Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร ภาค 1
ปราบมาร1(6) PDF พิมพ์ ส่งเมล

ทุกข์และสมุทัย

     ทุกข์เป็นผล สมุทัยเป็นเหตุ เราค้นคว้าหาสมุทัย เพื่อดับสมุทัยนั้น เมื่อสมุทัยถูกดับ ทุกข์ย่อมไม่เกิด

     ที่เราเห็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในการเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้นนั้น ทุกข์และสมุทัยที่เราเห็นเป็นรูปวงแหวนบ้าง เป็นลักษณะอื่นบ้าง ลักษณะเช่นนี้เป็นของหยาบ แสดงการปกครองของมารที่เขาปกครองดวงนิโรธและปกครองดวงมรรค ประจำกาย 18 กายของเรา

     การทำวิชาเพื่อสืบไปหาเหตุทุกข์ไปหาเหตุสมุทัยละเอียด เป็นเรื่องละเอียดที่เรามองด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายไม่เห็น เพราะทุกข์และสมุทัย มารเขาทำเป็นนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ พิสดารไปเจือปนอยู่ใน ขันธ์ 5 อายตนะ 12 ธาตุ 18 อินทรีย์ 22 ปฏิจจสมุปบาทธรรม ทั่วสัตว์โลก มนุษย์โลก ทิพย์ พรหม อรูปพรหม จักรพรรดิ กายสิทธิ์

     แม้ว่าเราจะอดทนสร้างบารมี จนดวงบารมีใหญ่พอสมควร ได้มรรคผลนิพพาน มีความสามารถเข้าถึงธรรมวิเศษคือเข้าถึงธรรมกายระดับแก่กล้า สามารถจะละสังโยชน์ดับทุกข์และสมุทัยที่มีในตนได้ และได้เข้านิพพานสมใจปรารถนา ลืมไปว่าทุกข์และสมุทัยที่ซ่อนตัวอยู่ในอายตนะภายนอกนั้น ยังมีอีกมากมาย เขาซุ่มตัวอยู่ ไม่แสดงอะไรให้ปรากฏ แต่พอเขามีกำลังขึ้นมา เขาสามารถเข้ายึดอำนาจปกครองได้หมด ทั้งระดับปกครองย่อย และปกครองใหญ่ เราว่าเราได้มรรคผลนิพพาน แต่เราไปเจอมารในปกครองใหญ่เข้าอีก เราจะว่าอย่างไร

     เข้าทำนองหนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ เราหนีเสือจากโลกมนุษย์ แต่ไปพบปะจระเข้บนนิพพาน เป็นความสับสนและเป็นความวุ่นวาย ยากที่ใครจะเดาเหตุการณ์ได้ แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถของมารเขา เหตุทุกข์และเหตุสมุทัยเขาละเอียดจริง ๆ ยากแก่การคาดหมายด้วยญาณทัสสนะใด ๆ

     คิดถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ที่ทำวิชาปราบมารสมัยที่มีชีวิตอยู่ หากหลวงพ่อไม่ทำ มารมันจะลุกลามไปแค่ไหน ใครจะรู้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น และใครจะเป็นคนแก้ไขต่อไป เรื่องมันยุ่งและยากอย่างนี้ สมควรที่เราจะได้ปรารภกันตามวิถีทางทางวิชาธรรมกาย ท่านผู้ศึกษาที่เป็นบัณฑิตและผู้คงแก่เรียน ท่านอาจมีแนวคิดมากกว่าผู้เขียนก็ได้

     เรื่องของเหตุ ความยากอยู่ที่ว่า เป็นความว่างละเอียด ค้นคว้าไปเท่าไร คำนวณไปเท่าไร ไม่สุดละเอียดของมารจริง ๆเลย ย่อมแปลว่า ทุกข์และสมุทัยละเอียดยังมีอยู่ เมื่อมีละเอียด เขาก็ทำละเอียดให้เป็นหยาบได้ เป็นความหนักใจของผมเหลือเกิน ธาตุธรรมของมารประเภทใดที่เราดับเขาไม่ได้ เขาจะเอาธรรมประเภทนั้นมาปกครอง เขามีความสามารถในการหลบซ่อน จนเราตามไม่พบเพราะความละเอียดของเขา เขาก็หัวเราะเยาะเราว่าเราไม่มีน้ำยา เราดับเขาได้แต่มารหยาบ ๆ แต่ที่ละเอียด ๆ ยังไล่กันไม่จน เป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรัง

     สมัยหลวงพ่อ ท่านสอนเราว่า เหตุมี 19 อย่าง แต่จากการค้นคว้าการรบของผม เข้าใจเรื่องของเหตุไปอีกแนวหนึ่ง ดังต่อไปนี้

 

เหตุว่าง

     เหตุคือความว่าง มี 4 ประเภท คือ

1. เหตุหลัก

2. เหตุจร

3. เหตุสอดแทรก

4. เหตุต่าง ๆ ไม่ทราบว่าจะเรียกอย่างไร เป็นเหตุที่เราไปประจันข้างหน้า

 

     เหตุหลัก

     เหตุหลักคือเหตุ 19 คือเหตุ สุด หมด ไม่มี ว่าง ดับ ลับ หาย สูญ สิ้นเชื้อ ไม่เหลือเศษ หล่อเลี้ยง เป็นอยู่ ปราสาท รส ชาติ ไอ แก็ส กรด ละลาย (กินละลาย)

     1. เหตุสุด หมายความว่าสุดวิชา สุดปกครอง สุดแห่งความว่าง สุดแห่งความว่างทั้งหลายทั้งปวง แต่จริง ๆ แล้ว ไม่สุดจริงตามที่เราเข้าใจ การที่ไม่สุดจริง ๆ เพราะเราคำนวณวิชาไม่ละเอียดจริงนั่นเอง

     2. เหตุหมด หมายความว่าหมดแล้ว ไม่มีอีกแล้ว แต่จริง ๆ แล้วยังไม่หมดจริง

     3. เหตุไม่มี หมายความว่าไม่มีอีกแล้ว แต่จริง ๆ และยังมีอีก

     4. เหตุว่าง หมายความว่า ว่างเปล่า ไม่มีอะไร เป็นสุญญากาศ เหตุว่างนี้เองที่มารเขาพลางตาเรา ให้เราหลงผิดไปว่าหมดแล้ว เพราะมีแต่ว่าง เหตุว่างนี้ร้ายนัก รบไปเท่าไร ยังไม่หมดว่างจริง ๆ แม้เราใช้วิธีคำนวณด้วยแนวต่าง ๆ ก็ยังไม่หมดว่าง ความว่างนั้นเป็นนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ ของมารเขาทั้งนั้น เขาเอาธาตุ 6 มาหมุนซ้าย จนเกิดความว่างขึ้น ว่างหยาบหมายความว่า เขาหมุนซ้ายไว้หยาบ ว่างละเอียดหมายความว่า เขาหมุนซ้ายไว้อย่างพิสดาร

     5. เหตุดับ ขณะที่เราเดินวิชาเพื่อละลาย ดับ ย่อย แยก นั้น เราจะเห็นว่ามารดับหมด แต่จริง ๆ แล้วเขาหลบตัวเข้าไปอยู่อีกเหตุหนึ่ง เหตุที่เขาไปอาศัยนั้นคือเหตุดับ เรามองด้วยญาณทัสสนะเห็นมารดับไปหมด ให้เราเดินวิชาเข้าไปในเหตุดับนี้ต่อไป รบไปจกว่าจะสุดเหตุดับ เหตุดับนี้อันตรายมาก เพราะอะไรจึงว่าอันตราย ก็เพราะเขาลวงเราว่าดับหมดแล้ว ชวนให้เราเข้าใจผิดได้เสมอ

     6. เหตุลับ หมายความว่า เร้นลับ ลี้ลับ ลับตา เข้าไปหาไม่พบ เพราะมันลับ ในการเดินวิชา ท่านให้เดินวิชาไปให้สุดเหตุลับ

