|
หนังสือปราบมารภาค 2 มีเสียงวิจารณ์มาก
หนังสือปราบมาร พิมพ์ไปแล้ว ๒ เล่ม คือ “ปราบมารภาค ๑” พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖ โปรดเข้าใจว่า หนังสือปราบมาร เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ท่านที่มีความรู้วิชาธรรมกายเบื้องต้น จะอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นความรู้ชั้นสูง ท่านที่จะอ่านหนังสือปราบมารรู้เรื่อง จะต้องเป็นผู้มีความรู้ระดับเกจิอาจารย์ จะต้องศึกษาค้นคว้าวิชาธรรมกายอย่างจริงจัง ต้องเรียนอย่างเอาเป็นเอาตาย หากได้เคยเข้าฟังวิชารุ่นที่หลวงพ่อวัดปากน้ำควบคุม จึงจะพอรู้เรื่อง หากท่านไม่เข้าถึงเกณฑ์นี้ ท่านจะไม่รู้เรื่อง เมื่อท่านไม่รู้เรื่อง ท่านมาอ่านเข้า ท่านจะวิจารณ์ผู้เขียนด้วยประการต่าง ๆ ได้ ท่านจะวิจารณ์อย่างไร และจะออกความเห็นอย่างไร ย่อมเป็นไปตามความคิดของท่าน ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีอย่างนี้เกิดโทษแก่ท่าน เพราะท่านไม่เคยเรียน ท่านไม่เคยรู้ หรือเรียนมาบ้าง ก็เป็นความรู้เบื้องต้น จะนำความไม่รู้หรือนำความรู้เบื้องต้น มาออกความเห็น ย่อมไม่ถูกต้อง ด้วยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าก็บอกแก่ท่านแล้ว ว่าเป็นความรู้ชั้นสูง ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป บางท่านเคยเรียนมา ๒๐ ปี ต่อมาไปทำงานทางโลก ไม่ได้ฝึกฝนค้นคว้าต่อ กรณีอย่างนี้ ธรรมมัวแล้ว ไม่แจ่มใสเหมือนเดิมแล้ว เอาเหตุผลอะไรไม่ได้แล้ว เคยทำวิชาชั้นสูงมาจริง แต่ว่าตอนนี้ทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว อย่างมากก็จะเหลือแค่ทำกายให้ใส เพียงอารมณ์แจ่มใสไปวันหนึ่งเท่านั้น ท่านจะเดินวิชารบเหมือนกับสมัยที่ฝึกอยู่กับหลวงพ่อไม่ได้แล้ว จริงอยู่เมื่อสมัยฝึกอยู่กับหลวงพ่อ ท่านเก่ง ท่านมีชื่อเสียง ท่านแก้โรคได้ เดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นแล้ว ไม่ได้ฝึก ๑๐ วัน มารก็ยึดธาตุธรรมไปแล้ว พูดกันให้ตรง พูดกันให้ชัด พูดกันให้แจ่มแจ้ง มันไม่ง่าย มันยาก ถึงจะเคยมีประวัติมาว่าเก่ง ต่อมาละเลยไป เสียหายมาก ตามที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ว่าวิชาธรรมกายรักษายาก จะให้ดี ต้องหมั่นฝึก หมั่นค้นคว้า และต้องให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่ทำวิชาเก่า ๆ จะได้ประโยชน์น้อย เพรามารเขารู้ทางวิชาของเราเสียแล้ว เขารู้เชิงของเราเสียแล้ว เราต้องก้าวไปให้ไกลกว่าเดิม เสียงวิจารณ์มีอย่างไรบ้าง เท่าที่ได้ยิน มีแต่เสียงของท่านที่ไม่เป็นวิชา