เย ธมมา เหตุปปภวา เตสํ เหตุ˚ ตถาคโต เตสญจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคต เจ้าทรงแสดงเหตุเกิด และเหตุดับของธรรม เหล่านั้น (ว่าธรรมเหล่านั้นย่อมดับไป เพราะ เหตุดับ) พระมหาสมณะมีปกติตรัสเช่นนี้ (พระอัสสชิแสดงแก่อุปติสสมาณพ) | ภาคความรู้ทั่วไป มารคืออะไร เราพูดกันว่า มารคือกิเลส ตัณหา อุปาทาน เราพูดกันว่า มารคืออวิชชา มารคือทุกข์และสมุทัย มารคือ กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุราชมาร อภิสังขารมาร พระไตรปิฎกบอกว่า มารมี 9 (ขุ จูฬ 30/427/203) 1. ขันธมาร 2. ธาตุมาร 3. อายตนะมาร 4. คติมาร 5. อุปบัติมาร 6. ปฏิสนธิมาร 7. ภวมาร 8. สังสารมาร 9. วัฏฏมาร ยังเข้าใจถึงเรื่องมารอีกมากมาย ไม่ว่าอะไรต่อมิอะไร เป็นมารทั้งนั้น เพื่อยุติความให้สั้น ขอสรุปว่าการปฏิบัติทางญาณทัสสนะ ไม่ว่าอะไร ถ้าไม่ขาวและไม่ใส ถือว่าเป็นมารทั้งนั้น การปราบมาร ก็คือ การกระทำใด ๆ ให้ความไม่ขาวไม่ใสดับไป และทำให้เกิดความขาวความใสขึ้นแทน เรื่องของมารที่ควรทราบ 1. รูปร่างหน้าตาของมาร (ลักษณะ) 2. ที่อยู่ที่อาศัยของมาร 3. วิธีการปกครองของมาร 4. เทือก เถา เหล่ากอ ของมาร 5. วิธีปราบมาร (วิธีรบ) เป็นการศึกษาคู่ต่อสู้ ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไร รูปร่างหน้าตา ที่อยู่อาศัย และอะไรหลายอย่าง ทราบได้มากยิ่งเป็นประโยชน์ ส่วนวิธีต่อสู้ของเรา เป็นความรู้และวิธีการของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้ ควรทำความเข้าใจ 5 เรื่อง 1. ลักษณะธาตุธรรม 3 ฝ่าย ก. กุศลาธัมมา คือ ภาคกุศล กาย ขาวใส ดวงธรรมขาวใส ข. อกุศลาธัมมา คือ ภาคมาร กาย ดำ ดวงธรรมดำ ค. อัพยากตาธัมมา กาย สีตะกั่ว ดวงธรรมสีตะกั่ว กาย ไม่ว่าเป็นกายอะไร ตั้งแต่กายหยาบถึงกายละเอียด (กายมนุษย์ถึงธรรมกายพระอรหัตต์) กายละเอียด แต่ละกาย เป็น เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ... นับไม่ถ้วนลักษณะ ที่เราทราบก็มี 3 ฝ่าย แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ใช่กุศลาธัมมา ไม่ใช่อกุศลาธัมมา และไม่ใช่อัพยากตาธัมมา เป็นสีสันนานาชนิด เรียกว่า สารพัดธาตุสารพัดธรรม จัดเป็นธรรมภาคมารด้วย เขามารบกับเราด้วย เราจึงมีศึกหลายด้าน แต่เดิมเรารบกับภาคดำและภาคกลาง เดี๋ยวนี้เรารบกับสารพัดธาตุสารพัดธรรมด้วย 2. ที่อยู่ที่อาศัยของมาร ก. อยู่ในกาย คืออยู่ใน กาย ใจ จิต วิญญาณของเราเอง เขามีนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ของเขา ข. อยู่นอกกาย คืออยู่ในอายตนะภายนอก อยู่ในอากาศโลก ขันธโลก อยู่ในธาตุ 6 