ ปี ๘ เดือน ๙ วัน คราวนี้เราจะคิดแบบโดยประมาณคือ คิดหยาบ ๆ หลวงพ่อมรณภาพเมื่อปี ๒๕๐๒ เราก็นับปี ๒๔๙๗ มาถึงปี ๒๕๐๒ จะได้ ๕ ปี แล้วบวกด้วย ๒๒ ปี จะได้ ๒๗ ปีขึ้นไป หากคิดละเอียดก็ ๓๐ ปีขึ้นไป ผิดถูกให้ท่านคำนวณเอง เพราะข้อมูลมีอยู่แล้ว หลวงพ่อได้ผลงานอะไร? เพียงใด? แค่ไหน? เรื่องนี้ไม่มีเอกสารให้ค้นคว้าเลย แม้ในกัณฑ์เทศน์ก็ไม่มีปรากฏ แต่มีการพูดเป็นเบื้องหลังเหตุการณ์เฉพาะในหมู่นักรู้ ข้าพเจ้าได้ยินบ่อย ๆ วิชาการนั้นได้ยินแต่เหตุ ๑๙ แล้วก็พิสดารกาย ได้ยินแต่แค่นี้ ส่วนเหตุการณ์นั้น แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านกล่าวได้เป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว และพูดวิชาการได้อีก หูของข้าพเจ้าก็แปลกอยู่มาก ทำไมจดจำวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาธรรมกายได้เกลี้ยงเกลา? วิชาการทางโลกเรียนมาแล้ว ทางราชการเขาให้ทำการ ทำไมเราจำวิชาการทางโลกไม่ได้? ทำไปผิด ๆ ถูก ๆ เกือบจะถูกทางราชการดำเนินการทางวินัยหลายครั้ง แต่การทำวิชาปราบมารในยุคของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำตำราไว้ทั้งหมด ไม่ให้เกิดปัญหาในการค้นคว้ากันอีกต่อไป บันทึกประจำวันนั้นทำไว้ส่วนหนึ่ง แต่การนำความรู้มาเขียนตำรา พิจารณาตามที่เห็นสมควร ซึ่งขณะนี้ทำตำราไปแล้ว ๔ เล่มคือ ปราบมาร ๑-๒-๓-๔ ส่วนปราบมารภาคอื่น คงจะออกสู่ตลาดในโอกาสต่อไป สาระสำคัญของกัณฑ์เทศน์นี้ สัตว์โลกมีความ แก่ เจ็บ ตาย ถามว่าใครเป็นผู้ทำ? เป็นธรรมชาติของบัญญัติหรือใครปรุงแต่งขึ้น? พวกเราเองมีความเห็นว่า “ธรรมชาติบัญญัติ” เพราะไม่ว่าใครก็ แก่ เจ็บ ตาย ทั้งนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่! มารเป็นผู้ทำให้สัตว์โลก แก่ เจ็บ ตาย ถามต่อไปว่า มีใครรู้เห็นบ้าง? ตอบว่า ไม่มี ! แต่หลวงพ่อท่านเห็น จึงทำวิชาปราบมารเพื่อกำจัดสิ่งนั้น แต่การเห็นนั้นยังไม่ละเอียด เพราะถ้าเห็นได้ถึงที่สุด ป่านนี้งานปราบมารเสร็จไปแล้ว กล่าวถึงคำพูดที่หลวงพ่อท่านว่า หากหลวงพ่อชนะ ท่านที่ไม่ทำก็ชนะด้วย ท่านที่ไม่ช่วยเลยก็ชนะด้วย แม้ท่านที่เป็นศัตรูก็ชนะด้วย ข้าพเจ้าชอบใจมากในคำพูดนี้ การรบในยุคของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำอะไรได้บ้าง? เกิดผลงานอะไร? ข้าพเจ้าเขียนออกมาอย่างชัดเจน ค้นหาได้ในหนังสือปราบมารทั้ง ๔ ภาค มารอยู่ที่ไหน? นี่คือคำถามสำคัญที่เรายังไม่แจ้ง หากแจ้งเรื่องนี้ ป่านนี้งานปราบมารทำเสร็จไปแล้ว หลวงพ่อท่านก็บอกได้เท่าที่หลวงพ่อไปถึง ในส่วนที่หลวงพ่อยังไปไม่ถึง หลวงพ่อก็ยังบอกเราไม่ได้ คราวนี้เราไปถามพระพุทธองค์บ้าง ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานกายมนุษย์ ตั้งแต่นิพพานเบื้องต้นจนถึงนิพพานสุดละเอียด ล้วนแต่นับอสงไขยไม่ถ้วนทั้งนั้น นับไม่ถ้วนทั้งปวงนั้นทบเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็ถามพระองค์ว่า ที่สุดแห่งมารอยู่ตรงไหน ? แล้วนำหนึ่งเดียวนั้น มาเดินวิชาหาสุดละเอียดอีก สุดละเอียดของอะไร? สุดละเอียดของนิโรธ สุดละเอียดของสมาบัติ สุดละเอียดของตรัสรู้ สุดละเอียดของคำนวณ ซ้อนสับเป็นหนึ่งอีก แล้วก็ถามอีกว่า สุดละเอียดของมารอยู่ที่ใด? คราวนี้คำนวณไปใหม่ สุดละเอียดของนิโรธ นับอายุธาตุนับอายุบารมีของนิโรธไม่ถ้วน ไม่ถ้วนสุดละเอียดสมาบัติ ตรัสรู้ – คำนวณ ซ้อนสับเป็นหนึ่งอีก แล้วก็ถามว่า