Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (5)
ปราบมาร 4 (5) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

เราจะปราบอย่างไร?

     ท่านอย่าตกใจในเรื่องนี้ เหมือนการเล่นละครอย่างไร ก็อย่างนั้น เขากำหนดบทบาทให้เราแล้ว ว่าเราเป็นตัวอะไร? จะแสดงอย่างไร? เหมือนการสวมวิญญาณ อย่างข้าพเจ้านี้ก็เป็นพระเอกในทุกเรื่อง มันเป็นไปเอง ทำได้ไปเอง เป็นไปโดยสัญชาตญาณ มีตำราปราบมารให้อ่านถึง 4 ภาคแล้ว ทำไม่ได้แล้วจะมีอะไรมาเขียน ! ไม่มีข้อมูลแล้วจะเอาอะไรมาเล่า ! ลองดูกับตัวท่านเองเถิด ลองเขียนมาอ่านสักภาคหนึ่งเถิด ไม่รู้ไม่เห็นแล้วจะเอาอะไรมาเขียน ! ลองกันดูเพียงแค่นี้ ลองดูกับอาจารย์ของท่านก็ได้ ไหนลองเล่าให้ฟังเรื่องเดียวในร้อยเรื่องที่ลุงการุณย์ บุญมานุช นำมากล่าว ดูทีเถิดว่าท่านจะเล่าได้หรือไม่ ลองดูกันแค่นี้

ลำดับแรก ต้องไปสุดนิพพานเพื่อดูขอบข่ายอำนาจปกครองว่ามีแค่ไหน?

     ไม่ไปให้สุดนิพพานแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่า เรามีอำนาจปกครองแค่ไหน? ความรับผิดชอบของเรามีแค่ไหน? ไปดูให้ทั่ว ! มีอะไรอยู่ที่ไหนอย่างไร? เป็นอำนาจปกครองของเราทั้งนั้น ธาตุธรรมท่านมอบหมายแล้ว หมดความรับผิดชอบจากพระองค์แล้ว เราจะต้องรับผิดชอบแทนพระองค์ต่อไป เราไปตอแยอะไรกับพระองค์ไม่ได้อีกแล้ว

     แต่การไปสุดนิพพานกายธรรมและการไปสุดนิพพานเป็นนั้น แค่นี้เราก็เอามือก่ายหน้าผากแล้ว จนปัญญาแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะไปสุด? ล่วงไปแล้วไม่รู้กี่หมื่นกัปกัลป์ชาติ เรียนกันมาแล้วไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ ยังไม่มีใครไปสุดนิพพานทั้งนั้น

     แต่เป็นหน้าที่ของเราจะต้องไปให้สุด จะเรียนอย่างไรจะเดินวิชาอย่างไร? เป็นเรื่องของท่าน ! ท่านไม่มีหน้าที่โวยวายอะไรทั้งนั้น หากไปไม่สุดก็ไม่เห็นอะไรทั่ว ต้องไปให้สุดจึงจะเห็นข้อมูล จึงจะเห็นปัญหา งานปราบมารจะไปเริ่มต้นตอนนั้น หากเราเดินวิชาอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ อีกร้อยชาติก็ไปไม่สุด

     ต้องคำนวณเรื่อยไป ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อย รบเรื่อยไป เอาละเอียดไปเป็นหยาบเรื่อย ดังที่แจ้งไว้ใน “ปราบมาร ภาค ๑” นั้น เพียงแค่นี้เราก็ทราบว่ามารปกครองธาตุธรรมเราหมดแล้ว เป็นจุดดำแทรกอยู่ทั่วไป จุดดำเล็กนี้ นับอสงไขยธาตุธรรมไม่ถ้วนของมารทีเดียว ร้ายกาจนัก !

