Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร ภาค 1
ปราบมาร1(8) PDF พิมพ์ ส่งเมล

พิจารณายุทธศาสตร์การรบของมาร

     ขั้นตอนแรกของการส่งวิชา

     กิริยาที่ส่งหรืออาการที่เขาส่ง คือ สั่น ส่าย ไหว ริบ รัว แสดงว่า มีต้นวิชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่ หัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

     ตัวละครเหล่านี้ ทำงานสัมพันธ์กันหมด หน้าที่ใครหน้าที่มัน ทำงานพร้อมกันเป็นทีมเหมือนกีฬาฟุตบอล ถึงบทใคร ใครก็แสดงไปตามหน้าที่

     ผลก็คือ ใจของเรา สั่น ส่าย ไหว ริบ รัว แปลว่า เขามายึดพื้นที่แล้ว เตรียมทำงานลำดับต่อไป ทางสู้ของเราก็คือการทำนิโรธ ได้แก่การทำใจ หยุด นิ่ง แน่น หากเราสามารถทำใจหยุด นิ่ง แน่น ได้ เขาก็หาโอกาสไม่ได้

 

     ขั้นตอนที่ 2

     เมื่อเขาเข้ายึดพื้นที่ คือยึดใจของเราได้แล้ว ขณะนั้นใจของสั่น ส่าย ไหว ริบ รัว และ ต้นวิชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ ส่งวิชาเพิ่มมาอีก คือ

     ส่งเสียง เสริม เติม ต่อ รอ ตัด ปัด ปิด ดึง ดูด ย่อย แยก ปะทะ ขวาง กัน (กีดกัน ป้องกัน) คือที่มีหน้าที่ส่งวิชาก็ส่งเสียง เสริมก็คือเพิ่มเติมเข้ามา เติมก็คือเสริมไม่พอก็เพิ่มเติม ต่อคือ ประสานไม่ให้ขาดระยะ รอก็คือยังไม่ได้จังหวะยังไม่สบโอกาส ตัดก็คือเราส่งรู้ส่งญาณทัสสนะของเราไปต่อสู้ เขาก็ตัดรู้ตัดญาณของเรา ปัดก็คือขจัด ปัดไม่ให้เราเข้าไปถึง ปิดก็คือปิดรู้ปิดญาณของเรา หรือปิดวิชาไม่ให้เราเห็น ดึงก็คือดึงรู้ดึงญาณของเราให้ล่าช้า หรือดึงดูดคณะของเขาให้เร่งงาน หรือดึงวิชาของเราดูดวิชาของเราให้ผิดเป้าก็ได้ เหตุดึงเหตุดูดทำงานหลายแนว ที่ย่อยก็ย่อยไป คือย่อยเข้าไปในเห็นจำคิดรู้ ของเรา ที่แยกก็คือแยกเห็นจำคิดรู้ ของเราไม่ให้รวมกัน ที่ปะทะก็ปะทะไว้ ที่ขวางก็ขวางไป ที่กันก็กีดกันไม่ให้ทำอะไรถนัด

     จะเห็นว่า มารเขาวางหน้าที่การงานของเขาละเอียด ไม่ให้มีช่องว่างได้เลย เพียงชื่อเหตุเราเข้าใจยากอยู่แล้ว ต่อเมื่อรบจริง ๆ จึงทราบว่าเหตุชื่อนั้นชื่อนี้ทำหน้าที่อะไร พอเราเข้าใจถูกต้อง เขาก็จะเปลี่ยนวิธีการทันที ชื่อเหตุว่าอย่างนั้น อาจไม่ทำหน้าที่อย่างที่เราเข้าใจก็ได้

     การรบขั้นตอนต่อมา ละเอียดเข้าไปอีก ถึงขั้น หุ้ม เคลือบ เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปนเป็น สวม ซ้อน ร้อยไส้ มีคำว่าร้อยไส้ ที่เราต้องพูดกัน คือยึดกลางนั่นเอง ถ้าถึงขั้นร้อยไส้ก็แปลว่า ยึดได้หมดแล้ว เราเคยเห็นทุกข์และสมุทัยเป็นรูปวงแหวนล้อมวงขาว นั่นคือหุ้ม

     คณะที่ส่ง เสริม เติม ....ฯ และคณะที่หุ้ม เคลือบ เอิบ อาบ ... ฯ เมื่อมาแล้ว จากนี้ไปเป็นขั้นประจัญบานถึงขั้นแตกดับคือขั้น แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย

     ระหว่างประจัญบานนั้น เหตุคณะเดิม หรือเหตุจร หรือเหตุสอดแทรก จะมาช่วยรบ คือ เขาจะมาดับเรียกว่าเหตุดับ แต่มาทำเหตุให้เราเห็นเป็นลับคือลี้ลับไปสุดรู้สุดญาณ ยากแก่การคำนวณของเราที่จะไปให้สุดลับเรียกว่าเหตุลับ ส่วนที่ตัดคือ ตัดขั้วหัวต่อกายเรียกว่าเหตุตัด ส่วนที่ตอนทำหน้าที่ตอนเหมือนเราตอนต้นไม้ เรียกว่าเหตุตอน รอจังหวะที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงแต่รอจังหวะเท่านั้น เห็นท่าไม่ดี เขาก็ซ่อนกายไม่ให้เราเห็น กลัวถูกดับ เรียกว่าอยู่ในเหตุซ่อน ครั้นหลบอยู่ในเหตุซ่อน เกรงว่าเราจะหาพบ เขาก็หายไป เรียกว่า เหตุหาย แม้ว่าเข้าไปในเหตุหายแล้ว เกรงว่าเราจะไปพบเข้าอีก เขาก็เข้าไปในเหตุสูญ เพื่อให้เราไม่พบยิ่งขึ้นไปอีก เขาหนีไปในเหตุสิ้นเชื้อ และเพื่อลวงเราอีกชั้นว่าหมดพวกเราแล้ว เขายังหนีไปในเหตุไม่เหลือเศษอีก

 

     ขั้นตอนที่ 3

     จับความเอาตั้งแต่เหตุ แลบ ลั่น ย่อย แยก....ฯ และชั้นเชิงการรบที่ว่า ดับ ลับ ตัด ตอน ซ่อน หาย สูญ สิ้นเชื้อ ไม่เหลือเศษ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น

     คราวนี้มาถึงเหตุรองธาตุรองธรรม ถอยธาตุถอยธรรม ถอนธาตุถอนธรรม ได้แก่ การรบที่มารเขาเห็นว่าเขาจะเสียเปรียบ เขาจะถอยตัวห่างออกไป เพื่อดูเหตุการณ์และรอจังหวะ เรียกว่า เข้าเหตุรองธาตุรองธรรม เราดูด้วยญาณทัสสนะไม่เห็นเขา เพราะเขาทำอย่างนี้ ทำให้เราหลงไปว่าไม่มีมาร แท้จริงแล้ว ยังมีอยู่ในเหตุรองธาตุรองธรรมนั้น ครั้นเราเดินวิชาละเอียดขึ้น เห็นเขาอยู่ในเหตุรองธาตุรองธรรมนั้น เขาเห็นท่าไม่ดี ก็ถอนธาตุถอนธรรมออกไป ไปตั้งหลักใหม่

     เหตุรองธาตุรองธรรมและเหตุถอนธาตุถอนธรรมนั้น ร้ายจริง ๆ เรามักดับเขาไม่หมด เพราะไม่คำนวณวิชาให้เลยเหตุปกครองของเขา เขาสามารถหนีเอาตัวรอดได้ทุกทีไป ต่อมาวันหลังเราคิดวิชาคำนวณใหม่ ให้แยบยลกว่าเดิม คิดว่าจะพบเขาแต่แล้วก็ไม่อาจพบเขาได้ เขาชำนาญในการหลบซ่อนเสียแล้ว

 

     เหตุใย ยืด ยนต์ อายตนะ วิทยุ

     คล้ายใยแมงมุม ทำหน้าที่ยืด ทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ ทำหน้าที่ดึงดูด (อายตนะ) ทำหน้าที่เป็นวิทยุ ทุกอย่างเป็นใย ต่างกันที่หน้าที่การแสดง แสดงออกอย่างไร เรียกอย่างนั้น เหตุเหล่านี้ทำหน้าที่สื่อข่าวสาร ส่งข่าวหาข่าว เพื่อไปรายงาน ต้นคิดวิชาของเขา ต้นคิดวิชาของเขาจะได้วางแผนรบต่อไป

