Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรเบื้องต้น arrow ผู้ใดเห็นดวงธรรม arrow ผู้ใดเห็นดวงธรรม 16
ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือ ธรรมกาย 16 PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 26 August 2006
วิชาของมาร

     วิชาของมาร มี 2 อย่าง คือ

1. วิชาทั่วไปของมาร

2. กัมมัฏฐานของมาร

     ท่านทราบดีแล้วว่า วิชาของมารเรียนแล้วใจไม่สงบ ใจกำเริบ อยากก่อกรรมทำเข็ญ อยากลองดี มักอ้างว่า เรียนไว้เพื่อป้องกันตัว เรียนไปแล้วมีแต่จะทำให้ตัวเองทรุดโทรม ไม่ช้าก็เร็ว แรก ๆ ทำท่าจะดี ต่อไปก็เสื่อม วิชาทั่วไปของเขาก็คือ

1. ไสยศาสตร์ เวทมนตร์ อาคมขลัง

2. ปลุกเสกยันต์ เลขยันต์

3. ปลุกตัว ปลุกหัวใจต่าง ๆ

4. ทำเสน่ห์ สักตามตัว

5. ทรงเจ้า เข้าผี

6. ยาสั่ง บิดไส้ บังควัน ควายธนู

7. น้ำมันพลาย ขี้ผึ้งเสน่ห์ ฯลฯ

     คาถาก็ดี คำสวดก็ดี มักอ้างบารมีพระพุทธเจ้า เราหลงเชื่อว่าบารมีพระพุทธเจ้า และอานุภาพพระพุทธเจ้าจริง แท้จริงแล้ว พระพุทธเจ้าฝ่ายสัมมาทิฏฐิ ท่านไม่เล่นด้วย แต่พระพุทธเจ้าฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ เขาสนับสนุนทันที ใครไปเล่นวิชาเหล่านี้เท่ากับเป็นฐานทัพให้มารแผ่อาณาจักร บ้านเมืองของเราจึงเต็มไปด้วย อวิชชา เพราะเราไปหลงเชื่อเดรัจฉานวิชา เห็นได้ทั่วไป

     วิชาที่ละเอียดไปจากนั้น ได้แก่ วิชากัมมัฏฐาน อันเป็นวิชาที่ใช้ความละเอียดของใจ เขาจะหาทางบ่ายเบนใจ ไม่ให้ดินถูกทางได้ ให้เราตั้งใจผิดไปจากศูนย์กลางกายเสมอ เพราะถ้าให้ถูกศูนย์กลางกายแล้ว มนุษย์ก็จะได้มรรคผลกันหมด ดังนั้น ถ้าท่านสำรวจให้ดี จะพบว่า กัมมัฏฐานที่กำหนดไจไว้ที่ศูนย์กลางกายนั้น แทบไม่มีเลย มารมาพลิกเห็น จำ คิด รู้ของเราเสียหมด ให้กำหนดใจไว้ในที่ต่าง ๆ กัน

     แต่มารเขาก็เก่งพอตัว ทั้งที่เราทำไม่ถูก แต่เขาก็ให้เราเชื่อความไม่ถูกของเราได้ วิธีของเขาก็คือ เปิดสมบัติให้ ให้คนมานิยมกันมาก ๆ ให้เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ เราก็เชื่อวิธีการของเรายอดเยี่ยม เพราะทำไปแล้ว ได้โน่นได้นี่ เห็นอยู่กับตา แต่แล้วเรากลับไม่ได้มรรคผลจริง คือ เมื่อเกจิอาจารย์ผู้นั้นตายไป ตรวจดูด้วยรู้และญาณของธรรมกาย ก็พอทราบได้ว่าเกจิอาจารย์เหล่านั้นไปสู่สวรรค์เท่านั้น ไม่ไปนิพพานตามลัทธิวิธีของตนเสียแล้ว มักจะเป็นอย่างนี้ เรายังเก่งไม่เท่าเขา เพราะเขายังต้มเราได้ ทั้งที่เรารู้อยู่

     ถ้าเขาไม่เก่งจริง สัตว์โลกจะแก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างไร แม้พระพุทธองค์เขายังมากำหนดวันตายให้ ครั้นถึงกำหนด พระพุทธองค์ก็ต้องเข้านิพพาน ตามที่เขากำหนดนั้น

     ทุกวันนี้ เราเห็นของปลอมและของจริง มีพระจริง ก็ต้องมีพระปลอม จนเราไม่ทราบว่า องค์ไหนองค์จริง องค์ไหนองค์ปลอม เพราะดูไปก็เห็นเหมือนกันทั้งรูปร่างและขนาด เกี่ยวกับเรื่องนี้ มารเขาเก่งมาก พระพุทธเจ้าภาคบุญค้นวิชชาได้ พระพุทธเจ้าภาคมารเขาก็มาลบ มาแปรเปลี่ยนโดยเฉพาะวิชชากัมมัฏฐาน พระพุทธเจ้าภาคบุญ ค้นพบที่ตั้งของใจว่าอยู่ศูนย์กลางกาย พระพุทธเจ้าภาคมารเขาก็มาเปลี่ยน เป็นที่หน้าผาก ที่หน้าอก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกคอ ฯลฯ แม้คำว่า “อานาปานัสสติ” ความหมายที่แท้ ก็ให้ใจกำหนดรู้ว่าลมหายใจเข้า ไปหยุดที่ไหน และลมหายใจออก ตั้งต้นออกที่ตรงไหน ที่หยุดของลม คือ ศูนย์กลางกาย ให้เอาใจไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายนั้น เพราะศูนย์กลางกายเป็นที่ตั้งของปฐมมรรค เป็นมรรคเบื้องต้น เป็นบาทของมรรคอื่นจะได้เดินมรรคผลกันถูกต้อง ในที่สดจะบรรลุ “ธรรมกาย”

     มารมาดลใจอีก เข้าไปว่า อานาปานัสสติ เป็นการกำหนดลมหายใจเข้า กำหนดลมหายใจออก ให้ลมเข้าเป็น “พุธ” ลมออกเป็น “โธ” ใจเราก็วิ่งเข้าวิ่งออกตามลมเข้าลมออกอยู่อย่างนั้น จึงเข้าไม่ถึงปฐมมรรค เมื่อไม่ถึงปฐมมรรคเราก็เดินมรรคผลไม่ถูก แพ้มารเขาอีก

     จึงขอสรุปว่า วิชาของมาร 2 อย่างนั้น ทั้งวิชาทั่วไปมีอะไรบ้าง และวิชากัมมัฏฐานมีการกำหนดใจอย่างไร ขอให้เรารู้จักไว้ เราจะได้ทราบว่า อะไรควรเว้น อะไรควรเรียน และอะไรควรให้การสนับสนุน เพื่อให้อวิชชาสูญไปจากโลก ถ้าเราไม่ช่วยกันในทางที่ชอบ ก็จะเข้าทำนอง น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟอยู่นั่นเอง

พระพุทธเจ้าภาคมารได้เอากิเลสอะไรมาดองไว้ในใจของสัตว์โลกบ้าง

     พระพุทธเจ้าฝ่ายบุญ สอนให้เราละกิเลส สอนให้เราละสังโยชน์ แปลว่า อย่าไปเพิ่มกิเลสให้มากขึ้น เพราะแต่เดิมพระพุทธเจ้าภาคมารเอากิเลสมาให้ไว้แล้ว ของเก่าของเรายังทำให้หลุดไปไม่ได้ อย่าไปพอกพูนขึ้นใหม่อีกเลย

     - ท่านทราบแต่ว่า กายมนุษย์คือ ตัวท่าน ยังมีกิเลส เราเจริญภาวนารักษาศีลกันอย่างทุกวันนี้ เป็นการไม่เพิ่มพูนกิเลสใหม่เท่านั้น ส่วน “ของเก่า” คือ กิเลสเดิมที่นอนเนื่องอยู่ใน “ใจ” นั้นมีอะไรบ้าง

     และกิเลสที่อยู่ในกายละเอียดของท่าน ท่านเข้าไปสืบทราบแล้วหรือยัง การจะไปดูกิเลสในกายละเอียดอื่น ๆ ถ้าดูด้วยตามนุษย์ไม่เห็น จะต้องทำ “ธรรมกาย” เป็น และใช้รู้ใช้ญาณธรรมกายตรวจ จึงจะเห็นได้ รู้ได้