ลำดับสอง ตรวจดูภพภูมิของมารให้ทั่วมีอยู่ที่ใด? แล้วจัดการไปเลย

     ดูของหยาบก่อน คือดูในภพ 3 นี้ มีภพลับภพหนึ่ง ใครเป็นคนทำไว้? ทำไว้เพื่ออะไร? แม้เราจะไม่ชัดแจ้งนัก แต่ก็ต้องศึกษา ค่อย ๆ เรียนรู้ไป ขยันไปดูขยันไปรู้ เห็นไม่ชัด ก็ต้องหัดเดินสมาบัติใหม่ พากเพียรเข้าเถิด จะกี่เดือนกี่ปี ก็ต้องอดทนเอา พอกายธรรมของเราใสขึ้น ความเห็นของเราจะชัดเจนขึ้นกว่าเก่า แม้จะไม่ได้เหตุผลเต็มร้อย ก็จงอดทนฝึกฝนวิชาให้หนักมือยิ่งขึ้น หากเรายอมแพ้แก่ความเพียรเพียงคนเดียวแล้วใครที่ไหนจะเอาความรู้มาบอกแก่เราได้ ขอให้คิดอย่างนี้ คนเก่งเขามี ผมไม่เก่ง ผมไม่ต้องเรียน ก็เพราะเราคิดอย่างนี้ บัดนี้ ล่วงเลยมาแล้วกี่กัปกัลป์มาแล้ว เรามีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้แล้ว ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ! ทุคติภูมิหรืออบายภูมิ คือ นรก อเวจี และโลกันต์ ก็มีอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครไปพิจารณาอะไร?

     ส่วนพวกเรา ก็ได้แต่อ่านหนังสือไตรภูมิพระร่วง ต้องท่องชื่อนรกต่าง ๆ เอาไว้ตอบเวลาครูเขาออกข้อสอบ ส่วนในพระไตรปิฎกก็มีให้พวกเราได้เล่าเรียน เป็นที่นิยมกันว่า ถ้าใครจำชื่อนรก 8 ขุมได้ จะเป็นคนมีหน้ามีตา เป็นที่ยกย่อง

     นี่คือประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าสังเกตพบ จึงนำมาเล่า

     ภพภูมิเหล่านี้คือเครื่องมือมาร มันคือคุก คือเรือนจำ มารเขาทำไว้สำหรับทรมานพวกเรา เวลาเราตายไปแล้ว เราจะต้องไปสู่ภพเหล่านั้น ใครผิดศีลผิดธรรมต้องไปสู่ภพเหล่านั้น ใครถูกศีลถูกธรรม ไปสู่ภพสวรรค์

     ภาคมารเขาปกครองคนผิดศีลผิดธรรม ภาคขาวปกครองคนถูกศีลถูกธรรม นี่คือกฎเกณฑ์ในเบื้องต้น

     คราวนี้เรามาดูกันใหม่ พวกเราอยู่ในศีลในธรรมกันทั้งนั้น ดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของ ทาน ศีล ภาวนา กันทั้งนั้น แต่เหตุไฉนเมื่อตายไปแล้วต้องไปตกนรก? จนโบราณเขากล่าวว่า “คนขึ้นสวรรค์เพียงเขาโค (วัว) แต่คนตกนรกเท่าขนโค” คำนี้เราได้ยินเขาพูดกันมานานแล้ว ทำไมเขาพูดกันอย่างนี้? เราได้ยินแล้ว เราก็กลัวจนขนหัวลุก หมายความว่า คนขึ้นสวรรค์เพียงเท่าเขาวัว คือ สองคนเท่านั้น แต่คนตกนรกเท่ากับจำนวนเส้นขนของวัว นี่ก็คือ มนุษย์เกิดมาเท่าไรตกนรกกันหมด ! มีได้ไปสวรรค์เป็นน้ำกระสายยาเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถามตัวเองว่า เราเกิดมาทำไม? เพราะเราเกิดมาแล้วเราต้องตาย ตายแล้วไปตกนรก ไปสู่ความทุกข์ยาก ไปสู่การทรมาน แล้วเราจะเกิดมาทำไม? ถามตัวเองเช่นนี้ ถามเท่าไรก็ยังตอบคำถามไม่ได้?

     คนดี ๆ จำนวนมาก ไม่น่าจะต้องตกนรก เพราะเขาทำความดี เขาทำการกุศล เราก็รู้เราก็เห็นอยู่ เป็นเพราะเหตุใดเขาจึงตกนรก? นี่คือคำถามที่เราจะต้องหาคำตอบ

     ไม่มีใครในโลกที่เกิดมาแล้วจะไม่ทำผิด แต่เป็นเรื่องเล็กน้อย ความผิดเล็กน้อยอย่างนั้น จะทำให้เราตกนรกหรือ?

