Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรเบื้องต้น arrow ผู้ใดเห็นดวงธรรม arrow ผู้ใดเห็นดวงธรรม 20
ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือ ธรรมกาย 20 PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 26 August 2006
ใครเป็นเจ้าของวิชชาธรรมกาย

     พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของวิชชา

     พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัส องค์นั้นก็ค้นคว้าวิชชา

     วิชชาที่ค้น ก็คือ “วิชชาธรรมกาย”

     การค้นคว้าคือ ทำความเพียรทางใจ

     ถ้าไม่พบ ก็ยอมตายถวายชีวิต

     นั่งขัดสมาธิแล้วหลับตา หลับตาเพื่อ “เปิดใจ”

     ถ้าไม่พบธรรมวิเศษ ยอมตายกันทีเดียว แม้จะเหลือแต่กระดูกและเส้นเอ็นก็ยอม พระพุทธเจ้ามีปกติอย่างนี้

ธรรมวิเศษที่พบคือ “ธรรมกาย”

     เมื่อเห็นธรรมกาย ด้วยรู้และญาณแห่งธรรมกาย ทำให้บรรลุวิชชา 3 คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ เห็นการเกิดการตายของสัตว์โลก เห็นวิชชาอาสวักขยญาณ รู้วิธีทำให้หมดกิเลส เห็นวิชชาอริยสัจ 4 คือ เห็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และเห็นวิชชาอื่น ๆ ต่อไป

     การเห็นธรรมกายโดยไม่มีครูอาจารย์ ไม่มีใครบอก ไม่มีใครชี้แนะ เรียกผู้เห็นธรรมกายด้วยตัวเองว่า “พระพุทธเจ้า” หรือสัพพัญญูพุทธเจ้า และผู้เห็นธรรมกายจากการสอน การแนะนำของพระองค์ เรียกผู้เห็นธรรมกายเหล่านั้นวา “อนุพุทธเจ้า”

     ในยุคพุทธกาล เห็นธรรมกายแล้วฝึกละสังโยชน์กันไม่นาน คือ เรียนวิชชาอาสวักขยญาณ ทำกันไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์กันหมด

     คนที่จะเข้ามานับถือ พอฟังธรรมแล้วเห็นดวงปฐมมรรค เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม คือ ใจเห็นดวงธรรม จึงสมัครใจเป็น “พุทธมามกะ” โดยกล่าวปฏิญาณตนว่า

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิทุติยมฺปิ ..................ตติยมฺปิ ..................

     วิชาธรรมกายนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้านิพพานไปแล้ว 500 ปี ยังมีการปฏิบัติกันอยู่ หลังจากนั้นมา วิชชานี้สูญไปเนื่องจากไม่มีการปฏิบัติสืบต่อกันมา หรือจะอย่างไรก็ไม่ทราบชัด แต่เคราะห์ดี โชคยังช่วยเรา พระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อสด” ค้นคว้าวิชชาธรรมกายได้มาอีกครั้งหนึ่ง เป็นสมบัติอันล้ำค่า ที่พวกเราจะต้องรักษากันสืบไป

     ดังนั้น คำว่า “ธรรมกาย” จึงเป็นคำที่ไม่คุ้นหูเรา แต่มีที่มาตามที่กล่าวมาแล้ว

     เนื่องจาก “ธรรมกาย” เป็นของจริง เกิดมรรคผลแก่ผู้ปฏิบัติจริง ทำให้การเผยแพร่ขยายไปในวงกว้างขึ้นเรื่อย แม้เกจิอาจารย์บางท่าน มีความเห็นไปในทางคัดค้าน ก็ค้านไม่ได้นาน เพราะทองคำแท้จะไม่มีวันลอก แต่ทองวิทยาศาสตร์ สักวันหนึ่งต้องลอกจนได้

     ของจริงมีอยู่ว่า “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย”

     ถ้าเห็นดวงธรรมแล้ว จะต้องเห็นตถาคตแน่ ๆ ตถาคตไม่ใช่ใคร คือธรรมกาย และธรรมกายคือตถาคต ของจริงมีอยู่อย่างนี้

