Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (4)
ปราบมาร 4 (4) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

ภาคความรู้ทั่วไป

การรบมาถึงตรงนี้ เกิดอะไรขึ้นแก่ข้าพเจ้า?

     มารเอาพระพุทธเจ้าของเราไป ทั้งนิพพานเป็นและนิพพานกายธรรม จำนวนพระพุทธเจ้านิพพานเป็นมีจำนวน 4

     ๔ อสงไขย ตามที่ต้นนิพพานเป็นทรงบอก ส่วนจำนวนนิพพานกายธรรมไม่ทราบว่าจำนวนเท่าไร? ข้อมูลที่บันทึกไว้จดบ้าง ไม่จดบ้าง บอกได้แต่ว่ามากมายเหลือเกิน นี่คือข้อมูลหนึ่ง

     มารเอาจักรพรรดิสำคัญของเราไป ไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร? มากมายเหลือเกิน

     มารมาระเบิดบารมีไปจากพระพุทธองค์ ระเบิดเอาไปจากจักรพรรดิ จากทิพย์ – พรหม – อรูปพรหม และจากมนุษย์โลก ไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร? มากมายนัก

     แปลว่า งานปราบมารมาถึงขั้นติดตามตามทรัพย์สิน เงินทอง ผู้คนที่มารมาลักขโมยไปกลับคืนได้หมด

     ผลที่เกิดแก่ข้าพเจ้าคือ ไม่ว่าจะไปนิพพานใด พระพุทธองค์ทรงยกย่องสรรเสริญ พูดเป็นเสียงเดียวกันหมด มาทางจักรพรรดิ ท่านก็ยกย่องสรรเสริญ มาทางทิพย์ – พรหม – อรูปพรหมบ้าง ได้ยินแต่ยกย่องสรรเสริญกันทั่ว เราได้ยินเข้าเราก็ชื่นใจ อีกใจหนึ่งก็คิดว่า คำชมทั้งปวงนั้นเป็นยาหอม หลอกให้เราปราบมาร งานปราบมารยังไม่เสร็จแค่นี้ ยังจะมีต่อไป

     ค่าของชีวิตอยู่ตรงนี้ เกิดมาเป็นนายการุณย์ บุญมานุช ก็ต้องถูกบังคับให้ทำงานอย่างนี้ งานได้เงินเราไม่ได้ทำ ดวงของเราเจอแต่งานอันตราย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านที่เป็นธรรมกายทำงานอย่างนี้ อยากให้ท่านไปดังในธาตุในธรรมบ้าง ข้าพเจ้าดังมามากแล้ว ขอให้ท่านไปดังแทนบ้าง ข้าพเจ้าไม่อยากดังเลย แต่มันดังเอง การดังในมนุษยโลก เป็นการดังไม่จริง เพราะดังในหมู่ผู้มีกิเลส จะไปเชื่ออะไรได้ เพราะเป็นความคิดของคนมีกิเลส เราจะไปยึดมั่นได้อย่างไร ! จิตใจของคนมีกิเลสขึ้นลงไปตามอากาศ เราไปยึดมั่นถือมั่นไม่ได้

     ข้าพเจ้ากล่าวเสมอว่า ข้าพเจ้ายอมแพ้ทุกคน ไม่ว่าใคร ! ข้าพเจ้ายอมแพ้ อย่าเก่งกับข้าพเจ้าเลยข้าพเจ้าแพ้แล้ว ใครจะว่าอะไร ! ข้าพเจ้ายอมแพ้ ยอมแพ้ทุกรูปแบบ แต่ข้าพเจ้าจะไปเก่งกับมาร ข้าพเจ้าไม่ยอมแพ้มาร ข้าพเจ้าขอสู้มารอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ขึ้นชื่อว่ามารแล้ว จงเรียงหน้าเข้ามาเถิด ข้าพเจ้าไม่ถอยเลย อย่าให้ข้าพเจ้าติดตามค้นหาเลย ข้าพเจ้าเข้าวิชาธรรมกายติดตามค้นหา ๑๖ ปีแล้ว ยังไปพบมารไม่ทั่ว พบแต่ที่หยาบ ๆ มารละเอียดยังพบไม่ทั่ว อยากพบให้ทั่ว จะได้รู้กันเสียทีว่า ใครจะแพ้ใครจะชนะ

     มารเขาสู้ไม่จริง เขาหนีสู้ คือหนีไปอยู่เหตุละเอียด เราตามไม่พบ การติดตามค้นหา ต้องใช้วิชาธรรมกายชั้นสูง แม้เรารวมธาตุธรรมภาคขาวทั้งหมดเป็นหนึ่งแล้ว คำนวณไปเท่าไร ก็ยังไม่พบเขาทั่ว พบแต่บางส่วนเท่านั้น ในส่วนที่เรายังไม่พบ คือมารระดับละเอียด เขาก็เอาระดับละเอียดนั้นมาปกครองเรา โดยที่รู้ญาณของเราไม่เห็นวิชาปกครองของเขา นี่คือปัญหาสำคัญ วิชาก็คิดกันแล้ว ทำแล้วทุกอย่าง แต่ยังพบมารไม่ทั่ว ยังกำจัดมารได้ไม่ทั่ว