     นอกจากเขาจะทำหน้าที่สื่อข่าวแล้ว ยังรบได้ด้วย เวลาเราทำวิชารบ เรามักลืมเหตุเหล่านี้ มุ่งไปแต่ข้างหน้าอย่างเดียว ลืมดับเหตุใย ยืด ยนต์ อายตนะ วิทยุ เขาจึงส่งข่าวกันได้ ทำให้ต้นตอตัวจริงหลบหนีไปได้ เขารู้ล่วงหน้าว่าเราทำวิชาอะไร จะคำนวณอย่างไร เขาจึงสามารถหลบหนีไปได้ การสื่อสารของมารเขาพัฒนาไปมากแล้ว ดูแต่ในโลกเราเถิด ก่อนนี้ เราโทรศัพท์ไปเมืองนอกไม่ได้ เดี๋ยวนี้สบายมาก ขนาดโทรฯ คุยกับนักบินอวกาศ เราก็เห็นมาแล้ว ความรู้ของกิเลส ไม่ทราบว่าไปถึงไหนๆ แล้ว กลับย้อนมาดูการรบของเราบ้าง ถามว่าได้พัฒนาอะไรไปบ้าง เหตุนี้เองผู้เขียนจึงจำเป็นต้องแต่งตำรา อย่างน้อยก็เป็นการรายงานต่อท่านผู้เชี่ยวชาญทางวิชาธรรมกาย ว่าจะคิดอ่านเรื่องนี้อย่างไรต่อไป

 

     สรุปเรื่องเหตุที่มารแสดงออกในชั้นเชิงการรบ

     เรื่องนี้เราทบทวนความรู้พื้นฐาน เพื่อนำไปใช้ในเวลารบ ทุกอย่างต้องให้แม่นยำขึ้นใจ เพื่อสะดวกต่อการระลึกขณะเดินวิชารบ ดังนี้

     1. ท่องจำและลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ของเหตุ ให้จำได้ เมื่อต้องการใช้ให้อยู่ในดุลพินิจว่าจะใช้อย่างไร อะไรก่อนอะไรหลัง เรามีสิทธิ์สับเหตุได้ตามใจชอบ ถ้ามารเขารู้ว่า เราขึ้นอย่างนี้และลงอย่างไร เขาก็ดักทางวิชาของเราถูก ถ้าหากว่าเราแม่นเหตุ 19 เขามักจะนำเหตุอื่นนำร่อง ไม่ตรงเหตุที่เราเดินวิชาก็มี ดังนั้น อะไรก่อนอะไรหลัง ตามแต่ท่านจะเห็นสมควร อย่าได้ยึดมั่นถือมั่นตำรามากนัก เพราะถ้าเราลำดับเหตุตามตำราเรื่อยไป มารเขาจะรู้ชั้นเชิงการเดินวิชาของเรา เขาย่อมหาวิธีการหลบตัวซ่อนกายให้พ้นทางวิชาของเราได้ เหมือนการชกมวยไทย การใช้หมัด เข่า เท้า ศอก จะใช้อะไรก่อนหลัง ย่อมเป็นไปตามจังหวะของเหตุการณ์

     2. แต่ละเหตุการณ์ ต้องเดินวิชาให้สุดเหตุ 19 เสมอไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุที่เราพบข้างหน้า เหตุจร เหตุสอดแทรก เราจะต้องเดินวิชาไปให้สุดเหตุ 19 เช่นเดียวกัน

     ส่วนวิธีเดินวิชา และวิธีคำนวณ จะได้กล่าวต่อไป

 

วิธีรบของธรรมภาคขาว

     เราจับหลักวิชากันก่อน แล้วจึงถึงเรื่องรายละเอียดทีหลัง

1. ธรรมภาคขาวใช้นิโรธและมรรครบ

     เครื่องมือรบ มี เซฟ มรรค แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ

     นิโรธ คือ หยุด นิ่ง แน่น หยุดคือใจหยุดเหมือนรถยนต์เบรก นิ่งคือใจนิ่งเหมือนผิวน้ำในโอ่งไม่มีกระแสลมสัมผัส แน่นคือไม่สั่นคลอนเหมือนเสาหินปักลงดิน ลมพัดมาเท่าไรไม่เคลื่อนคลอน

     หยุด นิ่ง แน่น เป็นจุดใสเล็กซ้อนกัน ส่วนมรรคเป็นดวงใส ในดวงมรรคมี เซฟ แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ นิโรธเป็นอุปการะให้มรรคทำงาน ถ้านิโรธหยุดได้จริง นิ่งได้จริง แน่นได้จริง มรรคทำงานมีประสิทธิภาพ แต่ถ้านิโรธ หยุด นิ่ง แน่น ไม่จริง คือ มีอาการสั่น ส่าย ไหว ริบ รัว ก็แสดงว่า ธรรมภาคมารเข้ามาปนเป็นในนิโรธของเราแล้ว แปลว่ามารเขาเข้ายึดปกครองใจของเราแล้ว มรรคต้องเข้ามาช่วย คือ มาดับ สั่น ส่าย ไหว ริบ รัว จนกว่า สั่น ส่าย ไหว ริบ รัว จะหมดไป กิริยาที่มรรคทำงานดับ เราเรียกว่ารบ พูดให้ง่ายก็คือการทำใจเป็นนิโรธและการทำใจเป็นมรรคด้วยวิธีต่าง ๆ นั้น คือ การรบ