แต่ท่านที่ทำวิชาชั้นสูงมาแล้ว เมื่ออ่านหนังสือปราบมารภาค ๒ จบลง ท่านยอมรับ ยังไม่ได้ยินคำวิจารณ์ ท่านที่เป็นวิชาเบื้องต้นวิจารณ์เอาแรง ๆ ถึงขนาดบอกว่า เอาตำราเล่มนี้ไปเผาไฟได้แล้ว อย่างนี้ก็มี ศึกษาธิการคนนี้เก่งกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำไปแล้ว เป็นเสียงวิจารณ์ของท่านที่เป็นธรรมกาย แต่สนใจในวิชาธรรมกาย ชอบฟังและชอบถาม พอเธออ่าน “ปราบมารภาค ๒” จบลง เธอให้ความเห็นว่า ศึกษาธิการผู้นี้เก่งกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำเสียแล้ว หนูไม่เชื่อ เธอพูดของเธอน่าฟัง เพราะผลงานที่นำมาตีพิมพ์ ล้วนแต่พิลึกเป็นไปได้ยาก หากท่านอ่านปราบมารภาค ๒ ท่านจะทราบรายละเอียดว่ามีผลงานอะไรบ้าง ความจริง เธอน่าจะอ่านให้ตลอด ว่าศึกษาธิการคนนี้ เขาอยากปราบมารหรือเปล่า เขาอยากทำหรือเปล่า เราปฏิเสธแต่แรก เพราะเราไม่มีความรู้ แต่พระพุทธองค์ท่านไม่ยอม ธาตุธรรมท่านไม่ยอม ท่านบังคับให้เราทำ เราถูกบังคับให้ทำ คนที่บังคับเราถึงกับจะเอาเป็นเอาตาย ก็ใครที่ไหน หลวงพ่อของเรานั่นเองท่านอ่านดูเรื่องราวใหม่ เราฝึกฝีมือธรรมกายชั้นยอดไปหมดทุกราย เท่าที่มีอยู่ในประเทศไทย แต่ธาตุธรรมท่านไม่พิจารณา เพราะเราเห็นว่าท่านทั้งหลายเก่งกว่าข้าพเจ้าทั้งนั้น ยกเว้นข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว เหตุใดธาตุธรรมไม่เลือกเอาธรรมกาย ตามที่ข้าพเจ้าเสนอ เรื่องนี้ท่านต้องเข้าธรรมกายไปถามพระพุทธองค์เอาเอง ว่าธาตุธรรมท่านมีเหตุผลอะไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ ก็เมื่อข้าพเจ้าถูกบังคับให้ทำวิชาปราบมาร ทำอะไรไปได้แค่ไหน เอามาเล่ากันฟังบ้างไม่ได้หรือ เราจะได้รู้กันบ้าง ว่าการปราบมารนั้น เขาทำกันอย่างไร เขาเดินวิชากันอย่างไร ทำไปแล้วได้อะไรขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็เกิดตำราวิชาปราบมารขึ้น เป็นการแสดงถึงความก้าวหน้าของวิชาธรรมกาย หากบัณฑิตใด อยากศึกษา อยากเรียน เขาก็มีตำราค้นคว้า เพราะเราทำไว้ให้แล้ว งานปราบมารที่เราทำกันมาแต่กาลก่อน ในสมัยหลวงพ่อ ไม่มีข้อมูลใดให้ศึกษาเล่าเรียนเลย เพราะไม่มีตำราไว้ ได้แต่พูดกันในหมู่นักรู้ คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้รู้เห็น และถ้าคนรุ่นใหม่มีวาสนาบารมีอยากเรียนอยากศึกษา เขาจะไปเรียนที่ไหน จะได้ตำราจากใคร ใครจะเป็นครูให้เขาได้บ้าง นี่คือปัญหา หากเราไม่ทำตำราขึ้น จะเป็นการสกัดกั้นปัญญาคนรุ่นใหม่ เหตุนี้เอง ข้าพเจ้าจึงพิมพ์ตำราปราบมารขึ้น