     เมื่อกำจัดมารได้ไม่หมด ถือว่างานปราบมารยังไม่เสร็จ จะต้องทำต่อไป ถามว่าทำอย่างไร? ตอบว่า เดินวิชากันไป ได้วิชาใหม่ก็ใช้วิชาใหม่ วิชาใหม่ยังไม่ได้ก็ใช้วิชาเก่า ค้นคว้าเรื่อยไป เป้าหมายก็คือ เดินวิชาไปค้นหามาร พบแล้วก็กำจัด จนกว่ามารน้อยใหญ่จะถูกเราดับทั้งหมด นี่คือเป้าหมายของงานปราบมาร

ทราบหรือเปล่าว่าเดินวิชาไปแล้วจะได้ผลงานอะไร?

     ขอตอบทันทีว่า ไม่ทราบ ! ไม่ทราบอะไรทั้งนั้น เดินวิชาเรื่อยไป แต่บังเอิญไปพบเข้า อย่างกรณีที่เราพบพระพุทธเจ้าที่มารเองตัวไปกักกัน กรณีที่เราพบจักรพรรดิที่มารเอาไปกักกัน และพบดวงบารมีที่มารเองไปซ่อนไว้ในเหตุละเอียด การไปเห็นทั้งปวงที่กล่าวนั้น เป็นการบังเอิญทั้งสิ้น เราไม่ทราบล่วงหน้าเลยว่าเราจะพบอะไร? ข้าพเจ้าเดินวิชาไปตามบุญตามกรรม ธาตุธรรมท่านใช้เรา เราก็ทำตามที่ได้ เรื่องก็มีเท่านี้เอง

     เมื่อเราพบเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นเรื่องที่เราตกใจมาก ธาตุธรรมท่านก็เพิ่งรู้เพิ่งทราบพร้อมกับเราเหมือนกัน ธาตุธรรมท่านคิดกันเอง พระพุทธองค์ทรงประชุมกันเอง ให้ความเห็นว่าเป็นงานสำคัญ เป็นงานกอบกู้เอกราช แล้วก็ปะชุมใหญ่หมดธาตุหมดธรรม ทรงคำนวณดวงบารมีให้เรา เป็นรางวัลแก่เราในฐานะที่บากบั่นอดทนเดินวิชาปราบมาร

     เราจึงทราบว่าบารมีสำคัญคืออย่างไร? บารมีระดับไหน? งานอะไร? ต้องแยกประเด็นให้ออก หน้าที่ของเราก็คือ คอยดูความรู้ที่ธาตุธรรมท่านทำ ทำอย่างไร? มีขั้นตอนอย่างไร? ความรู้นี้ยังไม่มีใครรู้เลย แม้เรียนวิชาธรรมกายมาจนหมดอายุขัย ก็ยังไม่รู้เรื่องนี้ ได้แต่ทำตามกันไป ทำตามที่อาจารย์บอก ความรู้แท้จริงมีอย่างไร? ไม่มีใครรู้ทั้งนั้น ! ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้เห็นตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง แต่ก่อนไม่รู้เรื่อง อาจารย์เขาว่าอย่างไรก็ว่าตามเขา ผิดถูกไม่รู้ เขาว่าถูก ก็ถูกด้วย ความรู้ทั้งปวงมาชี้ขาดกันในตอนทำปราบมารแทบทั้งนั้น อย่างเรื่องการบูชาข้างพระที่ข้าพเจ้าเคยทำมา ความชัดเจนมาแจ้งเองในตอนที่ทำวิชาปราบมาร ครั้นทราบแล้ว แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่เป็นการรู้เฉพาะตนเท่านั้น แต่ก่อนเราไม่เคยคิดถึงข้อดีข้อเสีย แต่พอข้าพเจ้ามีอายุมากขึ้น และได้มีประสบการณ์ในการทำวิชาปราบมาร ข้อคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นทันที หากสิ่งที่บูชาไปถึงนิพพานจริง เราได้กำไรคือบารมี แต่ถ้าไม่ถึง เราขาดทุน ที่ว่าขาดทุนก็คือ เราไปบำรุงมารโดยที่เราไม่รู้ เพราะมารเขาซ่อนอยู่ในพระพุทธองค์ และเราก็ไม่รู้ว่า มารมันซ่อนอยู่อย่างไร? ความรู้ทางวิชาเรายังละเอียดสู้เข้าไม่ได้ จึงจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