     ฝ่ายอวิชชาได้เอากิเลสต่าง ๆ ตรึงติด “ใจ” ของสัตว์โลกไว้ ดังนี้

     1. กายมนุษย์ และกายฝัน

อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

     2. กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด

โลภะ โทสะ โมหะ

     3. กายรูปพรหมหยาบ กายรูปพรหมละเอียด

ราคะ โทสะ โมหะ

     4. กายอรูปพรหมหยาบ หายอรูปพรหมละเอียด

กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย

     5. ธรรมกายโคตรภูหยาบ ธรรมกายโคตรภูละเอียด

สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา

     6. ธรรมกายพระโสดาหยาบ ธรรมกายพระโสดาละเอียด

 ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ ธรรมกายพระสกิทาคามีละเอียด

กามราคะ ปฏิฆะ

     7. ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด

รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

     8. ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด

ไม่มีกิเลสใดเจือปน

ข้อคิดเรื่องการสะสางกิเลส

     1. กายของท่าน 18 กาย

          - ท่านเห็นได้กี่กาย

          - กายมนุษย์ คือ ตัวตนของท่าน ท่านเห็นอยู่แล้ว ถึงไม่บรรลุธรรมอะไร ก็เห็นกันอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

          - กายฝัน เป็นกายละเอียดต่อจากตัวมนุษย์ มีกี่ท่านได้เห็นอย่างถูกวิธี ถ้าเห็นกายฝันเมื่อนอนหลับ ก็ได้เห็นกันทุกคนเพราะ ทุกคนเคยฝัน แต่ถ้าเห็นในขณะที่เรา “ไม่หลับ” คือ เห็นในขณะที่เราปฏิบัติธรรมมีใครบ้างที่ได้เห็น

     ถ้าถามว่า ใครเห็นกายฝันอยู่ในดวงวิมุตติญาณทัสสนะบ้าง อันเป็นการเห็นที่ถูกวิธี คงไม่มีใครเห็นเลย เว้นแต่ท่านที่ฝึกวิชชาธรรมกายเท่านั้น เมื่อไม่เห็นกายฝัน กายละเอียดต่อจากนั้นไปเป็นอันไม่ต้องพูดถึง แล้วท่านพูดว่า อาจารย์นั้นหมดกิเลส อาจารย์นี้หมดกิเลส ท่านนั้นเป็นผู้สำเร็จ ท่านเอาอะไรมาเป็นข้อพิสูจน์ ความเห็นของท่าน และความเห็นนั้น ประกอบด้วยความรู้อะไร

     2. กายของเรา 18 กาย ไม่มีกิเลส เพียง 2 กาย

     - ท่านจะเห็นว่า กายของเรามี 18 กาย ไม่มีกิเลสเพียง 2 กายเท่านั้น คือ ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบและธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด นอกนั้นมีกิเลสทุกกาย แต่ละกายมีชื่อกิเลสต่างกันออกไป ตั้งแต่กิเลสหยาบไปถึงขั้นละเอียด ตามหลักฐานดังกล่าวนั้น

     - แม้บรรลุถึงธรรมกาย มารก็ยังสามารถเอากิเลสไปหุ้มเคลือบธรรมกายได้อีก เห็นฤทธิ์เดชของมารเขาไหม ว่าเขาเก่งขนาดไหน แล้วเราจะหมดกิเลสกันอย่างไรได้

     เพียงทำให้เห็นธรรมกาย ก็ยากแทบจะล้มประดาตายอยู่แล้ว เรายังต้องศึกษาความรู้สะสางกิเลสอีก ซึ่งงานสะสางกิเลสไม่ใช่งานที่ทำง่ายเลย ดังนั้น ท่านที่ไม่เห็น “ธรรมกาย” จะอ้างว่าตนหมดกิเลส จึงเป็นสิ่งทีเป็นไปไม่ได้ ท่านที่ไม่เห็น “ธรรมกาย” จะพูดว่า “จะเข้านิพพาน ให้ได้” นั้นฟังไม่ได้เลย

     “ธรรมกาย” เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าใกล้นิพพานและใกล้ตถาคต ถ้าไม่เห็นธรรมกาย ก็แสดงว่าห่างไกลพระพุทธองค์และห่างนิพพาน

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org