|
ภาควิชาการ
การเรียนวิชาปราบมาร ไม่ง่ายตามที่เราคิด เราต้องเรียนความรู้ทั่วไปเสียก่อน เมื่อเรียนความรู้ทั่วไปรู้เรื่องแล้ว จึงไปเรียนเรื่อง นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ อันเป็นที่หลบซ่อนกายของธรรมภาคมาร แล้วจึงมาเรียนเรื่องเครื่อง ว่าเครื่องนั้นคืออะไร เครื่องปกครองคืออะไร อยู่ที่ไหน มารเขาปกครองสัตว์โลกด้วยเครื่อง เครื่องมาบังคับ ใจ จิต วิญญาณ ของสัตว์โลก ต่อมาก็เรียนเรื่องเหตุ ว่าเหตุคืออะไร มีกี่อย่าง อะไรบ้าง เหตุทำหน้าที่อะไร ต่อมา ก็เรียนกิริยาที่มารเขาส่งวิชา กิริยาที่ส่ง เขาทำอย่างไร เรียนธาตุธรรม ธาตุธรรมของพระกับของมาร ต่างกันอย่างไร มีกี่ลักษณะ วิธีดับกายมาร มีวิธีอย่างไร วิธีดับธาตุธรรม มีวิธีอย่างไร วิธีดับนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ของมาร มีวิธีอย่างไร แนะนำตำราเรียนหลักสูตรความรู้ทั่วไป ๑. ขื่อหนังสือ “แนวเดินวิชา หลักสูตรคู่มือสมภาร ของหลงพ่อวัดปากน้ำ” พิมพ์แล้ว ๒. ชื่อหนังสือ “แนวเดินวิชา หลักสูตวิชชามรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” พิมพ์แล้ว แนะนำตำราเรียนหลักสูตรปราบมาร ๑. ชื่อหนังสือ “ปราบมารภาค ๑” พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๓ ๒. ชื่อหนังสือ “ปราบมารภาค ๒” พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๖ ๓. ชื่อหนังสือ “ปราบมารภาค ๓” พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๙ แนะนำการเรียนที่ดีมีวิธีเรียนอย่างไร ควรเรียนจากครูอาจารย์ ตำรานั้นเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น อ่านหนังสือ ๑๐ เที่ยว ไม่เท่าฝึกกับอาจารย์หนึ่งครั้ง อ่านตรงไหนไม่เข้าใจ อย่าเกรงใจอาจารย์ ต้องถามอาจารย์เสมอไป ถามอาจารย์ให้ชัดว่า รู้ญาณที่เห็นนั้น อะไรจริง อะไรถูกหลอก มีวิธีเดินวิชาตรวจสอบอย่างไร ฝึกให้เป็น ทำให้ได้แล้วหาประสบการณ์ อย่างไรเรียกว่า ประสบการณ์ คือ ฝึกจริงนั่นเอง เข้านิพพานไป เดี๋ยวก็รู้เดี๋ยวก็เห็น เห็นแล้วต้องหัดแก้ไข เรียนกับอาจารย์ให้เจนใจ หัดแก้โรคให้เป็น อย่าไปเชื่อว่าโรคจะติดผู้แก้ ความเชื่อที่ว่าโรคคนไข้จะติดผู้แก้นั้น เป็นความเชื่อที่ผิด ข้าพเจ้าฝึกแก้โรครายแรกคือ แก้อาจารย์ อาจารย์ของผมก็คือ แม่ชีถนอม อาสไวย์ เข้าโรงพยาบาลหลายแห่งแล้วยังไม่หาย ถึงกับศิษย์จะเอาไปรักษาที่ประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าลองแก้ดู ปรากฏว่าท่านหายและเดินได้ บัดนี้ท่านตายไปแล้ว