สุดละเอียดของมารอยู่ที่ไหน? คราวนี้ก็คำนวณให้แยบยลกว่านั้นอีก เอาไม่ถ้วนอายุธาตุอายุบารมีของนิโรธไม่ถ้วน – สมาบัติ – ตรัสรู้ – คำนวณ มาซ้อนสับเป็นหนึ่งเดียวอีก แล้วก็ต่อกล้องส่องญาณทัสสนะออกไป ถามอีก สุดละเอียดของมารอยู่ที่ไหน? ก็ยังไม่ได้คำตอบจนบัดนี้ ข้าพเจ้าพากเพียรมา ๑๖ ปีแล้ว (นับถึงปี ๒๕๔๓) สิ่งที่เราต้องการพบ เราไม่พบ แต่เราไปพบสิ่งที่เราไม่คาดคิด คือ ได้พบพระพุทธเจ้าของเรา มารเขาเอาพระองค์มาไว้ที่นี่ พบจักรพรรดิภาคปราบสำคัญ มารเขาเอามาไว้ที่นี่ เหตุใดพระองค์มาอยู่ที่นี่? ที่นี่ไม่ใช่นิพพาน พระองค์มาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร? ใครเอาพระองค์มาไว้ที่นี่? บอกเนื้อความให้ข้าพเจ้ารู้เดี๋ยวนี้ เรื่องราวเป็นมาอย่างไร? เราเดินวิชาเพื่อจะค้นหามาร ตามความรู้ที่หลวงพ่อสอน แต่เราไม่พบมาร แต่ไปพบพระพุทธองค์และไปพบจักรพรรดิภาคขาว จำนวนมากมาย มารเขาเอาพระองค์มาไว้ที่นี่ได้อย่างไร? เรื่องราวไม่ได้มีแค่นี้ ขอให้ท่านอ่านหนังสือ “ปราบมาร ๑-๒-๓” แล้วท่านจะทราบว่า เหตุคือที่อยู่ของมารนั้น มีความละเอียดเกินที่ใครจะบอกความรู้แก่เรา เห็นใจหลวงพ่อ เห็นใจพระพุทธองค์ เพราะทรงบากบั่นจนถึงที่สุดแล้ว บอกความรู้แก่เราได้แค่นี้ นับว่าเป็นบุญหูของเราแล้ว เป็นหน้าที่ของเราผู้มีบารมีธรรมจะต้องค้นคว้ากันต่อไป ทำอะไรได้แค่ไหน? ควรนำผลงานมาบอกกันบ้าง งานปราบมารเป็นงานส่วนรวม หากชนะมารแล้ว คนที่ไม่ทำเลยก็ชนะ คนที่ไม่ช่วยเลยก็ชนะ แม้ศัตรูผู้หมั่นไส้เราก็ชนะด้วย หลวงพ่อท่านก็กล่าวไว้ชัดแล้ว พูดตรงนี้ ข้าพเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง ตรงที่ธาตุธรรมใช้ให้ทำวิชาปราบมาร ข้าพเจ้าทำมาตลอด และมีผลงานพิมพ์ออกมาเสนอชาวโลก คือหนังสือปราบมารเล่มต่าง ๆ ตามที่กล่าวแล้ว แต่ก่อนยังไม่มีความคิด แต่พอข้าพเจ้าพ้นหน้าที่ราชการ ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้น งานปราบมารเป็นงานยาก ! ยากที่ใครจะทำ ! ยากที่ใครจะรู้ ! ยากที่จะเดินวิชา ! แต่เรามีเคราะห์กรรมที่ธาตุธรรมท่านบังคับให้เราทำวิชาปราบมาร แม้เราไม่สมัครใจทำ แต่เราก็ทำมาตามมีตามได้ จนถึงขั้นพิมพ์ตำราออกสู่สายตาชาวโลก เราได้ทำให้ชาวโลกเดือดร้อนอะไรบ้างหรือเปล่า? ไปเอาเงินเขามาบ้างหรือเปล่า? เราเกษียณราชการแล้ว แปลว่า เราใกล้ต่อความตายแล้ว เราใกล้จะลาโลกแล้ว เรามีหนี้ชีวิตบ้างหรือเปล่า? หนี้ส่วนตัวไม่เป็นไร แต่หนี้ที่มีต่อประชาชนนั้น มีบ้างหรือเปล่า? ข้าพเจ้าสบายใจ ข้าพเจ้าไม่มีหนี้ติดตัว เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เอาเงินประชาชน หนังสือเผยแพร่วิชาธรรมกายของข้าพเจ้าทุกหลักสูตร ข้าพเจ้าทำให้เป็นแบบธรรมทานมาตลอด โดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเลย ครั้นข้าพเจ้าพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว หมดความสามารถที่จะหาเงินพิมพ์หนังสือแจกอีกต่อไป จึงอยากทำวิชาส่วนตัวคือวิชาปราบมาร เพราะงานปราบมารยังทำไม่บรรลุเป้า ท่านทั้งหลายขอหนังสือไปอีก จึงแก้ปัญหานี้โดยส่งหนังสือเข้าสำนักพิมพ์ ให้สำนักพิมพ์ช่วยแก้ปัญหาให้ ดังนั้น ท่านใดที่ต้องการวิชาธรรมกายหลักสูตรใด โปรดติดต่อ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง ตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ข้าพเจ้าทำไว้แล้ว ตังแต่หลักสูตรง่ายจนถึงหลักสูตรยาก ทำไว้แล้วครบถ้วน สารบัญ
|