|
กรณีที่เราเดินวิชาพบจักรพรรดิที่มารเอาไปซ่อนไว้ เราเกิดความคิดอย่างไร
เป็นความคิดของข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ทำวิชาพร้อมกับคณะของ “ต้นปราบ” เมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้ เคยกล่าวแล้วว่า ข้าพเจ้าเหงื่อแตก และท่านที่อยากทราบต่อไปว่า “ต้นปราบ” ท่านเหงื่อแตกด้วยหรือเปล่า ขอตอบแทนต้นปราบได้เลยว่า “ต้นปราบเหงื่อแตกยิ่งกว่าเรา” เพราะท่านเป็นแม่ทัพ ท่านเป็นผู้นำทัพ ท่านคิดมากยิ่งกว่าเรา ไม่ใช่แค่นั้น ท่านอยากทราบต่อไปว่า กรณีที่พบเหตุการณ์เช่นนั้น ธาตุธรรมบนนิพพานท่านมีความคิดอย่างไร ข้าพเจ้าตอบแทนได้ทันที เพราะข้าพเจ้ารู้เห็นอยู่ ธาตุธรรมท่านตกใจ ตกใจมาก ไม่คาดคิดว่าจะพบเหตุการณ์อย่างนี้ เกินรู้เกินญาณทัสสนะของพระองค์ที่จะทรงทราบ ครั้นมาทราบเข้า ก็ต้องคิดวิชาสู้กันต่อไป ไม่วาจะแพ้หรือชนะ ต้องสู้สถานเดียว ทรงเห็นใจคนทำวิชา ทรงเห็นใจ “ต้นปราบและคณะ” ที่ต้องมารับผิดชอบทำงานยาก ๆ อย่างนี้ ไม่ว่าธาตุธรรมไหน ไม่ว่านิพพานใด ให้ความเห็นใจแก่ผู้ทำวิชาทั้งนั้น การรบมาถึงขั้นตอนนี้ บัดนี้เวลาล่วงเลยมาถึงปีที่ ๑๑ ของการทำวิชาปราบมาร จากสมุดบันทึกเล่มที่ ๑๓ ถึงเล่มที่ ๑๕ เป็นบันทึกเหตุการณ์ไปพบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นที่มารไปซ่อนไว้ในเหตุละเอียด พระองค์ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะไปอยู่ในเหตุกักกันที่มารเขาทำเหตุเช่นนั้นไว้ เมื่อเราทำวิชาถอนถอยพระองค์ออกมาได้ พระองค์ดีพระทัยยิ่งนัก แล้วพระองค์ก็มาอยู่นิพพานเป็น นี่ก็เป็นบันทึกหนึ่ง อีกเหตุการณ์หนึ่ง ก็คือบันทึกที่ไปพบจักรพรรดิภาคปราบ ที่มารเขาเอาไปซ่อนไม่ให้พระองค์ไปไหน พบแล้วพบอีก เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่ทราบจำนวนเท่าไรแล้ว ล้วนแต่เป็นบารมีภาคปราบทั้งนั้น ล้วนแต่บารมีระดับต้นภาคปราบทั้งนั้น ท่านสามารถค้นอ่านได้อย่างเต็มที่ ท่านอยากทราบว่า เมื่อข้าพเจ้ามาพบเหตุการณ์เข่นนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นส่วนตัวอย่างไร ท่านอยากทราบ และอยากให้ข้าพเจ้าแสดงความเห็นออกมา หากเป็นความคิดย่อ ๆ แล้วข้าพเจ้าพอพูดได้ แต่ถ้าท่านอยากให้พูดลึก ๆ ข้าพเจ้าไม่อาจกระทำเช่นนั้น เพราะบางอยางถึงรู้อยู่ แต่ไม่สมควรกล่าว เอาเป็นว่า ข้าพเจ้าขอพูดบ้าง ประเด็นแรก ข้าพเจ้าระลึกถึงผู้มีบุญทั้งปวง ท่านเป็นโพธิสัตว์ลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม เห็นท่านสร้างวัด เห็นท่านเผยแพร่วิชาธรรมกาย เมื่อถึงเวลาโน้น ท่านจะต้องมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า อย่างแน่นอน เพราะท่านต้องมาทำหน้าที่พระพุทธเจ้าตามบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ คำถามที่ข้าพเจ้าวิตกมากคือ ใครจะเป็นผู้ป้องกันมารให้ท่าน นึกแล้วก็ตอบไม่ได้ หากท่านสร้างบารมีปราบมารไว้บ้าง อย่างน้อยก็เป็นพื้นฐาน หากบารมีอย่างที่เราเห็นอยู่ มีเท่าไรมารก็ยิ้มรับ เขาชอบใจมาก คิดแล้วก็ไม่รู้จะคุยกับใคร ก็ได้แต่คิด ไม่รู้จะไปหารือใคร หากท่านเข้านิโรธไปคุยกับธาตุธรรมดูบ้าง ก็จะเป็นความรู้ที่เราควรทำ เข้าไปให้ลึก ถามไปให้ลึก ดั้นด้นไปเถิดใช้เวลาเพื่อเรื่องนี้สัก ๒ ปี ก็จะได้แนวคิด ความคิดเห็นส่วนตัวประการที่สอง เมื่อรบละเอียดเข้าไป ได้มาพบเหตุการณ์เช่นนี้ นอกจากจะเหงื่อแตก ตามที่กล่าวแล้ว คิดถึงคำพูดของแม่ชีถนอม อาสไวย์ ในตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ศึกษา ฯ ฉันมีเรื่องอยากถามหลวงพ่อ แต่ไม่ได้ถามมาจนบัดนี้ เรืองที่จะพูดก็คือ เราปราบมารก็คือ เราไปแหย่รังแตน” เมื่อข้าพเจ้ามาพบเหตุการณ์เช่นนี้ ข้าพเจ้านึกถึงคำพูดของแม่ชีถนอม เราคิดถึงก็จริงอยู่ แต่เราจะวางมือ งานปราบมารนั้น กระทำมิได้ เพราะข้าพเจ้าเดินวิชามาถึงขั้นนี้แล้ว จะเป็นตายร้ายดีเราไม่คิดแล้ว มีแต่จะเดินหน้า หากเราปราบ เรามีทางชนะ แต่ถ้าไม่ปราบ เราแพ้สถานเดียว ธาตุธรรมท่านหนักใจมากอยู่เรื่องหนึ่ง คือ หาคนมีความรู้มาปราบมารไม่ได้ ปัญหานี้มีมานานแล้วและยังมีต่อไป คนที่เราว่าเก่ง ธาตุธรรมท่านก็ไม่เอา เมื่อจักรพรรดิท่านกลับมาได้ ท่านบอกอะไรแก่เรา และเราคิดอย่างไรต่อไป ทุกครั้งที่เราถอนถอยเอาจักรพรรดิกลับมาได้ ท่านดีใจมาก เรานิโรธคุยกับท่าน ถามความเป็นไปความเป็นมาเหตุใดพระองค์จึงมาอยู่อย่างนี้ ทราบมาก่อนหรือไม่ ว่าจะต้องพบกับเรา และเมื่อพ้นจากเหตุกักกันของมารเขาแล้ว เราจะทำอย่างไรกันต่อไป นี่คือคำถามหลัก ๆ ที่เราถามท่านเกือบทุกรุ่น จะขอเล่าให้ฟังพบย่นย่อดังนี้ บางรุ่นบอกว่า มารเขาขอสัญญาก่อน ให้รับปากแก่เขาว่า ถ้าเขารบกันแล้วใครห้ามช่วย หลวมตัวไปรับปากรับคำกับเข้าเข้า เขาก็พาตัวมาอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ที่เขาคิดว่า อยู่เป็นเอกเทศ ไม่ให้ไปติดต่อกับใคร จึงจะเป็นที่เชื่อว่า จะไม่ช่วยใคร ถ้ามารเขารบกับใคร อย่างนี้ก็ได้ยินมาว่า มารเขารู้ล่วงหน้า ว่าข้าพเจ้าจะต้องรบกับเขา ดังนั้น จักรพรรดิสำคัญทั้งปวง มารเขาหาโอกาสมาลักพาตัวไป เพื่อตัดกำลังนายเสียขั้นหนึ่ง ไม่ให้นานมีกำลังสู้เขา เขาทำไว้นานแล้ว จักรพรรดิสำคัญจะอยู่ลึก เหตุที่เอาตัวไปได้ก็เพราะไม่นิโรธรวมกัน ต่างคนต่างเดินวิชา จึงเป็นเหตุสำคัญที่มารเข้ามาเอาตัวไปได้ แต่ทราบล่วงหน้าว่านายจะต้องมาพบเข้าวันหนึ่ง และนายก็มาพบจริง ๆ จักรพรรดินางแก้ว ท่านพูดตรง ๆ มารเขาเกรงว่าจะมาหาสมบัติให้นาย เขาจึงเข้าควบคุมพวกเราก่อน และบางรุ่นท่านก็บอกตรง ๆ ว่า วิชาของเราสู้เขาไม่ได้ แลท่านรับอาสาจะพาเราไปพบที่ซ่อนของมาร บางองค์ท่านบอกว่า ความรู้ปราบมารที่พระองค์ทำกับความรู้ของเราไม่เหมือนกัน รุ่นโน้นทำวิชาไม่เหมือนอย่างนี้ รบกันหลายยุค แต่แพ้มารเขาหมด แต่แรกก็ทำท่าดีอยู่ แต่พบรบไปนานเข้า ปรากฏว่าแพ้เขาทั้งนั้น หากนายไม่มาพบเข้า พวกเราก็จะอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว อนาคตของเราสิ้นสุดแล้ว เมื่อกลับมาได้ต้องสู้กันให้เต็มที่ อย่างนี้เราก็ได้ยิน เท่าที่เราได้ยินได้ฟัง เราสรุปว่าการนิโรธต้องรวมกัน หากไม่นิโรธรวมกัน เปรียบเหมือนวัวฝูงแตก สุดท้ายเสือก็มาจับไปกินได้หมด แนวคิดของเราก็คือ การนิโรธต้องทำพร้อมกัน คือ เดินวิชาซ้อนสับทับทวี รวมรู้ รวมญาณ รวมนิโรธและรวมทุกอย่าง แล้วคำนวณออกไปให้ละเอียด ถึงเหตุละเอียดใด ต้องทำเหตุเหล่านั้นให้ใส แล้วเราจะพบอะไรในนั้นเสมอ การที่มารทำเหตุไว้มาก ก็คือ อาณาจักรปกครองของเขา ทำไปให้เกินคำนวณที่ธรรมภาคพระจะไปถึง เมื่อเราไปถึงเหตุจำพวกนั้น เหตุเหล่านั้นจะมาหุ้ม เห็น จำ คิด รู้ ของเรา รู้และญาณของเราจะแคบทันที แทบจะไม่รู้เห็นอะไร ต้องทำวิชากัน จนกว่าเห็น จำ คิด รู้ ของเราใสขึ้น จึงจะรู้เห็นอะไรได้บ้าง รูปการเป็นอย่างนี้ตลอด ปัญหาที่เราต้องคิดต่อไป ก็คือ จะเอากายมนุษย์ของใครรองรับการเดินวิชาของธรรมฝ่ายสัมมาทิฏฐิทั้งหมด รู้เห็นไปด้วยกัน รู้เห็นอะไรเข้า ต้องยิงกายมนุษย์พิเศษของเราไปสู้ นี่คือความคิดของเรา ส่วนการเรียนทั่ว ๆ ไปนั้น เพียงไปรู้เห็นนิพพาน นิ่งได้บ้าง หยุดได้บ้าง สบายอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราว กรณีอย่างนี้มารเขาไม่ขวาง มารเขาถือว่าเรื่องเล็กน้อย ไม่สนใจที่จะตอแยกับพวกเรา ส่วนรายที่ต้องห้ามคือ คนที่จะห้ำหั่นกับเขา เป็นศัตรูหมายเลข ๑ ของเขา เขาจะออกสู้อย่างเต็มที่ เขารู้ก่อนเรา เขารู้มาล่วงหน้าแล้ว เขารู้ก่อนเราเป็นไหน ๆ เขาตั้งป้อมสู้เราล่วงหน้าแล้ว นี่แหละคือเขารู้เรา แต่เราไม่รู้เขาเลย การเดินวิชาซ้อนสับทับทวี ก็คือ การรวมสรรพกำลังทั้งหมดเข้าสู้เขา จะสู้ได้หรือไม่ได้ เวลานี้ยังไม่มีข้อยุติ แต่ยังไม่มีวิชาใดดีเท่านี้ ต่อไปจะทำวิชาอะไร ยังไม่ทราบ ยังตอบไม่ได้ การรบมาถึงจุดนี้ ได้รู้ได้เห็นอะไรมากแล้ว ซึ่งเหตุการณ์อย่างนี้ ยังไม่เคยมีใครรู้ ยังไม่มีใครทราบทั้งนั้น แม้ธาตุธรรมยังตกใจ ตกใจกันทั้งนั้น ทำให้คิดถึงโพธิสัตว์ในเบื้องหน้า ว่าจะทำกันอย่างไร ความรู้ที่ว่าเก่ง ๆ อย่างที่เรายกย่องกันว่าเก่งในขณะนี้ น่าจะลองศึกษาค้นคว้าดู เขากล้าเปิดผังสมบัติให้เรา เขากล้าให้คนทั่วโลกมาฮือฮา มันจะต้องมีอะไร เราต้องเรียนให้ลึก มันจะต้องมีอะไรที่เรายังไม่ทราบ ตามชั้นเชิงของมาร พูดตามภาษานักมวย ก็ต้องว่าเชิงสูง หนังสือเล่มนี้ให้ประโยชน์อะไรแก่ท่าน เป็นข้อมูลสำหรับอ้างอิงในการศึกษาเรื่องปราบมาร แต่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง จึงยากต่อการเรียนรู้ ต้องอาศัยวาสนา บารมีเฉพาะตนประกอบด้วย การศึกษาเรียนรู้จึงดำเนินไปได้ ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ต้องทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้ชัดเจนแต่เบื้องต้น ว่าไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องที่รู้เห็นได้ง่าย เหตุที่เขียนขึ้น ก็เพื่ออนุเคราะห์ผู้สนใจใฝ่รู้วิชาธรรมกายชั้นสูง หากไม่ทำเป็นตำราไว้ ย่อมยากต่อการศึกษาคนคว้าด้วยประการทั้งปวง ยุคนี้เป็นยุคโลกาภิวัตน์หรือที่เรียกแต่เดิมว่า โลกานุวัตร ไม่ว่าจะเรียนอะไร ผู้ศึกษาเรียกหาหนังสือทันที ว่ามีตำราให้อ่านหรือไม่ เขาเรียนรู้จากตำรานั้น แต่ตำรานั้นเป็นเพียงแนวทาง การเรียนวิชาธรรมกายจะให้ดี ต้องฝึกโดยตรงต่อครูอาจารย์ ดูแต่การฝึกการร่ายรำของนาฏศิลป์ ครูฝึกยังต้องมาจัดตัวจัดท่า เราจึงจะรำถูกแบบ ดูแต่การฝึกพลศึกษา ครูเขายังมาจับจัดตัวท่าทาง เราจึงจะทำได้ถูกแบบฉบับของเขา โดยเฉพาะวิชาปราบมาร อันเป็นเรื่องโลดโผนโจนทะยาน แม้หลวงพ่อวัดปากน้ำจะรู้กันในหมู่ผู้ทำวิชาธรรมกายชั้นสูง แต่พวกเราที่สนใจ ก็มักนำเรื่องราวมาเล่ากัน เล่าถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินบ่อย ๆ คนที่ฟังบางท่านเขาไม่เชื่อ เขาก็พูดไปในทางที่เขาไม่รู้ บางครั้งกลายเป็นลบหลู่ผู้รู้ไปได้ ครั้นมาถึงยุคที่ข้าพเจ้าที่มีส่วนได้ทำวิชา ข้าพเจ้าเขียนเป็นตำราออกมาเลย ใครจะว่าอย่างไรเป็นเรื่องของเขา หากเราไม่ทำตำราไว้ มีแต่วิชาจะสูญ ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้ จึงทำตำราขึ้น เท่าที่ข้าพเจ้ามีความรู้ บัดนี้ ในโลกของเรามีตำราอย่างนี้เรียนแล้ว ขอเชิญท่านผู้สนใจตักตวงได้ทันที แต่ว่า การจะอ่านตำราของข้าพเจ้ารู้เรื่อง