|
เป้าหมายแรกของการเดินวิชา ต้องรวมนิพพาน กายธรรมทั้งหมดซ้อนกับนิพพานเป็นทั้งหมดให้ได้ก่อน
ลำดับแรก เราเดินวิชาเฉพาะตัวเราก่อน คือ เดินวิชา ๑๘ กายเป็นอนุโลมปฏิโลม โดยสับกายไปด้วยและซ้อนรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่กล่าวนั้น ให้ตัวเราใสทุกกายเสียก่อน ลำดับสอง เมื่อเดินวิชาอนุโลมปฏิโลมเสร็จแล้ว ให้วางแผนว่าคราวนี้เราจะสับและซ้อนรายการอะไรบ้าง กำหนดให้ละเอียดออกมา ว่ามีกี่รายการเมื่อกำหนดรายการที่จะสับและซ้อนเสร็จแล้ว คราวนี้ให้เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลมใหม่ เพื่อซ้อนและสับรายการต่าง ๆ ให้ครบตามที่เรากำหนดในการเดินวิชาคราวนี้ แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เดินวิชาซ้อนจักรพรรดิในกายของเราไปด้วย คือ จุลจักร มหาจักร บรมจักร แต่ว่าให้รวมจักรพรรดินอกกายที่เรามีเสียก่อน จะมากน้อยแค่ไหนให้มารวมไว้ที่ศูนย์กลางกายมนุษย์ทั้งหมด โดยจักรพรรดิทั้งปวงนี้ท่านจะซ้อนกายสับกายเป็นกายเดียวกับเราเป็นอัตโนมัติ และในกายของจักรพรรดินอกกายนี้ที่ศูนย์กลางกายของท่านทุกกายก็มี จุลจักร มหาจักร บรมจักรก็ต้องซ้อนและสับด้วย ครั้นเราซ้อนและสับจักรพรรดิทั้งปวงของจักรพรรดินอกกายแล้ว เราก็นำมาซ้อนและสับกับจุลจักร มหาจักร บรมจักร ในกายของเราในขั้นตอนต่อไป หากรชำนาญแล้วก็สับและซ้อนไปในคราวเดียวกันเลย ไม่ยากอะไร เมื่อได้หลักเกณฑ์อย่างนี้แล้ว เราก็เดินวิชาไปตามแผนของเราต่อไป ลำดับสาม รายการที่เราจะสับและซ้อน - กาย สิบ ศูนย์ เห็น จำ คิด รู้ - อายตนะภายนอก อายตนะภายใน ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ (กำเนิดเดิมเบื้องต้น) - นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ แว่น กล้อง ญาณ - กำเนิดเดิมเบื้องกลาง กำเนิดเดิมเบื้องปลาย
ส่งใจนิ่งลงไปที่ศูนย์กลางกายของเรา รวมจักรพรรดินอกกายของเราทั้งหมดมารวมเป็นกายเดียว ท่านจะสับกายกันเป็นกายเดียว ไม่ว่าจะมีจำนวนเท่าไร ท่านทำได้หมดเพราะกายใส ซ้อนกันได้สับกันได้ จากนั้นนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ตัวเรา ดวงธรรมของท่านกับเราก็สับกัน สิบ ศูนย์ตรงกัน ซ้อนกันเป็นอัตโนมัติ นิ่งลงไปที่ดวง เห็น จำ คิด รู้ นิ่งลงไปที่ดวงกำเนิดเดิม ซ้อนอายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ แล้วสับเข้าไปหากำเนิดเดิมท่ามกลาง ซ้อน อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ แล้วสับเข้าไปหากำเนิดบั้นปลาย ซ้อนอายตนะ ธาตุอินทรีย์ นิ่งแน่นเข้าไปในเหตุของ จุลจักร มหาจักร บรมจักร ทั้งของจักรพรรดิ และของตัวเรา จากนั้นนิ่งแน่นเข้าไปที่ดวงนิโรธ ดวงสมาบัติ ดวงตรัสรู้ ดวงคำนวณ คือที่กลางนั้นเป็นดวงในทั้งนั้น เมื่อสับมากรายการเข้า ก็จะยิ่งใสขึ้น คราวนี้ ซ้อนกำเนิดบั้นปลา เข้ามาหากำเนิดท่ามกลางและซ้อนเข้ามาหากำเนิดเบื้องต้น แล้วสับทั้งหมดเข้าหากายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) สุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักร แล้วสับทั้งหมดเข้าหากายทิพย์หยาบ ทิพย์ละเอียด พรหมหยาบ พรหมละเอียด อรูปพรหมหยาบ อรูปพรหมละเอียด โคตรภูหยาบ โคตรภูละเอียด พระโสดา ....พระอรหัตต์ละเอียด สุดเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ฯลฯ ลำดับสี่ คือ การสับกับกายธรรมของหลวงพ่อ ซึ่งอยู่ระหว่าง ภพ ๓ กับนิพพาน ที่นั่นเป็นดวงใสใหญ่ หากเราไม่นึกเราจะไม่เห็น เพราะธรรมภาคมารปิดไว้ ไม่ให้ใครรู้ไม่ให้ใครเห็น เราต้องนึกก่อนจึงจะเห็น หากเราไม่นึกเราจะเข้านิพพานไปเลย ในการสับกายกับกายธรรมหลวงพ่อ ให้คำนวณไปจนสุดละเอียดของกายธรรม เมื่อละเอียดดีแล้วจึงสับกาย และนึกสับไปให้ครบรายการตามที่เรากำหนดไว้แต่ต้นนั้น และให้นึกสับสุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักรของท่านด้วย ต่อมาคำนวณไปให้สุดละเอียดของหลวงพ่อก่อน ไม่ว่าจะอะไร เราคำนวณไปให้สุดไว้ก่อน จากนั้น จึงซ้อนกับกายธรรมของหลวงพ่อจากละเอียดเข้ามาหาหยาบ จนถึงกายศพของหลวงพ่อ การทำอย่างนี้ทำให้กายศพของหลวงพ่อมีกำลังขึ้นทันที เกิดอานิสงส์แก่เราแล้วชั้นหนึ่ง หลวงพ่อท่านเคยบอกแก่ข้าพเจ้า ยังจำได้ ศึกษา ฯ ทำอย่างนี้ ทำให้หลวงพ่อมีกำลังขึ้น เราก็จำไว้ จำวิธีไว้ คือเรียนไปดูไป ผิดก็เป็นครูถูกก็เป็นครู เพราะเราไม่รู้จะไปถามใคร แต่หน้าที่ปราบมารอยู่กับเรา เราต้องทำงานปราบมาร ต้องคิดวิชาอยู่เรื่อย การคิดนั้นทำได้ยาก เพราะมารปิดไปหมด ไม่ว่าอะไรมารขัดขวางทุกอย่างไป จากนั้น เดินวิชาสับจากกายมนุษย์ของหลวงพ่อไปจนสุดกายธรรมของท่าน ต่อจากนั้น ให้เข้านิพพานถอดกาย (นิพพานกายธรรม) ไปจนสุดนิพพาน ให้ท่องดับหยาบไปหาละเอียด ดับหยาบไปหาละเอียดไว้เรื่อยไป และท่องสุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักร ตลอดไป คำนวณให้สุดอดีต สุดปัจจุบัน สุดอนาคต ลำดับห้า เมื่อสุดนิพพานกายธรรมแล้ว ให้นึกซ้อนจากนิพพานละเอียดมาหาหยาบ เพื่อรวมให้เป็นกายเดียวกันทั้งหมด รวมทั้งสุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักรด้วย แล้วเดินวิชาจากกายธรรมองค์เดียวนี้ถอยหลังมาหากายมนุษย์ของพระองค์ แล้วเดินวิชาจากกายมนุษย์ของนิพพานกายธรรม (นิพพานถอดกาย) ไปให้สุดนิพพานเป็น สุดอดีต สุดปัจจุบัน สุดอนาคต สุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักร แล้วซ้อนกายจากนิพพานละเอียดมาหากายหยาบคือ กายมนุษย์ของพระพุทธองค์ ลำดับหก ขณะนี้เป็นกายมนุษย์กายเดียว แบบสุดเหตุจุลจักร มหาจักร บรมจักร จากนี้ไป เราตั้งต้นเดินวิชาใหม่ โดยตามลำดับที่สาม คือ สับกาย สิบ ศูนย์ เห็น จำ คิด รู้ อายตนะ อินทรีย์ ธาตุ โดยลำดับไปจากกำเนิดเดิมเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ฯลฯ จากนั้นเป็นขั้นตอน “ต่อรู้ต่อญาณ” และจากนั้นเป็น “ขั้นกลั่นรู้กลั่นญาณ” ต่อจากนั้น จึงคำนวณวิชาออกไป ไปหาเหตุที่เราต้องการ เป็นเรื่องของการแลบ ลั่น ย่อย แยก ดับ ละลาย ต่อไป เมื่อเข้าใจขั้นตอนแล้ว จากนั้นไปเป็นการรบแท้ การที่พระพุทธเจ้านิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ ก็เพราะเดินวิชาอย่างนี้ ตามที่กล่าวผลงานไว้แล้วนั้น และการที่เราไปพบเหตุที่มารเอาจักรพรรดิของเราไปซ่อนไว้ ก็เพราะเดินวิชาอย่างนี้ ตามที่กล่าวแล้วว่า วิชาซ้อนสับทับทวี เป็นการรวมพลังกัน แล้วก็ได้ผลงานตามที่กล่าวนั้น แต่การรวมพลังของเรานั้น เราทราบ แต่มารเขาทำอย่างไร เราไม่ทราบเลย คือ ได้แต่เขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขา หากเรารู้เขา ป่านนี้งานปราบมารเสร็จไปนานแล้ว อาณาจักรแห่งมารมีเพียงใด เหตุที่มารทำไว้มีเพียงไร เราไม่ทราบ ได้แต่คำนวณไปตามบุญตามกรรมเท่านั้น เรื่องของการ “ต่อ” และเรื่องของการ “กลั่น” บรรยายไว้ชัดเจนแล้วในหนังสือ “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร” หากจะกล่าวอีกจะเขียนยาวความ แต่จะกล่าวย่นย่อพอเข้าใจ ดังนี้ เมื่อสับกำเนิดเดิมเบื้องต้นไปหาเบื้องกลาง และจากเบื้องกลางไปหาบั้นปลายแล้ว ให้เริ่ม “ต่อ” ก่อน คือ นิ่งไปกลางดวงเห็น นิ่งกลางดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ดวงนิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ ดวงแว่น กล้อง ญาณ ขณะนี้ทุกอย่างเป็นจุดเดียวกันหมด เป็นความสว่างจุดเดียว กลั่นก็คือ การทำเป็นอย่างเดียว คือ ดวงเห็น ก็รวมหมดของทุกสี ทุกสาย ทุกกาย ทุกองค์ ทุกวงศ์ แล้วก็ดับหยาบไปหาละเอียดของกลางของเห็นนั้น คราวนี้มากลั่นดวงจำ ก็อย่างเดียวกัน ทำไปจนครบรายการ เมื่อเดินวิชากลั่นแล้ว เราจะรู้ว่า เห็น จำ คิด รู้ ของเรากว้างไกลขึ้น ลำดับเจ็ด ส่งใจนิ่งแน่นลงไป ที่เห็น จำ คิด รู้ นี่คือใจ ส่งใจนิ่งไปที่กลางใจนั้น ละเอียดของใจก็คือจิต ส่งใจนิ่งที่จิตซ้อนลงไปที่ดวงวิญญาณ นิ่งลงไปเป็นจุดเดียวกัน นี่คือ ต่อแว่นต่อกล้องแล้ว ความเห็นที่ได้นั้นคือ ญาณทัสสนะ ที่ว่าต่อแว่นต่อกล้องส่องญาณก็คือ ดับหยาบไปหาละเอียดนั่นเอง คือ ความละเอียดของใจ ความละเอียดของจิต ความละเอียดของวิญญาณ ละเอียดไปเรื่อย ๆ คือ เห็นละเอียดขึ้น ไม่ได้หมายความว่า กล้องส่องทางไกลอย่างในโลกมนุษย์ เมื่อเราไปเห็นอะไรในเหตุละเอียดที่เราคำนวณไปถึง เราจะเห็นในตอนนั้น พอเหตุถูกทำลาย กายที่อาศัยจะออกมาต่อสู้กับเรา เราก็แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย จนกว่ากายเหล่านั้นจะดับทั้งหมด วิธีทำก็คือ คำนวณรู้คำนวณญาณออกไป ให้กายเหล่านั้นอยู่ในแวดวง อย่าให้หนีไปได้ แล้วก็พิสดารกายมนุษย์พิเศษของเราให้มากขึ้น เป็น เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด แล้วยิงเข้าไปในกายเหล่านั้น ลำดับไปให้สุดกายหยาบ สุดกายละเอียด แลบ ลั่น ย่อย แยก ให้สิ้นเชื้อ แล้วเราก็เดินวิชาดับหยาบไปหาละเอียดต่อไปไม่หยุดยั้ง แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ต้องท่องเรื่อยไป แล้วดวงปฐมมรรคของเรา ก็ทำหน้าที่เซฟทันที ดวงมรรคอื่น ก็ทำหน้าที่ ย่อย แยก ดับ ละลาย อัสนีธาตุ เหมือนอย่างงูกินสัตว์ทั้งตัว กลืนเข้าไปทั้งตัว ต่อไปสัตว์เหล่านั้นก็ละลายเหลือแต่กระดูก แล้วงูก็สำรอกกระดูกออกมา ดวงปฐมมรรคที่ทำหน้าที่รบได้นี้ ไม่มีทั่วไป เป็นบารมีเฉพาะตัวบุคคล ก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่ทราบ ก็ได้แต่จำตามเขา ได้ยินเขาพูดว่า เป็นเซฟ เป็นมรรค เป็นแก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ เห็นเขาพูดแล้วดูว่าเขามีความรู้ แต่เราไม่รู้ พอเรามาทำวิชาเข้าจึงรู้ ว่าทุกอย่างมาจากปฐมมรรคทั้งนั้น พอกายดำดับหมดแล้ว เราจะรู้สึกโล่งใจทันที นี่หมายความว่า รบไปเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น เหตุคือความว่าง เหตุคือนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ที่มารเขาทำไว้อย่างละเอียด เป็นนิพพานละเอียด เป็นภพละเอียด เป็นโลกันต์ละเอียด ในเหตุมีภพ ในภพมีเหตุ ในภพมีนิพพาน ยากต่อการที่จะกำหนดกฎเกณฑ์ ลำดับที่แปด เมื่อเสร็จภารกิจเหตุนี้แล้ว ต้องคำนวณต่อไปอีก ให้ละเอียดต่อไปอีก จนกว่าจะหมดเหตุขุ่นมัว จนกว่าจะหมดเหตุดำ ๆ การคำนวณก็คือ ดับหยาบไปหาละเอียดต่อไป หลวงพ่อท่านบอกว่า ต้องไม่ถอยหลังกลับ จนกว่าจะพบว่าไม่ว่าที่ใด เมื่อรู้และญาณทัสสนะของเราจรดลงไปแล้ว ต้องขาวทั้งหมด ต้องใสทั้งหมด ต้องสว่างขาวใสทั้งหมด เมื่อนั้นแหละจึงจะถือว่า หมดเหตุที่มารอาศัย คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่า รู้ญาณเดิมใช้การได้หรือไม่ คำตอบก็คือ รู้ญาณเดิมเห็นได้เฉพาะที่เราพบนั้นเท่านั้น เหตุที่ละเอียดกว่านี้ ต้องมาต่อรู้ต่อญาณกันใหม่ เพื่อให้รู้ญาณละเอียดกว่าเดิมให้ได้ จะได้เห็นละเอียดขึ้น วิธีทำก็คือ จากการรบเหตุที่แล้ว หากเห็นว่าดับมารขั้นตอนนั้นได้แล้ว ให้เดินวิชาปฏิโลมกลับมาหากายมนุษย์ใหม่ แล้วก็เดินวิชาจากกายมนุษย์ไปหากายธรรมใหม่ แล้วก็ไปสับกันใหม่ซ้อนกันใหม่ แล้วก็คำนวณต่อไปใหม่ การทำเช่นนี้ เป็นการให้กายทุกกายรู้เห็นเรื่องราวทั้งหมด เพื่อจะได้มาคิดวิชาสู้กันใหม่ เป็นการได้รู้ได้เห็นตรงหมด การคำนวณดับหยาบไปหาละเอียด ถ้ารู้และญาณติดขัดแปลว่า พบมารแน่นอน กรณีที่เราเดินวิชาคำนวณจากหยาบไปหาละเอียด ละเอียดไปนับอายุคำนวณไม่ถ้วน ไม่ถ้วนรู้ ไม่ถ้วนญาณ ไม่ถ้วนนิโรธ ไม่ถ้วนตรัสรู้ หากรู้ญาณฝืด ไม่คล่องตัว ไม่เร็ว ทราบเถิดว่า เราจะต้องพบเหตุที่มารอาศัย ต้องมีการดับกันแน่นอน กรณีทีเราดับหยาบไปหาละเอียดคล่องรู้คล่องญาณ แปลว่า เหตุที่เราผ่านมานั้นไม่มีมารอาศัย ปัญหาที่เราพบก็คือ คำนวณไม่เดินหน้าเลย เหมือนอยู่กับที่ แปลว่า มารเขามาหุ้มรู้หุ้มญาณ จนเราแทบไม่เห็นอะไรเลย กรณีเช่นนี้ รบยากมาก อีกกรณีหนึ่ง เดินวิชาไปแล้ว เดินวิชาไปแล้ว เหมือนมีภูเขามากำบัง รู้และญาณของเราไม่ทะลุไปได้ นี่คือปัญหา กรณีที่ถูกมารหุ้มรู้หุ้มญาณ เป็นปัญหาประจำวัน มีวิธีแก้ดังนี้ ให้นิ่งลงไปที่รู้ญาณของเรานั้น ให้ทะลุเหตุ หุ้ม เคลือบ เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปนเป็น สวม ซ้อน ร้อยไส้ ยิงกายมนุษย์พิเศษเข้าไปในเหตุนิพพาน เหตุภพ เหตุโลกันต์ สุดกำเนิดเดิมของเหตุต้น เหตุกลาง เหตุปลาย ดับละลายเครื่องปกครองเหตุ เครื่องปกครองนิพพาน เครื่องปกครองโลกันต์ ไปสุดหยาบสุดละเอียด พอเหตุถูกละลาย กายมารก็ออกมาปรากฏทันที แล้วเราก็รบอย่างที่เคยบอกมาแล้ว กรณีที่มารเขาทำเหตุรู้ญาณของเราไม่ทะลุ เรื่องนี้แก้ยาก อย่าเพิ่งทะลุ เพราะหากทะลุไปก็ไม่ได้อะไร ให้คำนวณข้ามไปก่อน คำนวณข้ามแล้ว ก็มาถึงคำนวณให้เลยเหตุสกัดรู้สกัดญาณ เพราะเหตุนั้นมาขวางรู้ขวางญาณของเรา เมื่อเราข้ามไปแล้วและเราเลยไปแล้ว แปลว่า เหตุเหล่านั้นหยาบลงแล้ว เราละเอียดกว่า เราก็ยิงกายมนุษย์เข้าไป แลบ ลั่น ย่อย แยก ฯลฯ ต่อไป พอเหตุถูกกำจัด ก็จะเห็นกายมาร เพราะเหตุเหล่านั้นเป็นนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ของเขา พอที่อยู่อาศัยพังลง เราก็เห็นกายของผู้อาศัยนั่นเอง ตามที่บรรยายมานี้ ได้พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็น ได้พบจักรพรรดิสำคัญ ตามจุดหมายที่ว่านี้ เป็นผลงานที่นำมาเล่าสู้กันฟัง ในเรื่องแสดงการเดินวิชานั้น แสดอย่างพอเข้าใจไว้เท่านั้น เรื่องที่เราจะต้องคิดต่อไปคืออะไร ดังจะแสดงต่อไปนี้ เหตุที่พบนี้อยู่ที่ไหนและอยู่อย่างไร ทำไมไม่คิดกำจัดเหตุที่ว่านี้ให้หมดเสียที ประเด็นที่ว่า เหตุเหล่านี้อยู่ที่ไหน และอยู่อย่างไร ตอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อรวมธาตุรวมธรรมได้แล้วก็นิโรธค้นคว้ากันไป ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป จึงได้พบที่อยู่อาศัยของมารเข้า เราเรียกว่าเหตุ เหตุละเอียดที่ว่านี้ยังไม่หมด ถามว่าเหตุที่ว่านี้อยู่ที่ไหน ตอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ต้องคำนวณไปเอง ไปรู้เองไปเห็นเองก็แล้วกัน ประเด็นที่ว่า ทำไมไม่คิดกำจัดเหตุที่ว่านี้ให้หมดไป คิดยิ่งกว่าคิด ธาตุธรรมก็คิด เราก็คิด แต่ความคิดยังไม่ก้าวไกล คือ คิดแล้วก็ยังทำวิชาดับเหตุนั้นไม่ได้หมด ปัญหานี้เรื้อรังมานานแล้ว จนบัดนี้ก็ยังแก้ไม่ตก สรุปแล้วตรัสรู้ของเราสู้มารเขาไม่ได้ การเดินวิชาของเราจึงเป็นแบบตามบุญตามกรรม สารบัญ |