     เรื่องนี้ขอพูดพาดพิงด้วยการเปรียบเทียบ เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจ ของมีค่าอย่างหนึ่งที่มนุษย์รู้ดีคือ ช้างเผือก เห็นช้างเผือกที่ไหน ! มนุษย์จะต้องคล้องเอามาไว้ในครอบครอง นางช้างก็รู้ว่ามนุษย์รู้ค่าของช้างเผือก หากนางรู้ว่าลูกของนางนั้นเผือก นางช้างก็จะหาวิธีพรางตามนุษย์ ด้วยการไปหาพืชในป่า เอาพืชนั้นมาเคี้ยวแล้วก็พ่นไปทั่วตัวของลูกช้าง เพื่อไม่ให้มนุษย์เห็นความเผือก แต่มนุษย์ฉลาดกว่า เมื่อดูผิวพรรณไม่ได้และดูสีของขนไม่ได้ ก็ต้องดูลักษณะอื่นประกอบ ที่เราเรียกว่า “ตำราคชลักษณ์” ในที่สุด! มนุษย์ก็คล้องเอาช้างเผือกมาได้ นางช้างจะหาวิธีปิดบังอย่างไร ก็ทำไม่สำเร็จ

     กลับมาดูเรื่องพระพุทธเจ้าของเรากับจักรพรรดิบ้าง แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่ทราบเรื่องเลย ได้มารู้เห็นในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง พระพุทธเจ้าก็ดีและจักรพรรดิก็ดี ไม่ว่าจะไปไหน อยู่ที่ใด? มารเขาจะต้องมากีดกัน ไม่ให้มนุษย์ได้เห็น เขาเข้ามาขัดขวางในทุกรูปแบบ ไม่ให้มนุษย์ได้รู้ได้เห็น เช่นเดียวกับนางช้างพรางตามนุษย์ ไม่ให้มนุษย์รู้ว่าลูกของนางเป็นช้างเผือก การที่นางช้างหวงลูกเผือก เพราะนางรู้ว่าลูกเผือกจะนำความสุขสมบูรณ์มาสู่นาง ไม่วันใดก็วันใด นางจึงหวงลูกเผือกยิ่งนัก เช่นเดียวกับมาเหมือนกัน เขารู้คุณค่าของพระพุทธเจ้า เขารู้คุณค่าของจักรพรรดิ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอยู่ที่ใด และไม่ว่าจักรพรรดิจะอยู่ที่ใด ย่อมจะเกิดความสมบูรณ์ที่นั่น เขาจะสวมรอยตรงจุดนั้น โดยที่ใครก็จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน มีการถวายทานที่ใด มารก็ฉวยโอกาสจังหวะนั้น เหมือนโจรที่เชี่ยวชาญคอยดักจี้ปล้นเวลาที่เราถอนเงินจากธนาคาร นั่นเอง แต่การที่มารมาจี้ปล้นนั้น เป็นการจี้ปล้นในธาตุในธรรม ยากต่อการเรียนรู้ เพราะมารเขามีวิชาละเอียดกว่าธรรมภาคขาว รู้ญาณอย่างเราจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ยากที่จะพิสูจน์และยากที่จะเรียนรู้ ไม่ใช่เรื่องที่จะรู้เห็นได้ง่ายเลย ข้าพเจ้ารู้เห็นได้ ก็ยกมือไหว้ฟ้าแล้ว ได้แต่สอนตัวเองว่า ถูกมารต้มเอาแล้ว จงรู้ไว้และจงรู้ไว้ อย่าไปโทษครูอาจารย์ของเราเลย ท่ามีเจตนาดี หากไปถึงจริง เราจะได้บุญบานตะไท ถ้าพลาดจะว่าอย่างไร? ไม่มีใครคิดกันเลย เข้าคำโบราณที่ว่า “เตะหมูเข้าปากหมา” ทันที มารเขามีวิธีสวมรอย แต่เราไม่รู้ ที่ไหนรวยก็ต้องระวังให้ดี มารเขามีส่วนได้ แต่เราไม่รู้ เขาไม่ขัดขวางสมบัติ ปล่อยให้เรารวยเช้าค่ำ เงินไหลมาเป็นพายุ มันจะต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรเป็นแน่! เรืองนี้เพิ่งจะเข้าใจในตอนที่อายุมากนี้เอง มารเขาบังคับได้หมด จะให้เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ เขาทำได้ทั้งนั้น จะให้ใครไปใครมา เขาทำได้ทั้งนั้น ได้เห็นเหตุการณ์กรณีปาราชิก ๒ รายที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ทำข่าวอยู่นานวัน ปรากฏว่าสาวกของผู้ปาราชิกออกมาให้การสนับสนุนจำนวนมาก จนดูไปว่าบ้านเมืองเรานี้ ไม่มีใครรู้วินัยพระสงฆ์เลยหรือ? เป็นพระมีเมียได้หรือ? เกิดการสับสนในบ้านเมืองเราแล้ว มารเขาบังคับได้ถึงเพียงนี้ นี่คือตัวอย่างที่เราเห็นอยู่ ขอให้เรายึดมั่นในความถูกต้องไว้ อย่าเอากำลังกองหนุนมาว่ากันเลย หากเราไม่ยึดกองหนุน มารจะไม่ได้ช่อง

     ตามที่บรรยายมานี้ ก็เพื่อให้เกิดข้อคิดแก่ท่านที่เรียนวิชาธรรมกายชั้นสูง โปรดคิดถึงข้อดีข้อเสียในทุกสิ่งที่เราทำ มารเขามีวิชาสูงกว่าเรามาก เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม กว่าจะรู้เห็นอะไรได้แต่ละอย่าง ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันทั้งนั้น ความรู้ใดและผลงานใดทีได้จากการทำวิชาปราบมาร เป็นสิ่งมีค่าเหลือคณานับ แต่ข้าพเจ้าก็บอกได้เท่าที่รู้เห็น บอกได้เท่าที่ไปถึงเท่านั้น ความละเอียดของวิชาในส่วนที่ข้าพเจ้ายังไปไม่ถึงและที่ยังไม่รู้ไม่เห็น ข้าพเจ้าก็บอกท่านไม่ได้

มีความคิดอย่างไรต่อการที่พระพุทธองค์และจักรพรรดิของเรากลับมาได้?

     ทันใดที่ผู้ใหญ่ในธาตุในธรรม คือผู้ปกครองใหญ่ในนิพพานสรุปผลงาน คือต้นใหญ่และต้นนิพพานเป็นทรงยืนยันว่า พระพุทธเจ้าของเราที่มารลักพาตัวไปและจักรพรรดิสำคัญกลับมาได้หมดแล้ว ข้าพเจ้าดีใจถึงกับกินข้าวไม่ลง ปลื้มใจไม่มีอะไรเทียบ เหตุผลที่ดีใจก็คือ การเป็นพระพุทธเจ้าของแต่ละพระองค์ไม่ง่ายเลย สร้างบารมีกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วน สุดท้ายจะต้องควักนัยน์ตาให้เป็นทาน ต้องยกลูกเมียให้เป็นทาน ต้องให้เขาได้ทุกอย่าง มิฉะนั้นก็เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ แบบธรรมเนียมการสร้างบารมีของธรรมภาคขาวเป็นอย่างนี้ ในส่วนของจักรพรรดินั้น ก็ต้องอำนวยความสมบูรณ์บริบูรณ์แก่โลกและแก่โพธิสัตว์เรื่อยไป นับชาตินับภพไม่ถ้วนเช่นกัน ชาวโลกที่ถูกศีลถูกธรรมท่านช่วย โพธิสัตว์ที่ถูกศีลถูกธรรมท่านช่วย ช่วยสารพัดเรื่อง สร้างบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้า บารมีไม่มากกว่าพระพุทธเจ้าก็ดูแลพระพุทธเจ้าไม่ได้ เข้าเกณฑ์นี้จึงจะเป็นจักรพรรดิได้

     บัดนี้ พระพุทธองค์มีทุกข์หนัก มารมาข่มเหงรังแกถึงขนาดเอาตัวของพระองค์ไปได้ เอาไปกักกันไม่ให้รวมหมู่รวมพวก บ้างก็เอาไปทรมาน สารพัดที่มารจะทำกับพระองค์ การที่เรารบไปพบพระพุทธองค์ในที่ตกยากเช่นนั้น รบกับมารจนในที่สุดเรารับพระองค์กลับคืนมาได้หมดเป็นเรืองที่ข้าพเจ้าดีใจ ถือว่าเป็นบุญใหญ่เป็นบารมีใหญ่ พระองค์รับสั่งว่า พระองค์หมดอนาคตแล้ว การพ้นทุกข์คราวนี้เหมือนได้เกิดใหม่

     คราวนี้ก็เป็นขั้นตอนการทบทวนความรู้กันใหม่ เราแพ้เขาด้วยความรู้ใด? จะแก้ตัวกันอย่างไร? จะทำวิชากันอย่างไร? เพื่อให้เราชนะมารให้ได้ เรื่องก็มีเท่านี้ เป็นเรื่องของนิพพานที่จะต้องคิดปรับปรุงกันแล้ว