     7. เหตุหาย หมายความว่า หาไม่พบ เพราะอะไรจึงไม่พบ ก็เพราะหลบไปอยู่ในเหตุหาย การเดินวิชาจำเป็นต้องไปให้สุดเหตุหาย

     8. เหตุสูญ หมายความว่า สิ้นสูญ หายสิ้น ไม่มี ครั้นเดินวิชาเข้าจริง ไม่สูญจริง ๆ สักที

     9. เหตุสิ้นเชื้อ หมายความว่า หมดเชื้อแล้ว สิ้นเชื้อแล้ว

     10. เหตุไม่เหลือเศษ ต่อจากเหตุสิ้นเชื้อ เมื่อสิ้นเชื้อแล้วก็ต้องไม่เหลือแม้แต่เศษ

     11. เหตุหล่อเลี้ยง หมายความว่า ชีวิตมีอยู่ได้เพราะมีการหล่อเลี้ยง หล่อเลี้ยงด้วยธาตุและหล่อเลี้ยงด้วยบุญ บารมี ... ฯ ซึ่งลักขโมยไปจากพวกเราทั้งนั้น เวลาเราทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนา หากไม่ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย มารเขาก็มาลักขโมยบุญของเราไปได้ เอาไปให้ความเป็นอยู่แก่เขา

     12. เหตุความเป็นอยู่ เหตุหล่อเลี้ยงกับเหตุความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกัน เมื่อมีการหล่อเลี้ยง เขาก็อยู่รอด มีชีวิตอยู่ได้ เขาก็มีนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ เป็นที่อาศัย

     13. เหตุปราสาท ปราสาทนี้คือเกราะป้องกันภัย ปราสาทซ้อนอยู่ในนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ เป็นเกราะป้องกันไม่ให้กายได้รับอันตราย ซ้อนอยู่เป็นชั้น ๆ ละเอียดยิ่งนัก การจะได้กายเขามาดับได้ นับเป็นการยากหนักหนา ทำลายนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ได้แล้ว จึงจะถึงปราสาท ดับปราสาทไปทีละชั้นแล้ว จึงจะจับกายมาดับ แปลว่ามารเขาซ่อนกายได้ดีเหลือเกิน

     14. เหตุรส คือ เหตุที่ทำหน้าที่ปรุงรสให้เกิดรสต่าง ๆ ให้เป็นที่พอใจและไม่พอใจ เขาทำได้ทั้งนั้น

     15. เหตุชาติ คือ การทำให้เกิด มีหน้าที่ทำให้เกิด คู่กับเหตุรส เรามักพูดติดปาดว่า มีรสชาติ

     16. เหตุไอ คือ เหตุที่ทำให้รู้และญาณทัสสนะของเรามัว เมื่อญาณทัสสนะขุ่นมัว ย่อมตัดสินใจผิดพลาด ลักษณะเป็นควัน หมอก

     17. เหตุแก๊ส เหตุอันนี้ทำหน้าที่เซาะกร่อนคู่กับเหตุกรด

     18. เหตุกรด ทำหน้าที่กัด ละลาย เหตุแก๊สนำทางไปแล้ว เหตุกรดซ้ำเติม

     19. เหตุละลาย หรือเหตุอัสนีธาตุ ทำหน้าที่ละลาย ทำหน้าที่ดับให้สูญ ย่อย แยก ทั้งเหตุแก๊ส เหตุกรด เหตุละลาย ทำงานกันเป็นทีม ของมารเป็นดวงดำ ของภาคบุญเป็นดวงใส ของฝ่ายใดดวงโตกว่า ย่อมเป็นฝ่ายชนะ

     เหตุ 19 นี้ เป็นคุณสมบัติของเหตุทั้งหลาย เหตุทุกเหตุ ต้องทำหน้าที่ตามชื่อของเหตุ

 

     เหตุจร

     คือ เหตุที่ทำหน้าที่เลื่อนลอยไป เลื่อยลอยมา จรไปจรมา ไม่ทราบที่มาที่ไป เห็นใครรบกัน เขาก็เข้าช่วยทันที ช่วยเหตุหลักรบอีกแรงหนึ่ง

 