พูดง่าย ๆ ว่าอยู่ทั่วไปในอะไร ๆ เป็นอยู่ได้ทั้งนั้น อย่างหยาบ เราเห็นได้ อย่างละเอียด รู้เห็นไม่ได้ เป็นว่างไปหมด เราเรียก เหตุว่าง ต้องทำความว่างให้หยาบขึ้นมา เราจึงจะเห็น นิพพาน ภพ 3 โลกันต์ และเห็นกาย ความว่างมีนับเป็นชั้น ๆ เป็นเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ... นับไม่ถ้วน ละเอียดยิ่งนัก ปัญหาที่เรารบไม่สุดปกครอง ก็คือ คำนวณเท่าไร ไม่สุดเหตุว่าง ต่อเมื่อทำว่างให้หยาบ เราจะเห็นบ้านเมืองของมารเขาว่า เขาอยู่กินกันอย่างไร ทำงานอะไรกัน การได้มรรคผลนิพพาน หมายความว่า ทำลายมารในกาย ใจ จิต วิญญาณ ของตัวเราเองหมดสิ้นไป และป้องกันไม่ให้มารในอายตนะภายนอกเข้ามารบกวนตัวเอง คือ มารภายนอกส่งมา แต่กาย ใจ จิต วิญญาณของเราไม่ตอบรับ เท่านั้น แต่มารในอายตนะภายนอกยังมีอยู่ เพียงแต่หาโอกาสไม่ได้ สำหรับผู้ที่ละสังโยชน์ได้ แต่กับใครอื่นมารในอายตนะภายนอกตามไปรังควาญตลอดไป ดังนั้นมารในพุทธกาลยังมีอยู่บริบูรณ์ เพียงแต่เปิดทางให้พระพุทธองค์และสาวกบางส่วนผ่านไปเท่านั้น 3. วิธีปกครองของมาร การปกครองมี 2 อย่าง ก. ปกครองใหญ่ คือ ปกครองธาตุธรรม ได้แก่ ปกครองนิพพาน ข. ปกครองย่อย คือ ปกครองภพ 3 ใครที่อยู่ในภพ 3 เขาปกครองหมด แปลว่า เขาปกครองหมด คือ ปกครองธาตุธรรมและปกครองสัตว์โลก ทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์ด้วย มารปกครองด้วยอะไร ปกครองด้วยเครื่อง คือ เอาธาตุ 6 มาหมุนซ้ายทับทวีจนละเอียด จึงให้เครื่องไปทำอะไรได้สารพัด จะให้แก่ เจ็บ ตาย ข้าวยากของแพงอย่างไร รบราฆ่าแกงอย่างไร เขาทำได้ทั้งนั้น สัตว์โลกแก่ เจ็บ ตาย จนเราพิจารณากันว่าเป็นอนิจจัง 4. เทือกเถาเหล่ากอของมาร มารเขามีพระพุทธเจ้า ทั้งในแบบธรรมกาย (อนุปาทิเสสนิพพาน) และกายมนุษย์ (สอุปาทิเสสนิพพาน) มีทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์ สัตว์โลก มีทั้งรูปแบบหยาบ คือ มองเห็นด้วยรู้และญาณทัสสนะ และรูปแบบละเอียดคือมองไม่เห็น จนเป็นเหตุว่าง บริวาร คือ เทือกเถาเหล่ากอ มีมากมายและมีอยู่ทั่วไปทั้งเร้นลับและเปิดเผย 5. วิธีปราบมาร การปราบ คือ การกระทำ 2 อย่าง ได้แก่ ก. ทำให้กาย ใจ จิต วิญญาณของเราสะอาด มีความขาวและใสสว่าง นั่นคือการทำในกมลสันดานตนเอง ข. การทำให้กิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่มีอยู่ในอายตนะภายนอกหมดสิ้นไป (มารในสาธารณะทั่วไป) การทำงาน 2 อย่างตามที่กล่าว มีวิธีทำอย่างธรรมดาและอย่างพิสดาร คือ แบบธรรมดา เพียงเดินวิชาลำดับดวงธรรมและลำดับกาย ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เป็นอนุโลมปฏิโลม