     กล่าวถึงจักรพรรดิ ท่านไม่กลับไปนิพพาน มาอยู่กับ “ต้นปราบ” ทั้งหมด ไม่รู้กี่หมื่นกี่พันอสงไขยแล้ว ดวงกายสิทธิ์อันเป็นดวงของ “ตรีภพ” มีขนาดโตไม่เท่าไร เหตุใดจักรพรรดิน้อยใหญ่อยู่ได้หมด? ข้าพเจ้าก็ไม่มีความรู้ แต่ว่าใครจะมีบารมีเท่าไร? ใครจะใหญ่ใครจะโต? ใครจะมีความรู้อะไร? ใครเก่งใครไม่เก่งอะไร? ใครรู้มากรู้น้อย? ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ทราบก็คือ เดินวิชาให้ตรงกันหมด ทำวิชาอะไรก็ทำไป แต่วิชาตรงกันหมด วิชาอะไรก็ตรงกันหมด วันนี้เดินวิชาหยาบก็หยาบตรงกันหมด วันใดเดินวิชาโลดโผนก็โลดโผนตรงกันหมด นี่คือ ข้อสังเกตที่ข้าพเจ้าทราบ มีเรื่องเดียวที่ข้าพเจ้าไม่ชอบ คือ ข้าพเจ้าต้องทำวิชาทุกวัน เว้นไม่ได้ เป็นข้อบังคับ เพราะพระองค์จะต้องอาศัยกายมนุษย์ของข้าพเจ้าเป็นฐานทัพ กายมนุษย์ของข้าพเจ้าเป็นป้อมปราการ พอเดินวิชาไปถึงนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น นิพพานทั้งหมดเอากายมนุษย์ของเราเป็นฐานทัพอีก คราวนี้จะเดินรู้เดินญาณไปไหนก็ว่ากันไป จึงได้รู้ว่ากายมนุษย์ของเรานี้สำคัญที่สุด ไม่ว่ากายใดต้องใช้กายมนุษย์เป็นปราการ ถ้าไม่มีกายมนุษย์ของเรารองับ การรบกระทำไม่ได้ทีเดียว กายอื่นเปราะบาง กระทบกับมารก็แพ้เขา แต่ช่วยได้ในเรื่องรู้และญาณ การละลายมารจะต้องเอากายมนุษย์ไปดับ กายอื่นไม่มั่นคงเท่ากายมนุษย์ การที่เรามาเกิดในโลก วัตถุประสงค์สำคัญก็คือให้มีกายมนุษย์ ก็เพื่อจะเอากายมนุษย์ไปสู้มาร นั่นเอง

     ขอสรุปว่า การที่พระพุทธองค์และจักรพรรดิกลับมาได้ ข้าพเจ้าดีใจ แต่ดีใจได้ไม่นาน ด้วยใจของเราไปประหวัดถึงคำกล่าวของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านพูดแก่ข้าพเจ้า ๒ ประโยค ข้าพเจ้าจำได้ คือ

     (1.) ถ้าศึกษาฯ ดับมารไม่หมด มีหวังได้กลับมาเที่ยวในโลกมนุษย์อีก หมายความว่า ถ้าปราบมารคราวนี้ ยังดับมารไม่หมด ธาตุธรรมท่านให้มาเกิดใหม่ ให้มาปราบมารต่อนั่นเอง

     (2.) ศึกษาฯ ดับมาร ต้องดับให้หมด อย่าให้เหลือเศษ ในส่วนที่เรายังดับไม่หมดนั้น มารจะเอาส่วนนั้นมาปกครอง คราวนี้เราจะแก้อะไรไม่ได้ทีเดียว

     เราก็มาคิดถึงพระพุทธองค์และจักรพรรดิที่เราไปติดตามกลับมาได้นั้น หากเราดับมารที่ละเอียดได้ไม่หมด มันจะกลับมาเอาพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิของเรากลับไปอีกหรือเปล่า? ขณะนี้เราก็อายุมากแล้ว จะตายเมื่อไรเราก็ไม่รู้ ขณะนี้เรายังมีกายมนุษย์อยู่ เราก็ยังดูแลพระองค์ไว้ได้ ยังปกป้องพระองค์ได้ หากเราตายไป อนาคตของพะองค์จะเป็นอย่างไร? เราก็เดาเหตุการณ์ไม่ได้ ไม่ว่านิพพานใดและไม่ว่าจักรพรรดิใด ไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าตายทั้งนั้น ความหวังทั้งปวงอยู่ที่ข้าพเจ้าผู้เดียว ข้าพเจ้าทราบเป็นอันดี ปีนี้ข้าพเจ้าดวงดีขึ้น เพราะมีหลายคนเห็นความสำคัญในตัวข้าพเจ้า ต่างก็ส่งอาหารบำรุงไปให้ บางท่านส่งเงินไปให้ บอกว่า “สิ้นเปลืองเท่าไรไม่ว่า ขอแต่ให้ลุงการุณย์ บุญมานุช มีชีวิตอยู่คู่โลก เพื่อจะได้ประลองยุทธ์กับมารต่อไป หากลุงการุณย์ บุญมานุช ตายไป พวกผมจะไปอ่านหนังสือปราบมารได้ที่ไหน?”