     เหตุสอดแทรก

     เป็นเหตุที่แปลกอีกประเภทหนึ่ง มาช่วยเหตุจรรบ เราจึงมีศึกหลายด้านขณะประจัญบานนั้นเอง ไม่ทราบว่าเหตุนี้มาจากไหน สอดแทรกเข้ามารบด้วย เลยเรียกว่าเหตุสอดแทรก

     ทั้งเหตุจรและเหตุสอดแทรก ต่างก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน คือ มีเหตุ 19 ประจำเหตุ

 

     เหตุต่าง ๆ ที่ไปประจันข้างหน้า

     จัดว่าเป็นเหตุที่สำคัญที่สุด เป็นเป้าหมายสำคัญที่เราต้องติดตามไปดับ เป็นเหตุสำคัญที่เราจะต้องไปพบให้จงได้ นับว่าเป็นตัวการสำคัญที่เราต้องการค้นคว้าไปให้ถึง ได้แก่ เหตุที่เราพูดกันติดปากว่า ต้นในต้น ไม่มีต้นต่อไป แยกว่า ต้นนั้น เป็นต้นของอะไร ชนิดไหน ประเภทใด

     สรุปแล้ว ทั้งเหตุจร เหตุสอดแทรก เหตุที่เราจะไปพบข้างหน้า ต่างก็มีเหตุหลัก 19 ประจำเหตุเหล่านั้น ส่วนเหตุเป้าหมายคือเหตุที่เราจะไปพบข้างหน้า ยังมีหน้าที่พิเศษออกไปอีก หน้าที่พิเศษที่ว่านั้น โดยสรุปก็คือหน้าที่ปกครอง รวมทั้งปกคองย่อยและปกครองใหญ่

 

     ตัวอย่างเหตุจร

     เหตุจรคือเหตุที่จรไปจรมา ไปช่วยเหตุประจันหน้ารบ เขามาช่วยรบก็จริง แต่หน้าที่สำคัญคืออะไร เราพิจารณากิริยาที่เขารบ เรียกตามอาการกิริยาของเขา มีมากมาย ยกตัวอย่างให้ดูดังนี้

     1. เหตุตัดรู้ตัดญาณ เมื่อพบเหตุลักษณะนี้ รู้และญาณทัสสนะของเราไม่ไกลเสียแล้ว เพราะมารเขามาตัดรู้ตัดญาณทัสสนะ

     2. เหตุบ่วงวิชา คำว่าบ่วง หรือ แร้ว เป็นชื่อเครื่องมือสำหรับดักสัตว์ของนายพราน นำมาเรียกชื่อเหตุ เพราะเหตุบ่วงวิชาทำให้วิชาของเราไม่เดิน เสมือนหนึ่งเราติดบ่วงติดแร้วของนายพราน

     3. เหตุพรางวิชา นำมาเป็นชื่อเหตุ ก็เพราะทำให้วิชาของเรามัว วิชาไม่เดินเท่าที่ควรจะเป็น ยากต่อการตัดสินใจ เนื่องจากเห็นอะไรไม่ชัด

     4. เหตุจำแลงแปลงวิชา มารเขาจำแลงแปลงกายมาในรูปของเกจิอาจารย์ที่เรานับถือ จำแลงแปลงกายเป็นพระพุทธองค์ กว่าเราจะรู้ว่าเป็นมารจำแลง แทบจะสายเกินแก้ บางครั้งจำแลงแปลงเหตุ ทำเป็นว่าเป็นเหตุที่เราต้องการมีรูปร่าง หน้าตาอย่างนี้ เราหลงรบอยู่นาน ที่ไหนได้รบกับพวกเดียวกันเสียแล้ว กว่าเราจะรู้ทัน มารตัวจริงเขาหนีไปที่ไหนนานแล้ว เรามาต่อสู้กับตัวหลอกตัวปลอมของเขาแท้ ๆ ผู้เขียนถูกหลอกจนไม่รู้จะแก้อย่างไร บางครั้งจำแลงเป็นหลวงพ่อวัดปากนน้ำ จำแลงเป็นพระพุทธองค์ ต้มพวกเรามาไม่รู้ว่ากี่ชาติแล้ว เวลาเราถวายข้าวพระ เห็นเป็นว่าถึงแน่ พระองค์ทรงฉันอย่างนั้นอย่างนี้ กรณีอย่างนี้เรียกว่าจำแลงเหตุ วิธีแก้คือให้เขากายของเขาไปจนสุดละเอียด รบไปด้วย แล้วจะทราบว่า มารเขาหลอกเราอย่างนี้ ในเรื่องเหตุก็ ต้องตั้งเครื่องหมุนขวาเข้าไปในเหตุนั้น รบไปด้วย จนกว่าจะถึงสุดละเอียด แล้วเราจะทราบว่า เราถูกหลอกอย่างจังทีเดียว การหลอกโดยวิธีนี้ เขาทำได้ผลมาก เขาหลอกเรามาเป็นชาติ ๆ

     ครั้นมารรู้ว่าเราทันเขา เขาจะเปลี่ยนวิธีใหม่ทันที เราจะพบอย่างไรเข้าอีก ต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป แม้ว่าเรารู้ เขาก็ทำทั้ง ๆ ที่เรารู้

     5. เหตุซ่อนรู้ซ่อนญาณทัสสนะ เขาสามารถหลบรู้หลบญาณทัสสนะของเราได้ เราก็ต้องรบเข้าไปในเหตุซ่อนรู้ซ่อนญาณนั้น ต้องออกชื่อเหตุให้ถูก วิชาของเราจึงจะเดิน ต่อเมื่อเดินวิชาสุดปกครองแล้ว จึงจะทราบว่านี่คือเหตุซ่อนรู้ซ่อนญาณ

     6. เหตุกำบังวิชา เราเห็นวิชาไม่ตลอด มารมาปิดรู้บังญาณทัสสนะไว้

     7. เหตุซ่อนธาตุซ่อนธรรม ไม่เห็นธาตุธรรมของเขา

     8. เหตุซ่อนวิชาซ่อนกาย ไม่เห็นกายของเขา ไม่เห็นนิพพาน ภพ 3 โลกันต์ของเขา

     9. เหตุเบี่ยงวิชา คำว่าเบี่ยง แปลว่า เอี้ยวตัวหลบ แปลว่าเลี่ยง เบี่ยงวิชา ก็คือ ปัดรู้ปัดญาณทัสสนะ ไม่ให้วิชาของเราถูกตัวเขา

     10.เหตุยืดรู้ยืดญาณ เมื่อวิชาของเราจะไปถึงตัวเขา เขามาทำให้แลเห็นเป็นว่าเขาห่างออกไป ไกลออกไป เราเข้าไปประชิดไม่ได้

     11. เหตุหลอกเหตุล่อ เวลาที่เราจะถึงเป้าหมายตัวจริงของเขา มักจะมีบริวารของเขาออกมาล่อ อีกส่วนหนึ่งจะออกมาหลอก เมื่อเราจัดการกับพวกหลอกนี้ได้ จึงจะถึงตัวการสำคัญของเขา

     ตามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่างเหตุจรเพียง 11 เหตุเท่านั้น ส่วนที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ยังมีอีกมากมาย

 

     ตัวอย่างเหตุสอดแทรก

     เหตุสอดแทรกจะพบระหว่างรบ เรากำลังจะไปถึงเป้าหมาย แต่แล้วมักมีอะไรสอดแทรกเข้ามา ทำให้การรบเกิดระวังหน้าห่วงหลัง วิชาของเราจะเดินช้า การตัดสินใจเกิดความลังเลทันที

     1. เหตุจังงัง เหมือนที่โบราณพูดว่า ถูกจังงัง คือ เราจะเผลอ นึกอะไรขาดตอนทันที วิชาหยุดเดินไปเฉย ๆ

     2. เหตุวนเวียน วิชาเกิดวนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ต่อเมื่อเหตุถูกดับหมดไป ความวกวนจึงจะหมดไป

     3.เหตุหลงเหตุลืม เราท่องวิชาไว้อย่างขึ้นใจ ครั้นไปพบเหตุเช่นนี้เข้า จะลืมวิชาทันที ขึ้นต้นลงท้ายไม่ถูก ต่อเมื่อเหตุที่ว่านั้นถูกดับไป จึงจะลำดับวิชาได้เหมือนเดิม

     4. เหตุกระดอนย้อนกลับ เราคงเคยสังเกตไก่ตีกัน ตัวหนึ่งทำท่ายอมแพ้วิ่งหนี แล้วตัวชนะวิ่งตาม สักประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ตัวที่วิ่งหนีจะหวนกลับมาตีใหม่ เหตุกระดอนย้อนกลับมีลักษณะอย่างนั้น ต้องอดทนดับ จนกว่าเหตุเช่นว่านั้นหมดไป

     5. เหตุสับธาตุสับธรรม ระหว่างรบจะมีธาตุธรรมแปลก ๆ ออกมาสู้ รูปร่างไม่เหมือนเดิม แต่แรกเราตั้งเป้าหมายว่าจะรบกับธาตุธรรมหนึ่ง ครั้นรบไปชั่วเวลาหนึ่ง เขาจะเปลี่ยนธาตุธรรมอื่นออกมาสู้

     6. เหตุธาตุดื้อธรรมด้าน นับว่าร้ายที่สุด ทำอย่างไรก็ไม่ดับไม่แตก มันทั้งดื้อและด้าน เราก็ต้องอดทนเดินวิชาจนกว่าเหตุธาตุดื้อธรรมด้านดับหมดไป พูดอย่างเราท่านก็คือดื้อยา เราต้องใช้วิชาสูง

     7. เหตุธาตุไม่ดับธรรมไม่ตาย นี่ก็ร้ายเหลือเกิน ทำวิชาเท่าไร เขาก็ไม่ดับและไม่ตาย จำเป็นต้องใช้วิชาสูง กรณีอย่างนี้อย่าใจร้อน เดินวิชาไปเรื่อย ๆ คิดวิชาสู้ให้ดี ต้องทำให้ดับให้จงได้

     8. เหตุธาตุศิลาธรรมศิลา เป็นหินภูเขาใหญ่ ก็เลยเรียกธาตุศิลาธรรมศิลา มากมายก่ายกอง ไกลสุดหูสุดตา กว่าจะทะลุเหตุประเภทนี้ไปได้ แทบหมดกำลังใจทำวิชา

     9. เหตุธาตุหนาธรรมแข็ง เหตุประเภทนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มีความแข็งยิ่งกว่าอะไรทั้งหลาย รอบปริมณฑลของเขาหนามาก กว่าจะทำให้ดับไปได้ เล่นเอามือเท้าอ่อนทีเดียว

     10. เหตุสารพัดธาตุสารพัดธรรม ไม่ทราบจะเรียกชื่ออะไร เลยใช้ว่าสารพัดธาตุสารพัดธรรม

     ตามที่กล่าวมานี้ เป็นตัวอย่าง ความจริงยังมีอีกมากมายไม่รู้จบสิ้น เพื่อประกอบความเข้าใจว่า เหตุสอดแทรกนั้นมีอะไรบ้าง การจะยกย่องว่าใครเก่ง ต้องทดสอบให้สู้กับเหตุสอดแทรกดูบ้าง ถ้าใครสามารถทำให้มารประเภทที่กล่าวมานี้ดับไปได้ จึงควรแก่การได้รับการยกย่อง

 

     เหตุต่าง ๆ ที่จะไปประจันข้างหน้า

     ท่านได้เรียนเรื่องเหตุหลัก เหตุจร เหตุสอดแทรกมาแล้ว จากนี้ไปจะได้เรียนถึงเหตุสำคัญ คือเหตุที่เราจะไปประจันต่อไปข้างหน้า เป็นเป้าหมายสำคัญที่เราต้องติดตามไปพบให้จงได้ เพราะเป็นตัวการใหญ่อย่างที่เราเรียกว่า ต้น ต้นในต้น ไม่มีต้นต่อไป ถ้ากำจัดต้นตอของเขาไม่ได้ งานปราบมารของเราจะล้มเหลว ขึ้นชื่อว่ามารแล้ว ต้องเอาต้นวิชามาดับให้ได้ ตราบใดที่ต้นวิชายังไม่ถูกดับ ถือว่างานปราบมารไม่เสร็จ ถึงมารประเภทบริวารจะหมดไปก็จริง หากต้นวิชาของเขายังเหลืออยู่ ต้นของเขาก็พิสดารธาตุธรรมของเขาอีกได้ ที่ปราบไปแล้วเสมือนหนึ่งยังไม่ได้ปราบ

     แต่การค้นต้นวิชาของเหตุทั้งหลาย เป็นงานละเอียดใช้วิชาสูง เราจะไปพบเหตุประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย ไม่ทราบว่าจะมีอะไรบ้าง เป็นการเสี่ยงของเรา ว่าเราเดินทางไปอย่างเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม เหตุทั้งหลายทั้งปวงที่เราจะพบต่อไปนี้เรียกว่าเหตุที่เราจะพบข้างหน้า จัดเป็นเหตุประเภทที่ 4 ตามความเห็นของผู้เขียน

     สาระสำคัญของเหตุ อยู่ที่เหตุประเภทที่ 4 นี้ ส่วนเหตุต่าง ๆ 3 เหตุที่ผ่านมาแล้วนั้น เป็นเหตุประกอบ ไม่ถือว่าสำคัญอะไร เป้าหมายสำคัญอยู่ที่เหตุประเภทที่ 4 หากเราค้นคว้าไปถึงได้ทั้งหมด จึงจะถือว่าสุดเหตุอย่าแท้จริง คำถามที่ว่าเหตุประเภทที่ 4 มีอะไรบ้างนั้น อันนี้เราต้องเดินวิชาเองจึงจะทราบได้

1. เหตุต้นคิดวิชา

2. เหตุผู้สอด

3. เหตุผู้ส่ง

4. เหตุผู้สั่ง

5. เหตุผู้บังคับ

6. เหตุผู้ปกครอง

7. เหตุผู้ปกครองย่อย

8. เหตุผู้ปกครองใหญ่

9. เหตุเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

10. เหตุหัวใจเครื่องรวมใหญ่ของผู้ปกครองใหญ่

     เราต้องมาแยกออกว่า ต้นคิดวิชาของอะไร เรื่องอะไรที่เราจะรบครั้งนี้ เมื่อหมดเนื้อหาสาระของต้นคิดวิชาประเภทนี้แล้ว จึงขึ้นต้นคิดวิชาประเภทอื่นต่อไป จนกว่าจะหมดเหตุประเภทที่ 4

     ท่านผู้เขียนอยากให้ผู้เขียนแจกแจงว่า เท่าที่ทำวิชามานั้น ได้พบเหตุประเภทที่ 4 อะไรบ้าง เพื่อประกอบความเข้าใจขอเรียนว่า เหตุประเภทที่ 4 นี้มีมากมาย จาระไนไม่ไหว แรก ๆ ที่เดินวิชาการรบในปกครองใหญ่ เราพบว่ากายหลัก 18 กายของเราอ่อนแอ เนื่องจากนิพพานประจำกายหลักถูกมารดับ เราก็รบเรื่องนี้ไปหาต้นคิดวิชาและอื่น ๆ จนสุดปกครอง แล้วสุดท้ายมาทำนิพพานในกายให้เกิดขึ้น

     เหตุประเภทที่ 4 ที่ไปพบมีมาก ล้วนแต่เป็นต้นคิดวิชาสำคัญทั้งนั้น การดับมารที่มายึดอำนาจปกครองใหญ่ เราก็พบเหตุประเภทที่ 4 ไปอีกอย่างหนึ่ง รบกันจนกว่าภาคมารดับไป ถึงแม้ยังไม่เข้าขั้นสิ้นเชื้อ แต่ก็เกือบสิ้นเชื้อ ดังนั้น การเดินวิชาเพื่อหาเหตุประเภทที่ 4 ต้องลองทำวิชาดูแล้วจะทราบเอง

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org