|
ท่านได้อะไรจากคำสอนของพระพุทธศาสนา
- ท่านได้ทราบ คำสอน 3 ข้อ - โดยเฉพาะท่านได้ทราบ สจิตฺตปริโยทปนํ การทำใจให้ใส ว่าจะต้องเอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย - ท่านได้ทราบหลักของมรรค 8 ในที่สุดเกิด “ธรรมกาย” การที่เราทำบุญให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อธิษฐานแล้วอธิษฐานอีกว่า ขอให้ได้มรรคผลนิพพาน ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ก็ทำกันมามากต่อมากแล้ว ไม่รู้ว่ากี่ชาติ กี่ภพ วัตถุประสงค์สำคัญก็เพื่อ ให้เห็น “ธรรมวิเศษ” ธรรมวิเศษนั้นไม่ใช่อะไร คือ “ธรรมกาย” นั่นเอง คนเรามีการเกิด 2 หน หรแรกเกิดจากครรภ์มารดา หนที่ 2 ถือเป็นการเกิดใหม่ คือ วันที่เราบรรลุ “ธรรมกาย” ใจเราเปลี่ยนสภาพจากเดิม เป็น “อารยะ” ทันที เราต่างก็ปรารถนาได้พบธรรมชนิดนี้ทั่วกันทุกคน แต่เราพอเกิดมาแล้ว บาปใด อกุศลใด ไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้เรียนธรรมกาย กลับแปรเปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่น ไปเชื่ออย่างอื่น ไปเชื่อกัมมัฏฐานภาคมาร กว่าจะกลับตัวได้ก็สายเกินแก้ จวนจะหมดอายุอยู่แล้วยังไม่เป็น “ธรรมกาย” ยังลุ่มหลง เล่นกัมมัฏฐานของอวิชชาอยู่ ทำบุญหมดเงินไปมากแล้ว ตั้งใจไม่ถูกศูนย์กลางกาย มารเขาระเบิดดวงบุญไปแล้วเท่าไร ไม่ทราบเลย เพราะไม่เห็น จึงไม่รู้ แสดงว่า มีกี่คนที่ได้พบ “ธรรมกาย” ตามที่ปรารถนาไว้แต่เดิม และมีกี่คนได้เกิดหนที่ 2 คือ วันบรรลุ “ธรรมกาย” ข้อเสนอแนะ 1. การแสวงหาโมกขธรรม โมกขธรรมอยู่ที่ศูนย์กลางกายของตน ไม่ต้องไปแสวงหาที่อื่น ไม่ต้องไปอยู่ถ้ำ ไม่ต้องเข้าป่า เพราะธรรมไม่ได้อยู่ในป่า ไม่ได้อยู่ในถ้า แต่อยู่ที่ศูนย์กลางกายของตนเอง ให้ท่านค้นคว้าที่นั่น แต่ถ้าไปอยู่ป่า อยู่ถ้ำ เพื่อทำความเพียร นั่นอีกเรื่องหนึ่งปริยัติธรรมคือ การศึกษา ให้ทราบทฤษฎีทราบกฎเกณฑ์ เราเรียนแล้ว ยังอยู่แต่ปฏิบัติและปฏิเวธ ที่เราต้องทำกันต่อไป ความรู้ด้านปริยัติ ได้แก่ การท่องจำและการอ่าน ทำได้ไม่ยาก แต่ปฏิบัติและปฏิเวธ ทำได้ยากทั้ง 2 อย่าง 2. คาถา “สัม มา อะ ระ หัง” เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ ควรบริกรรมใจในทุกอิริยาบถ แม้ยังไม่เห็นดวงธรรม จงบริกรรมไว้ในใจ ได้มีประสบการณ์ เห็นผู้ได้รับความสำเร็จ ด้วยคาถานี้มากมายเหลือเกิน ป่วยอยู่ก็หาย มีทุกข์ภัย ทุกข์นั้นก็พลันหาย คนอยากได้บุตรก็ได้บุตร ขายของไม่ดี ภาวนาแล้ว กลับขายของได้ดี ไปไหนมา ถ้าเห็นว่าไม่ปลอกภัย บริกรรม “สัม มาอะ ระ หัง” แล้วก็ปลอดภัยทุกราย เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ครอบจักรวาลจริง ๆ แม้จะทำบุญใส่บาตร ก็ต้องบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” เจิมหน้าบ่าวสาว ยกเสาเอก เจิมรถได้ทั้งนั้น มีคนถามมากมายว่า เหตุใด คาถา “สัม มา อะ ระ หัง” จึงให้ความศักดิ์สิทธิ์ปานนั้น หลวงพ่ออธิบายว่า ใครบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาจรดกระหม่อมทันที อำนวยความสำเร็จให้หมดทุกราย ไม่ว่าจะบริกรรมเมื่อไร เวลาใด เป็นต้องโชคดีเสมอไป 3. การตั้งใจไม่ว่าจะทำบุญเจริญภาวนา รักษาศีล ฟังธรรม สวดมนต์ จะต้องเอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายเสมอ ถ้าไปตั้งใจไว้ที่อื่น ดวงบุญของเราถูกอวิชชาคือมาร ระเบิดไปจนหมด เหลือไว้บ้างก็เศษ ๆ โดยที่เราไม่รู้ 4. การทำใจหยุดใจนิ่ง ขณะที่บริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ให้จรดใจลงไปที่ศูนย์กลางกาย ปักใจตรงไหนก็ตรงนั้น จี้ตรงไหนก็ตรงนั้น เมื่อจี้หรือปักใจลงไปแล้ว ถ้ามืดก็จี้ตรงมืดนั้น ถ้าสว่างก็จี้ตรงสว่าง อย่าส่ายใจหรือเลือกจุดจี้ ถ้าจะเห็นอะไร ก็ต้องเห็นตรงที่จี้ ถ้าไม่เห็นตรงที่จี้ ก็อย่าสนใจไปจุดอื่น มั่นคงตรงจุดนั้นอย่างเดียว แล้วมืดก็จะค่อย ๆ สว่างขึ้น ส่วนที่สว่างเดิมนั้น ก็จะสว่างยิ่งขึ้นไป อย่าไปหลงกลมาร เมื่อจี้แล้วเกิดมืด เราก็เปลี่ยนใจ สว่างทางไหน ก็ส่ายใจตามไปนั้น ลักษณะนี้ เรียกว่า ถูกมารเขาหลอก เพราะเขารู้ว่าเราจะเห็นธรรม เขาก็หลอกเรา เดี๋ยวทำสว่างทางโน้น เดี๋ยวทำสว่างที่นี่ เราก็ส่ายใจตามไปเรื่อย เหมือนเล่นจับขโมย เหมือนแทงลูกบิลเลียดนั่นทีเดียว มีข้อยุติว่า ถ้าไม่เห็นตรงจุดหมายที่เราจี้ เราจะไม่สนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปสว่างที่ใด เมื่อปักใจลงไปแล้ว แม้นว่ามืด เราก็จี้ตรงมืดนั้น ไม่นานเลย มืดนั้นก็จะสว่างและเมื่อปักใจจี้ลงไปถ้าสว่างก็จี้ตรงสว่างนั้น อย่าเลือกจุดจี้เป็นอันขาด ต่อเมื่อใจหยุดแล้ว ให้ยุดในหยุดต่อไป อย่าถอยหลังกลับ คือ หยุดในหยุดเรื่อยไป จี้ไปในหยุดเรื่อยไป อย่าภาวนาแล้วหยุดลอย ๆ หรือหยุดเฉย ๆ แล้วมาทำอะไร อย่างนี้อาจไม่เข้าใจ เอาเป็นว่า ให้หยุดแล้วจี้ตรงหยุดในหยุดเรื่อยไป จี้เข้าในหยุด กลางของหยุดในหยุดเรื่อยไป อย่าหยุดแล้วไม่ทำอะไร และอย่าเพิ่งพิจารณาอะไร เพราะมารกำลังขวาง ให้วิชชาของเราไปสุดเสียก่อน แล้วจึงถึงขั้นใช้ปัญญา การฝึกฝนทางใจ ถ้าใช้ปัญญามากไปใจมันไม่เดิน สารบัญ |