     เลิกพูดเรื่องความตายกันได้แล้ว เพราเป็นการกระทบกระเทือนพระทัยผู้ใหญ่ในธาตุในธรรมของเรา คิดถึงต้นนิพพานเป็น คิดถึงต้นใหญ่ คิดถึงหลวงพ่อ จะเสียพระทัยขนาดไหน? คิดถึงพระพุทธองค์ทั้งปวง ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น ต้องเสียพระทัยอย่างใหญ่หลวง จักรพรรดิทั้งปวงก็ต้องเสียพระทัยไปด้วยกัน เพื่อเป็นการรักษาพระทัยของพระองค์ทั้งหมด ข้าพเจ้าต้องไม่ตาย ข้าพเจ้าไม่เคยปรารภอายุมากให้พระองค์ฟังเลย ไปปรารภว่าเราอายุมากแล้ว เท่ากับเอาเข็มไปแทงพระทัยทีเดียว อย่าพูดอย่ากล่าวเป็นอันขาดทีเดียว

     ในขณะนี้ ข้าพเจ้ามีสถานภาพเหมือนนักมวยคนหนึ่ง ตอนเย็นต้องออกไปวิ่ง บริหารร่างกาย ยกน้ำหนัก แล้วกลับบ้าน พักผ่อนครู่หนึ่ง แล้วก็เดินวิชารบกับมาต่อไป กายมนุษย์มีสุขภาพดี ทำให้พระองค์ดีพระทัยไปด้วย

     ดังนั้น การที่ท่านทั้งหลายให้การอุปการะแก่ข้าพเจ้า ก็คือ ท่านได้บารมีปราบมารไปกับข้าพเจ้าด้วย ท่านช่วยข้าพเจ้า ก็คือ ท่านช่วยธาตุธรรม ท่านช่วยพระพุทธองค์ ท่านช่วยจักรพรรดินั่นเอง ท่านทำวิชาไม่ได้ แต่ท่านช่วยอย่างอื่น ท่านทำถูกแล้ว การเงินที่ข้าพเจ้าได้ ไม่ว่าใครส่งไป พอข้าพเจ้าเข้านิพพาน มักจะถามข้าพเจ้าว่า “วันนี้ได้เงินหรือ?” ก็ตอบว่าคนนั้นส่งไปให้ คนนี้ส่งไปให้ นิพพานใดถาม หมายความว่า นิพพานนั้นจัดหาให้ คือ พระองค์จะลงมาเอง แล้วเดินสมาบัติแก่ใคร? แล้วคนนั้นจะนึกถึงข้าพเจ้าทันที แล้วก็จะส่งเงินไปให้ นี่คือ พระพุทธเจ้าทรงหาเงินให้ข้าพเจ้าใช้ นั่นเอง

     ข้าพเจ้าได้เงินแล้ว เกิดความไม่สบายใจอีก เกรงใจข้าวของเงิน ไปบอกแก่ธาตุธรรมท่านว่า ไม่สบายใจที่เขาให้เงิน ธาตุธรรมท่านกล่าวว่า “จะเอาอย่างไรกันแน่? เวลาไม่มีเงินก็มาขอกับข้า แต่พอใครเขาให้เงิน กลับเกิดความไม่สบายใจ จะเอาอย่างไรกันแน่?” ธาตุธรรมท่านว่าข้าพเจ้าเรื่องนี้บ่อย ๆ

     นี่ก็เล่าให้ฟังอย่างเปิดใจ

     วันใดที่ข้าพเจ้าได้เงิน พอเราเข้านิพพาน จะเห็นพระพุทธองค์ดีพระทัยผิดปกติ ทรงดีพระทัยว่าข้าพเจ้ามีเงินใช้ แล้วจะทำให้งานปราบมารดำเนินไปเป็นปกตินั่นเอง หากเราเอาใจไปประหวัดกับเรื่องการเงินการทอง เอาใจไปยุ่งกับเรื่องครอบครัว ก็จะทำวิชาไม่ได้ วิชาไม่ก้าวหน้า พระพุทธองค์จึงต้องช่วย และจักรพรรดิท่านก็ช่วย แต่การช่วยนั้นทำเท่าที่ได้เท่านั้น เพราะมารเขาต่อต้านเต็มที่ เขาขัดขวางสมบัติเราเต็มที่ เขาระเบิดเราเต็มที่ เขาไม่ต้อการให้เรามีกินมีใช้ เมื่อเราขาดเสบียงคลังแล้ว เราจะแพ้ไปเอง ข้าพเจ้าจะได้อะไรแต่ละอย่างดูมันยากไปหมด ไม่เหมือนเขาอื่นที่เขารวยเช้ารวยเย็น หน้าที่ของเราก็คือ อดทนเข้าไว้ ทนอดเข้าไว้ ต้องคิดว่าเอกราชของธาตุธรรมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด อย่าหลงเงิน อย่าหลงชื่อเสียง อย่าหลงคำยกยอ