     นี่คือคำถามที่เราต้องการหาคำตอบ แต่แล้วเราก็ไม่ได้คำตอบ

     ที่แน่ ๆ คือ พวกเราตกนรกไปแล้ว ข้าพเจ้าไปเห็นแล้ว เกิดความสลดใจ เกิดความสลดใจก็เป็นเรื่องของท่าน แต่การคิดแก้ปัญหา เราไม่มีความคิดในเรื่องนั้น จนปัญญาด้วยประการทั้งปวง

     ตอนนั้นเป็นตอนที่ทำวิชาปราบมารใหม่ ๆ จำได้ว่า เข้านิโรธไปถาม “ต้นใหญ่” ซึ่งเป็นผู้ปกครองใหญ่นิพพานกายธรรมทั้งหมด เราไม่ถามนิพพานอื่น เพราะทรงเป็นพระพุทธเจ้ายุคหลัง ๆ ต้องไปถามผู้มาเป็นพระพุทธเจ้าในโลกก่อนใคร ๆ (ตอนนั้นยังไม่คุ้นกับต้นนิพพานเป็น จึงไม่กล้าไปถาม) จำได้ว่าทูลถามพระองค์ดังนี้

     “ขอพระองค์ได้ทรงโปรด ขออนุญาตทูลถามความรู้พระองค์สักเรื่องหนึ่ง”

     ทรงถามว่า “เรื่องอะไร?”

     “เมื่อครั้งพระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนั้น ภูมินรก อเวจี และโลกันต์ เป็นอยู่อย่างไร? มีความเป็นมาอย่างไร?”

     ทรงตอบว่า “ก็เห็นเป็นอยู่แต่ครั้งนั้นแล้ว”

     อีกคำถามหนึ่ง ถามพระองค์ว่า “มีใครไปแตะต้องบ้างหรือไม่?” ทรงตอบว่า “ไม่มีใคร ! แต่เห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำดำริอยู่ หลวงพ่อไม่ทันทำอะไร หลวงพ่อก็มรณภาพเสียก่อน” ทรงตอบแก่ข้าพเจ้าอย่างนี้

     เป็นอันว่า ภพนรก อเวจี และโลกันต์ มีมาแต่ครั้งใด เรายังจับความไม่ได้

     งานกำจัดภพทุคติถูมิ ยังไม่ได้คิด เพราะเกินความรู้ของเรา แต่การคิดถึงบุญคุณของผู้มีพระคุณต่อข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าคิดไม่เลิก คิดแล้วก็เข้าไปช่วย จำได้ว่าการช่วยในเบื้องต้น ก็คือ ลงไปในนรกก่อน พบญาติของเราบ้าง ไม่พบบ้าง ก็ให้เขาเรียนภาวนา ใครเห็นดวงใสแล้ว ใครเห็นกายธรรมเบื้องต้น กายของเขาจะเบา กายธรรมของเราขยายแผ่นฌานเข้า เอาไปไว้ในสวรรค์ชั้นหนึ่งทั้งหมด ทำอย่างนี้ทุกวัน แต่ได้ผลน้อย ที่เราเอาเขาไปไว้ในสวรรค์นั้น กลับตกนรกลงไปอีก เราก็บังคับให้เรียนภาวนาอีก ทำอย่างนี้นานปี

     งานที่สองคือ รายการผู้มีคุณแก่บ้านเมือง เข้ากายธรรมไปตามท่านเหล่านั้น ดั้นด้นไป ออกจากนรกขุมนี้ไปขุมนั้น ถามผู้ปกครองนรกเขาดูว่าใครอยู่ที่ไหน? บางทีเขาก็บอก บางทีเขาก็ไม่บอก ดวงของเราดีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผู้ปกครองขุมนรกไม่ว่าอะไรเรา แต่ผู้ปกครองบางรายแสดงความไม่พอใจ แต่ก็ไม่ทำอะไรเรา มีเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาก กว่าจะเสร็จงานรายการผู้มีคุณแก่บ้านเมือง ใช้เวลาทำงานเป็นปี แต่ไม่กล้าเล่า