กาย วาจา ใจของเราก็จะสะอาด เกิดความสงบระงับ หากจะฝึกละสังโยชน์ ก็ลองทำไปทีละกาย ใช้เวลาพากเพียรทำ เราก็ทำได้ เพียงแต่ระวังกิเลสที่จะมาจากอายตนะภายนอก ไม่ให้มากำเริบในกาย วาจา ใจ ของเรา เป็นวิชามรรคผลส่วนตัว แบบพิสดาร จะเดินวิชาตามแบบธรรมดาไม่ได้ เพราะอายตนะภายนอกส่งทุกข์ สมุทัยเข้ามา อายตนะภายในของเราออกรับ จำเป็นต้องต่อสู้กัน ถึงขั้นอายตนะภายนอกดับทั้งหมด อวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่มีอยู่ในอายตนะภายนอกนั้นมากมาย ละเอียดสุดประมาณ จำเป็นต้องทำวิชาที่เรียกว่า รบ หรือ อาสวักขยญาณชั้นสูง หรือเรียกว่า “ปราบมาร” ท่านผู้เรียนวิชาธรรมกายชั้นสูง คงได้ลิ้มรสวิชาปราบมารมาบ้างแล้ว มากหรือน้อยเท่านั้น ที่ว่ามารปกครองด้วยเครื่องนั้นคืออย่างไร การทำกาย ใจ จิต วิญญาณของมาร ทั้งหมดนี้ เขาประกอบด้วยเครื่องทับทวีเครื่อง เท่าไร วิชาทับทวีไม่ซ้ำวิชาปกครอง เห็นว่าธรรมภาคบุญปกครองไม่ได้แล้ว จึงนำมาประกอบเป็นกาย ใจ จิต วิญญาณ สรุปแล้ว ไม่ว่าอะไรเขาทำด้วยเครื่องทั้งนั้น นิพพาน ภพ 3 โลกันต์ ทั้งหมดเขาประกอบด้วยเครื่องอีก ทับทวีเครื่องเท่าไร วิชาทับทวีไม่ซ้ำกันเลย เห็นว่าธรรมภาคบุญระเบิดไม่แตกแล้ว จึงนำมาเป็น นิพพาน ภพ 3 โลกันต์ ของเขา เมื่อทำนิพพาน ภพ 3 โลกันต์แล้ว เขาก็เอาผู้ปกครองมาประจำ (ผู้ปกครอง มีกาย ใจ จิต วิญญาณ) มีหน้าที่อย่างไร เขาก็สั่งกันไว้เสร็จ ธาตุ 6 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ทั้งที่อยู่ในกายเรา และอยู่นอกกายเรา คือ อยู่ในอายตนะภายนอก มารเขาก็ทำนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ไว้ทั่ว และถ้าที่ใดมีใจครอง คือ มีใจ จิต วิญญาณ เขาก็ทำขันธ์ 5 ซ้อนไว้ เรื่องของขันธ์เป็นโลกอีกโลกของมาร เรียกว่า ขันธโลก ในอากาศก็เรียก อากาศโลก ทั้งอากาศโลกและขันธโลก มารทำนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ไว้มาก จนเราเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นทุกข์ การรบจะต้องเพ่งเป้าอากาศโลกและขันธโลกไว้เป็นสำคัญด้วย อากาศโลกและเหตุว่าง อากาศรอบตัวเรานี้ เรามองไม่เห็นด้วยนัยน์ตาของกายมนุษย์ เราทราบว่ามีอากาศด้วยการสัมผัสทางกาย แม้แต่อากาศ เราก็ว่ามัน “ว่าง” มากแล้ว ตั้งแต่โบราณมาเคยได้ยินว่า “ป่วยโรคนี้มันมากับลม” เราฟังไม่ได้ เพราะลมทำให้ใครเจ็บไข้ไม่ได้ เป็นเรื่องเหลวไหล ครั้นเราเรียนวิชาธรรมกายสูงขึ้น จึงเห็นว่าอากาศที่เราหายใจ มารเขาทำนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ไว้มากมาย ลมธรรมดาเราก็ว่ามัน “ว่าง” อยู่แล้ว มารเขาทำให้ว่างยิ่งกว่าว่างไปอีก ไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไร เราเรียกว่า “เหตุว่าง” คือ ความว่าง ที่มารเขาซ่อนนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ไว้ ไม่ให้เรามองเห็น เขาทำไว้เพื่อให้ทุกข์และให้สมุทัยแก่สัตว์โลก พูดอย่างวิชาธรรมกายก็ว่า สร้างไว้ในอายตนะภายนอก ทำไมเขาจึงทำให้ “ว่าง” เพราะเขาเกรงว่า พระศาสดาจะเห็นเข้า เมื่อเห็นแล้วก็จะทำลายนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ ของเขาเสียหมด คำว่า “ว่าง” หรือ “เหตุว่าง” นี้ มารเขาทำไว้เพื่อปิดรู้ปิดญาณทัสสนะ ไม่ให้เราเห็นเขา แต่เขาเห็นเรา เพราะวิชาของเขาละเอียดกว่าของเรา เราจึงไม่เห็นเขา การที่เขาเห็นเรา แต่เราไม่เห็นเขา เป็นการพ่ายแพ้ของเราอย่างหมดข้อกังขา เขาเล่นงานเราได้ข้างเดียว เราทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเราไม่เห็นตัวคู่ต่อสู้ เราแก่ เจ็บ ตาย โดยที่เราตามตัวทุกข์และตัวสมุทัยไม่พบ เพราะเรามองไม่เห็น เนื่องจากเขาซ่อนตัวอยู่ในเหตุว่างละเอียด เหตุว่างนี้เป็นตัวการสำคัญ ที่เราจะต้องเรียนรู้กันต่อไป พุทธวัจนะที่ว่า “นตฺถิ โลเก รโหนาม” ไม่มีความลับในโลกนั้น หมายความว่า เรากันเองไปทำอะไรไว้ที่ไหน พระอริยเจ้าย่อมรู้เห็นได้ จึงว่าไม่มีความลับ แต่การไปรู้เห็นโลกของมาร เราไปรู้เห็นได้ไม่ทั่ว โดยเฉพาะโลกที่เป็นความว่างของมาร เรารู้เห็นได้น้อย ในส่วนที่เกินรู้เกินญาณทัสสนะนั้น เป็นผู้ให้ความทุกข์ร้อนแก่เรา เกินความสามารถของเราที่เราจะสาวไปพบได้ แม้ว่าเราจะเข้าถึงธรรมอันยิ่ง มีญาณทัสสนะชั้นแก่กล้า เขาก็เอาเหตุว่างระดับแก่กล้ามาปกครองเราอีก เราจึงยังไม่สามารถที่จะไปให้สุดความว่างอันยิ่งนั้น วิชาปราบมารที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเรื่องของการคำนวณให้ละเอียด เพื่อให้ถึงเหตุละเอียด และส่วนที่เป็นละเอียดอันยิ่งนั้น เราจะทำความว่างให้หยาบขึ้นมา เพื่อให้พบตัวตนของ “อวิชชา” ที่อาศัยอยู่ในนั้น เพื่อเราจะได้กำจัดอวิชชาตัวนั้น เราจะทำได้เพียงไรและทำได้แค่ไหน เป็นความรู้ที่เราจะได้เรียนกันต่อไป ปัญหาใหญ่ที่เราแก้ไม่ตก ก็คือเรื่องการเดินวิชาของเรายังไม่ละเอียดจริง ๆ วิธีคำนวณของเรายังย่อหย่อนอยู่ ทำให้งานปราบมารยังไม่บรรลุเป้าเท่าที่ควร เราเสียเวลาให้แก่งานปราบมารมามากแล้ว และเมื่องานปราบมารล้มเหลวลง จะส่งผลไปถึงวิชชามรรคผลด้วย จึงควรที่พวกเราจะมาช่วยปราบมารกันก่อน ประเด็นที่ว่าทำได้เพียงใดและแค่ไหน ขอให้เป็นเรื่องของอนาคต หากเราไม่พัฒนาความรู้ปราบมาร