|
วันที่ ๒๗ ธันวาคม เป็นวันเอกราชของธาตุธรรม
เราทราบตรงกันว่า จักรพรรดิภาคปราบทรงพระนามว่า “ต้นปราบ” ทำหน้าที่ปราบมารต่อจากหลวงพ่อ ทำหน้าที่เป็นจอมทัพ ตามที่นำมาเล่าแล้วในหนังสือปราบมารภาค ๒ นั้น เรื่องราวและความเป็นมาของ “ต้นปราบ” มีอย่างไร กล่าวไว้แล้วในหนังสือเล่มนั้น มาถึงเรื่อง “วันที่ ๒๗ ธันวาคม เป็นวันเอกราชของธาตุธรรม” ได้กล่าวไว้แล้วในหนังสือเล่มที่กล่าวนั้น วันนี้เป็นวันทบทวนความหลัง ว่าตั้งแต่ต้นปราบท่านมารับหน้าที่ปราบมารเกิดผลงานอะไรบ้าง ข้าพเจ้านำมากล่าวแล้ว หนังสือเล่มนี้ทั้งเล่มคือผลงาน กล่าวมาแล้วและถือว่าจบแล้ว แต่ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังก็คือ เราไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน เมื่อเรามารู้มาเห็นเข้า จึงทราบว่า ในธาตุในธรรมท่านเคารพกัน ท่านให้เกียรติกัน โดยเฉพาะงานปราบมารเป็นงานสำคัญสุดยอด เป็นงานจำเป็นยิ่งยวดไม่มีงานใดสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว เมื่อวันสำคัญนี้จะมาถึง ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ท่านเตรียมการกัน จักรพรรดิกายสิทธิ์ท่านเตรียมการกัน เพื่อจะคารวะต้นปราบ ในธาตุในธรรมท่านก็คอยว่าเราจะจัดอย่างไร สิ่งของบูชาประกอบไปด้วยอาหารคาวหวาน ดอกไม้หอมและผ้าไตร พอเราเดินวิชาเข้าไปถวายในนิพพาน ธาตุธรรมท่านนำมาถวายต้นปราบทั้งหมด ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็น จักรพรรดิกายสิทธิ์ในนิพพาน ท่านเข้ามาถวายกันหมด พอเสร็จขั้นตอนของภาคนิพพาน เราก็นิโรธกลับสู่กายมนุษย์ตัวเราเลิกเดินวิชา แต่เราคอยนิโรธดู ทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิกายสิทธิ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ท่านมาคารวะกันมาขาดสายตลอดวันนั้นและตลอดคืนนั้น การทำวิชาปราบมารต้องหยุดระยะหนึ่ง เมื่อโอกาสนี้ผ่านไป เราจึงเดินวิชารบเป็นปกติต่อไป คนมีบุญนั้นมีอยู่ มีหลายท่านส่งเงินไปให้ บอกวัตถุประสงค์ว่าบูชาต้นปราบ ข้าพเจ้าก็ทำให้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค จึงได้ข้อคิดว่า คนมีบุญนั้นยังมีอยู่ บุญสำคัญอย่างนี้จะมีคนทำได้กี่คน หรือไม่มีเลย นี่คือความคิดของข้าพเจ้า เราทำวิชาชั้นสูงไม่ได้ แต่เอาเงินของเราให้ข้าพเจ้าทำให้ ท่านก็ได้บารมีสำคัญ โดยที่ท่านคาดไม่ถึง เราคาดไม่ถึงว่าเราได้บารมีระดับนี้กับเขาแต่ท่านก็ได้แล้ว โดยที่ท่านไม่ทราบ จะมีกี่คนที่รู้และทำ นี่คือความคิดของข้าพเจ้า เขารบกันในธาตุในธรรม แต่เราอยู่เฉย ๆ โดยที่เราไม่ได้ร่วมอะไรเลย เรากลายเป็นคนไร้ค่า แม้พระบรมศาสดายังทำ แต่เราอยู่เฉยเราไม่รู้ไม่เป็นไร แต่รู้แล้วไม่ทำอะไรเลย มันหดหู่ใจ เมื่อเราเดินวิชาเข้านิพพานหากธาตุธรรมท่านพูดขึ้น ว่าเราไม่รู้หรือ เราก็เสียหน้า แถมเสียชื่อด้วย เพราะเราเป็นคนดัง เรื่องแค่นี้เราอ้างว่าไม่รู้ มันเสียหน้าเรามากอยู่ เรื่องปัญญาในการบุญนี้ มีคราวหนึ่งธาตุธรรมท่านใช้ให้ข้าพเจ้าไปปราบมารที่ประเทศอินเดีย ข้าพเจ้าไปอินเดียเมื่อปี ๒๕๓๐ หากท่านอ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ ท่านจะทราบรายละเอียด เรื่องมีอยู่ว่าไปไหว้สังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย มาถึงวันที่จะไปไหว้พระพุทธไสยาสน์เมืองกุสินารา การไหว้มีการปิดทองกัน มีเครื่องทองชุดเดียว แล้วเราจะทำอย่างไร บุตรภรรยาและญาติของเราไม่ไปด้วย มีเรามาเพียงคนเดียวเท่านั้นเกิดปัญหาขึ้นทันที ทองชุดนี้ข้าพระพุทธเจ้าปิดแทนบุตรภรรยา แทนญาติมิตรทุกคน แทนเพื่อสหธรรมมิกทุกคน แล้วเราก็ปิดลงไปที่พระพุทธไสยาสน์นั้น คือ ลูกเมียของเราเข้าไม่รู้ ญาติของเราเขาไม่รู้ เราก็ทำแทนไปเลย เขาเลยพลอยได้บารมีไปด้วยโดยที่เขาไม่ทราบ ในการบูชาวันเอกราชของธาตุธรรมก็เช่นนั้น ลูกเมียเราเขาไม่รู้ และญาติของเราเขาไม่รู้ เขาไม่เป็นธรรมกายเหมือนเรา ข้าพเจ้าหยิบเงินขึ้นมาจำนวนหนึ่ง แล้วอธิษฐานใจในนามของลูก เมีย ญาติมิตร และเพื่อสหธรรมมิกทุกคน ทำการกุศลในวันเอกราชของธาตุธรรม เราจับจ่ายใช้สอยไป เวลาธาตุธรรมท่านให้บารมี ปรากฏว่าลูกเมียของเราได้ด้วย และญาติมิตรได้ด้วย เขาเหล่านั้นได้ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว เราทำแทนให้หมดทุกคน ความหนักใจของต้นปราบเป็นอย่างไรในฐานะที่เป็น จอมทัพปราบมารแทนหลวงพ่อ หากท่านได้อ่านหนังสือปราบมารภาค ๒ ท่านจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของต้นปราบ ทันใดที่ต้นปราบเสด็จมา หลวงพ่อเราได้จังหวะทันที มอบงานปราบมารให้แก่ต้นปราบอย่างทันใด ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้และที่จะมีต่อไป ต้นปราบอยู่ในฐานะ “ผู้ปกครองใหญ่” ต้องรับผิดชอบในธาตุทั้งหมดในธรรมทั้งหมด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พูดอย่างตลกหน่อยก็คือ หลวงพ่อของเรารับเละอย่างไร ต้นปราบก็ต้องรับเละอย่างนั้น มันหนักใจไปหมดไปตรงไหนก็มีแต่มาร มาที่ไหนก็มีแต่มาร ต้องปราบทั้งนั้น ต้องเป็นหน้าที่ทั้งนั้น ขอบข่ายแห่งความรับผิดชอบ ดูไปแล้วมันครอบจักรวาล งานปราบมารยากแค่ไหน ลำบากเพียงไร เรื่องนี้จะให้ดีท่านต้องเข้ากายธรรมไปถามหลวงพ่อ ให้หลวงพ่อท่านบรรยายอย่างตรงไปตรงมา เราก็จะขนลุกขนชันและเหงื่อแตก เหตุใดต้นปราบจึงรับงาน จะไม่รับได้อย่างไร ก็ข้าพเจ้าทำวิชาอยู่ ข้าพเจ้าทำ ไม่ว่าใครจะนิ่งดูดายไม่ได้ จำต้องกระโดลงมาร่วมสังฆกรรม ข้าพเจ้าเพิ่งทราบในหนหลังนี้เอง แต่เดิมนั้น “ต้นใหญ่” ทรงวางแผนร่วมกับหลวงพ่อ จำได้ว่าต้นใหญ่ขอให้เรายืนยันเป็นคำพูด ให้รับคำว่า จะปราบมาร แต่เหตุการณ์วันนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับคำ แต่ก็ทำวิชาปราบมารมาจนถึงวันนี้ และมาถึงยุคของต้นปราบ จึงทบทวนความทรงจำเราว่า เราหลวมตัวไปทำวิชาปราบมารได้อย่างไร หากท่านอ่านปราบมารภาค ๑ ท่านคงจำเหตุการณ์ได้ เพราะได้เล่าไว้แล้ว วันนี้ได้คิดว่าเหตุใดต้นใหญ่ทรงรู้ว่าคำพูดของเราเชื่อได้ และงานปราบมารดำเนินมาจนถึงยุคที่ต้นปราบเสด็จมารับงานเอง ตรงจุดนี้เองที่เข้าเป้าของต้นใหญ่ไม่พลาดเลย แต่ท่านไม่บอกเราแต่ต้น หากบอกความจริงแก่เรา เราก็ไม่ขัดข้อง ที่เราขัดข้อง เพราะความรู้ของเรามันไม่เข้าท่าเลย จะเอาความรู้ระดับอนุบาลไปปราบมารได้อย่างไร นี่คือข้อขัดข้องที่เราคิดในตอนนั้น คือ เราไม่ทราบว่าเรามีจักรพรรดิคู่บารมีฝีมือเยี่ยม เราไม่รู้ เราเพิ่งรู้วันนี้ วันนี้เป็นวันที่ต้นปราบหนักพระทัย หนักพระทัยในงานที่พระองค์รับผิดชอบ ไม่หนักแต่พระองค์เท่านั้น จักรพรรดิในกองทัพของพระองค์ก็หนักพระทัยไม่แพ้กัน มนุษย์ที่ร่วมหนักใจด้วยอีกคนหนึ่งก็คือข้าพเจ้า งานปราบมารไม่ง่ายอย่างที่ธาตุธรรมท่านคิด รสชาติแห่งการปราบมารมีอย่างไร ข้าพเจ้าทราบเป็นอันดี การที่หลวงพ่อถวายหน้าที่แก่ต้นปราบนั้น หลวงพ่อทำถูกแล้ว เพราะหลวงพ่อก็เอือมระอามานานแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ แต่เราเป็นศิษย์หลวงพ่อ จะไม่ช่วยหลวงพ่อเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยนึกเคืองหลวงพ่อ แต่ระยะนี้ไม่เคืองท่านแล้ว เพราะอะไรหรือ ก็เพราะมารู้เองมาเห็นเอง เห็นใจทุกคนที่ปราบมาร มันไม่ง่าย หลวงพ่อของเราเหนื่อยมามากแล้ว รับเละมามากแล้ว ให้คนอื่นเขารับเละกันบ้างเป็นไรไป ตามที่บรรยายมานี้ เรียกว่า เปิดใจพูดกันแล้ว ขอให้ท่านทั้งหลายเข้ามามีหน้าที่บ้าง ขอให้ท่านได้มาปราบมารบ้าง ที่เขายกย่องว่าเก่งนั้น น่าจะลองเดินวิชาดูบ้าง เรามาอวดเก่งในหมู่พวกเดียวกัน ไม่เข้าท่าเลย น่าจะไปเก่งกับมาร มันจะแลดูน่านับถือมากกว่า เป็นการเก่งนอกเวที ควรขึ้นไปประมือกับมารดีกว่ามาข่มเหงพวกเรากันเอง จักรพรรดิกายมนุษย์มีความเป็นมาอย่างไร ทันใดที่รบไปถึงจุดหนึ่ง ไปพบจักรพรรดิกายมนุษย์อยู่ในเหตุละเอียดที่มารเขาทำหุ้มเคลือบเอิบอาบไว้ เมื่อเราเดินวิชาไปถึงเข้า จักรพรรดิกายมนุษย์ก็หลุดออกมาจากเหตุละเอียดนั้น แล้วจักรพรรดิกายมนุษย์ก็มาอยู่กับเรา ตามที่ได้เล่ามาแล้วนั้น ทันใดที่พบเหตุการณ์เช่นนี้ ตกใจกันหมดทั่วธาตุตลอดธรรม เพราะไม่เคยเห็นจักรพรรดิกายมนุษย์ เพิ่งได้เห็นเพิ่งได้พบ จึงเป็นความรู้ใหม่ ได้ถามหลวงพ่อว่า จักรพรรดิกายมนุษย์นี้มีความเป็นมาอย่างไร ส่วนจักรพรรดิกายละเอียดที่อยู่ในกายของเราและที่เราพบในดวงแก้วกายสิทธิ์นั้น เราเข้าใจแล้ว เพราะเป็นธรรมชาติ คือ พอเราเกิดมา เราก็เห็น เราไม่สนใจสืบทราบความเป็นไป ความเป็นมา เพราะเราเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เรื่องจักรพรรดิกายมนุษย์นั้น เมื่อเราถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านค้นคว้าแล้ว บอกความรู้ให้ทราบไว้หน่อยหนึ่งจะเล่าให้ฟังดังนี้ หลวงพ่อท่านว่า จักรพรรดิกายมนุษย์นั้น แต่เดิมก็เหมือนอย่างเรานี้ คือ เป็นมนุษย์แต่สร้างบารมีมาก จนกายมนุษย์นั้นใสแล้วก็สำเร็จไปเลย เปรียบเทียบเหมือนพระพุทธเจ้านิพพานเป็นนั่นเอง แต่ทำหน้าที่คนละอย่าง นี่คือสรุปย่อที่หลวงพ่อท่านบอก เราก็จำความรู้ไว้ คราวนี้เรามาขยายความ พระพุทธเจ้ามีหน้าที่ในทางธรรม แต่จักรพรรดิมีหน้าที่ในทางโลก พูดให้กระชับหน่อยก็ว่า งานพุทธจักรเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า งานทางอาณาจักรเป็นเรื่องของจักรพรรดิ ดูไปแล้วก็เหมือนพระเจ้าแผ่นดินกับพระพุทธเจ้านั่นเอง พระพุทธเจ้าท่านก็แสวงหาโมกขธรรมและสอนเวไนยสัตว์ ส่วนพระเจ้าแผ่นดินก็ปกครองอาณาประชาราษฎร์ ประเด็นที่เราควรคุยกันก็คือ ทำไมมารมันจึงมาเอาจักรพรรดิกายมนุษย์ของเราไปได้หมด เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแต่ครั้งใดและเมื่อไร โดยที่เราไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบ เมื่อการรบมาถึงจุดที่เราไปพบจักรพรรดิที่มารเอาตัวไปกักกัน เอาไปซ่อน โดยที่สร้างเหตุปกครองให้อยู่ เหตุปกครองที่ว่านี้มารเขาทำขึ้น เมื่อไปอยู่ในนั้นเสียแล้ว รานิโรธไปไหนมาไหนไม่ได้เลย เหตุที่ว่านั้นมีอำนาจบังคับใจจิตวิญญาณ บังคับกาย เราอยู่ใต้บังคับแห่งมารขัดเจน ดีแต่ว่าเราไปเห็นเข้า เราไปพบเข้า หากเราไม่ไปรู้ไปเห็น ไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น และไม่ทราบว่าจะอยู่ในเหตุกักกันนั้นไปนานอีกแค่ไหน นี่คือความคิดของข้าพเจ้า อีกประการหนึ่ง ได้ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อครับ ทำไมจักรพรรดิมีบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้า หลวงพ่อท่านตอบว่า ต้องมากว่าซี เพราะจักรพรรดิมีหน้าที่ดูแลพระพุทธเจ้า หลวงพ่อท่านตอบอย่างนั้น เราก็จำไว้ แล้วเราก็คิดต่อไปว่าก็เมื่อมารมาเอาจักรพรรดิของเราไปได้ ตามข้อมูลที่เราพบในบัดนี้ แปลว่า เราไม่มีอะไรเหลือแล้ว รวมความว่ามารมันเอาไปได้ทั้งหมด ถ้าเราไม่ทำวิชาปราบมาร ไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้น เท่าที่ข้าพเจ้ารบมานี้เพียง ๑๐ กว่าปี ยิ่งรบและยิ่งเดินวิชา ได้พบได้เห็น มีแต่ฝ่ายเราแพ้มารทุกรูปแบบ ตามหนังสือปราบมารเล่มต่าง ๆ ที่เสนอมาแล้ว ขอให้ท่านได้ทราบไว้แต่วันนี้ ข้าพเจ้าพยายามเผยแพร่ความรู้ เพื่อที่จะได้พบคนมีบุญที่มีความรู้มาช่วยกันปราบมาร วิชาปราบมาร ต้องทำต่อไป เรื่องราวและเนื้อหาสาระจะมีอย่างไรต่อไป โปรดมาพบกันใหม่ในหนังสือปราบมารภาค ๔ ขอให้ทุกท่านเข้าถึงวิชาปราบมารทุกท่านเถิด ด้วยความปรารถนาดีจากกระผมผู้เขียน (นายการุณย์ บุญมานุช) ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ๓๐ ส.ค. ๒๕๓๘ สารบัญ |