     เมื่อกายมนุษย์ทำใจ หยุด นิ่ง แน่น ได้แล้ว มรรคก็เข้ามาที่กำเนิดเดิมของ หยุด นิ่ง แน่น แล้วหมุนขวา ส่วน เซฟ แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ เป็นดวงใส ออกมาหมุนขวาด้วย แล้วจึง ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย (บางท่านใช้ เก็บ กินละลาย) สมมุติว่าทำนิโรธไม่ได้ คือ ทำหยุด นิ่ง แน่น ไม่ได้ มรรคก็ไม่มีสื่อทำงาน มรรคทำงานไม่ได้ แสดงว่านิโรธแตกสลาย มรรคก็หมดฤทธิ์

     เมื่อครั้งที่เราทำความเพียรกันใหม่ ๆ นั้น เราภาวนากันพอสมควรกว่าใจจะหยุด ต่อเมื่อใจหยุดเราจึงเห็นดวงปฐมมรรค หากเราทำใจหยุดไม่ได้ เราก็เข้าถึงดวงมรรคไม่ได้นั่นเอง

     เมื่อเราเรียนต่อไป จะพบว่า เซฟ มรรค แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ ต่างก็มีมรรคด้วยกัน และมรรคก็มีเซฟ มรรค แก๊ส กรด ไอ อัสนีธาตุ เป็นเครื่องมือรบ มรรคเป็นผู้เห็น ทำหน้าที่ส่องสว่าง นิโรธเป็นปราการให้แก่มรรค เมื่อมรรคเห็นท่าไม่ดี ก็หลบเข้ามาในปราการก่อน หากปราการเป็นอะไรไป มรรคจะเดือดร้อน

     ถ้าเราสามารถไปทำหยุด นิ่ง แน่น ในที่ใดได้ หมายถึงว่าเราชนะถึงที่นั่น เพราะมรรคจะสามารถกำจัดได้หมด มีฤทธิ์จริงๆ ปัญหาของผมก็คือเราทำหยุด นิ่ง แน่น ไม่ได้จริง ทำให้การรบยืดเยื้อมาถึงวันนี้

 

2. ลีลาการรบของธรรมภาคขาว

     ไม่ว่าจะอะไรทั้งนั้น เป็นลีลาหมุนขวาทั้งหมด เครื่องก็หมุนขวา กริยาแลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ก็หมุนขวาทั้งหมด มารเขาหมุนซ้ายทุกเรื่อง ตรงกันข้ามกับธรรมภาคขาว ธรรมภาคขาวหมุนขวา แต่ธรรมภาคมารหมุนซ้าย

     วันหนึ่งขณะทำวิชาเกิดความคิดขึ้นว่า การที่เราเผาศพเวียนซ้ายกันนั้น ทำให้มารเขาตั้งแผนผังตายไว้แก่เราซ้ำลงไปอีก แปลว่าเราต้องแตกดับทุกชาติ จะไม่ให้เราเข้านิพพานเป็นเลย หากเราได้มรรคผลนิพพาน เราก็เข้าได้แค่นิพพานตาย ก่อนนี้ไม่คิดอะไร เห็นเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา แต่พอมาทำวิชาปราบมาร จึงได้รู้เห็นเรื่องราว

 

3. ขั้นตอนการรบ

     ดูแนวการรบของมารกับของเรา คล้ายกันก็มี ไม่คล้ายกันก็มี อย่างเช่น

     ธรรมภาคขาวใช้วิธี พิสดารกาย จองถนน ปาฏิหาริย์ พิสดาร ทับทวี

     จองถนน คือประจำหน้าที่ ปาฏิหาริย์ คือทำการรบ จะทำอะไรก็ทำไป เช่น แลบ ลั่นฯ พิสดาร หมายความว่า ทำให้ละเอียดยิ่งขึ้นหรือทำกายให้มากยิ่งขึ้น ทับทวี ก็หมายความว่า ทับทวีวิชาของเราให้ยิ่งขึ้นไปกว่าปาฏิหาริย์ยิ่งขึ้นไปกว่าพิสดาร