     นี่คือวิถีชีวิตของคนปราบมาร ตามที่กล่าวนี้เรียกว่าเปิดใจกันแล้ว

     หากเราไม่สละชีวิตอย่างนี้ แล้วใครเล่าที่จะสละ การที่ธาตุธรรมเจาะจงเอาเราไปปราบมารนั้น ทรงพิจารณากันหมดธาตุหมดธรรมแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แม้เราปฏิเสธก็ไม่รับฟัง บัดนี้ งานปราบมารมาถึงปีที่ ๑๖ เราหวนกลับไปดูผลงานที่เรารบ ที่เรารบมานั้นได้งานอะไรบ้าง? เหตุการณ์ที่ผ่านมา ๑๖ ปีนั้น รสชาติแห่งการรบกับมารมีเปรี้ยวหวานมันเค็มไหน? เราก็พบมาแล้วทั้งนั้น แล้วใครเล่าที่จะทนให้มารระเบิดอย่างที่เราอดทนมา? ธาตุธรรมท่านตัดสินใจถูกแล้ว ที่มอบหมายความวางใจแก่เรา เพราะเราสู้ไม่ถอย ยิ่งยากยิ่งชอบ ยิ่งลำบากยิ่งเดินหน้า จะมานิ่งดูดายให้มารมันมารังแกธาตุธรรมภาคขาวของเรา เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ายอมไม่ได้ เพราะเราเดินวิชามาแล้ว เราได้รู้ได้เห็นแล้ว ว่ามารเขาปกครองธาตุธรรมของเราทั้งหมด เราไม่รู้เห็นก็ไม่เป็นไร แต่เรารู้เห็น เราจะปฏิเสธการรู้เห็นของเราไม่ได้ เมื่อความจริงประจักษ์ชัดแก่สายตาเราเช่นนี้ มารก็ต้องมาประลองยุทธ์กับลุงการุณย์ บุญมานุช อย่างแน่นอน มารไม่มาต่อรองอะไรกับข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าไม่ใช่หลวงพ่อวัดปากน้ำ เราคือการุณย์ บุญมานุช จะประลองยุทธ์กับท่าน กองทัพของธรรมภาคมารมีเท่าไร โปรดเตรียมตัวต้อนรับให้จงดี ข้าพเจ้าไม่ผิดศีลผิดธรรม ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปกครองทั้งหมด ข้าพเจ้าต้องรับผิดชอบธาตุธรรมของข้าพเจ้าทั้งหมด ใครล่วงล้ำอำนาจปกครองของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะดับท่านทั้งหมด ข้าพเจ้าจะตรวจราชการของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าพบมารที่ใด? ถือว่าล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของข้าพเจ้า

     แล้วการรบก็เปิดฉากขึ้นนับแต่วันนั้น

     ใช้เวลารบแต่วันนั้น จวบจนวันนี้ คิดง่าย ๆ ๑๖ ปี ยังไม่มีการยุติสงคราม ยังไม่มีการสงบศึก ไม่มีกติกา ไม่มีศาลสถิตยุติธรรม ไม่มีกรรมการตัดสิน มีผลงานนำเสนอผู้คงแก่เรียนเป็นหนังสือปราบมาร เล่มนี้คือ ปราบมารภาค ๔

     เราอย่ายอมให้มารมาต่อรอง ปกติเขาจะมาต่อรอง อย่างยุคของหลวงพ่อ มารเขามาต่อรอง ตามที่หลวงปู่ชั้วท่านเล่า ซึ่งข้าพเจ้าก็นำมากล่าวแล้วในปราบมารภาคอื่น เราก็ต้องพูดตัดหน้าไปก่อนว่าเราไม่ใช่หลวงพ่อวัดปากน้ำ มิฉะนั้น มารเขาได้ช่อง คือ เขาจะมาต่อรอง หากมีการต่อรองเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะพลิกผันไปในรูปใด? เราอาจหลงกลอุบายของเขา เช่นเขาบอกว่า เราอย่ามารบกันเลย สิ้นเปลืองบารมีเปล่า ๆ แล้วจะให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ จะให้เจ้านายที่มียศศักดิ์มาสนับสนุนยกย่อง จะให้มีสาวงามมารับใช้ มารเขาจะใช้ลูกไม้นี้ ซึ่งเขาทำได้ เพราะเขาบังคับได้หมด หากเราโดนกลยุทธ์นี้เข้า เหตุการณ์จะพลิกผันไปได้ คนที่เสียใจมาก็คือ ธาตุธรรมภาคขาวทั้งหมด โดยที่เราอ่อนแอเพียงคนเดียวเท่านั้น

     เพราะใคร ๆ ก็อยากรวย ใคร ๆ ก็อยากให้คนมีหน้ามีตามายกย่อง ใคร ๆ ก็อยากให้สาวงามมาปรนเปรอด้วยกันทั้งนั้น เราไปหลงใหลสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร ! นี่มันเรื่องเอกราชของธาตุธรรม

