วิธีเห็นนิมิต
- เมื่อจรดใจลงไปที่ศูนย์กลางกายแล้ว ตรงไหนก็ตรงนั้น อย่าส่ายใจไปที่อื่น ถ้ามืดก็จี้ตรงมืดไม่ต้องส่ายใจไปหาที่สว่าง แล้วจุดที่มืดจะสว่างขึ้นเอง และถ้าจรดใจลงไปหนแรกถ้าสว่าง ความสว่างนั้นจะสว่างยิ่งขึ้น จำหลักอันนี้ไว้ให้แม่นยำ - ถ้าเห็นนิมิตเป็นดวงใส แปลว่า เป็นไปตามตำรา แต่ถ้าเห็นเป็นอย่างอื่นเช่น เห็นเป็นปุยเมฆ ขนนก ดอกบัว แม่น้ำ ไฟ คนตาย พระพุทธรูป สัตว์ ฯลฯ จำหลักไว้ว่า ต้องเพ่งและนึกให้นิมิตเหล่านั้นให้ “ขาว” ให้ “ใส” เมื่อขาวและใสนั้น พึงนึกให้เป็น “ดวงแก้ว” แล้วนิมิตเหล่านั้น จะเป็นดวงแก้วขาวและใสทันที - ขณะที่จะเกิดนิมิต ถ้าเห็นสว่างที่ตา หรือเกิดความสว่างนอกตัว ไม่ให้ส่งใจไปดูความสว่างเหล่านี้อย่างเด็ดขาด เพราะอวิชชาเขาหลอก จงนึกมองดวงนิมิตในท้องของท่านอย่างเดียว จะเห็นหรือจะไม่เห็น ก็ให้มองดูในท้องเท่านั้น - จำไว้ว่า ดูนิมิตในท้องอย่างเดียว ไม่เห็นอะไรก็ดูแต่ในท้อง เพียรฝึกวิธีนี้ จะกี่วันก็ฝึกอย่างนี้ แล้วท่านจะเห็นได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง - ดูในท้องก็ไม่เห็นอะไร ได้แต่สว่าง ช่วงนั้นมารเขาจะฉายความสว่างมาที่หน้าบ้าง ที่ตาบ้าง ที่หน้าท้องบ้าง และถ้าเราส่ายใจไปดูความสว่างเหล่านั้น แปลว่า แพ้มารเขา เพราะอีกไม่นาน ท่านก็จะเห็นนิมิตในท้องของท่านอยู่แล้ว มารเขามีวิธีหลอกเรามากมายนัก - จำไว้ว่า ต้องอดทนฝึก นึกให้เห็นดวงใสในท้องในทุกอิริยาบถทั้งยืน เดิน นั่ง นอน และบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ไปด้วย สักวันหนึ่งจะสมหวัง อย่าท้อใจ ของดีต้องใช้ความพยายามจึงได้ - จำไว้ว่า เห็นนิมิตอะไร ต้องเพ่งให้ “ขาว” และเพ่งให้ “ใส” ทุกอย่างไป ไม่ว่าจะเห็นดอกบัว พระพุทธรูป แม่น้ำ ป่า กองไฟ สัตว์ตาง ๆ ต้องเพ่งให้ขาวและให้ใส เสมอไป มารเขารู้ว่าเราจะได้มรรคผล เราจะกำหนดนิมิตให้เป็นดวงแก้วขาวใส เพื่อนก็มาระเบิด เห็น จำ คิด รู้ ของเรา ให้เห็นเป็นอย่างอื่น เราก็แก้ให้ “ขาว” และให้ “ใส” และในที่สุดสิ่งเหล่านั้น เมื่อขาวและใสแล้วจะ เป็นดวงแก้วกลมขาวใสในที่สุด ต้องแก้ลำมารอย่างนี้จึงจะชนะ แต่ถ้านึกให้ “ขาว” แล้ว แต่ยังไม่ขาว และนึกให้ “ใส”แล้ว แต่ก็ยังไม่ใสสักที เรื่องนี้ให้ท่านนึกให้ขาวและให้ใสอยู่เช่นนั้นนานเท่านาน ในที่สุดก็จะขาวและใสตามต้องการ สำหรับท่านที่ใจร้อน มีความอดทนไม่พอ นึกให้ขาวแต่ไม่ขาวสมใจ นึกให้ใสแต่ไม่ใสสมความปรารถนา ทอดธุระไม่เพียรทำให้ขาว ไม่เพียรทำให้ใส แปลว่า ท่านแพ้มาร ท่านแพ้อวิชชา ท่านแพ้กิเลส ตัณหา อุปาทาน