ยังไม่ได้แก้บนกับข้าพเจ้า บอกแก่ท่านว่า หากแก้คราวนี้หายจากโรค จะต้องชงน้ำชาแก้บน พูดคะนองใจไปอย่างนั้น สุดท้ายแม่ชีหายจากโรค ท่านชมว่าเราเก่งกว่าอาจารย์ ความจริงเราไม่เก่งอย่างท่านว่า เพราะเราก็เรียนวิชาแก้โรคจากท่าน พอท่านบอกความรู้ เราเดินวิชาทันที บอกอย่างไรเราทำตามทันที ข้อที่เราต้องจำก็คือ การแก้โรคต้องรักษาอารมณ์ให้ดี ให้มีอารมณ์บันเทิง ให้ใจเกิดความองอาจ แล้วก็เดินวิชา หากอารมณ์ยังไม่บันเทิง อย่าเพิ่งทำอะไร ถึงทำไปก็ไม่ขลัง ขอสรุปว่า การเรียนที่ดี จะต้องทดลองกับครู คนที่เก่ง อย่างเช่นคนเก่งทั้งหลายที่เรารู้จัก ท่านเหล่านั้นได้รับการฝึกโดยตรงจากหลวงพ่อทั้งนั้น ไม่ได้มีตำราอะไรมาก นักเรียนรุ่นหลัง ๆ ฝีมือเทียบยาก เป็นเพราะไม่ได้รับการฝึกโดยตรงจากครูนั่นเอง โปรดเข้าใจว่า ตำราเป็นเพียงแนวทางเท่านั้น เหตุใดจึงต้องฝึกจากครูโดยตรง การทำวิชาธรรมกาย ยากแก่การเรียนในทางโลก เพราะกิเลสคือศัตรูทางใจมาขัดขวางร้อยแปด ครูเขาช่วยละลายให้ได้โดยที่เราไม่ทราบ พอกายธรรมของครูผ่านกายของเรา กิเลสทั้งปวงที่รุมใจเรานั้นถูกละลายไปทันที เราจะรู้ว่า หากนั่งทำวิชากับครู เราจะทำได้นาน หากครูไม่คุม ประเดี๋ยวเราก็ขี้เกียจ ครูเขาช่วยเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น ท่านที่เรียนโดยที่ไม่มีครู จึงไม่เก่ง ไม่มีโอกาสเข้าถึงวิชา ได้แต่รู้จากตำราเท่านั้น การเดินวิชารบหรือที่เรียกว่าปราบมารนั้นมีกี่แบบ จะใช้กล่าวว่ามีกี่แบบกี่แนวนั้น ยังบอกไม่ได้ แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการเอาประสบการณ์มาพูดกันเท่านั้น โปรดอย่าถือว่าผิดหรือถูก เพียงแต่นำประสบการณ์มาคุยกัน หากเรายุติประเด็นตามที่กล่าวนี้ ข้าพเจ้าจะขอเล่าสู่กันฟัง การเดินวิชาสมัยหลวงพ่อเป็นอย่างไร คณะที่ทำวิชาทั้งหมด จะต้องเดินสมาบัติให้กายใสเสียก่อน เมื่อกายใสดีแล้ว เข้านิพพานทันที จะเข้าได้ละเอียดแค่ไหนหรือหยาบแค่ไหน สุดแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อเข้านิพพานแล้ว ไปซ้อนกายธรรมกับพระพุทธองค์ ดับหยาบไปหาละเอียดเรื่อยไป แล้วอาราธนาพระพุทธเจ้า ดังนี้ ขออาราธนาพระพุทธเจ้าในอดีต ในปัจจุบัน ในอนาคต อาราธนาครบสี ครบสาย ครบกาย ครบองค์ ครบวงศ์ ของภาคขาวทั้งหมด อาราธนาพระองค์มาเป็นรบ ตรวจงาน ทำงาน อาราธนามาเป็นเหตุสุด เหตุไม่มี เหตุว่าง เหตุดับ .............. ฯลฯ (เหตุ ๑๙ อย่าง ตามที่หลวงพ่อท่านสอน) มาเป็น นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ มาเป็น แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย มาเป็น ส่ง เสริม เติม ต่อ รอ ตัด ปัด ปิด ดึง ดูด ย่อย แยก ปะทะ ขวาง กัน ใย ยนต์ อายตนะ วิทยุ มาเป็น แว่น กล้อง ญาณทัสสนะ (เอามาเป็นอะไรบ้าง ดูให้ครบ คือให้มาทำหน้าที่อะไรนั่นเอง) จากนั้น ก็หยุดนิ่งบนนิพพานนั้น แล้วต่อแว่น ต่อกล้อง ส่องญาณทัสสนะ พบธรรมภาคมารที่ใดพบธรรมภาคกลางที่ใด ก็ย่อย แยก ดับ ละลาย กันไป พบนิพาน ภพ 3 โลกันต์ ของมารที่ใด ก็กำจัดกันไป การกำจัดนั้น ท่านให้เดินวิชาไปให้สุดเหตุ ๑๙ เสมอไป จนกว่าทุกจุดจะขาวสว่างใส นี่คือวิธีที่หลวงพ่อท่านสอน ใคร ๆ ก็ทำอย่างนี้ ตามที่กล่าวเป็นแบบย่อ เพื่อให้เข้าใจว่าวิชาในยุคนั้นท่านเดินวิชากันอย่างไร รายละเอียดทั้งปวง ขอให้ท่านติดตามค้นหาเอง การเดินวิชาที่ข้าพเจ้าทำอยู่นั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ความรู้และหลักวิชาเป็นของหลวงพ่อทั้งหมด เพราะที่แม่ชีถนอมท่านสอนนั้น ก็เป็นตามที่บรรยายแล้วนั้นแต่การเดินวิชาไม่เหมือนกัน ขอให้ท่านดูรายละเอียดในหนังสือปราบมารภาค ๑ นั้น ข้าพเจ้าจะไม่นำมากล่าว ขอให้ท่านไปค้นหาเอาเอง จะเห็นว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง และขณะนี้เป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องหลายแบบ หากแบบเดียวจะไม่ทันมาร คำว่าเหตุ พอเรามามีทำหน้าที่ปราบมาร ข้าพเจ้าเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง แต่มีหลักว่า ไม่ว่าจะพบเหตุเรียกชื่อว่าอย่างไร จำเป็นต้องเดินวิชาไปให้สุดเหตุ ๑๙ อย่าง ตามที่หลวงพ่อสอนทั้งนั้น หากเดินวิชาไม่สุดเหตุ ๑๙ พบว่ามารมันฟื้นคืนชีพได้แล้วในเหตุยังมีกำเนิดเดิมอีก เรายังเดินวิชาไปไม่ถึง เมื่อกำเนิดไม่ถูกดับ แปลว่า มารมันยังเกิดได้อีก งานเราจึงไม่แล้วเสร็จ ปราบกับไม่ปราบมีผลเท่ากัน เหมือนหนึ่งไปเกาให้คันเล่นเท่านั้น การเดินวิชาตามที่กล่าวนี้ พอมาถึงปีที่ ๙ วิธีนั้นใช้การไมได้แล้ว หยาบไปเสียแล้ว ใช้การไม่ได้แล้ว มารเขาจับทางวิชาของเราได้หมดแล้ว เหมือนมวยรู้เชิงกัน เราชกอย่างนี้ เขาก็แก้อย่างนั้น ไม่ได้ผล ต้องเปลี่ยนวิชาใหม่ ขณะนั้นเดินวิชาซ้อนสับทับทวี ในหนังสือปราบมารภาค 2 ได้กล่าวถึงวิชาซ้อนสับทับทวีได้บ้างแล้ว ขอให้ท่านลองทำดู วันนี้ กล่าวถึงวิชาซ้อนสับทับทวีอีก แต่ว่าละเอียดขึ้น อธิบายได้มากขึ้น และต่อไป จะเดินวิชาอย่างไร ยังตอบไม่ได้ ต้องรอให้โอกาสนั้นมาถึงเสียก่อน เพราะวิชาต้องเดินไปตามขั้นตอน จากหยาบไปหาละเอียด ขณะนี้วิชาซ้อนสับทับทวี ดูจะหยาบไปแล้ว