วิชาของเรานับวันมีแต่จะลดน้อยถอยลง ในที่สุดมารก็ดับวิชาของเราจนหมด อย่างเช่นวิชา 18 กายของหลวงพ่อ เดี๋ยวนี้หาคนทำเป็นยากอยู่แล้ว ผมเคยฝึกวิทยากร ลงทุนให้หลายเรื่อง นับตั้งแต่ตำรา จนถึงลงทุนสอน เพียงให้สอนแค่หลักสูตร 18 กาย ก็ยังทำกันไม่ได้ ตำราที่พิมพ์ไว้ยังหาคนนำไปใช้ไม่ได้จนบัดนี้ ในที่สุดผมต้องสอนเองทุกเรื่อง ตามที่กล่าวนี้ เป็นข้อมูลแสดงว่า มารกำลังจะดับวิชาของเรา เราจึงต้องคิดอ่านพัฒนาวิชาธรรมกายในทุกเรื่อง แม้เรื่องยาก ๆ อย่างเรื่องปราบมาร เราก็ต้องพยายามขุดคุ้ยขึ้นมาเรียนกัน เพื่อผดุงวิชาธรรมกายไว้ในทุกรูปแบบ แต่แรก ผมไม่คิดที่จะพิมพ์หนังสือเรื่องปราบมาร โดยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ครั้นได้ไปทำวิชาปราบมารในประเทศอินเดียที่สังเวชนียสถาน เมื่อปี 2530 ได้เห็นสภาพการณ์ของพระศาสนาในอินเดีย เกิดความสังเวชสลดใจว่า พระศาสดาเข้านิพพานไปได้ไม่นาน บัดนี้ คำสอนของพระองค์ไม่อยู่ในใจของชาวอินเดีย ชาวอินเดียเป็นฮินดูเกือบหมดประเทศ สมบัติของพระองค์คือ พระธรรมที่ทรงค้นคว้าหามาได้ ชาวอินเดียหันหลังให้แก่คำสอนนั้น ไม่มีใครนำไปประพฤติปฏิบัติ เป็นผลให้อินเดียมีแต่ความยากแค้น ครั้นเข้าวิชาธรรมกายดูเหตุการณ์ก็ทราบว่า มารดับวิชาของเราเสียแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ เป็นเรื่องน่าเสียใจ ทำให้นึกถึงวิชาธรรมกาย ซึ่งวิชานี้พระศาสดาทรงค้นพบ และปฏิบัติสืบต่อกันมาในช่วงระยะเวลาที่พระศาสดาเข้านิพพานไปแล้ว 500 ปี พระสงฆ์ยังปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่หลังจาก 500 ปีไปแล้ว วิชาธรรมกายสูญ เนื่องจากไม่มีการปฏิบัติสืบต่อ บังเอิญหลวงพ่อวัดปากน้ำค้นคว้ากลับมาได้อีกครั้ง จึงได้มีการเรียนสืบสานกันต่อ และหากเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์วิชาธรรมกายไว้ในทุกรูปแบบ วิชาธรรมกายก็น่าจะสูญ เหมือนกับอินเดียหันหลังให้กับคำสอนของพระองค์เหมือนกัน ส่วนวิชาปราบมารอันเป็นวิชาสำคัญ หากเราไม่เผยแพร่แก่กันและกัน ความรู้ทางปราบมารย่อมจะสูญในเร็ววันแน่ ๆ สรุปแล้ว ควรช่วยกันเผยแพร่วิชาปราบมาร กว่าจะทราบได้แต่ละเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ การรบแต่ละวัน บางวันมีเหตุการณ์ใจหายใจคว่ำ แทบจะเอาชีวิตไม่รอด แม้ว่าความรู้ยังไม่อาจจัดเป็นหมวดหมู่เรียบร้อย ก็น่าที่เราจะนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง หากเก็บนิ่งไว้เฉพาะตน นับวันมีแต่จะสูญ ความรู้สำคัญอย่างนี้หากสูญไป น่าเสียดาย สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |