|
การบอกกำหนดดวงนิมิต เพื่อพัฒนาใจต่อไป บัดนี้ ท่านทั้งหลายได้สวดมนต์ไหว้พระเสร็จเรียบร้อย ซึ่งการกล่าวคำสวดเช่นนี้ เป็นอุปการะให้การพัฒนาใจได้ผลดียิ่ง ดังนั้น ก่อนฝึกพัฒนาใจทุกครั้ง จะต้องกล่าวคำสวดให้ครบบทสวด จากนี้ไป ให้ทุกท่านนั่งขัดสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย วางมือบนหน้าตัก มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ขวาจรดหัวแม่มือซ้าย ตั้งกายตรง ตั้งใบหน้าให้ตรง ไม่ก้มหน้า แล้วนึกทำใจให้ว่าง คือ ปราศจากเรื่องกังวลใจทั้งปวง แม้หน้าที่การงานและภารกิจส่วนตัว ไม่ต้องนำมาขบคิด นึกถึงคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓ ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า ทำใจให้สว่างใส นั้น มีวิธีทำดังนี้  ภาพแสดงทางเดินของใจ 7 ฐาน ให้ทุกท่านหลับตา เพื่อให้ใจเปิด เมื่อหลับตาแล้ว ให้นึกถึงดวงแก้วกลมขาวใสสว่างโชติ มีขนาดเท่าแก้วตา นึกให้ดวงแก้วขาวใสด้วยใจ เมื่อนึกได้แล้ว พึงเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่าง ๆ ในตัวเรา ดังต่อไปนี้ (1.) ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย ชายขวา) น้อมดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องจมูก สำหรับท่านหญิงปากช่องจมูกซ้าย สำหรับท่านชายน้อมมาปากช่องจมูกขวา เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใสเบา ๆ พร้อมกับบริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ (2.) เพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา) จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่เพลาตา สำหรับท่านหญิงเพลาตาซ้าย และท่านชายเพลาตาขวา นึกบรรจุดวงนิมิตใสลงไปที่รูน้ำตาออกคือ เพลาตา เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสเกิดความสว่างโชติ (3.) จอมประสาท (ในกะโหลกศีรษะ) จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในจอมประสาท อยู่ในกะโหลกศีรษะ วิธีเลื่อนดวงนิมิตใส ให้ทำตาขาวเหมือนตาคนเป็นลม คือ นึกเหลือกตากลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะ พร้อมกับเลื่อนดวงนิมิตใสไปด้วย ให้ดวงนิมิตใสนิ่งอยู่ในกะโหลกศีรษะ แล้วลืมเรื่องการเหลือกตาทันที เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ (4.) ปากช่องเพดาน จากนั้น เลื่อดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องเพดาน เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตสว่างโชติ (5.) ปากช่องลำคอ จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสมาที่ปากช่องลำคอ อยู่ในหลอดลำคอ คะเนว่าอยู่เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง เอาใจสัมผัสดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ (6.) ฐานของศูนย์กลางกาย จากนั้น เลื่อนดวงนิมิตใสไปในท้องของเรา ดวงนิมิตใสตั้งอยู่ตรงไหน สมมุติว่ามีเส้นด้าย ๒ เส้น เส้นแรกสมมุติว่า แทงจากสะดือตัวเราเอง ขึงตึงทะลุข้างหลัง อีกเส้นหนึ่งสมมุติว่า แทงจากสีข้างขาวขึงตึงทะลุสีข้างซ้าย เราเห็นเป็นมโนภาพว่า ในท้องเรามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้น เป็นรูปกากบาท ตรงจุดตัดคือ ฐานของศูนย์กลางกายเอาดวงนิมิตใสไปตั้งไว้จุดตัดของเส้นด้าย บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง จำนวน ๓ ครั้ง แล้วนึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ (7.) ศูนย์กลางกาย (ศูนย์ถาวร) จากนี้ไป เลื่อนดวงนิมิตในจากฐานที่ ๖ ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง คือ เลื่อนจากฐานของศูนย์กลางกาย มาที่ศูนย์กลางกาย เอาใจสัมผัสนิ่งกลางดวงนิมิตใส บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง นึกให้ดวงนิมิตใสสว่างโชติ บริกรรมเรื่อยไปจำนวนร้อยครั้งพันครั้ง อย่างน้อย ๒๐ นาที ต่างคนต่างบริกรรม ผู้นำวิชาหรือครูเงียบเสียงชั่งคราว ให้โอกาสสมาชิกฝึก ต่างคนต่างฝึกตามวิธีการดังกล่าวแล้ว การวัดผล การวัดผลเบื้องต้น เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้นำหรือครู จะต้องติดตามตรวจสอบ เพื่อทราบผลการปฏิบัติว่า ฝึกใจได้ผลเพียงใดหรือไม่ ? หากผู้ใดยังทำไม่เป็น จำเป็นต่างฝึกเบื้องต้นต่อไป รายใดที่สามารถฝึกใจระดับเบื้องต้นได้ ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงต่อไปเรื่อย ๆ ตามระดับความรู้หลักสูตรต่าง ๆ นั่นคือ เมื่อสมาชิกฝึกเฉพาะตนเป็นเวลา ๒๐ นาทีแล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องถามสมาชิกว่า ผู้ใดสามารถเห็นดวงธรรมในท้องของตน แสวงว่าฝึกพัฒนาใจเบื้องต้นได้แล้ว ผู้นำหรือครูจะต้องบอกความรู้ชั้นสูงให้เขาฝึกต่อไป ดังนี้ การบอกวิชาเมื่อฝึกเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว เมื่อการฝึกดำเนินมาพอสมควรแล้ว ผู้นำหรือครู กล่าวเตือนสมาชิกผู้ฝึก ท่านใดยังไม่เห็นดวงธรรม หรือเห็นแล้วแต่ยังไม่ชัด หรือเห็น ๆ หาย ๆ ให้บริกรรมในใจว่า สัม มา อะ ระ หัง ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเห็นดวงธรรมในท้องของตนสว่างใส จึงจะฝึกความรู้ชั้นสูงต่อไปได้ สำหรับท่านที่ฝึกจนเห็นดวงธรรมในท้องของตัวเอง เป็นดวงแก้วขาวใสสว่างโชติ ให้บริกรรมว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ต่อไป โดยส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมนั้น จนกว่าจะเห็น “จุดขาวใสเท่าปลายเข็ม” นั้น และเมื่อเห็นจุดขาวใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้ว ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น พร้อมกับบริกรรมในใจว่า หยุดในหยุด และหยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมจะว่างและหายไป ในว่างใสนั้นจะเห็น พระพุทธรูปขาวใสเป็นเพชร เกตุดอกบัวตูม ตัวเราหันหน้าไปทางไหน องค์พระก็หันหน้าไปทางนั้น ท้องเราขณะนั้น มีสถานะประดุจท้องฟ้าปราศจากเมฆ พระพุทธรูปขาวใสนี้เรียกว่า “ธรรมกาย"”เป็นกายแก้ว มีชีวิตจิตใจ มีความศักดิ์สิทธิ์ในการปกปักรักษาแก่ผู้เข้าถึง  ลักษณะของกายธรรม กล่าวสวดแผ่เมตตา ก่อนเลิกจากการฝึก พึงกล่าวสวดแผ่เมตตาเสียก่อน โดยผู้นำหรือครูเป็นผู้กล่าวนำ สมาชิกกล่าวตาม คำสวดแผ่เมตตา มีดังนี้ สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น อเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปริหรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ. ธรรมกายท่านจริงต่อเรา แต่เราจริงต่อพระองค์แค่ไหน ถ้าเราจริงต่อพระองค์ เราต้องหยุดต้องนิ่งให้เห็นพระองค์ ใสแจ่มอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า จริงต่อพระองค์อย่างแท้จริง |
สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |