Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 3 arrow ปราบมาร3 (13)
ปราบมาร 3 (13) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Wednesday, 16 August 2006

พบจักรพรรดินางแก้วองค์แรก วันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๓๕

     การเดินวิชารบดำต่อเนินไป ได้พบจักรพรรดิที่มารเอาไปกักกันไว้มากมาย พบแล้วพบอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ความประหลาดใจเกิดขึ้นในวันที่ ๑ พ.ค. ๒๕๓๗ เนื่องจากพบจักรพรรดิหญิงองค์แรก (เล่ม ๑๔ หน้า ๒๐)

     เราเคยพบแต่จักรพรรดิชาย วันนี้พบจักรพรรดิหญิงก็คือ นางแก้ว พบ ๑ องค์เท่านั้น

     วันที่ ๘ พ.ค. ๒๕๓๗ พบอีก ๑ องค์ วันที่ ๗ มิ.ย. ๒๕๓๗ พบอีก ๑ องค์ วันที่ ๑๓ มิ.ย. ๒๕๓๗ พบอีก ๑ องค์ วันที่ ๑๕ ก.ค. ๒๕๓๗ พบอีก ๑๐ องค์

     ธาตุธรรมท่านตรวจบารมีแล้ว ไม่ว่าจะพบเมื่อไร การขนานนามแปลกมาก ได้รับนามว่า “นางแก้วมหาสมบัติ” ทั้งหมด ดูบันทึกเล่มที่ ๑๔ หน้า ๗๘ ว่าจดบันทึกไว้อย่างไร หลวงพ่อถามว่า ทำไมมารเอาไปไว้ลึกนัก นางแก้วตอบว่า มารกลัวว่าเราจะมาหาสมบัติให้นาย จึงเอาไปไว้ลึก บัดนี้ พวกเราพ้นปกครองจากมารแล้ว เราจะได้รบกัน และจะหาสมบัติให้นายใช้ต่อไป

     เราได้ความรู้ใหม่ แต่กาลก่อนหลวงพ่อท่านสอนว่า นางแก้วช่วยให้เกิดความสวยงาม แต่คราวนี้เป็นอีกความรู้หนึ่งคือ นางแก้วเป็นเจ้าสมบัติ

     ท่านจะเห็นว่า ความรู้ว่าด้วยเรื่องจักรพรรดิ ยังมีอะไรอีกมากที่เรายังไม่ทราบ ความรู้ที่หลวงพ่อสอนสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้ใหม่ยังมีมากมาย แล้วจะได้เล่าต่อไป

     ประเด็นสำคัญที่เราไม่ทราบ ก็คือ เหตุใดจึงพบจักรพรรดินางแก้วน้อยนัก ไม่รู้จะไปถามใคร ไปถามธาตุธรรมท่าน ท่านก็บอกให้เราคำนวณให้หนักมือขึ้น แล้วจะรู้เห็นเอง จักรพรรดินางแก้วมีทั้งกายละเอียดและเป็นกายมนุษย์เช่นเดียวกับจักรพรรดิชาย

     การพบจักรพรรดินางแก้ว ขณะที่เดินวิชา บางครั้งเราเห็นท่าเลย และบางครั้งดูไม่ทัน พอเสร็จจากทำวิชา เรานอนหลับ ทานจะมานิมิตให้เราเห็น เช่น รุ่นจักรพรรดิหญิงชุด ๑๐ ทำไมเราเห็นมีทหารหญิงเหมือนทหารพราน ทหารเขาจะไปไหนกัน ทหารหญิงมีด้วยหรือ พอเราไปถามต้นปราบ ท่านก็รู้ บอกว่า วันนี้จักรพรรดิหญิงหลายท่าน ท่านต้องการให้เรารู้จึงนิมิตให้เราเห็นเช่นนั้น เกรงว่าเราจะไม่รู้

จักรพรรดิที่เราบันเทิงอารมณ์

     ขอเล่าหน่อยหนึ่ง มีจักรพรรดิองค์หนึ่ง ธาตุธรรมขนานนามแล้ว โดยเหตุที่มากต่อมากด้วยกัน เราจำท่านไม่ได้ วันใดที่เรารบได้ดี เกิดความบันเทิงใจ ขณะที่เราจะเดินวิชานั้น มีเสียงดังเหมือนใครมาเคาะประตู ดังกุก ๆ เราเห็นผิดสังเกต จึงออกไปดู มีใครมาเรียกเราหรือ เปล่า ไม่มีอะไร เดี๋ยวก็ดังเช่นนี้อีก เราเข้าวิชาดูทันที นี่อะไรกัน

     ที่ไหนได้จักรพรรดิท่านหนึ่ง หัวเราะดัง เราก็รู้ทันที พระองค์นี่เองทำเสียงกุก ๆๆ ถามท่านว่า ทำไมต้องทำอย่างนั้น ทรงตอบว่า ไม่ทำได้อย่างไร ก็เราชนะมาร ต้องสนุกกันหน่อย พอลูกกล้วยกลับบ้าน ได้ให้ลูกกล้วยเข้านิโรธดูเหตุการณ์ ลูกตอบว่า พ่อรู้ไหม จักรพรรดิองค์นี้ท่านเก่งมาก ต้องการให้พ่อทราบว่าท่านเก่ง จึงทำสัญญาณต่าง ๆ ให้รู้ องค์นี้เป็น “ต้น” ซึ่งธาตุธรรมถวายนามไปแล้ว แต่เราเรียกท่านว่า “ต้นปราบฤทธิเดช” ทรงรับสั่งว่า เมื่อมารดับหมดแล้ว ท่านจะทำเสียงดนตรีก็ได้

     พูดถึงจักรพรรดิดีใจ แต่ครั้งยังพักอยู่บ้ายผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี วันใดทำวิชาชนะมาร ท่านทำเสียงดังให้เราได้ยิน เป็นเสียงเอาดวงแก้วมากระทบกัน ดังจนเราทนไม่ไหว วันใดรบชนะจะมีเหตุการณ์อย่างนี้ พอเรานึกจะให้หยุด ท่านก็หยุดเสียงนั้น ต่อมาไม่ทำอีกเลย เคยถามท่านว่า ทำไมไม่ทำเสียงนั้น ท่านตอบว่า หลัวนายหนวกหู นั่นคือ เหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดศูนย์จักรพรรดิ เป็นเหตุการณ์ก่อนที่หยกชมพูจะมา

     จักรพรรดิของใครก็ของใคร หมายความว่า ท่านเป็นคู่บารมีของใคร ท่านก็อยู่กับคนนั้น จะไม่สับเปลี่ยนเจ้าของ ท่านรักเจ้าของ หากจักรพรรดิของใครที่ท่านไม่อยู่ด้วย ขอให้ทราบเถิดว่า ท่านผู้นั้นรักษาท่านไม่ได้เลย ตามที่เคยกล่าวนั้นเคยถามท่าน ท่านรู้สึกอย่างไรที่มาอยู่กับผม ท่านบรรยายดังนี้ บุตรที่เกิดผิดบิดามารดา ทารกน้อยนั้นจะตายไปแสดวหาพ่อแท้แม่แท้เพื่อเกิดใหม่ ทารกน้อยนั้นเกิดใหม่ ฐานะของบิดามารดาจะดีหรือไม่อย่างไรไม่สำคัญ ก็จะอยู่กินกันมาจนเติบใหญ่ จักรพรรดิก็เช่นกัน ท่านจะตามเรา โดยที่เราไม่รู้เพราะไม่เป็นธรรมกาย เมื่อพบเราแล้ว ท่านจะช่วยเราจนสุดความสามารถ วันใดที่เราผิดศีลผิดธรรม ท่านจะเสียใจใหญ่หลวง และเมื่อเราตายไป ท่านจะช่วยเราเท่าที่ท่านทำได้ หากเราออกบวชอยู่ในป่า ท่านจะเป็นผู้ไปดลใจให้มนุษย์เอาข้าวเอาน้ำไปให้ ใครไม่รู้คุณของจักรพรรดิ เขาผู้นั้นควรตาย แล้วจะเล่ารายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เหตุใดเราจึงมีจักรพรรดิคู่บารมี ความรู้อย่านี้ไม่มีใครเล่าให้ท่านฟังได้ เพราะอะไร ก็เพราท่านไม่ทำวิชาปราบมาร ต้องเดินวิชา จึงจะรู้จึงจะเห็น เล่นวิชาตื้น ๆ ก็รู้ตื้น เพราะความรู้มีแค่นั้น หลวงพ่อสอนไว้แค่ไหนก็ได้แค่นั้น ไม่มีอะไรเพิ่ม จะเพิ่มได้อย่างไร ก็ความรู้ของเราแค่ระดับอนุบาลศึกษา ได้แต่วางก้ามใหญ่ไปอย่างนั้น ต้องเรียน ต้องบากบั่น ต้องค้นคว้า จึงจะมีความรู้เพิ่ม ถึงขั้นเขียนตำราได้ จึงจะขึ้นชื่อว่า ช่วยกันอนุรักษ์วิชาธรรมกาย