     ต่อมาเกิดความเหิมเกริมขึ้นแก่ใจ นึกวิชาได้อย่างไรไม่ทราบได้ ทำลายภพทั้งปวงจนหมดสิ้น

     ทำได้ไม่ยาก เพราะไม่มีใครสู้ แปลกแท้ ๆ เราเดินวิชาดับภพ ดับเครื่องพันธนาการ ไม่มีใครมาต่อต้นเลย ยังจำบรรยากาศได้อยู่

     เรื่องที่วุ่นวายก็คือ สมาชิกในนรก อเวจี และสมาชิกโลกันต์ เอามาไว้ที่ตีนเขาพระสุเมรุทั้งหมด ไม่รู้จะทำอย่างไร ! ตัวเราเองก็เหนื่อยจากการเดินวิชา จึงออกจากนิโรธ บังเอิญลูกสาวของข้าพเจ้าคือ “ลูกกล้วย” ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็กเล็ก เราเคี่ยวเข็ญให้เรียนภาวนา เธอก็ไม่ขัดใจพ่อ ได้ให้ลูกกล้วยเข้ากายธรรมไปทูลถามพระพุทธองค์ (พระสมณโคดม) ว่างานของพ่อในขั้นตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เสร็จแล้วให้ไปหาแม่ชีถนอม อาสไวย์ ให้แม่ชีช่วยดูเรื่องราวให้ ได้ความอย่างไรให้กลับมาบอกพ่อ ลูกกล้วยเธอก็เข้ากายธรรมไปหาพระพุทธองค์ตามที่สั่ง

     กล่าวถึงแม่ชีถนอม อาสไวย์ ในตอนนั้นแม่ชีตายไปแล้ว ท่านอยู่ชั้นดุสิต

     ลูกกล้วยกลับมารายงานว่า พระพุทธองค์สั่งมาถึงคุณพ่อว่า “เรียนผูกแล้วต้องเรียนแก้” ส่วนคุณยายถนอมบอก “ให้พ่อรีบเข้ากายธรรมไปสั่งงานให้เสร็ว ตอนนี้เหตุการณ์วุ่นวายใหญ่แล้ว คุณหนูรับกลับไปบอกคุณพ่อเดี๋ยวนี้”

     ทันใดที่ลูกกล้วยรายงาน ข้าพเจ้าก็รีบเข้ากายธรรมไปที่เขาพระสุเมรุทันที ความวุ่นวานเกิดขึ้นเพราะสมาชิกที่ออกมาจากนรก สมาชิกที่ออกมาจากอเวจีและสมาชิกที่ออกมาจากโลกันต์มารวมกันที่นี่ ยังไม่ได้จัดระบบปกครอง จึงเกิดความวุ่นวาย ข้าพเจ้าก็ออกคำสั่งดังนี้

     สมาชิกที่มาจากโลกันต์ มอบให้อรูปพรหมปกครอง

     สมาชิกที่มาจากเอวจี มอบให้พรหมปกครอง

     สมาชิกที่มาจากนรก มอบให้ทิพย์ปกครอง

     จะลงโทษกันอย่างไร ก็สุดแต่จะเห็นสมควรต่อไป

     พวกเราลงโทษคนของเราเอง เราลงโทษกันเอง ไม่ให้มารมันมาลงโทษเหมือนกาลก่อน ข้าพเจ้าต้องการอย่างนี้ คือ ให้พวกเราปกครองกันเอง จะลงโทษอย่างไรก็ว่ากันไป ไปให้มารมาลงโทษพสกเรา เป็นการไม่ถูกต้อง โบราณท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อตกนรกแล้วแผ่นดินพูดไม่ได้ เราก็ไม่ได้เกิด แล้วปีไหนเล่าแผ่นดินจะพูดได้ หากตกอเวจีและโลกันต์ด้วยแล้ว การกลับมาเกิดเลิกพูดกันทีเดียว

     กล่าวถึงดวงบุญทีเราทำไว้ขณะที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนั้น พอกายมนุษย์หมดลมหายใจ มารมันก็มาลอกคราบดวงบุญที่ศูนย์กลางกายของเราตั้งแต่วินาทีนั้นแล้ว เมื่อดวงบุญถูกลอกคราบไป เราอยู่ในฐานะไม่มีบุญรักษา แล้วเราก็ไปสู่ทุคติภูมิคือ นรกอเวจีและโลกันต์ตามระเบียบ

     ต่อไปนี้ ถ้าใครตายไป ก็ต้องไปถูกสอบสวนที่เขาพระสุเมรุก่อน ใครทำบาป เจ้าพนักงานเขาจะพิจารณาโทษ ใครทำการกุศล เขาก็ส่งไปสุคติภูมิตามสัดส่วนแห่งความดี

     พนักงานเขาอาจถามท่านว่า “รู้จักนายการุณย์ บุญมานุช หรือไม่ ?” ท่านที่ตอบว่าไม่รู้จัก จงระวังตัวให้ดี ! เขาจะไม่ลดหย่อนผ่อนปรนอะไร แต่ถ้าตอบว่า “ผมรู้จักเป็นอันดี ผมนี้แหละเป็นมือขวาให้ลุงการุณย์ บุญมานุช เผยแพร่วิชาธรรมกาย” หากตอบอย่างนี้ จงระวังตัวให้ดี เขาจะปูนบำเหน็จรางวัลแน่นอน เขาจะชวนคุยอะไรอีก เช่นถามท่านว่า “ลุงการุณย์ บุญมานุช สุขสบายดีหรือ? กายมนุษย์เจ็บไข้บ้างหรือเปล่า? พิมพ์ตำราวิชาธรรมกายไปถึงไหนแล้ว? ปราบมารได้ถึงไหนแล้ว? ทำไมคุณจึงรีบกลับมา? คุณกลับมาแล้ว ใครจะเป็นคนช่วยลุงการุณย์?” เขาถามอย่างนี้ ให้ท่านตอบไปตามที่รู้เห็น รายใดพบอย่างนี้เรียกว่าดวงดีได้โชคหลายชั้น

     ตามที่บรรยายมานี้ เป็นผลงานในหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” จะเอาให้ดี ท่านต้องไปอ่านทบทวนใหม่

     เป็นเรื่องที่น่าดีใจ ภพทุคติภูมินี้มีมาล้วนแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ เป็นเครื่องมือมารที่ใช้ทรมานพวกเรามาแล้วนานแค่ไหน? เราก็ไม่ทราบได้ การที่เราดับภพทั้งปวงนี้ได้ ต้องว่าเป็นโชคของเราแล้ว ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะได้ผลงานนี้ เหมือนหนึ่งฝันไป ยังถามตัวเองอยู่ทุกวันนี้ ว่าเราทำได้อย่างไร ! ยังหาคำตอบให้ตัวเองอยู่ไม่ได้จนทุกวันนี้ หากเรากำจัดภพเหล่านี้ไม่ได้ ทำให้มรรคผลนิพพานล่าช้า เพราะต้องไปเวียนว่ายอยู่ในภพเหล่านั้น เสียเวลามาก ทำบุญทำทานมาบ้าง แต่ก็ถูกมารระเบิดเอาไป โดยที่เราไม่มีความรู้ต่อสู้ เป็นเช่นนี้นานแค่ไหนเราก็ไม่ทราบ ทุกคนโดนมาอย่างนี้ทั้งนั้น และก็ไม่มีใครเอาเรื่องราวมาเล่าให้ชาวโลกได้ทราบเลย ได้ยินมาบ้างก็ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้น

     เห็นแล้วหรือยัง ! ทำบุญให้มารกิน ทำเงินเดือนให้โจรใช้ คืออย่างนี้ !

     มีใครช่วยเราได้ คิดดูเถิด มีใครช่วยเราได้ สุดท้าย เราตกนรก เพราะไม่มีใครทำกรรมดีได้ทั้งหมด มันต้องมีทำชั่วบ้าง แล้วมารก็อ้างเอาเหตุอันนั้น เอาเราตกนรกได้ทุกคน มารเขาทำมาแล้ว เขาหากินโดยวิธีนี้