การปราบมารโดยเดินวิชาซ้อนสับทับทวี วิชาซ้อนสับทับทวี เป็นความรู้ที่หลวงพ่อท่านสอน ขอให้ท่านอ่านหนังสือวิชชามรรคผลพิสดารของหลวงพ่อ ในบทที่ ๓-๔-๕ และบทที่ ๒๙ ซึ่งข้าพเจ้าเขียนแนวเดินวิชาให้แล้ว และพิมพ์ไปแล้ว เนื้อวิชามีอย่างไร ท่านต้องอ่านทบทวน ที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการเอาสรุปย่อมาพูดเพื่อประกอบความเข้าใจ ว่าในการเดินวิชาปราบมารโดยใช้วิชาซ้อนสับทับทวีนั้นทำอย่างไรเท่านั้น และต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ไม่ว่าวิชาอะไร ไม่ว่าบทใด มันเกี่ยวโยงกันหมด โดยไม่ต้องอ่านตำรา แต่จะเกี่ยวข้องมากหรือน้อยอยู่ที่ผู้ใช้ความรู้ ว่าจะใช้อะไรมากอะไรน้อย หรืออะไร ที่เราไม่ใช้เลย เหมือนหนึ่งเราเรียนจบปริญญาตรี เวลาเราไปสอบเราต้องตอบตามตำรา แต่เวลาไปตลาดเราเลือกความรู้มาใช้เฉพาะอย่างเท่านั้น หากไม่พูดกันให้ชัด อาจเกิดปัญหาว่า ตำราเขาไม่ทำอย่างนี้ เหตุใดคุณการุณย์ บุญมานุช ทำอย่างนี้ทำไม เมื่อเราเดินวิชาไปแล้ว ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติไปหมด เร็วปานจักรผัน แทบจับต้นชนปลายไม่ทัน ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น วิชาซ้อนสับทับทวี เป็นการรวมสรรพกำลังทั้งปวงของภาคพระทั้งหมดเข้าเป็น ๑ ไม่ว่าอะไรอยู่ใน ๑ ทั้งหมด แล้วก็เอา ๑ ทั้งปวงนั้นสืบรู้สืบญาณทัสสนะเข้าไป เข้าไปไหน เข้าไปหาเหตุ อันเป็นที่อยู่ของมาร พบแล้วจะได้กำจัด หากไม่พบแปลว่า คว้าน้ำเหลว แปลว่า ล้มเหลว การซ้อนสับทับทวี เป็นการทดลองกำลัง ระหว่างพระกับมาร ทางฝ่ายเราเอามาทั้งหมดแล้ว แต่ทางฝ่ายมารนั้นเรายังไม่ทราบ ทางฝ่ายพระเอามารวมสรรพกำลังแล้ว แต่ทางฝ่ายมารเขายังไม่รวมมาสู้กับเรา ฝ่ายเราเป็นฝ่ายติดตาม ฝ่ายมารเป็นฝ่ายถอยหนี แต่เขาหนีสู้ ไม่ใช่หนีเฉย ๆ ถามว่าเขาหนีไปอยู่ที่ไหน ตอบว่า เขาหนีไปอยู่ในเหตุละเอียด ที่รู้และญาณของพระตามไม่พบ แต่พอเราเผลอ เพื่อก็มาปรากฏให้เห็น มาแกล้ง มาแทรกในเรื่องทั้งปวง มาบังคับ มาปกครอง รู้ได้อย่างไรว่า มารเขามาบังคับ ขณะที่เรานิโรธเข้าไปนั้น เราจะเห็น แล้วเขาก็หนีไป โดยที่เรายังไม่ตั้งหลักอะไร กว่าที่เราจะไปรู้เห็น เพื่อมาบังคับในธาตุธรรมก่อนแล้ว เพราะรู้และญาณ ของเราไม่คล่อง มันฝืด มันช้า ยืดยาด แล้วเราก็เห็น “จุดดำ” เพียงแว๊บเดียว จากนั้น จุดดำหายไปแล้ว โดยที่เราตามไม่ทัน เขามาบังคับไม่ให้พูดอะไรแก่เรา ไม่ให้บอกอะไรแก่เรา เวลาเราถามอะไรพระองค์ พระองค์จะเฉย ๆ เราแปลกใจว่า ทำไมพระองค์ไม่รับสั่ง จะต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ ที่ไหนได้ เมื่อเราออกจากนิโรธแล้ว มารละเอียดเขาก็มาบังคับพระพุทธองค์ เพราะเรายังดับเขาไม่หมด เมื่อเราเรียนพูดกับพระพุทธเจ้าตามหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร เราก็แปลกใจว่า ทำไมพระพุทธองค์ไม่พูดกับเรา จะพูดได้อย่างไร ก็มารเขามาบังคับพระพุทธองค์อยู่ ความหมายของถ้อยคำซ้อนสับทับทวี ซ้อน หมายถึง เอากายหยาบไว้ข้างนอก เอากายละเอียดไว้ข้างใน การเดินวิชาก็ต้องเดินจากกายธรรมถอยหลังมาหากายหยาบ สับ หมายถึง เอากายละเอียดไว้นอก เอากายหยาบไว้ข้างใน การเดินวิชาก็ต้องเดินจากกายมนุษย์ไปหากายธรรม นี่คือ สับได้แก่อนุโลม ซ้อนได้แก่ปฏิโลม นั่นเอง คือสับก่อนแล้วค่อยซ้อน เราอาจใช้ถ้อยคำไม่ถูก แต่ทำให้ได้ก็แล้วกัน บางทีถ้อยคำอย่างหนึ่ง แต่เดินวิชาอีกอย่างหนึ่ง เดินวิชาได้ถือว่าใช้ได้ อย่ากังวลถ้อยคำเลย ทับทวี ก็คือ ทำให้มาก ทำให้ละเอียด จะทำอย่างไรก็ทำเถิด ทำให้มาก และทำให้ละเอียด เช่น เราจะทำกายให้มาก เราก็ตั้งดวงปฐมมรรคขึ้น แล้วเกิดกาย ตั้งดวงปฐมมรรคในกายที่เกิดใหม่ แล้วก็เกิดกายเรื่อยไป ทำให้มาก ๆ ทับทวีอีกความหมายหนึ่ง ก็คือ ดับหยาบไปหาละเอียดนั่นเอง คราวนี้มาดูคำว่า สับ และคำว่า ซ้อน ควรเป็น “สับซ้อน” แต่ตำราเรียกให้เรียก “ซ้อน” ก่อน “สับ” ก็เลยเรียก “ซ้อนสับ” กันมาจนชินปาก จึงอยากทำความเข้าใจกันในวันนี้ ในการเดินวิชา ขออย่าได้กังวลใจเรื่องถ้อยคำ อาจเรียกสับสน แต่ว่าเราทำของเราได้ ถือว่าใช้ได้ การซ้อนสับนั้น เราซ้อนอะไรบ้าง ในวิชชามรรคผลพิสดาร ท่านให้ซ้อนรายการต่าง ๆ ดังนี้ คือ ๑. ซ้อนกาย ๒. ซ้อน เห็น จำ คิด รู้ ๓. ซ้อนกำเนิดธาตุธรรมเดิม ๔. ซ้อนศูนย์ ๕. ซ้อนขันธ์ ๕ ๖. ซ้อนอินทรีย์ ๒๒ ๗. ซ้อนรู้ และอวิชชานุสัยหุ้มรู้ จนสุดหยาบสุดละเอียด ๘. ซ้อนคิด และกามราคานุสัยหุ้มคิด จนสุดหยาบสุดละเอียด ๙. ซ้อน เห็น จำ และปฏิฆานุสัยหุ้ม เห็น จำ จนสุดหยาบสุดละเอียด
การทำวิชารบ ซ้อนแค่นี้ไม่พอ ให้ซ้อน นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ แว่น กล้อง ญาณทัสสนะ ด้วย และซ้อน บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด อีกด้วย รายละเอียดดังกล่าวทั้งปวงนั้น ข้าพเจ้าอธิบายละเอียดพอสมควร ในหนังสือ “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” แล้ว พิมพ์ไปแล้ว ขอให้ท่านติดตามในบทนี้จะกล่าวถึงการเดินวิชาซ้อนสับทวีทวีปราบมารนั้น มีวิธีเดินวิชาอย่างไร เท่านั้น สารบัญ |