ท่านต้องเรียนหลักสูตรเบื้องต้นให้ได้เสียก่อน คือ วิชาธรรมกาหลักสูตรคู่มือสมภาร และวิชาธรรมกายหลักสูตรมรรคผลพิสดาร และตำราทุกเล่มที่ข้าพเจ้าเขียน ทำได้ดังนี้จึงจะอ่านหนังสือของข้าพเจ้ารู้เรื่อง ตำราเล่มนี้ไปอยู่ที่ไหน จะไปอยู่ในลักษณะใด จะเก็บรักษากันไว้อย่างไร ข้าพเจ้าไม่คิด ข้าพเจ้าคิดแต่ว่าประเทศไทย ต้องมีผู้มีบุญมาเกิด คนมีบุญยังมีอยู่ หากท่านมาพบตำราเล่มนี้เข้า ท่านจะคิดได้ทันที ท่านจะนึกได้ทันที ท่านจะรู้ค่าทันที และท่านจะเรียนทันที งานปราบมารอาจเกิดขึ้นในตอนนั้นก็ได้ เขาจะขอบคุณข้าพเจ้าในตอนนั้น เพราะเขาเห็นค่าของตำราในตอนนั้น ขออนุญาตกล่าวความคิดส่วนตัวสักเล็กน้อย เหตุใดจึงทำหนังสือย่างนี้ขึ้น นี่คือคำถามที่ท่านทั้งหลายอยากทราบ เราทำงานอันตราย คืองานปราบมาร ความรู้ที่ได้จากการปราบมาร ถือเป็นความรู้สำคัญ ยากที่จะเห็นและยากที่จะรู้ เมื่อได้มาแล้ว ต้องนำมาเผยแพร่เพื่อผู้มีบารมีธรรมไม่ต้องเสียเวลาไปค้นคว้าอีก เพราะการค้นคว้านั้นใช้เวลาและใช้ความรู้สูง กว่าจะทราบแต่ละอย่าง ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ตามที่ท่านทราบแล้วในหนังสือปราบมารภาค ๑ และภาค ๒ นั้น ความรู้บางอย่าง ตามที่ข้าพเจ้าเคยกล่าวพาดพิงถึงแม่ชีถนอม อาสไวย์ นั้น หลวงพ่อท่านว่า เรื่องนี้ใช้เวลาค้น ๒,๐๐๐ ปีเชียวหนา ได้มาแล้วทำไมพวกเราไม่ทำกัน นี่คือตัวอย่างที่เราได้ข้อคิด ประเด็นที่ว่า เราจะเข้าถึงวิชาได้แค่ไหน เรื่องนี้ข้าพเจ้าแก้ไม่ตก อย่างเมื่อคืนนี้เข้านิโรธไปถามหลวงพ่อว่า “กำเนิดเดิมมันละเอียดเหลือเกิน ทำไมจึงจะแจ้งได้” หลวงพ่อท่านตอบว่า “คนที่จะเห็น ต้องมีบุญ” หลวงพ่อกล่าวอย่างนี้ เราฟังแล้วเกิดความคิดขึ้นอีก ทุกเรื่องต้องเรียนรู้ การเรียนรู้ต้องบากบั่น การบากบั่นต้องอดทน ทดลองแล้วทดลองอีก จนกว่าจะแจ้ง แจ้งได้เมื่อใด จึงเกิดบารมีระดับนั้นขึ้น ระดับต่อไปค่อยว่ากันใหม่ เรื่องมันยากอย่างนี้ หนังสือของข้าพเจ้าทุกเล่ม ต้องไปปรากฏในธาตุในธรรมทั้งหมด เป็นเคราะห์ดีที่ข้าพเจ้าทำได้ เพราะอะไรจึงเอาหนังสือไปไว้ในนิพพาน เหตุผลก็คือ ต้องการพยาน ว่าเราได้เผยแพร่แล้ว บัดนี้หนังสือของข้าพเจ้าทุกเล่มปรากฏขึ้นในนิพพานแล้ว ธาตุธรรมจะกล่าวข้อบกพร้องแก้เราไม่ได้ เราต้องป้องกันตัวเองทุกด้าน อย่าให้มีข้อบกพร่อง หากธาตุธรรมท่านกล่าวตำหนิเราขึ้นมาจะด้วยเหตุใด เราจะไม่สบายใจตลอดไป แต่การที่ท่านไม่เอาธุระเป็นเรื่องของท่าน ข้าพเจ้าไม่ทราบด้วยแล้ว ท่านต้องรับผิดชอบตัวของท่านเอง ธาตุธรรมท่านลงโทษ แล้วเรื่องจะไปกันใหญ่ แม่ชีถนอม อาสไวย์ กล่าวแก่ข้าพเจ้าตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านพูดว่า “ศึกษา ฯ ฉันนี้ธาตุธรรมท่านเลี้ยง ผ้าเมตรหนึ่งไม่เคยซื้อ ข้าวสารลิตรหนึ่งไม่เคยซื้อ ทำวิชาไปวันหนึ่ง ๆ เท่นั้น จะคุ้มข้าวสุกหรือเปล่า หากตายไปจะอย่างไร ยังไม่รู้ มันเสียวสันหลัง” นี่คือ คำกล่าวของแม่ชี ความหมายของคำกล่าวคืออย่างไร ท่านอยากทราบ ก็คือว่า ชุดธรรมกายที่ธาตุธรรมท่านส่งมาเกิด จะต้องทำวิชา ธาตุธรรมท่านเลี้ยง ข้าวไม่ต้องซื้อ เสื้อผ้าไม่ต้องซื้อ มีคนนำมาให้กินให้ใช้ โดยธาตุธรรมท่านกำกับอยู่ข้างหลัง หากงานของเราไม่เข้าเป้า ธาตุธรรมท่านลงโทษทั้งนั้น แต่แม่ชีถนอมท่านมักน้อย ไม่ร่ำรวยอะไร ท่านทำวิชาของท่านไปจนหมดอายุ ท่านตายเมื่อปี ๒๕๒๘ ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารแล้ว พบแม่ชีตายลง ข้าพเจ้าเข้าปกป้องทันที ไม่ให้มีการกระทบกระทั่งท่าน ขอให้เป็นสุขสถานเดียว เพราะท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า เรื่องแค่นี้ช่วยท่านไม่ได้ก็อย่าคบกันเลย โชคดีที่แม่ชีตายก่อนข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าตายก่อนท่าน ก็ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรเหมือนกัน แต่ความรู้ที่จะช่วยครูอาจารย์ ท่านต้องเรียน ต้องเรียนมาก ๆ ยากที่จะทำ และก็ทำยากด้วย ในเรื่องนี้ขอให้ท่านไปอ่านปราบมารภาค ๑ และภาค ๒ ท่านคงทราบ ข้าพเจ้าเขียนไปแล้ว อย่ากลัวเลยท่านเอ๋ย คนที่ชื่อการุณย์ บุญมานุชนั้น พูดได้คำเดียวว่าคบได้ ช่วยท่านได้ในยามยาก แม้ท่านตายไป ยังเอาข้าวเอาน้ำไปส่งให้กินได้ ไม่รู้จักคนชื่อการุณย์ บุญมานุช หมายถึงว่า ยังมีอะไรขัดขวางอยู่ พูดถึงเรื่องตาย นึกขึ้นมาได้อีกรายหนึ่ง คือ พระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร พอแม่ชีถนอม อาสไวย์ ตายได้ไม่นาน ต่อมาอีก ๒-๓ ปี ท่านเจ้าคุณราชสาครก็มรณภาพ ข้าพเจ้าเข้าปกป้องอีก ขอให้ท่านไปอ่านหนังสือปราบมารภาค ๓ โดยเหตุที่ท่านเจ้าคุณเป็นพระ เคยช่วยข้าพเจ้าเผยแพร่วิชาธรรมกาย มีอะไรหลายอย่างที่ควรศึกษา เป็นคนละแบบกับแม่ชีถนอม อาสไวย์ ต้องไปหาอ่านจึงจะรู้ มีหลายรายที่เป็นคนสำคัญ ที่ตายไปแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ไปยุ่งด้วย อย่าว่าข้าพเจ้าเลย เพราะไม่ได้คุ้นเคยอะไรกับข้าพเจ้า ไม่มีเหตุจูงใจข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าไม่ทราบ เมื่อทราบหนหลัง ท่านน่าจะไปดีกว่านั้น ถึงท่านจะเรียกร้องให้ข้าพเจ้าช่วย โปรดอย่าว่าข้าพเจ้าไม่มีน้ำใจเลย ท่านเพิ่งทราบว่าข้าพเจ้ามีความสำคัญต่อเมื่อท่านได้ตายไปแล้ว ในตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ในโลก ท่านไม่รู้จักข้าพเจ้า ท่านไม่เห็นความสำคัญของข้าพเจ้า แม้ท่านจะเป็นธรรมกายระดับมีชื่อ กรณีอย่างนี้ท่านช่วยตัวของท่านเองเถิด อย่าให้ข้าพเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ขอโทษด้วยที่ไม่อาจไปยุ่งด้วยได้ มันก็แปลกที่ทุกอย่างจะแจ้งกันหมดในวันที่เราตาย ใครจริง ใครปลอม ใครแท้ ใครเทียม วันตายเป็นวันที่แจ้ง ความเข้าใจบางอย่างเราเข้าใจผิดไป แต่ความเข้าใจอันนั้น จะไปแจ้งในวันตาย แม้จะกลับมานึกถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่อาจทำอะไรได้ เพราะความเกี่ยวข้องกันไม่มี เพราะการช่วยกันกรณีอย่างนั้น ต้องใช้ความรู้สูง ใช้บารมีบุญมากโข เมื่ออะไรเลยตามเลยแล้ว ก็ขอให้เลยตามเลยไป ข้าพเจ้าไม่ให้ความสำคัญต่อเงินเท่าไรนัก แต่ให้ความสำคัญกับวิชาธรรมกายสูงยิ่ง ให้ความสำคัญต่องานเผยแพร่วิชาธรรมกายให้ความสำคัญต่อท่านที่ทำวิชาปราบมาร ใครทำวิชาปราบมารได้ มีอะไรข้าพเจ้าเทให้หมด ขอให้ธาตุธรรมท่านบอกชื่อมาเถิด ข้าพเจ้าจะเทให้ทั้งนั้น เพราะอีกไม่นานเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นเราต้องรีบทำงานของเราให้เสร็จ เพราะธาตุธรรมท่านกำหนดหน้าที่และบทบาทให้แล้ว เราต้องทำอย่าดีที่สุด ต้องรับผิดชอบพอสมควรแก่อัตภาพ ขอสรุปว่า ธาตุธรรมท่านให้มาเกิดเพื่อทำวิชาธรรมกาย อย่ากลัวความตาย เพราะเราต้องตายอยู่แล้ว สิ่งอันใดที่ข้าพเจ้ารู้เห็น ข้าพเจ้าต้องปกป้อง เพราะข้าพเจ้ามีห้าที่ปราบมาร ขอบข่ายอำนาจปกครองมีอยู่ ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจ ไม่ว่าอะไร หากไม่เหลือวิสัยแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ดูดาย หากข้าพเจ้านิ่งและดูดาย ก็ต้องว่าตัวใครตัวมันเถิดเพื่อเอ๋ย แต่ใครจะถูกลงโทษ ตามที่แม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเล่านั้น เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อน แต่นักเรียนรุ่นพี่ท่านพูดกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับผิดชอบตัวเอง หากินเอง แต่ทำงานให้ธาตุธรรม ผลงานของข้าพเจ้ามีอย่างไร เป็นที่แจ้งกันแล้ว เขียนกันโจ่งแจ้งไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องมาปกปิดกัน ดังนั้น ข้าพเจ้าพูดดังได้ในทุกสถาน เราไม่มีหนี้ติดตัว เห็นว่าภาครายงาน ควรจบแค่นี้ ต่อไปนี้เป็นภาควิชาการ คือเป็นภาควิชารบ ใช้วิชาอะไรรบ และรบอย่างไร สารบัญ |