     ใครจะเป็นผู้นำเรื่องสำคัญอย่างนี้มาเล่าให้ท่านฟังได้

     นี่คือ ผลงานปราบมารในภาค 1 ก่อนนี้ข้าพเจ้านึกเคืองธาตุธรรม ที่มาบังคับให้ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร ทำไมไม่ไปบังคับคนเก่ง ๆ ? เราไม่เก่งมาบังคับเราทำไม? นี่คือ ความในใจปีที่ทำวิชาปราบมารแรก ๆ ตอนนี้ไม่เคืองพระองค์แล้ว เพราะทรงรู้ว่าใครทำได้ ใครทำได้ เราจะไปรู้ดีกว่าพระองค์ได้อย่างไร? แต่การที่พระองค์ไม่ทรงให้เหตุผล ทำให้เราไปโวยวายกับพระองค์ เราก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน เพราะการทำเช่นนั้นจะเป็นการกระทบกันหลายอย่าง ก็มีความรู้กันทั้งนั้น ก็เก่งด้วยกันทุกคน ดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ใครเล่าที่จะทำงานให้พระองค์ได้ ท่านก็บังคับเอากับคนนั้น ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้ ความขุ่นเคืองทางใจจึงหมดไป เล่ามาถึงตรงนี้ พอดีนึกเรื่องในสมัยหลวงพ่อได้

     เรื่องมีอยู่ว่า มีคนมาขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ไขเรื่องอะไรจำไม่ได้แล้ว หลวงพ่อท่านก็สั่งให้แม่ชีถนอม อาสไวย์ ไปแก้ไข แต่ผู้นำพาไม่เอาแม่ชีถนอม กลับไปเอาพวกของตนไป พอกลับมา หลวงพ่อท่านก็ถามเหตุผล ปรากฏว่าตอบหลวงพ่อไม่ได้เลย หลวงพ่อก็นิ่งไม่ว่าอะไร หลวงพ่อไม่กล้าค้าน เพราะผู้นำพาเป็นผู้อุปการะวัด หลวงพ่อเกิดความเกรงใจ

     นี่คือความหลัง ที่ข้าพเจ้านำมาเล่า ไม่ทราบว่า แม่ชีถนอมอาสไวย์ ท่านมีความรู้ดีอะไร? หลวงพ่อท่านใช้ตลอดเวลา เมื่อมีงานที่ต้องใช้วิชาธรรมกายแก้ไข หลวงพ่อจะเรียกแม่ชีถนอมก่อนเสมอ ถ้าแม่ชีถนอมไม่อยู่ หลวงพ่อจะไม่พอใจ บางครั้งท่านก็พูดเอาแรง ๆ จะให้ดีต้องให้แม่ชีญาณี ศิริโวหาร ท่านเล่าความหลัง บังเอิญแม่ชีญาณี ศิริโวหาร ตายไปแล้ว เราก็เลยไม่ได้ฟังเรื่องดี ๆ เท่าที่ผมฟังดูก็เป็นเรื่องของแม่ชีถนอม อาสไวย์ ทั้งนั้น สรุปว่า แม่ชีถนอม อาสไวย์ มีธุระไปไหนไม่ได้ เพราะหลวงพ่อท่านเรียกใช้ตอลดเวลา เมื่อมีแขกมาหาหลวงพ่อ ก็มักมีปัญหามาให้หลวงพ่อช่วย พอหลวงพ่อรับทราบปัญหา ก็จะเรียกแม่ชีถนอมแล้วก็สั่งงาน

     “หนอมช่วยต่ออายุให้เขาด้วย”

     “หนอมแก้โรคให้คนนี้หน่อย”

     "หนอมช่วยตรวจดูให้หน่อย คนนี้เขาตายไปแล้ว ขณะนี้เขาอยู่ที่ไหน?” เป็นต้น คนอื่นหลวงพ่อท่านไม่ค่อยเรียกใช้

     ข้าพเจ้าดวงดี ที่เกิดมาได้พบแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านสอนวิชาให้ จนข้าพเจ้าแก้โรคได้ ปราบมารได้ สอนได้ ทำได้สารพัด ความรู้ที่เคยเรียนมาจากแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ท่านสั่งแก้ไขหมด รวมความว่า ความรู้ของข้าพเจ้ายกเครื่องใหม่หมดเลย เป็นอานิสงส์ทันตาเห็น ข้าพเจ้าแก้โรคได้ มีคนมาให้ข้าพเจ้าแก้โรคจำนวนมาก บางคนเขานึกถึงบุญคุณ เขาเอาเงินมาให้ ข้าพเจ้านำเงินนั้นไปพัฒนาสำนักของท่านทั้งหมด สร้างห้องน้ำ ต่อครัว เป็นต้น พอข้าพเจ้าย้ายราชการ การไปมาหาสู่ไม่เป็นปกติแล้ว ไปมาหาสู่กันยากขึ้น เพราะอยู่กันคนละจังหวัด สุดท้าย แม่ชีมาพักอยู่วัดปากน้ำ ข้าพเจ้าก็ไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการที่จังหวัดจันทบุรี แม่ชีป่วยและถึงแก่กรรมที่วัดปากน้ำ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าเสียใจที่อุปถัมภ์ท่านได้ไม่เต็มมือ เพราะความขาดแคลนของข้าพเจ้านั่นเอง แม้ว่าท่านตายไปแล้ว แต่ก็ยังดูแลวิชาของข้าพเจ้าอยู่ พรรคพวกของข้าพเจ้าตายไป ข้าพเจ้าก็เอาไปฝากท่านไว้ ท่านก็รับดูแลให้ ทุกวันนี้คิดเสมอว่า ถ้าไม่มีแม่ชีถนอมเพียงคนเดียว งานปราบมารมีขึ้นไม่ได้ ความรู้สึกอย่างนี้ไม่มีใครบอกเราได้ มีก็แต่แม่ชีถนอม อาสไวย์เท่านั้น ที่จะตอบปัญหาให้เราได้ เป็นธรรมกายเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ฝีมืออย่างแม่ชีถนอม เราจะไปหาที่ไหน? ถ้าแม่ชีถนอมไม่อยู่ ทำไมหลวงพ่อโกรธนัก ! ข้าพเจ้าจึงเข้าใจความหมายของหลวงพ่อ ทำไมหลวงพ่อไม่เรียกใช้เรา? เราเองก็เป็นธรรมกาย ก็เพราะไม่ถึงขั้น หลวงพ่อจึงไม่เรียกใช้ คือฝีมือของเราใช้การไม่ได้ หลวงพ่อท่านจึงไม่ใช้ นั่นเอง แต่เราก็เรียนมากับเขา อยู่ในหมู่พวกของผู้เป็นวิชาธรรมกาย

     ท่านต้องทราบน้ำใจของหลวงพ่อไว้อย่างหนึ่ง คือใครมาขอความอุปถัมภ์ หลวงพ่อท่านจะไม่ปฏิเสธ เราจะพบว่า ไม่ว่าใครที่ไหนต่างไปขอพึ่ง หลวงพ่อท่านไม่ปฏิเสธ ต่างก็อ้างว่าเรียนวิชาธรรมกายทั้งนั้น หลวงพ่อท่านรับไว้ทั้งนั้น เรียนจริงเรียนเล่นหลวงพ่อไม่มีเวลาดูแล หลวงพ่อท่านทำหน้าที่เป็นกงสีใหญ่ คือรับเลี้ยงทั้งหมด ใครที่ปรารถนาจะทำกรรมดีแล้ว หลวงพ่อยินดีทั้งนั้น ตรงนี้เอง บางครั้งหลวงพ่อก็พลาด ที่ว่าพลาดก็คือ แต่แรกก็ว่าเราปกครองกันได้ แต่พออยู่ไปเกิดว่ายากสอนยาก เกิดความหนักใจแก่หลวงพ่อ แต่หลวงพ่อก็ไม่ย่อท้อ ไม่ว่าใครมาขอพึ่ง หลวงพ่อก็รับไว้อีก ครั้นนั้นข้าพเจ้าเป็นนักเรียนฝึกหัดครู ไปเรียนวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำแล้ว ได้พบเห็นเหตุการณ์ ได้รู้ได้ทราบความเป็นไปของหลวงพ่อตลอดมา หลวงพ่อมีใจเป็นแม่น้ำ เคร่งวินัยเป็นเลิศ ไม่มีอะไรเป็นของตนเอง เทศน์มาเท่าไรตกเป็นของวัดทั้งหมด ไม่เคยหยิบเงิน เวลาญาติบ้านนอกมาเยี่ยม หลวงพ่อยืมเงินจากไวยาวัจกรให้ไป แต่เวลาหลวงพ่อได้กัณฑ์เทศน์ หลวงพ่อใช้หนี้วัดแถมยังให้ดอกเบี้ยด้วย เป็นประวัติอันงามที่ใคร ๆ คารวะหลวงพ่อ เนื้อหาของวิชาธรรมกายจะพิสดารไปเพียงไร ทุกคนเชื่อหลวงพ่อ ไม่โต้แย้ง เพราะความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อเป็นมูลเหตุ จึงชวนให้เชื่อและเคารพในความขาวบริสุทธิ์ของท่าน หลวงพ่อของเรานี้เข้าสูตรฤๅษีผอม ทุกอย่างตกเป็นของวัดหมด หลวงพ่อไม่มีเงินเลย ข้าพเจ้ามีวาสนาบารมีจึงได้พบพระอริยเจ้า ได้รู้ได้เห็นและได้สัมผัสของจริง