ก็เพื่อสะดวกต่อการค้นคว้าของคนรุ่นใหม่และผู้สนใจทั่วไป ข้าพเจ้าเดินวิชาอย่างไร ทำตำราให้แล้ว ไปพบเห็นอะไรบ้างได้นำมาบอกแล้ว แต่ผลงานที่นำมาเสนอนั้น มันพิลึกและพิสดารยิ่งนัก นี่คือความคิดของท่านทั้งหลาย ท่านถามว่า เป็นไปได้หรือ ข้าพเจ้าตอบว่า เป็นไปได้ ถ้าท่านตั้งใจทำวิชาตามที่ธาตุธรรมเคี่ยวเข็ญ หากท่านไม่ทำ หากเราไม่เรียน เราก็ไม่ได้อะไร เราเอาแต่ไปยินดีหลวงพี่ ยินดีหลวงตา ที่ท่านเรียน ที่ท่านฝึกวิชาธรรมกาย ทำไมตัวท่านเองไม่เรียน หากตัวท่านเรียนเอง ฝึกเอง ท่านจะเก่งกว่าข้าพเจ้าเป็นไหน ๆ ข้าพเจ้ามีกิเลส ยังทำได้ถึงเพียงนี้ ท่านมีกิเลสน้อยกว่าข้าพเจ้าทั้งนั้น ท่านต้องทำได้ดีกว่าข้าพเจ้าแน่ ๆ ท่านมีความเชื่อว่า พระสงฆ์เก่งกว่าท่าน ท่านเข้าใจถูกเพียงนิดเดียวเท่านั้น ท่านลืมไปว่า พระสงฆ์มีภารกิจมาก วันหนึ่งคืนหนึ่งพระมีเวลามาทำความเพียรสักแค่ไหน หากเป็นสมภารเจ้าวัดย่อมมีเวลาน้อย ไม่พอที่จะบากบั่นทำความเพียร ส่วนเรานั้นเป็นฆราวาส เมื่อตัดงานสังคมได้แล้ว เราเป็นเจ้าของเวลาทั้งปวง เรามีเวลาบำเพ็ญมากกว่าพระ โอกาสที่พระเก่งกว่าเรานั้น ทำได้ยากเพราะท่านไม่มีเวลาเท่าเรา คำวิจารณ์ที่ว่า ทำไมศึกษา ฯ ต้องปราบมาร เหตุใดพระพุทธองค์ไม่ปราบเสียเอง ศึกษา ฯ จะไปรู้ดีกว่าพระพุทธองค์ได้อย่างไร พระพุทธองค์ต้องเก่งกว่าศึกษา ฯ จะเป็นคำวิจารณ์ของผู้ไม่เป็นธรรมกายก็ดี จะเป็นคำวิจารณ์ของผู้เป็นธรรมกายแล้วก็ดี หรือจะเป็นคำวิจารณ์ของผู้เป็นธรรมกายระดับแก่กล้าก็ดี พูดได้ถูกใจข้าพเจ้ายิ่งนัก เพราะข้าพเจ้ามีความคิดตรงกับคำวิจารณ์ จึงไม่รับคำกับธาตุธรรมที่จะทำวิชาปราบมาร หากท่านได้อ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ ท่านคงทราบ เพราะได้เล่าเหตุการณ์ไว้ชัดเจนแล้ว โปรดติดตามอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ ดูใหม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์วันที่ธาตุธรรมให้ปราบมาร เมื่ออานแล้ว ก็จะทราบว่า ข้าพเจ้าไม่รับที่จะทำหน้าที่ปราบมาร ได้เสนอผู้คงแก่เรียนธรรมกายท่านอื่น แต่ธาตุธรรมไม่ทรงฟังเหตุผลเราเลย คงยืนยันบังคับเอาแก่เราสถานเดียว จะปฏิเสธอย่างไร จะให้เหตุผลประการใด พระพุทธองค์ไม่ทรงฟังเลย สรุปแล้ว ข้าพเจ้าเอาตัวไม่รอด หากท่านถามข้าพเจ้าว่า ศึกษา ฯ ปฏิเสธทำไม ทำไมศึกษา ฯ ไม่รับคำแก่พระพุทธองค์ ได้บุญมาก ทำไมศึกษา ฯ ไม่ยินดี เหตุผลที่ข้าพเจ้าปฏิเสธก็คือ เราไม่มีความรู้ ความรู้วิชาธรรมกายอย่างเรา เป็นความรู้เบื้องต้นเท่านั้น เป็นเพียงนักปฏิบัติสมัครเล่นเท่านั้น พระพุทธองค์ต่างหากทีทรงมีรู้มีญาณทัสสนะอันเลิศ ควรเป็นหน้าที่ของพระองค์ รู้และญาณอย่างเราจะไปมีน้ำยาอะไร ดังนั้น คำวิจารณ์ของท่าน ตรงกับความคิดของข้าพเจ้าในเบื้องต้น ข้าพเจ้ารับฟังด้วยความยินดี แต่เหตุผลของพระพุทธองค์มีอย่างไร เราไม่ทราบ เหตุใดจึงมาเจาะจงเอาแก่ข้าพเจ้า นี่คือสาระสำคัญที่ท่านทั้งหลายอยากทราบ และข้าพเจ้าก็อยากทราบยิ่งกว่าท่านเสียอีก เหตุที่ธาตุธรรมให้ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร ข้าพเจ้าอยากทราบยิ่งนัก พากเพียรเข้านิโรธไปถามพระพุทธองค์อยู่เนือง ๆ ไปถึงนิพพานใด ก็ทูลถามพระพุทธองค์ เหตุใดจึงให้กระผมทำวิชาปราบมาร ไม่ว่านิพพานธรรมกายหรือนิพพานเป็น ข้าพเจ้าเพียรถามทั้งนั้น ยิ่งถามก็ยิ่งไม่ได้คำตอบ ไม่ทรงตอบทั้งนั้น จนกระทั่งเราได้ความรู้ว่า หากธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่รับสั่ง อย่าได้ไปถามเลย ไม่มีใครตอบทั้งนั้น หากธรรมกายของหลวงพ่อพูดอย่างไรแล้ว ไม่ว่านิพพานไหน จะพูดตรงกันหมด เหมือนกับนัดหมายกันไว้ทีเดียว นี่คือเรืองราวของข้าพเจ้า ซึ่งไม่เหมือนท่าน และท่านก็ไม่เหมือนข้าพเจ้า เมื่องานปราบมารดำเนินมาได้ถึงปีที่ ๗ จึงได้ความรู้ว่า การปราบมารนี้ ต้องใช้กายมนุษย์อย่างเรานี้ กายอื่นเอาไปสู้ไม่ได้เลย สู้ได้แต่กายมนุษย์ที่มีกิเลสกายนี้เท่านั้น กายอื่น ๆ มารเขาระเบิดแตก สู้เขาไม่ได้ ระหว่างที่ประจัญบาน คือ รบด้วยการแลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย กายมนุษย์ของเรานี้เป็นป้อมปราการสำคัญ ที่ให้พระพุทธองค์ จักรพรรดิ กายสิทธิ์ เข้ามาอาศัยเป็นฐานทัพได้ มารเขาจะเข้ามาย่ำยี ทำให้กายของพระพุทธองค์ กายของจักรพรรดิ กายของกายสิทธิ์ แตกดับไม่ได้ คือเหตุผลที่เราได้ทราบจากการอธิบายของธาตุธรรม อะไรที่พระพุทธองค์ทรงบอกได้ พระองค์ก็บอกแต่อะไรที่เป็นเรืองลับเฉพาะ พระองค์ก็จะไม่บอกและเมื่อไม่บอก ทั้งที่เราอยากรู้อยากทราบ เราก็ไม่ทราบอยู่อย่างนั้น และเมื่อเราไม่รู้ไม่ทราบ เราก็พูดกันไป วิจารณ์กันไป ออกความเห็นกันไป ตามแต่ใครจะคิดอย่างไร อย่างที่ข้าพเจ้าถูกวิจารณ์อยู่ขณะนี้ เมื่อกายมนุษย์มีประโยชน์ทีมารระเบิดไม่แตก จะแตกดับก็ต่อเมื่อหมดอายุขัย เราได้ช่องแล้ว ความที่เราไม่อยากทำวิชาปราบมาร เราก็เข้านิโรธไปถามธรรมกายหลวงพ่อกระซิบให้ดี อย่าให้ได้ยินกันมาก เกรงว่าเรืองจะยาวความ วันใดที่หลวงพ่อของเราบันเทิงนิโรธ เมื่อเราได้จังหวะ ถามหลวงพ่อว่า “ทำไมไม่อาราธนานิพพานเป็นปราบมาร เพราะท่านมีกายมนุษย์ และเป็นกายมนุษย์ที่ขาวใสแล้ว ไม่มีกิเลสแล้ว” ท่านทราบไหม ว่าหลวงพ่อของเราตอบอย่างไร รักจะเป็นมิตรกัน ทีหน้าทีหลังอย่าถามอย่างนี้ หลวงพ่อไม่รับสั่ง ฟังแล้วก็เฉย ๆ (ธรรมกายหลวงพ่อ) ถามกี่ครั้งก็ไม่ตอบ เราทราบทันที พูดเรื่องนี้แล้ว ไม่สนุกเลย หลวงพ่อไม่พอใจเรา เราทราบทันที ความอยากรู้ของเรายังไม่ทราบคำตอบ เมื่อได้จังหวะ เราก็ไปถามต้นนิพพานเป็น ถึงเหตุผลอะไร จึงให้เราปราบมาร และเหตุใดพระองค์ไม่ปราบเสียเอง นี่คือสาระ แต่เวลากราบทูล เราก็ดัดคำพูดของเรานิ่มนวลน่าฟัง ท่านทราบไหม ต้นนิพพานเป็นทรงตอบอย่างไร ทรงตอบ แต่ทรงเปลี่ยนเรื่อง ทรงรับสั่งเรื่องอื่น เราทราบทันทีว่า พระองค์ทรงอึดอัดพระทัย เราก็เลยกราบทูลเรื่องอื่น ทำเป็นลืมเรื่องเดิมไปเสีย สรุปแล้ว ยังไม่ได้คำตอบ หากท่านอยากทราบอะไรเพิ่มเติม จากที่นำมากล่าวนี้ โปรดเข้าธรรมกายไปถามเองเอง ข้าพเจ้าพากเพียรมาแล้ว ไม่เป็นผล จึงไม่อาจนำมาเล่าสู่กันฟังได้ ถึงท่านจะวิจารณ์อย่างไร หรือท่านจะคิดอย่างไร นายการุณย์ บุญมานุช ก็ต้องทำวิชาปราบมารอยู่ดี ถึงนายการุณย์ บุญมานุช จะมีเหตุผลอะไร จะมีอุบายอย่างไร จะออกตัวอย่างไร จะขอความเห็นใจอย่างไร เรามีสิทธิ์ทำได้ และทำมาแล้วทุกอย่าง แต่แล้วนายการุณย์ บุญมานุช ก็ต้องทำวิชาปราบมารอยู่ดี ดังนั้น คำวิจารณ์ของท่าน ชอบแล้ว และข้าพเจ้าก็คุยเรื่องคำวิจารณ์ของท่านมาพอสมควรแล้ว คำวิจารณ์อีกอย่างหนึ่ง ได้ยินมาว่าให้เอาปราบมารภาค ๒ ไปเผา ผู้วิจารณ์เป็นธรรมกาย อาจารย์เดียวกับข้าพเจ้า ทันใดที่อ่านปราบมารภาค ๒ ท่านว่าเข้าธรรมกายไปถามอาจารย์แล้ว อาจารย์บอกว่า ให้เอาหนังสือปราบมารไปเผา การเดินวิชานั้นเดินอย่างไร เพราะมารมันหลอกได้เสมอ เคยกล่าวไว้แล้วในหนังสือปราบมาร “เห็นอะไรแล้ว อย่าเชื่อ ให้ตรวจสอบความถูกต้องเสียก่อน” เห็นหลวงพ่อก็อย่าเชื่อ เห็นพระพุทธองค์ก็อย่าเชื่อ เพราะมารเขาจำแลงแปลงกายมาให้เห็น เขาหลอกเราอย่างนี้มานับชาติไม่ถ้วนแล้ว เรานับถือใคร เขาจะเอาคนนั้นมาให้เห็น เราระลึกถึงใคร เขาจะเอาผู้นั้นมาให้เห็น เราเกี่ยวข้องกับใคร เขาก็เอามาให้เห็น วิธีของเขาก็คือ เขาสอดละเอียดมาหยุดนิ่งที่ เห็น จำ คิด รู้ ของผู้นั้น แล้วเขาก็เอากายของเขาไว้ข้างใน เห็น จำ คิด รู้ ของผู้ใด ก็จะเป็นรูปร่างของเขาผู้นั้น ความรู้เรื่องนี้มีอยู่ว่า เห็น จำ คิด รู้ ทั้ง ๔ นี้ รวมกันเข้าก็เป็นกาย ๑ กาย เห็น จำ คิด รู้ ของใครก็เป็นกายของเขาผู้นั้น ข้าพเจ้าทราบเรื่องนี้ ในตอนทีทำวิชาปราบมารนี้เอง แต่ก่อนไม่ทราบ วิธีตรวจสอบก็คือ เราพุ่งกายของเราเข้าไปในกายที่เราเห็น อธิษฐานเครื่องแลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย ไปสุดกายหยาบสุดกายละเอียด ถ้าเป็นของจริง กายที่เราเห็นจะขาวใส แต่ถ้าเป็นกายที่มารหลอกเรา เราเดินวิชาไปไม่ทันสุดละเอียด กายนั้นจะหายไปเฉย ๆ เราก็รู้ว่า นี่มารเขาหลอก เมื่อมารรู้ว่า วิชาของเราทันเขา เขาจะเปลี่ยนวิธีที่หลอกเราโดยวิธีอื่นต่อไป เราต้องเรียนรู้ไว้ให้มาก ปัญหาของเราก็คือ จะตรวจสอบใหญ่หรือตรวจสอบย่อย หากตรวจสอบย่อยก็อย่างที่กล่าวนี้ หากกลัวว่ามารจะหลอกแบบละเอียด เราก็ใช้วิธีตรวจสอบใหญ่ วิธีตรวจสอบใหญ่ จะเอาอย่างละเอียดหรือเอาแบบครึ่งท่อน อยู่ที่ความรู้ของท่าน ว่าเป็นธรรมกายแบบธรรมดาหรือระดับไหน โปรดจำไว้ว่า เป็นธรรมกายเหมือนกัน แต่ความรู้ต่างกัน กรณีจะตรวจสอบกับอาจารย์ว่า ตำราปราบมารภาค ๒ ของศึกษา ฯ การุณย์ บุญมานุช เป็นอย่างไร ลำดับแรก ท่าเดินวิชา ๑๘ กายเป็นอนุโลมปฏิโลม เพื่อให้กายใส เพื่อให้ดวงใส ลำดับ ๒ ท่านเดินวิชา ๑๘ กายเป็นอนุโลมปฏิโลมแบบสุดหยาบสุดละเอียด คือ ถึงกายไหนก็เดินวิชาไปให้สุดกายหยาบให้สุดกายละเอียด ทำเช่นนี้ไปทุกกาย ลำดับ ๓ ท่านเดินวิชาเข้านิพพาน ซึ่งแม่ชีอาจารย์คงสอนแล้ว แต่ก่อนเข้านิพพาน ให้หยุดนิ่ง ณ ที่ว่างใสระหว่างภพ ๓ กับนิพพานเสียก่อน เพราะหลวงพ่ออยู่ตรงนี้ ซ้อนกายกับหลวงพ่อของเราก่อน แล้วปฏิโลมกลับมาหากายหยาบของหลวงพ่อ ซึ่งขณะนี้นอนอยู่ในโลงที่วัดปากน้ำ จากนั้น เดินวิชาลำดับกายของหลวงพ่อจากกายหยาบไปหาธรรมกายพระอรหัตต์ของหลวงพ่อ พอกายธรรมของหลวงพ่อใส ใจเรานิ่ง นิ่งไปที่ศูนย์กลางธรรมกายหลวงพ่อ จรดใจให้ถูกดวงธรรม นิ่งแน่นลงไป จะถามอะไร ก็พอทราบแล้วไม่ต้องเดินวิชาชุดใหญ่ ลำดับ ๔ อยากเดินวิชาชุดใหญ่แบบครึ่งท่อน ก่อนเข้านิพพาน ให้ทำวิชาซ้อนกายสับกายกับธรรมกายหลวงพ่อก่อน เห็นว่าธรรมกายของเรากับธรรมกายหลวงพ่อเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้เข้านิพพานธรรมกายไปจนสุดรู้สุดญาณ จากนั้น รวมนิพพานทั้งหมดที่เราไปถึง ซ้อนมาเป็นกายเดียว จากกายเดียวนี้ให้เดินวิชาปฏิโลมกลับ จากธรรมกายอรหัตต์ละเอียดมาหาธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ ถอยหลังจนมาถึงกายมนุษย์ จากนั้น ให้ซ้อนกายตัวเรากับพระองค์ ซ้อน กาย ใจ จิต วิญญาณ นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ แล้วเดินวิชา ๑๘ กาย จากายหยาบไปหาธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด ทำเป็นอนุโลมปฏิโลมหลายเที่ยว จนกระทั่งธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด ใสดีแล้ว ก็ต่อรู้ต่อญาณมาดูแม่ชีอาจารย์ ว่าอยู่ที่ไหน เข้ากายแม่ชีอาจารย์ไปจนสุดหยาบสุดละเอียด จะถามกายไหน ก็ถามกายฝันของท่าน ก็นิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย จรดใจให้ถูกดวงธรรม นิ่งไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม พูดตรงนั้น ได้ยินตรงนั้น แล้วไปดูความเห็นธรรมกายของแม่ชีบ้าง ก็เดินวิชา ๑๘ กาย พอถึงธรรมกายพระอรหัตต์ นิ่งไปกลางดวงธรรม ตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม ถามตรงนั้น ได้ยินตรงนั้น หากจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มไม่ใส ส่าย ไหว ริบ รัว ใช้ไม่ได้ มารแทรกแล้ว ต้องเดินวิชาใหม่ ลำดับ ๕ เดินวิชาชุดใหญ่ให้เต็มยศ ก็คือ แบบลำดับที่ ๔ นั้น แต่ไปให้สุดนิพพานเป็นด้วย มาถึงตรงนี้ ก็ถามท่านว่า ท่านเดินวิชาอย่างนี้หรือเปล่า แน่นอน ท่านไม่เดินอย่างนี้ หากเดินวิชาตามที่ว่านี้ คำวิจารณ์จะไม่ออกมาอย่างนั้น บอกแล้วว่า เห็นอะไรอย่าเชื่อ พบหลวงพ่ออย่าเชื่อ พบพระพุทธองค์อย่าเชื่อ มารเขาจำแลงกายมาหลอก ให้เดินวิชาตรวจสอบก่อนเสมอไป ใจเย็น ๆ อย่าด่วนตัดสินใจ เดินวิชาไปนาน ๆ เดินวิชาให้ละเอียด ความเห็นของท่าน ไปสนับสนุนมารชัด ๆ เขาหาเหตุผลทุกอย่างที่จะไม่ให้เผยแพร่วิชาปราบมาร หนังสือปราบมารกว่าจะพิมพ์ได้แต่ละครั้ง ประสบปัญหาร้อยแปด พิมพ์ออกมาแล้วก็แจกกันอ่านฟรี ไม่ได้เอาเงินเอาทองแก่ท่าน หนังสือปราบมาร ยังไม่เคยปรากฏแก่โลก เท่าที่เคยปราบมารกันมา ก็ทำอย่างเป็นการภายใน ยังไม่เคยนำมาเรียนกัน ยังไม่เคยนำมาบอกกัน แล้วก็มาซุบซิบกันในกลุ่มผู้รู้ คนที่อยากรู้ก็รู้ไม่ได้ เพราะท่านเห็นเป็นของสูง ไม่ควรพูดไม่ควรนำพา ทำแบบลับ ๆ ล่อ ๆ รุ่นข้าพเจ้าปราบ ข้าพเจ้าจะเปิดเผย ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องนำมาเก็บเป็นเรื่องลับ แต่ว่าการเปิดเผยอย่างข้าพเจ้านี้ มันอันตราย มารเขาหาเหตุข่มเหงทุกอย่าง คนที่ดีกันกลับหมางเมิน เงินที่เคยได้ก็ไม่ได้ ไม่เคยมีเรื่องก็ต้องมี สารพัดแห่งวุ่นวาย มารเข่าทำได้ทั้งนั้น ข้าพเจ้าต่อสู้มาทุกรูปแบบ กว่าหนังสือปราบมารภาค ๒ จะพิมพ์ได้ เรียกว่า งอมพระรามที่เดียว ข้าพเจ้ามีความประสงค์อะไรหรือ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ในทางเผยแพร่ คนที่มีบารมีธรรมยังมีอยู่ หากมีใครทำได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เงินทองที่ลงไปนั้น ไม่แพงเลย ท่านคิดอย่างข้าพเจ้าหรือเปล่า เมื่อเรียนวิชาธรรมกายแล้ว มันต้องไปให้ถึงหลักสูตรปราบมาร จึงจะน่านิยม เรื่องตำรานั้น ข้าพเจ้าทำให้แล้ว ท่านไม่ต้องไปค้นคว้าอะไรมาก สารบัญ |