     แต่ว่าเมื่อเป็นธรรมกายแล้ว จะต้องเรียนวิชชาธรรมกายให้สูงยิ่งขึ้นไป จะเพียงบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” เพียงเห็นธรรมกายในท้องนั้น ดูจะไม่เป็นการเพียงพอเสียแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าภาคมารคิดวิชาร้อยแปดมาหลอกให้เราเรียนกันมากเหลือเกิน ในยุคนี้มีกัมมัฏฐานมากมายหลายแบบ ว่ากันเปรอะไปหมด จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร

     ไม่ว่าท่านจะไปทางไหน จะไปทางภูเขาก็เห็นพระพุทธรูปใหญ่ไว้บนเนินเขา จะไปทางแยกก็เห็นพระพุทธรูปปางลีลา ไปทางไหนเห็นแต่พระใหญ่พระโต ใครสร้างได้ใหญ่จะได้ชื่อว่า “เก่ง” และ “ดัง”

     วัตถุประสงค์ของการสร้างมีตางกัน เช่น สร้างเพื่อกราบไหว้จะได้ใจเย็น จัดงานประจำปี เงินจะได้เข้าวัด ให้เกิดความเจริญแก่ศาสนา เป็นต้น

     พูดถึงราคาค่าก่อสร้าง ไม่ใช่บาทสองบาท กว่าจะสร้างเสร็จแต่ละรายใช้เวลาหลายปี ผู้สร้างภูมิใจว่าได้บุญไพศาล หากปรารถนาเป็นสัพพัญญูจักสำเร็จแล คติหรือความเชื่อของเราเป็นอย่างนี้

     พระพุทธรูปไม่ว่าองค์เล็กองค์ใหญ่ เป็นหุ่นจำลองธรรมกายของพระพุทธเจ้า พระเป็นปฏิมากร เกตุดอกบัวตูม พระนามว่า “ธรรมกาย” สัดส่วนขนาดไหน ถ้าหน้าตักกว้าง 5 วา สูง 5 วา เป็นสัดส่วนธรรมกายพระโสดา ถ้าหน้าตักกว้าง 5 วา หย่อนนิดหนึ่ง เป็นสัดส่วนธรรมกายโคตรภู ฯลฯ เป็นต้น

     เมื่อมีใครกราบไหว้ มีคนแนะนำให้น้อมใจนำพระพุทธรูปไปนั่งอยู่ในท้อง แล้วเพ่งให้ขาวให้ใส เมื่อพระพุทธรูปขาวและใส ปรารถนาอะไร พึงอธิษฐานเอาเถิด นอกจากเป็นอุบายให้คนเห็นพระรัตนตรัยทางอ้อมแล้ว ยังช่วยให้คนเกิดหิริโอตตัปปะขึ้นในใจโดยไม่รู้ตัวด้วย สังคมใดที่คนมีใจเป็นหิริโอตตัปปะ สังคมนั้นมีแต่ความสงบระงับ ที่ใดสร้างพระและมีวิธีการดังกล่าวนี้ น่าอนุโมทนายิ่งนัก

สวดมนต์ให้ถึงพระ

     เราจุดธูปเทียนบูชาพระ เราสวดมนต์ไหว้พระ ก็ด้วยวัตถุประสงค์ให้ใจหยุด ใจนิ่ง ใจใส ใจสว่าง ที่ศูนย์กลางกาย วาจากล่าวคำสวด แต่ใจปักนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ในที่สุดใจนิ่ง ใจใส ตรงศูนย์กลางกาย และเห็นดวงปฐมมรรค เป็นดวงแก้ว ขาวใส สว่างโชติ

     จากนั้นสวดต่อไป แต่ใจจี้นิ่งกลางดวงปฐมมรรคนั้น จะเห็นพระประธานที่เราบูชากลางดวงธรรมนั้น แต่พระประธานเปลี่ยนสีเป็น “ขาว” และ “ใสสว่างโชติ” เป็นพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ขาวและใส นี่คือ พระรัตนตรัย

     แสดงว่าเราบูชาพระและสวดมนต์จน “เข้าถึงพระรัตนตรัย” เสียดายการวดมนต์และการบูชาที่ทำกันมาก่อน ๆ นั้น ไม้เป็นเรื่องเลย แต่ได้สวดให้ได้ชื่อว่าสวดพร้อมกันเท่านั้น ได้แต่เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาไม่ถูกพระรัตนตรัยเลย ถ้าจะให้ถูกพระรัตนตรัยจะต้องตั้งใจให้ถูกศูนย์กลางกาย

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org