     จึงได้ข้อคิดว่า ผู้ค้นพบโมกขธรรมนั้น มีความเพียรอันกล้า มีความบริสุทธิ์อันเลิศ มีความเมตตาเป็นเยี่ยม ก็คือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เราได้มาพบเห็น นับเป็นบุญตา ต้องว่าเป็นวาสนาบารมีแต่ปางหลังของเราจึงได้พบ เราทำอย่างท่านไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

     มีหลายท่านถามข้าพเจ้าว่า วัดพระธรรมกายมีกรณีอื้อฉาว จะทำให้วิชาธรรมกายตกวูบหรือไม่? ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่ตกวูบ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล วิชาก็คือวิชา วิชาต้องทรงไว้ ศาสตร์ว่าด้วยวิชาธรรมกาย ข้าพเจ้าขยายความให้ทุกหลักสูตรแล้ว บัณฑิตย่อมค้นคว้าได้ เพราะมีตำราให้ทุกหลักสูตรแล้ว ใคร ๆ ก็ค้นคว้าได้ ก็เพราะเราไม่ทบทวนตำรา อาจทำให้เราเพี้ยนได้ในความรู้ อย่างมากก็แค่ภูมิปัญญาชาวบ้าน เราต้องยึดตำราให้แม่นไว้ หมั่นทบทวนตำรา ก็เราเรียนแบบชาวบ้าน ไม่ดูตำราไม่ทบทวนตำรา อย่างมากก็แค่ปัญญาชาวบ้าน จะให้ดีไปกว่านั้นเห็นจะยาก เราเอาคนมาบวชจำนวนหมื่นจำนวนแสน เอาเขามาเข้าค่ายเพื่อฝึกให้เป็นธรรมกาย ปรากฏว่าล้มเหลว ไม่มีใครเห็นธรรม ไม่มีใครเห็นธรรมกายคุ้มกับความเหนื่อยของผู้จัด ผลที่ได้ไม่คุ้มกับทุนที่เราทุ่มลงไป นั่นคือ ท่านสอนไม่เป็น ขาดการเรียนรู้ แต่อยากประกาศจำนวนให้มากเข้าไว้ เพื่อความโด่งดังของท่าน แต่แล้วผลงานล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่ต้องพูดถึงแก้โรค ไม่ต้องพูดถึงการตรวจภพภูมิให้แก่ผู้ตาย เพราะความรู้สูงเกินไป แม้สอนเบื้องต้นก็ไม่เอาไหน อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว แปลว่าความรู้ใช้ไม่ได้เลย ขอให้ปรับปรุงความรู้ใหม่

     อยากสอนเบื้องต้นให้ได้ผล อยากให้คนเห็นธรรมกายยกชั้น อยากให้คนเห็นธรรมกายหมดทั้งรุ่น ทำไมไม่อ่านตำราคู่มือวิปัสสนาจารย์? ตำราของข้าพเจ้ามีอยู่ทุกหลักสูตร ทำไมท่านไม่ค้นคว้า? แล้วจะรอบรู้ได้อย่างไร? หากอยากจะทราบว่าข้าพเจ้าและคณะของข้าพเจ้าสอนเฉียบคมแค่ไหน ไม่ยากเลย ! เชิญคณะของข้าพเจ้ามาสอนให้ดู ก็น่าจะทดลอง

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org