เพราะความขุ่นคือ “มาร” ความไม่ใส คือ “อวิชชา” แปลว่า มารเขาสกัดกั้นพลังใจของท่านได้ แพ้หนเดียวจะพลอยให้แพ้ต่อ ๆ ไปอีก ดังนั้น จึงขอร้องทำให้ “ขาว” และ “ใส” ไว้เสมอ พึงนึกถึงความใสไว้เสมอ แล้วท่านจะเรียนวิชชาธรรมกายได้สูงยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรเราก็เรียนกันแล้วฝึกกันแล้ว จะเรียนเพียงเห็นดวงใสและเห็นธรรมกาย เพียงเท่านี้เห็นว่าไม่เพียงพอ ความรู้ระดับวิเศษยังมีอีกมากมายนัก วิชชาธรรมกายมีเนื้อหามาก มีเนื้อวิชชามาก มีหลักสูตรมาก มีรายละเอียดมาก ชีวิตของเราไม่พอเรียนวิชชาธรรมกาย ยิ่งเรียนถึงระดับสูง ท่านก็ยิ่งได้บุญได้บารมีระดับ ปรมัตถ์ ไม่มีบุญใด ไม่มีบารมีใด สูงส่งเท่าบุญเรียนวิชชาธรรมกาย บัดนี้อายุท่านเท่าไร บรรลุธรรมกายไปแล้วแค่ไหน ได้บารมีไปแล้วแค่ไหน มัวหลงเงินกันอยู่ หลงตำแหน่ง หลงยศกันอยู่ อกุศลดลใจเราไม่ให้สนใจงานธรรมกายเลย วันที่เราใกล้จะตาย อกุศลหมดไปจากใจ เรานึกได้ คิดได้ ว่าเราประมาทเสียแล้ว เราได้แต่เสียใจ พอความตายมาถึง เงินก็ดี ตำแหน่งก็ดี ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ดี ช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ปัญจกัมมัฏฐาน ปัญจกัมมัฏฐาน หรือกัมมัฏฐาน 5 นั้น อุปัชฌาย์สอนเราทุกคนให้เราพิจารณา ส่วนประกอบของร่างกาย 5 อย่าง เป็นอนุโลม (เดินหน้า) ปฏิโลม (ถอยหลัง) คือ เกสา (ผม) โลมา (ขน) นขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตะโจ (หนัง) ปรากฏว่าไม่มีใครทำได้ เพราะบอกแต่หลักการไว้ แต่ไม่ได้บอกวิธีการว่าจะให้ทำอย่างไร กัมมัฏฐาน 5 จึง เป็นคำสอนที่บอกกัน สืบมาเป็นประเพณี อุปัชฌาย์ทุกรูปบอกตรงกันหมด ความรู้เกี่ยวกับกัมมัฏฐาน 5 ไม่มีปราชญ์คนใดพัฒนาเลย ความจริงอุปัชฌาย์ต้องการให้ผู้บวช เห็นความเป็นอนิจจังของร่างกายว่า ไม่เที่ยง เพื่อผู้บวชจะได้เร่งรักษาศีล อันเป็นบุญที่จะช่วยตัวเอง วิธีทำ ก็คือ 1. ให้ท่านหลับตา เพื่อให้ใจเปิด แล้วนึกเอาส่วนต่าง ๆ 5 อย่างนั้น ทีละอย่าง เข้าไปกำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย โดยน้อมเข้าปากช่องจมูกก่อน แล้วเดินไปตามฐานต่าง ๆ จนในที่สุดกำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย โปรดดูภาพประกอบ ลำดับแรก กำหนดเอาเกสาก่อน บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง จนใจหยุดและนิ่งแล้ว จะเห็นว่า เกสาคือเส้นผมยาวขึ้น แล้วก็หงอก แล้วก็หลุดไป แล้วก็เป็นผงธุลีไปในที่สุด ลำดับสอง กำหนดเอาโลมา คือ ขน ลำดับสาม กำหนดเอานขา คือ เล็บ จะเห็นว่าเล็บยาวออก แล้วก็เป็นผุยผง ลำดับสี่ กำหนดเอาทันตา คือ ฟัน จะเห็นว่ากร่อนและผุเป็นผุยผง ลำดับห้า กำหนดเอาตะโจ คือ หนัง ได้แก่ ผิวหนังของเราเอง นึกเอาไปเป็นบางส่วนเท่านั้น ลงเอยว่า ส่วนประกอบของรางกายไม่จีรังยั่งยืน มีแต่จะสลายและแตกดับ 2. คราวนี้ ทำปฏิโลม คือ แบบถอยหลังบ้าง น้อมเข้าจมูกขวา (สำหรับชาย) จมูกซ้าย (สำหรับหญิง) เริ่มย้อนกลับไปหาต้น คือ ตะโจ ทันตา นขา โลมา เกสา สรุปผลการพิจารณาก็อย่างเดียวกัน คือ ส่วนประกอบของร่างกายไม่จีรังยั่งยืน 3. ลำดับนี้ ลองนึกเอาส่วนประกอบทั้ง 5 อย่าง ไปกำหนดไว้ที่ศูนย์กลางกาย บริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ให้ใจหยุด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เกิดเป็น “อุคหนิมิต” เป็นดวงแก้วขาวใส สว่างโชติ ณ ที่ศูนย์กลางกายนั้น ดวงแก้วใสนี้ คือ ดวงธรรมของท่าน ขอความกรุณาว่า ท่านวางใจให้เฉย ๆ อย่าดีใจ อย่าปลื้มใจ จากนั้นให้ท่านบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ให้ยิ่งขึ้น จะเห็นว่ากลางดวงแก้วใสนั้นมีจุดใสเท่าปลายเข็ม (กลาง, เอกายนมรรค) ให้ท่านจรดใจจี้กลางของจุดใสเล็กนั้น ประคองใจจี้ให้ยิ่งขึ้น แล้วจุดใสเล็กขาวใสจะหายไป เกิดสภาพ “สุญญตา” คือ ความว่าง ในว่างนั้น จะเกิดพระพุทธรูป ขาวใส เกตุดอกบัวตูม นั่งขัดสมาธิอยู่ในท้องของเรา ตัวเราหันหน้าไปทางใด พระพุทธรูปนั้น ก็หันพระพักตร์ไปทางนั้น อุปัชฌาย์ไม่ประสงค์ให้ท่านสังเวชต่อการแตกดับของร่างกายเท่านั้น ยังทำให้ท่านเข้าถึง “ธรรมกาย” ด้วย ซึ่งธรรมกายนั้น คือ พระพุทธองค์ และพระพุทธองค์ ก็คือ พระรัตนตรัย ใครบวชแล้ว ทำกัมมัฏฐาน 5 ได้อย่างนี้ จึงจะชื่อว่า “ได้บุญงาม” หากจะว่าไปแล้ว เรื่องของ เกสา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ก็คือ เรื่องของพระรัตนตรัย พูดให้ง่ายก็คือ เรื่องของธรรมกายนี้เอง การบอกกัมมัฏฐานคงจะเลือนกันมา จึงไม่บอกวิธีปฏิบัติไว้ คงจะห้วนเข้า ๆ จนจับสาระไม่ได้ นักปฏิบัติยุคหลัง ๆ ไม่ได้ค้นคว้ากันให้จริงจัง ความรู้เรื่องนี้จึงขาดการพัฒนา แต่กลับไปสนใจเรื่องลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แทนกัมมัฏฐานดั้งเดิมของเราอย่างหมดเยื่อใย เป็นผลให้เราเข้าไม่ถึงพระรัตนตรัยยิ่งขึ้น เหตุเพราะเราไม่เข้าถึงธรรมกาย จึงทุกข์กันเกือบทั่วไป ไปที่ไหน เห็นแต่ทุกข์ร้อนกันทั้งนั้น หาความสงบไม่ได้ ถ้าเข้าถึงธรรมกาย ทุกข์ดับ สมุทัยดับ ความทุกข์ร้อนหมดไป สังคมใด หมู่ชนใด ศึกษาวิชาธรรมกาย สังคมนั้นเป็นสุข สารบัญ |