     ธาตุธรรมท่านแหลมคม ที่ท่านมามอบหมายงานปราบมารแก่เรา ธาตุธรรมก็ทราบเต็มพระทัยว่า เราเป็นฆราวาส เราเป็นผู้ครองเรือน เราเป็นชาวโลกทีมีกิเลส แต่การที่ทรงบังคับเอาแก่เรานั้น จะต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่เราไม่ทราบ เราเอาแต่เถียงพระองค์ไม่ลดละ จะไม่ให้เราเถียงได้อย่างไร ก็ความรู้ของเราไม่เห็นจะเข้าท่า ดีแต่วันประชุมใหญ่วันนั้น “ต้นใหญ่” ท่านเสด็จมา องค์นี้แหละพูดกับหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อเอาอย่างนี้ ให้ศึกษาฯ รับคำแก่เรา”

     ทรงรับสั่งอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็เถียงคัดค้านอีก ดีแต่หลวงพ่อท่านห้าม “ศึกษาฯ อย่าเถียงท่าน”

     เมื่อหลวงพ่อห้าม ข้าพเจ้าก็ฟัง เพราะในตอนนั้นเราไม่รู้ว่า “ต้นใหญ่” คือใครและสำคัญอย่างไร? เรามารู้ทีหลังว่า “ต้นใหญ่คือผู้ปกครองใหญ่” องค์นี้แหละคือผู้ที่ให้หลวงพ่อมาเกิด หลวงพ่อท่านบอกทีหลัง เราจึงรู้ทีหลัง และองค์นี้อีกนั่นแหละที่สั่งให้ข้าพเจ้ามาเกิด พอเรารู้ความ จึงไปขอโทษท่านทีหลัง ไม่ทรงถือโทษ ทรงให้อภัย เรื่องของเรื่องก็คือเราไม่รู้เรื่อง ถ้าเรารู้เรื่องเสียแต่ต้น เรื่องขุ่นข้องหมองใจในธาตุในธรรมก็จะไม่มี อายมารมันเปล่า ๆ เรามาขัดแย้งกันเองทำไม?

     แต่เรื่องจะเรียบร้อยไม่ได้ เพราะเขาเข้าแทรก มารเขาไม่ต้องการให้ข้าพเจ้าปราบ จะเอาอะไรขอให้บอกเขา แต่ธรรมภาคขาวจะให้ปราบ จึงมอบอำนาจให้เราปกครอง การมอบอำนาจทำเปิดเผยไม่ได้ เพราะจะทำให้มารเกิดการเคลื่อนไหวก่อน การเคลื่อนไหวของเขา จะไปในรูปแบบใด เรายังไม่ทราบ เป็นการชิงไหวชิงพริบกัน ต่างฝายต่างมีชั้นเชิง

     กลับมาอีกมุมหนึ่ง คือ ฝ่ายธาตุธรรมของฝ่ายเราบ้าง ผู้ใหญ่ในธาตุในธรรมท่านก็ว่า “ศึกษาฯ มัวกระบิดกระบวนอะไรอยู่ หน้าที่ของผู้ปกครองมีอย่างไรก็น่าจะรู้ ! ทำไมปล่อยมาเข้ามาเพ่นพ่านในธาตุธรรมของฝ่ายเรา?” เราก็เร่งเดินวิชาปราบสถานเดียว

     กลับมาอีกมุมหนึ่ง ทางฝ่ายมารเขาก็มาต่อว่าฝ่ายผู้ปกครองของภาคขาว “ทำไมให้ศึกษาฯ มาปราบพวกเรา?” ธาตุธรรมของฝ่ายเราตอบแก่เขาอย่างไร?

     “ศึกษาฯ เขาสร้างบารมีจนมีฐานะเป็นผู้ปกครองแล้ว ทางฝายมารมีอะไรก็ไปพูดกับเขา เรามอบอำนาจแก่เขาไปแล้ว มีอะไรไปพูดกับเขาเถิด !”

     แล้วจะมีมารหน้าไหนโง่มาพูดกับข้าพเจ้า เพราะมันกลัวถูกดับ

     สรุปแล้ว เป้าล่ออยู่ทีเราคนเดียว มารก็พุ่งเป้ามาที่เรา จะเล่นงานเราสถานเดียว ส่วนธรรมภาคขาวมีอะไรก็ให้เราออกหน้ารับคนเดียว เราเป็นเป้าล่อในทุกเรื่อง

     นี่คือชีวิตของข้าพเจ้า ต้องมาประสบพบอย่างนี้ ไม่คิดว่าเกิดมาชาตินี้จะต้องมาปราบมาร ความอยากรู้อยากเรียนวิชาธรรมกายนั้นมีอยู่ ต่อเมื่อรู้แนวทางแล้ว ก็นำไปประพฤติเฉพาะตน เรียนหนังสือจบแล้วก็ออกไปรับราชการ ไม่มีความปรารถนาที่จะมาโด่งดังในเรื่องวิชาธรรมกายเลย หากท่านอ่าน “ปราบมาร ภาค ๑” ท่านจะทราบความเป็นไปความเป็นมาของข้าพเจ้า

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org