     วิชาธรรมกายเรียนยาก ทำยาก เพราะมารเขาหวง เขามาปิดรู้ปิดญาณ การเรียนต้องฝึกกับอาจารย์ ต้องให้อาจารย์ตรวจสอบ บางคนเรียนจากตำรา ฝึกเองทำความเพียรเอง ลักษณะนี้เก่งยาก บางท่าอาจฟังดูแล้ว ก็ว่าเก่ง เราดีใจที่จะมีทายาทธรรมกาย ต่อเมื่อดูไปนาน ๆ เราพูดไม่ออก เพราะถูกมารเขาจูงรู้จูงญาณโดยที่เราไม่รู้ เราเห็นไปตามที่มารเขาพารู้พาญาณไป อย่างนี้อันตรายมาก ถ้าไม่แก้ไข ต่อไปมารก็พลิกธาตุธรรม แล้วเราก็เสียใจ

กายธรรมหลวงพ่อพูดตรงกับจักรพรรดิที่แพ้ เพราะต่างคนต่างนิโรธ

     ดูชื่อจักรพรรดิอีกชุดหนึ่ง เราอ่านแล้วเราไม่ทราบอะไร แต่ธาตุธรรมท่านตั้งไว้อย่างนั้น ดูบันทึกเล่ม ๑๕ หน้า ๔๐-๔๑ จักรพรรดิที่เราเดินวิชาไปไถ่ถอนมาได้ ธาตุธรรมท่านตรวจบารมีแล้ว ก็ถวายนามตามลักษณะของบารมี ดังนี้

๑. ต้นปราบใหญ่ภาคทะเลใหญ่

๒. ต้นปราบใหญ่ภาคตรัสรู้

๓. ต้นปราบใหญ่ภาคมหาสมบัติ

๔. ต้นปราบใหญ่ภาคทะเลศักดิ์สิทธิ์

๕. ต้นปราบใหญ่ภาคมหาสมบัติ

๖. ต้นปราบใหญ่ภาคมหาสมบัติ

๗. ต้นปราบใหญ่ภาคมหาสมบัติ

๘. ต้นปราบใหญ่ภาคทะเลคำนวณ

๙. ต้นปราบใหญ่ภาคสำเร็จ

๑๐. ต้นปราบใหญ่ภาคปกครองใหญ่

     เป็นจักรพรรดิกายมนุษย์ มีบารมีมากจนนับไม่ถ้วน คำว่า “ต้นปราบ” หมายความว่า บารมีระดับหนึ่ง คำว่า “ต้นปราบใหญ่” เป็นบารมีอีกระดับหนึ่ง คำว่า “ภาค” หมายถึง ภาคความรับผิดชอบ ภาคปราบหมายถึง บารมีภาคปราบ ภาคโปรด หมายถึง บารมีมรรคผล ภาคโปรดกับภาคปราบมีความรู้ต่างกัน ไปคนละแบบ บารมีเข้าลักษณะใด ธาตุธรรมก็ถวายนามอย่างนั้น

     รุ่งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ พ.ค. ๒๕๓๘ เมื่อพิธีถวายนามเสร็จแล้ว เราก็คุยกับท่าน เท่าที่เราจะฟังได้ ฟังได้ความอย่างไรต้องจดบันทึกไว้

     เวลาคุย ต้องคุยทีละองค์ อยากถามอะไรก็ถามไป เราถามพระองค์ด้วยความอยากรู้ มักถามท่านว่า พระองค์เป็นจักรพรรดิภาคปราบ มีบารมีนับไม่ถ้วน เหตุใดจึงพลาดท่าแก่มารเขา ทรงตอบว่า “เป็นเพราะต่างคนต่างนิโรธ” กี่รุ่นก็ถามอย่างนี้ ต่อเมื่อได้ข้อมูลจากจักรพรรดิเช่นนี้ วันดีคืนดี ข้านิโรธไปถามกายธรรมหลวงพ่อ หลวงพ่อครับ จักรพรรดิมีบารมีขนาดนับไม่ถ้วน ทำไมจึงต้องแพ้มารเขา หลวงพ่อตอบว่า “เป็นเพราะต่างคนต่างนิโรธ” ตรงกับที่จักรพรรดิบอกเรา

     พอเราได้ยินคำตอบจากหลวงพ่อ เราเหงื่อแตกทันที แม้อากาศจะหนาวแต่เราก็เหงื่อแตก

     ทำไมต้องเหงื่อแตก เป็นเพราะเราคิดมาก คิดอย่างไรจึงว่าคิดมาก เราคิดทันทีว่า พระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานไปแล้ว งานปกติของพระองค์คือเข้านิโรธ เข้านิโรธไปหาความรู้จากนิพพานที่ละเอียดเข้าไป นี่คือ ความรู้หลัก ซึ่งเราทราบตรงกัน ก็เราเข้านิโรธ เหตุใดมารจึงเอาตัวเราไปได้ แล้วจักรพรรดิล้วนบารมีภาคปราบ แต่ละองค์ล้วนแต่บารมีนับไม่ถ้วน แม้ถึงอย่างนั้น มารมันยังหลอกเอาตัวไปได้ เราก็รู้เห็นอยู่ทุกวัน เราเดินวิชาไปไถ่ถอนเอาพระองค์ออกมาคราวละมากบ้างน้อยบ้าง จดชื่อจักรพรรดิจนเต็มสมุด แล้วอย่างนี้เราจะไปเหลืออะไร เรายิ่งคิดยิ่งเหงื่อแตก

     ถามต่อไปอีก หลวงพ่อครับ ผมจะทำอย่างไรต่อไป กายธรรมหลวงพ่อไม่ตอบ

     นี่แหละ หัวอกคนปราบมารอย่างข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายคิดแต่จะรวยกัน ข้าพเจ้าคิดแต่จะทำวิชา ไม่มีเวลาที่จะคิดไปทำกินกับเขา ธาตุธรรมท่านตั้งหน้าที่ให้ปราบมาร ก็คิดวิชากันต่อไป นี่ก็เล่าสู่กันฟัง มันไม่ง่ายอย่างที่หลวงพ่อท่านคาดการณ์

พระพุทธองค์กับจักรพรรดิใครมีบารมีมากกว่ากัน

     มีเรื่องตลกจะเล่าให้ท่านฟังแก้ง่วงนอน แต่ครั้งอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟัง ว่าวันหนึ่งหลวงพ่อท่านเรียกคุณฉลวย สมบัติสุข คุณฉลวยก็ขานรับ หลวงพ่อถามว่า ฉลวยรู้ไหม พระพุทธเจ้ากับจักรพรรดิ ใครมีเดชานุภาพกว่ากัน คุณฉลวยตอบว่าพระพุทธเจ้า แล้วหนอมเล่า เอ็งว่าอย่างไร แม่ชีถนอมตอบว่า ก็จักรพรรดิซีคะ เอ็งว่าอย่างไร ไหนตอบให้ชัดซิ ก็จักรพรรดิซีคะ เวลาพระองค์จะทำอะไร ก็ต้องยกดวงจักรพรรดิขึ้นอาราธนา ไม่ทำอย่างนี้จักรพรรดิเขาไม่ทำงานให้ แม่ชีถนอมตอบไปอย่างนี้

     แม่ชีสรุปตอนท้ายของเรื่องตลกว่า นี่ศึกษา ฯ บัดนี้หลวงพ่อของเราตายไปหลายปีแล้ว ยังไม่มีใครชี้ขาดว่าคำตอบของใครผิดคำตอบของใครถูก

     เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าระลึกขึ้นได้ จึงนำเรื่องตลกมาเล่าแก้เหงา

     วันหนึ่ง ข้าพเจ้าเข้านิโรธไปถามกายธรรมหลวงพ่อ หลวงพ่อครับ ทำไมจักรพรรดิมีบารมีมากกว่าพระพุทธเจ้า หลวงพ่อตอบว่า มากกว่าซี เพราะจักรพรรดิต้องดูแลพระพุทธองค์ หลวงพ่อตอบอย่างนี้ เราทราบว่า พระสมณโคดมทรงมีบารมี ๔ อสงไขย กว่า ๆ แต่จักรพรรดิที่เราถอนถอยออกมาแต่ละวัน ล้วนบารมีมาก ๆ ทั้งนั้น หาก ๑๐๐ อสงไขย เป็นเกณฑ์ต้นย่อย ต้อง ๘๔,๐๐๐ อสงไขย จึงเป็นต้นแท้หรือต้นใหญ่ อย่างนี้มีพระนามว่า “ภาค” ตามที่กล่าวนั้นคือ ต้นใหญ่หรือต้นแท้ทั้งนั้น เห็นไหม มารมันเอาไปได้ทั้งนั้น น่าเหงื่อแตกไหม มีใครรู้เห็นเรื่องนี้บ้าง

การรบในระหว่างนี้สรุปแล้วเราไปตามสิ่งที่หายไปกลับคืนมา

     หากท่านได้อ่านหนังสือปราบมารภาค ๑ และปราบมารภาค ๒ ท่านจะทราบว่า งานปราบมารในรอบ ๑๐ ปี ที่ข้าพเจ้าทำวิชามานั้น ได้งานอะไรบ้าง เล่มนี้คือ ปราบมารภาค ๓ สรุปแล้วได้งาน ๒ งาน คือ นิพพานกายธรรมมีกายมนุษย์ของพระองค์ และติดตามพระพุทธองค์นิพพานเป็นและจักรพรรดิกลับคืนมา ตามที่บรรยายมาแล้วนั้น

     คราวนี้มาถึงประเด็นที่อยากทราบว่า สิ่งที่สูญหายไปนั้น ไถ่ถอนกลับมาได้ครบถ้วนหรือ

     คำถามนี้ ยังตอบไม่ได้ และไม่ทราบว่า การเดินวิชาต่อไปนี้ จะพบอะไรบ้าง ตอบไมได้ทั้งนั้น ไปถามธาตุธรรม ท่านก็บอกว่า ยังบอกอะไรไม่ได้ หากบอกได้ งานปราบมารเสร็จสิ้นไปแล้ว เหตุการณ์การรบตั้งแต่ต้นจนมาถึงวันนี้ ตอบอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ว่า พบอะไรบ้าง ได้งานอะไรบ้าง พบวิชาอะไรบ้าง ก็นำมาเล่าสู้กันฟัง ตามหนังสือปราบมาร ๓ เล่ม ที่พิมพ์เสนอไปนั้น ท่านต้องไปหามาอ่าน หากไม่อ่านจะไม่รู้เรื่อง ความรู้อย่างนี้ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน

     เดินวิชาปราบมารวันแรก คือ วันที่ ๑๓ ก.ค. ๒๕๒๗ (วันเข้าพรรษาปี ๒๕๒๗)

     วันทำวิชาครบ ๑๐ ปี คือวันที่ ๑๓ ก.ค. ๒๕๓๗ (วันเข้าพรรษาปี ๒๕๓๗)

     ขณะนี้เป็นบรรยากาศปี ๒๕๓๘ คือปีที่เขียนหนังสือปราบมารภาค ๓ เหตุที่เขียนเพราะข้าพเจ้าจะเกษียณราชการปีนี้ เมื่อข้าพเจ้าพ้นหน้าที่ราชการแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เขียนหนังสืออีกแล้ว เพราะขาดเครื่องมือทั้งปวงนั่นเอง

     เมื่อพิจารณาผลงานที่เดินวิชารบมา ๑๐ ปีกว่านี้ พอจะพูดได้ว่า ยังไม่ถึงขั้นปราบ เป็นเพียงติดตามของทั้งปวงที่มารมาขโมยไป ว่ามีอะไรบ้างที่สูญหายไป มีอะไรบ้างที่ตามกลับคืนมาได้เท่านั้น

     ดังนั้น งานปราบมารที่จะทำต่อไปนี้ ความรู้ต้องละเอียดขึ้นแน่ จะละเอียดแค่ไหน และใช้ความรู้อะไรยังตอบไม่ได้ จะได้งานอะไรบ้าง ยังตอบไม่ได้ ทำได้แต่ว่า รู้เห็นอะไรบ้าง นำมาเล่าสู่กันเท่านั้น อะไรที่พอจะกล่าวได้บ้างก็นำมากล่าว อะไรที่เห็นว่ายังไม่สมควร ก็ต้องงด ทำได้แค่นี้ ประเด็นที่ว่า ข้าพเจ้าจะทำไปได้อีกแค่ไหน ตอบท่านไม่ได้และใครจะมารับช่วงวิชา ยิ่งตอบไม่ได้ทีเดียว ระหว่างที่สู้รบกับมารนั้น มีท่านผู้ทรงปัญญาได้ช่วยเหลืออะไรบ้างไหม ตอบว่า ไม่มี และงานปราบมารที่จะดำเนินต่อไปนี้ คาดว่าจะมีผู้ทรงปัญญาใดมาช่วยบ้างไหม ยังตอบไม่ได้ อาจมีผู้ทรงคุณล้ำเลิศเห็นคุณค่าก็ได้ แต่ท่านผู้มีบุญผู้นั้นจะทนมารระเบิดได้หรือ มารมันไม่โง่ถึงกับจะยอมให้มีใครมาอุปถัมภ์งานของข้าพเจ้าหรอก หน้าที่ของข้าพเจ้าคือ เดินหน้าหล้าตายต่อไป เรื่องก็มีเท่านี้แหละครับ

     พูดถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงหลวงพ่อของเรา หลวงพ่อทำวิชาปราบมาร มักได้ยินข่าวกล่าวโทษหลวงพ่อ เอาเข้าจริง หลวงพ่อก็บริสุทธิ์ทุกเรื่อง หลวงพ่อของเรามีชื่อเสียงโด่งดังในตอนที่หลวงพ่อตายไปแล้ว ทุกคนเห็นงานของหลวงพ่อที่หลวงพ่อทำไว้ โดยเฉพาะความรู้เรื่องวิชาธรรมกาย ทุกคนให้การยกย่อง ทุกคนให้การสนับสนุน เหตุที่มีการพาดพิงถึงหลวงพ่อของเรา ไม่ใช่หลวงพ่อท่านบกพร่องอะไร แต่เป็นการกระทำของมารเขา เขาทำได้ทั้งนั้น ในเรื่องนี้ เราจะเห็นว่าเกจิอาจารย์บางคนไม่มีความรู้อะไร แต่โด่งดังและเรียกเงินได้ สุดท้ายไม่คงกระพันจริง เรื่องจะแดงออกมาไม่วันใดก็วันหนึ่ง พอเรารู้เรื่องจริง เราก็ว่าไม่มีความรู้อะไร แต่ทำไมเราโกยเงินให้เขา บอกแล้วว่ามารเขาทำได้ ความรู้เรื่องนี้กว่าเราจะทราบ ก็ต้องดินวิชาปราบมารถึง ๑๐ ปี เมื่อไปรู้ไปเห็นเข้าเราจึงทราบ ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ มารเขาทำได้ทั้งนั้น เพราะอะไร ก็เพราะมารเขาเป็นผู้ปกครอง เขาบังคับได้หมด จะให้เป็นจะให้ตายเขาทำได้ จะให้เชื่อจะให้หลงเขาทำได้สารพัด การที่เราทำวิชาปราบมาร ก็เพื่อไม่ให้เราถูกมารปกครอง แต่งานปราบมารยากเหลือหลาย ดังที่เรากำลังเรียนอยู่เดี๋ยวนี้ ในสากลโลกในสากลธรรม มียากยิ่งอยู่เรื่องเดียว คือ ปราบมาร ไปถามธาตุธรรมท่านดูเถิด ท่านจะตอบอย่างนี้

สารบัญ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 16 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org