     ก่อนที่จะทำเช่นนั้น ต้องเข้าไปทำวิชาซ้อนกายสับกายกับพระพุทธองค์ก่อน อาราธนามาเป็น รบ ตรวจงาน ทำงาน อาราธนามาเป็นเหตุ 19 แล้วก็ถึงขั้น จองถนน ปาฏิหาริย์ พิสดาร ทับทวี แล้วก็เดินวิชารบต่อไป การทำซ้อนกายสับกายนั้นชอบแล้ว ต้องพึ่งพระองค์ เพราะมารเขามีต้นคิดวิชา ผู้สอด ผู้ส่ง ผู้สั่ง ผู้บังคับ ผู้ปกครอง ผู้ปกครองย่อย ผู้ปกครองใหญ่ เราไม่รู้ว่าคณะของมารเขาระดับไหน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นวิชา และยังมีต้นวิชาระดับสูง เรามักเรียกว่าต้น และต้นในต้น

     วิธีของผมไม่เป็นไปตามตำราที่ว่านั้น จะเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบตัวเองเหมือนกัน ไม่เดินวิชาอย่างนั้น กายก็ไม่พิสดาร แต่ผมใช้วิธีเอากายไปประจำหน้าที่ อย่างที่ว่า จองถนน ปาฏิหาริย์ พิสดาร ทับทวี จากนั้นก็แลบลั่นทันที เมื่อรบไปนาน ๆ จึงทราบว่า การพิสดารกายเป็นเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด นั้น มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ ถ้าเราชนะก็แปลว่า เราได้ปกครองพื้นที่เท่าที่รบไปถึง ส่วนข้อเสียก็คือ ถ้าไม่ชนะ มารเขาดับกายพิสดารของเราหมด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะรบชนะถึงขั้นตอนนี้ แต่เราก็ยังไปไม่สุดวิชาปกครองของมารชั้นสูงขึ้นไป เขาก็มาดับกายพิสดารของเราอยู่ดี เพราะกายพิสดารไม่แข็งแรงเท่ากายหลัก เรื่องนี้ผมเล่าให้ฟังเท่านั้น ท่านจะเอาอย่างผมไม่ได้ ใครถนัดอย่างไหน ว่าไปเพลงนั้น

     วิธีที่ผมทำอยู่ก็คือ รบชนะถึงไหน ต้องประกอบธาตุธรรมขึ้นใหม่ ทำเป็นเครื่องขึ้นก่อน แล้วพิสดารกายของเราไปในเครื่องนั้น รบไปในเครื่องอีกครั้ง เพื่อให้เครื่องสะอาดจริง ๆ เอาเครื่องมาประกอบธาตุธรรมใหม่ ให้ตรัสรู้เป็นพระอรหัตต์ละเอียด ตรงกับวิธีทำพระของขวัญของหลวงพ่อเข้าพอดี เดี๋ยวนี้ไม่ทำอย่างนั้น ไปอีกแนวหนึ่ง เราต้องพิจารณาว่า อย่างไหนจะดี ความรู้และวิธีการต้องเปลี่ยนอยู่เรื่อย ความรู้นี้ วิธีการนี้ ดีสำหรับวันนี้ วันพรุ่งนี้ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะมารรู้เชิงวิชาของเรา เขาหาวิธีแก้วิชาของเราตลอดไป

     ดังนั้น เนื้อหาสาระของความรู้ที่ผมกล่าวมานี้ จะยึดมั่นเป็นกฎเกณฑ์นักไม่ได้ เพราะความรู้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา มารเขาพัฒนาความรู้ฝ่ายของเขา เราก็พัฒนาเหมือนกัน ความรู้เก่าของเราบางเรื่องปรากฏอยู่ในตำรา บัดนี้ ล้าสมัยไปแล้ว เราเพียงแต่เรียนรู้ไว้

 

4. ธรรมภาคขาวคำนวณวิชาให้เลยปกครองเสมอไป

     การรบทุกคราว ต้องคำนวณวิชาของเราให้เลยวิชาปกครองของมารทุกครั้ง คือให้เลยวิชาปกครองย่อย ให้เลยวิชาปกครองใหญ่ คำนวณให้เลยเข้าไว้ แต่จะเลยจริงเลยเล่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นำเหตุทั้งหลายที่คำนวณเลยปกครองไปแล้ว กำลังเลยอยู่ และที่จะเลยต่อไป รวมเป็น “หนึ่ง” ย่อย แยก ดับ ละลาย “หนึ่ง” นี้ ให้ขาวใส แล้วก็คำนวณต่อไปอีก นี่คือแนวการทำวิชาของภาคขาว ส่วนปัญหาที่ว่า เราคำนวณไปแล้วภาคดำมาขวางรู้ขวางญาณเรา เป็นความรู้ที่เราจะได้ศึกษากันต่อไป

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org